LAST UPDATE : JANUARY 01 2015  01:00 A.M. PACIFIC TIME

 

 

หมายเหตุอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

บทบาทและหน้าที่ของพระพรหมสุธี

ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ
ในการเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจในสหรัฐอเมริกา

31 พฤษภาคม - 15 มิถุนายน 2557

 

กดที่ภาพเพื่ออ่าน

 


 

ประมวลข่าวเจ้าคุณเสนาะ

 

 

เคาต์ดาวน์เจ้าคุณเสนาะ !

สตง. พบพิรุธ บัญชีเงินงานศพสมเด็จเกี่ยว

มัดคอเสนาะ "ใกล้ตะแลงแกง" เข้าไปทุกขณะ

 

 

ผู้ว่า สตง. ตั้งโต๊ะแถลง พบความผิดปรกติของงบงานศพสมเด็จเกี่ยว ขยายผลลงไปในการบริจาครายวัน ก็หมายถึงว่า เจ้าคุณเสนาะต้องรายงานรายละเอียดค่าใช้จ่ายในงานศพสมเด็จเกี่ยวตลอดเวลา 8 เดือน นับจากวันมรณภาพ (7 สิงหาคม 2556) ถึงวันพระราชทานเพลิงศพ (9 มีนาคม 2557) ละเอียดยิบ ทุกบาททุกสตางค์ ว่าแต่ละวัน มีใครบริจาค บริจาคเท่าใด จ่ายไปเท่าใด เหลืออยู่เท่าใด และปัจจุบัน "เงินนั้น" อยู่ที่ไหน ในบรรดาบัญชีเงินวัดสระเกศกว่า 100 บัญชี อย่าตกใจ อ่านว่า "หนึ่งร้อยบัญชี" นะฮะ ไม่ใช่ "สิบบัญชี" จะว่าวัดสระเกศมีบัญชีเงินฝากมากที่สุดในโลกเลยก็ได้

งานนี้ จะวัดฝีมือว่า "ระดับอดีตเลขาผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช" ซึ่งควบตำแหน่ง "เลขาธิการมหาเถรสมาคม" อีกด้วยนั้น จะมีฝีมือระดับเทพดังเขาเล่าลือกันจริงหรือเปล่า เพราะเห็นกรรมการมหาเถรสมาคมนับตั้งแต่สมเด็จวัดปากน้ำลงมา ไม่มีใครกล้าแตกเจ้าคุณเสนาะเลย โชว์ฝีมือ "ปิดปาก" พระผู้ใหญ่ได้อย่างยอดเยี่ยมไร้เทียมทาน

 

 

ข่าวนี้น่าจะเป็นทั้ง "ข่าวดี" และ "ข่าวร้าย" ส่งท้ายปีเก่า 2557 นี้ก็ได้ เพราะกรณีนี้มี "สองฝ่าย" ที่ต่อสู้กันอยู่ จะสู้ด้วยเพื่อความยุติธรรมหรือสู้เพื่อแก้แค้นอะไรก็ตามแต่ แต่ก็ชัดเจนว่า มีอยู่สองฝ่าย ดังนั้น เมื่อฝ่ายหนึ่งได้รับข่าวดี ข่าวดีของฝ่ายนี้ก็ย่อมจะเป็น "ข่าวร้าย" ของฝ่ายตรงกันข้าม ตามทฤษฎี "ไม่มีสัมพันธภาพ" ของอัลเบิร์ต ไอแค๊กๆ

ก็ต้องจับตาไปที่ "มหาเถรสมาคม" หรือที่ "สมเด็จวัดปากน้ำ" จะทำการอย่างไรต่อไป ในเมื่อผู้ใหญ่ระดับ "ผู้ว่า สตง." ตั้งโต๊ะแถลงข่าวเอง คนระดับนี้ ถ้าไม่มีพยานหลักฐานระดับ "ดิ้นไม่หลุด" อยู่ในมือ รับรองว่าไม่มีใครเสี่ยงออกมาพูด เพราะเดิมพันมันสูง ใช่เฉพาะตำแหน่งของเจ้าคุณเสนาะเท่านั้น แต่ตำแหน่ง "ผู้ว่า สตง." ก็สูงสุดเช่นกัน ดังนั้น จากพฤติกรรมของเจ้าคุณเสนาะที่ผ่านมา ซึ่งกระทบถึงสมเด็จวัดปากน้ำและสมเด็จวัดพิชัยญาติ ต้องตกเป็น "ลูกไล่" ให้แก่ สตง. ไปครั้งหนึ่งแล้ว มาบัดนี้ ก็คงหนีไม่พ้นที่จะต้องเจออะไรอีกเยอะ

 

 

สองสมเด็จ คือ วัดปากน้ำกับวัดพิชัยญาติ ยังไม่ต้องรีบปลดเจ้าคุณเสนาะหรอกนะครับ ไหนๆ ก็ปล่อยเอาไว้ตั้งนานแล้ว รอฤกษ์งามยามดี ให้เจ้าหน้าที่เขาแจ้งข้อหา "โกงเงินหลวง" อย่างเป็นทางการกับกรรมการมหาเถร เจ้าคณะภาค 12 และประธานสำนักงานพระธรรมทูตสายต่างประเทศ ให้ครบทุกมาตราเสียก่อน ถึงตอนนั้นก็ค่อยให้ "สมเด็จ" หรือ "กรรมการมหาเถรสมาคม" รูปใดรูปหนึ่ง เอาตำแหน่งไปเป็นประกัน มันต้องช่วยเหลือกันสิ เวลาเหนาะมีอำนาจก็เห็นระดับ "สมเด็จ" วิ่งเข้าไปหาถึงในวัดสระเกศ เรียกด้วยวาทะ "พระเดชพระคุณ" อย่างไม่เคอะเขิน วันนี้ พระเดชพระคุณพระพรหมสุธี มีปัญหาถึงตาจน ก็หวังว่า "คนที่เคยช่วยๆ กันไว้" จะกลับมาช่วยเหลือกันบ้าง อย่าง "เจ้าคุณในสหรัฐอเมริกา" รุ่นล่าสุด ทั้งตั้งทั้งเลื่อน โดยเฉพาะสายธรรมกาย ซึ่งได้ถึง 4 พระหน่อนั้น ก็หวังว่าคงไม่ลืมบุญคุณนะ ว่าพวกคุณได้ดีเพราะใคร ?

เหตุผลสำคัญก็คือ "เราต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา" อย่ามโนว่าผิดก่อน ส่วนเรื่องจริยาพระสังฆาธิการที่เคยนำไปปลดหรือพักงาน 7 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรนาน 5 ปีที่ผ่านมานั้น ก็เป็นการบังคับใช้ระเบียบกับพระเด็กๆ เปล่าสองมาตรฐาน เพราะความจริงก็คือ มหาเถรสมาคมไม่มาตรฐานอยู่แล้ว อยากจะอ้างยังไงก็อ้าง เพราะอ้างแล้วไม่มีใครกล้าเถียง ก็แปลว่า กูถูกอยู่คนเดียว

งานนี้บอกให้ทราบก่อนนะครับว่า อย่าคิดว่า "เหนาะจะเน่าคนเดียว" แต่กระบวนการปั้นเหนาะ ซึ่งสมเด็จวัดปากน้ำ "ไฟเขียว" ให้เสนาะเสวยอำนาจมาตั้งแต่ต้น ไล่ไปจนถึง "สมเด็จพระพุทธชินวงศ์" ซึ่งลงมาเล่นบท "พี่เลี้ยง" มาตั้งแต่เกิดเรื่อง ก็เตรียมรับกับเสียง "ชะยันโต" เอาไว้ให้ดี โดนหางเลขแน่ ว่าใครเป็นใคร ในมหากาพย์ "ศึกภูเขาทอง" อันโด่งดังในประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์

 

นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส
ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง)

 

จากกรณีที่ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)ได้ดำเนนินการตรวจสอบข้อมูลการใช้งบประมาณพระราชทานเพลิงศพ สมเด็จพระพุฒาจารย์  (เกี่ยว อุปเสโณ) อดีตประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช จำนวน 67 ล้านบาท ต่อพระพรหมสุธี (เสนาะ ปญฺญาวชิโร) หรือเจ้าคุณเสนาะ เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เจ้าคณะภาค 12 กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และผู้ที่เกี่ยวข้องนั้น

ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เปิดเผยว่า จากการที่ สตง. ได้ดำเนินการตรวจสอบการใช้งบประมาณพระราชทานเพลิงศพ สมเด็จพระพุฒาจารย์ จำนวน 67 ล้านบาท แต่ สตง.ไม่ได้รับความร่วมมือในการตรวจสอบทั้งเอกสาร การใช้จ่ายงบประมาณ สมุดบัญชีต่างๆ สตง. จึงต้องทำหนังสือถึงสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช จนได้รับเอกสารจากทาง พระพรหมสุธี และได้ดำเนินการตรวจสอบเอกสารอย่างละเอียด พร้อมกับลงพื้นที่จริงในการติดตามการใช้งบฯ

ในเบื้องต้น พบความผิดปกติของการใช้งบฯ 2 ส่วนหลัก ๆ ได้แก่

1.งบประมาณพระไตรปิฎกที่ใช้แจก จำนวน 15 ล้านบาท พบว่า หลักฐานยังไม่ชัดเจนพอที่จะรับฟังได้

2.การจัดหาโต๊ะหมู่บูชา ที่จะนำไปถวายตามวัดต่างๆ ในงบฯ 11 ล้านบาท เมื่อ สตง. ไปสอบยันข้อมูลปรากฏว่า ไม่ได้ซื้อจากเงินที่อุดหนุนไป เนื่องจากมีเจ้าภาพจากภาครัฐและเอกชนไปบริจาคให้อยู่แล้ว จึงไม่น่าเชื่อได้ว่า จะจัดซื้อจากเงินที่ได้รับอุดหนุนไป

ดังนั้น สตง. จำเป็นจะมีการขยายการตรวจสอบเกี่ยวกับรายรับรายจ่ายประจำวันในพิธีศพ ที่มีผู้มาทำบุญเป็นจำนวนมาก เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาเกี่ยวกับการใช้งบฯ ที่รัฐได้อุดหนุนด้วย ว่าได้มีส่วนมาเกี่ยวข้องกับการจัดงานหรือไม่

"สตง. ได้รายงานผลเบื้องต้นให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ให้ทราบถึงข้อเท็จจริง เกี่ยวกับการตรวจสอบแล้วยังมีข้อสงสัย รวมถึงจะต้องขยายผลการตรวจสอบออกไปอีก โดยไม่ทราบว่าจะได้รับความร่วมมือหรือไม่ หากไม่ได้รับความร่วมมือ สตง. คงต้องมีมาตรการบางอย่าง เพื่อให้การตรวจสอบเดินหน้าต่อไปได้" ผู้ว่าการ สตง. กล่าว

โดยนายพิศิษฐ์ ยังกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ สตง.ก็ได้ทำหนังสือถึงสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) รายงานเกี่ยวกับความผิดปกติของการใช้งบฯ 67 ล้านบาทและต้องขยายผลการตรวจสอบ เพื่อนำรายงานต่อมหาเถรสมาคม (มส.)ได้รับทราบ และร่วมพิจารณาปัญหา เพราะถือเป็นความจำเป็นจะต้องพิสูจน์หลักฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณแผ่นดิน โดยขอความเมตตาจากสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ และ มส. ที่จะทำอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะให้การตรวจสอบเดินหน้าต่อไปได้ เพื่อทำให้เกิดความกระจ่างชัดต่อสังคม อีกทั้งขอความร่วมมือกับเจ้าอาวาสให้แสดงข้อมูลเกี่ยวกับรายรับรายจ่ายประจำวัดงานศพ ให้ สตง.ได้ตรวจสอบ เพื่อความโปร่งใสความกระจ่าง มิเช่นนั้นเรื่องนี้ก็จะคลุมเครืออยู่อย่างนี้ และไม่เป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย

ด้าน นายพนม ศรศิลป์ ผอ.พศ. กล่าวว่า ขณะนี้ทาง สตง.ได้เข้ามาตรวจสอบ พร้อมขอหลักฐานการให้งบประมาณ 67 ล้าน กับ พศ. ส่วนหนังสือรายงานเกี่ยวกับความผิดปกติของการใช้งบประมาณที่ สตง.จะรายงานต่อ มส.ขณะนี้ พศ.ยังไม่ได้รับข้อมูลดังกล่าว หากได้รับหนังสือก็จะนำรายงานต่อ มส.ต่อไป

ด้านพระพรหมสุธี กล่าวว่า ได้จัดส่งเอกสารตามที่ สตง.ร้องขอให้แก่ สตง.แล้ว ทั้งบัญชีการจ่ายเงิน ใบเสร็จต่างๆ และพร้อมอำนวยความสะดวกให้แก่ทาง สตง.มาสอบถามข้อเท็จจริงต่างๆ ส่วนผลการตรวจสอบนั้น ก็คงต้องรอให้ทาง สตง. ดำเนินการพิจารณาตามกระบวนการ

 

ที่มา : เดลินิวส์
29 ธันวาคม 2557


 

ห้าพันล้าน !

มรดกหลวงปู่หงส์ เกจิสุรินทร์
ญาติ
-วัด แย่งกันสนั่นเมือง

อะฮ่า ! เห็นไหมล่ะว่าเงินทองของนอกกาย มันเข้าใครออกใครเสียเมื่อไหร่ โบราณว่า เห็นเงินหน้าดำ เห็นคำหน้าเส้า เห็นของเขาเป็นของเรา อะไรทำนองนี้ พระเกจิไทยวันนี้ ต้องดูให้ดีๆ ว่าเป็นเกจิจริงหรือเกจิปลอม ดีตอนต้น จมตอนท้าย โดยเฉพาะเรื่อง "เงินๆ ทองๆ" น่ะ วัดไหนดัง เงินทองก็หลั่งไหลไปวัดนั้น แต่เบื้องหลังของการบริหารจัดการนั้น น่าเป็นห่วง ก็ไล่ตั้งแต่ วัดสระเกศ วัดโสธร มาจนถึงวัดหลวงปู่หงษ์ในวันนี้ วันที่สังคมพุทธไทยต้องเข้าไปช่วยกันแก้ไขปัญหา มิใช่อ่านข่าวเอามันอย่างเดียว ซึ่งต้นธารของการแก้ปัญหาก็อยู่ไม่ไกล วัดปากน้ำนั่นแหละ คือศูนย์กลางอำนาจของคณะสงฆ์ไทยในปัจจุบัน จะแก้ปัญหาต้องไปว่ากันที่นั่น ไม่งั้นก็เกาไม่ถูกที่คัน

 

เสกอิฐหินดินทรายให้ขลังได้ แต่เสกให้คนหายโลภไม่ได้

หนำซ้ำยังสะสมของมีค่า ชนวนความโลภไว้เต็มวัด ไม่บรรลัยก็ให้มันรู้ไป

 

หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ
วัดเพชรบุรี จังหวัดสุรินทร์

 

เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านใน ต. ทุ่งมน อ. ปราสาท จ. สุรินทร์ ว่า ขณะนี้ได้เกิดข้อพิพาท เรื่องการแย่งชิงมรดก และทรัพย์สินของพระครูประสาท พรหมคุณหรือหลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ อดีตเจ้าอาวาสวัดเพชรบุรี ต.ทุ่งมน เกจิอาจารย์ชื่อดังที่มรณภาพไปเมื่อวันที่ 5 มี.ค. 57 จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันไปทั่วทั้งจังหวัด เนื่องจากหลวงปู่หงษ์ เป็นที่นับถือเลื่อมใสของผู้คนทั้งใน และต่างประเทศ และมีผู้ที่มีจิตศรัทธาบริจาคทรัพย์สินและที่ดินให้จำนวนมาก ทำให้มีทรัพย์สินอยู่ในความครอบครองเป็นจำนวนมหาศาล ผู้สื่อข่าวจึงติดต่อสอบถามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกับทางวัด

ต่อมาเวลา 15.00 น. วันเดียวกัน นายทวีศักดิ์ ยงยิ่งยืน อายุ 55 ปี เลขานุการฝ่ายฆราวาส พระสมชาย คเวสโก รองเจ้าอาวาสวัดเพชรบุรี รักษาการแทนไวยาวัจกร และนางรัตนา เกษมบุญ อายุ 57 ปี กรรมการวัดเพชรบุรี ได้ร่วมกันแถลงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โดยนางรัตนา กล่าวว่า หลังจากหลวงปู่หงษ์ละสังขารเมื่อวันที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา ได้เก็บสรีระของท่านไว้ในโลงแก้วที่วัด ตามความประสงค์ของท่าน เพื่อให้ศิษยานุศิษย์ เดินทางมากราบไหว้ ซึ่งปัจจุบันยังมีผู้มีจิตศรัทธาทั้งในประเทศและต่างประเทศ เดินทางมาทำพิธีเคารพศพอย่างเนืองแน่น ในส่วนของทรัพย์สินนั้น ทางวัดและกรรมการวัดกว่า 20 คน ต่างมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ทรัพย์สินทั้งหมด ซึ่งมีทั้งที่เป็นชื่อของท่านเอง และลูกศิษย์ ญาติพี่น้อง หรือผู้ใกล้ชิด ควรตกเป็นของวัดและแผ่นดิน เพื่อนำมาใช้พัฒนาวัดและทำนุบำรุงพระศาสนาตามเจตนาของผู้บริจาค ไม่ควรนำไปใช้ส่วนตัวหรือพวกพ้องซึ่งเป็นการผิดเจตนารมณ์ของผู้บริจาค โดยเมื่อเดือนส.ค. 57 ทางวัดได้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกและทรัพท์สินทั้งหมดต่อศาลจังหวัดสุรินทร์ จนเมื่อวันที่ 18 พ.ย.ที่ผ่านมา ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามเลขคดีดำที่ 654/57 และคดีแดงที่ 761/ 57 ระหว่างวัดเพชรบุรี กับนายกิตติศักดิ์ คันธกุล ผู้คัดค้าน ที่อ้างว่าเป็นผู้ได้รับมรดกจากหลวงปู่หงษ์ โดยให้วัดเป็นผู้จัดการทรัพย์สินและมรดกของหลวงปู่หงษ์ทั้งหมด ซึ่งยังไม่ทราบตัวเลขที่แน่นอนแต่คาดว่าน่าจะถึง 5 พันล้านบาท

นางรัตนา กล่าวต่อว่า ต่อมานายวิสิทธิ์ มีศรี อายุ 76 ปี ประธานกรรมการฝ่ายฆารวาส ได้ประชุมคณะกรรมการวัด ประมาณ 50 คน โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องอาทิ ตำรวจสภ.ทุ่งมน เพื่อขอให้ศาลอนุมัติออกหมายค้น และเข้าตรวจสอบทรัพย์สินที่กุฎิหลวงปู่หงษ์เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งทราบว่าเป็นที่เก็บเงินสด วัตถุมงคลล้ำค่า และทองรูปพรรณ รวมทั้งโฉนดที่ดินจำนวนมาก แต่ได้รับการคัดค้านและขัดขวางจากกลุ่มบุคคลที่อ้างตัวเป็นเครือญาติของหลวงปู่หงษ์ โดยการล้อกประตูคล้องโซ่กุญแจ จนทางวัดต้องไปแจ้งความจับผู้ขัดขวางที่สภ.ทุ่งมนในวันเดียวกัน ขณะที่ทรัพย์สินอื่นๆ อาทิ สุสานทุ่งมนพื้นที่กว่า 20 ไร่ ที่หลวงปู่หงษ์ พัฒนาจากป่าช้าเป็นสุสานและใช้เป็นสถานที่ให้พุทธศาสนิกชนเข้าปฎิบัติธรรม อาคารบ้านเช่า รถยนต์ประมาณ 10-20 คัน บัญชีเงินฝาก และที่ดินอีกหลายพันไร่ ก็ยังไม่สามารถตรวจสอบได้เช่นเดียวกัน ขณะเดียวกัน ทางวัดได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 57 เพื่อให้มีคำสั่ง อายัดบัญชีเบื้องต้น 7 บัญชี วงเงิน 49 ล้านบาท เลขคดีดำที่ 588/57, 586/57, 587/57, 603/57, 604/57 และ 947/57 ฟ้องนายเสกสันต์ พรมมนุษย์ กับพวก อีก 6 คน อายัดเงินทั้งหมดเพื่อขอตรวจสอบ เบื้องต้นศาลแยกเป็น 2 คดี คดีแรก นัดตัดสินในวงเงิน 24 ล้านบาท ที่ตรวจสอบได้ในวันที่ 26 ธ.ค.นี้ เวลา 09.00 น. อีกทั้งเตรียมขออายัดโฉนดที่ดินและเอกสารสิทธิ์อีก 21 แปลง เนื้อที่นับพันไร่ใน จ.สุรินทร์ และจ.บุรีรัมย์ รวมทั้งสวนป่าอีกหลายร้อยไร่เช่นกัน พร้อมจะดำเนินคดีอาญาฐานยักยอกทรัพย์กับผู้เกี่ยวข้องอีกจำนวนมากและจะฟ้องขับไล่ผู้ที่บุกรุกวัดและขัดขวางในการตรวจสอบทรัพย์สินในครั้งนี้ด้วย

นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า บุคคลที่บวชพระถือเป็นบุคคลสาธารณะ ตามพ.ร.บ.สงฆ์ ขาดจากทางโลก ไม่เกี่ยวข้องกับญาติพี่น้อง เมื่อมรณภาพจึงต้องเรียกคืนทรัพย์สินทั้งหมดตกเป็นของวัดและของแผนดินเพื่อนำมาใช้พัฒนาวัดและทำนุบำรุงพระศาสนา รวมทั้งใช้ในกิจของสงฆ์ ส่วนที่ดินก็ให้ตกเป็นของธรณีสงฆ์ ไม่ใช่เป็นที่ส่วนบุคคล การดำเนินการทั้งหมดทางวัดและกรรมการไม่ได้ทำเพื่อตัวเองแต่ทำเพื่อส่วนรวม เนื่องจากตรวจสอบพบว่า ทรัพย์สินทั้งหมดไม่มีชื่อเป็นของวัดแม้แต่รายการเดียว อย่างไรก็ตามแม้หลวงปู่หงษ์จะมรณภาพแล้วแต่ยังมีผู้เลื่อมใสศรัทธามาทำบุญที่วัดอย่างเนืองแน่น ล่าสุดการทอดผ้าป่าและทอดผ้ากฐินที่ผ่านมาได้ยอดเงินทำบุญไม่ต่ำกว่าครั้งละ 10 ล้านบาท แต่ทางวัดก็ไม่สามารถตรวจสอบว่ามีที่ไปอย่างไร สมบัติทุกชิ้นจึงควรตกเป็นของวัด ใครจะเป็นผู้ครอบครองไม่ได้ หวังว่าพุทธศาสนิกชนจะเข้าใจในการดำเนินการครั้งนี้ อย่าคิดว่าเปิดศึกชิงมรดกกันแต่อย่างใดเลย.

 

ที่มา : เดลินิวส์
28 ธันวาคม 2557


 

ไม่จบ !

มหาเถรฉี่ไม่สุด แก้ปัญหาไม่สะเด็ดน้ำ
ล่าสุดปัญหาคึกฤทธิ์ลาม
กลุ่มพุทธ "พสธ" ร้องสำนักนายกฯจัดการ

ก็หมายถึงว่า มหาเถร ไม่ได้แอ้ม

 


 

อะแฮ่ม ! เป็นไงครับท่านมหาเถรสมาคมทั้งหลาย โดยเฉพาะก็คือ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้เล่นบท "ซานตาครอส" มีอะไรๆ ก็โอเคเบตง แล้ววันนี้เป็นไง ปัญหาที่ปล่อยให้คาราคาซังมันได้ขมวดปมเป็นปัญหาใหญ่ ลุกลามไปจนถึงญาติโยมผู้รักศาสนา เห็นว่าแนวทางของ "นายคึกฤทธิ์" นั้น เป็นเดียรถีย์ในรูปแบบใหม่ เข้ามาบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา โดยอ้างว่า "ตนเองรู้พุทธวจนะมากที่สุดในโลก ใครเถียงตัวเองก็คือคนค้านพระพุทธเจ้า" อ้างแม้กระทั่งว่า "พุทธวจนะมีที่มาจากเสาอโศก" คึกฤทธิ์เดินสายด่ากราด "คัมภีร์อรรถกา-ภาษาบาลี-พิธีกรรมชาวพุทธ" หรือแม้แต่ "มหาวิทยาลัยสงฆ์" ทั้งสองแห่ง ซึ่งก่อตั้งโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่วนบาลีนั้นก็พระมหากษัตริย์ไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยา คือพระเจ้าทรงธรรม ทรงโปรดให้ตั้งสถานการศึกษาสำหรับพระภิกษุสามเณรขึ้นมาในวัดพระศรีสรรเพชญ ทรงโปรดให้ทำการสอนและวัดผลที่นั่น จนเป็นที่มาของคำว่า "สอบธรรม-สอบบาลีสนามหลวง" แต่ทั้งหมดทั้งมวล ถูกนายคึกฤทธิ์นำมาปู้ย่ำปู้ยี ตีความว่า "นอกพระธรรมวินัย" ทั้งสิ้น แต่น่าเชื่อว่า องค์กรมหาเถรสมาคม รวมทั้งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือสภามหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง 2 แห่ง คือ มจร. และ มมร. กลับไม่รู้สึกรู้สาอะไร เหมือนยอมให้นายคึกฤทธิ์นั่งอยู่บนไหล่แล้วฉี่รดใส่ยังงั้นแหละ

 

 

ครั้งก่อนตอนเรื่องดัง มีกรณีให้วินิจฉัยใหญ่ๆ 3 ประเด็น คือ

1. คึกฤทธิ์ ตัดลัดสวดพระปาติโมกข์ เหลือสวดเพียง 150 ข้อ เป็นการแยกทำสังฆกรรมกับพระสงฆ์ไทยทั้งประเทศ ไม่ว่าธรรมยุตหรือมหานิกาย ถือได้ว่าเป็นการทำสังฆเภทอย่างชัดเจน

2. คึกฤทธิ์ ทำการตัดพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ เลือกเอาเฉพาะที่ตนเองเห็นว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า (พุทธวจน) แล้วทำเป็นรูปเล่มขึ้นมาใหม่ ถือว่าเป็นการตัดต่อพระไตรปิฎกเอาตามอำเภอใจ เป็นการทำลายเอกสารทางพระพุทธศาสนาอันดั้งเดิม เป็นภัยใหญ่และร้ายแรงที่สุด ในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา

3. พฤติกรรมการสอนของคึกฤทธิ์ ซึ่งกระทำโดยวิธีการ "ดูหมิ่นเหยียดหยามคณะสงฆ์ไทย" ก็นับตั้งแต่สมเด็จพระสังฆราชลงมา ว่าไม่ศึกษาพุทธวจนะ แต่ศึกษาวิชาเดียรถีย์ ภาษาบาลีไม่มีประโยชน์ สวดพระอภิธรรมเป็นการเห่าหอนเหมือนหมา แสดงกริยาอาการ "อันธพาล" ในร่างของคนห่มผ้าสีกรัก ชี้นำญาติโยม ให้ดูหมิ่นพระภิกษุสามเณรทั้งประเทศ

ปัญหาทั้งสามด้านเหล่านี้ นายคึกฤทธิ์เดินสายพูดทำลายคณะสงฆ์ไทยมาหลายปี และหลายพื้นที่ แทบจะเรียกว่าทั่วประเทศ รวมทั้งการสื่อสารผ่านสื่อต่างๆ ในรูปแบบของเอกสารทั้งที่เป็นรูปเล่ม และทำเป็นไฟล์หรือวีดีโอส่งผ่านเครือข่ายออนไลน์ เช่น ยูทูป เป็นต้น สามารถรับข่าวสารได้ทั่วโลก

และกล้าพูดได้ว่า วันนี้ ไม่มีพื้นที่ใดในประเทศไทยที่ไม่มีสัญญาณไวไฟ ซึ่งสามารถต่ออินเตอร์เน็ต เพื่อรับทราบข้อมูลผ่านสื่อแทบทุกประเภทได้ แต่ถามว่า ทำไมมหาเถรสมาคม และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ถึงไม่ทราบ หรือไม่รู้ปัญหาอย่างครอบคลุม

มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง คือ มหาจุฬาฯ (มจร.) กับมหามกุฏฯ (มมร.) ซึ่ง มจร. นั้น อธิการบดีมีดีกรีเป็นถึง ป.ธ.9 เป็นเณรนาคหลวง เบิ้ลด๊อกเตอร์จากอินเดีย ตำแหน่งทางการปกครองก็สูงส่ง เป็นกรรมการมหาเถรสมาคมและเจ้าคณะภาค 2 อีกด้วย ในฐานะที่เป็นสถาบันอุดมศึกษาของคณะสงฆ์ไทย เป็นผู้นำทางด้านสติปัญญา มีบุคคลากรทั้งทางด้านนักธรรม บาลี และสาขาวิชาอื่นๆ อีกมากมายเป็นกองทัพย่อมๆ แต่เหตุอันใดจึงไม่แสดงออกซึ่ง "ความเป็นผู้นำ" ในทางพระศาสนา ปล่อยให้นายคึกฤทธิ์ "ตีกินประเทศไทย" อยู่ฝ่ายเดียว หนำซ้ำ มจร. กลับไปร่วมเป็นภาคีในโครงการ "ชวนน้องท่องพุทธวจน" ของวัดนาป่าพงด้วย ครั้นเรื่องดังขึ้นมา จึงขอถอนตัวในภายหลัง ทำนองเสียค่าโง่ โดนนายคึกฤทธิ์หลอกออกมหาลัย

มมร. ก็ไม่ต่างกัน เพราะเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์ ฝ่ายธรรมยุต หลังจากเกิดปัญหาว่าด้วยตำแหน่ง "อธิการบดี" ของพระเทพปริยัติวิมลแล้ว มมร. ก็เหมือนจะลดบทบาทของตัวเองลง ปล่อยให้มหาจุฬาฯออกหน้าในทางวิชาการ หรือแม้แต่ในการปกครอง คณะธรรมยุต ภายใต้การนำของ "สมเด็จพระวันรัต" วัดบวรนิเวศ ก็ปล่อยให้มหานิกายเป็นฝ่ายเล่นการเมือง ทำนองว่า เวลานี้สมเด็จวัดปากน้ำ ได้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ก็ปล่อยให้ท่านบริหารไป คิวใครก็คิวมัน ทั้งที่เรื่องพระธรรมวินัยนั้น มิใช่หน้าที่ของนิกายใดนิกายหนึ่ง หรือของผู้ใดผู้หนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของทุกนิกายและทุกคน ที่เป็นชาวพุทธ จะต้องศึกษาและปกป้องหลักการของพระพุทธศาสนา ซึ่งบรรพบุรุษไทยได้สั่งสมมาไว้ในรูปแบบของ "พระไตรปิฎก" ซึ่งได้ข้อยุติร่วมกันมานาน ว่าคณะสงฆ์ไทยใช้พระไตรปิฎกชุดนี้ มี 45 เล่ม ใครจะตัดลัดหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขอย่างไรไม่ได้เด็ดขาด

แต่..ก็ไม่เห็นใครทำอะไร มีแต่คนกินตำแหน่ง แต่ไม่มีคนทำงาน มมร. ไม่ออกหน้าต่อสู้ก็ยังไม่ว่ากระไร แต่มองไปท้ายแถวก็ยังไม่เห็นสมาชิก "มมร" แม้แต่พระหน่อหนึ่ง จึงรู้สึกแปลกใจว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านทรงตั้งมหาวิทยาลัยสงฆ์ไว้ทำไม ?

ไหนล่ะ ? ที่บรรดาพระธรรมยุตอ้างนักอ้างหนา ว่า "พระภิกษุวชิรญาณมิได้ทำสังฆเภท แต่การก่อตั้งคณะธรรมยุตขึ้นมานั้น เป็นการ "อภิวัฒน์" พระพุทธศาสนาให้บริสุทธิ์" วันนี้ พระธรรมวินัยอันบริสุทธ์ที่ธรรมยุตใช้อยู่นั้น ถูกเหยียบย่ำโดย "นายคึกฤทธิ์" ทำไมไม่เห็นมีพระธรรมยุตรูปไหน "รักพระธรรมวินัย" เลยซักคน หรือว่าพระภิกษุวชิรญาณสึกไปแล้ว ก็เลยไม่มีผู้กล้า

เมื่อมีคนโจทย์ฟ้องเรื่องคึกฤทธิ์ในเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมานั้น ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้แจ้งแก่มหาเถรสมาคมเพียงประเด็นเดียว คือ "การสวดพระปาติโมกข์เพียง 150 ข้อ" ซึ่งมหาเถรสมาคมก็เปิดประชุมกันในวันที่ 20 สิงหาคม เคี้ยวหมากยังมิทันแหลก ก็พ่นน้ำหมากออกมาว่า "คึกฤทธิ์ยังไม่ผิด เพราะไม่มีเจตนา เพราะว่าอ่านหนังสือคนละเล่ม ขอให้สวด 227 ข้อ ก็จบ" และหลังจากนั้นก็มีภาพ "คึกฤทธิ์คลานเข่า" เข้าวัดปากน้ำ ถวายสักการะสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เหมือนกับว่า หมอบราบคาบแก้วแล้ว

แต่ในความจริงแล้ว คึกฤทธิ์หาได้สำนึกผิดไม่ ยังคงเดินหน้าเผยแพร่ "ลัทธิพุทธวจน" อย่างหนัก ล่าสุดถึงกับตั้ง "กองกำลังอารักขาตถาคตภาษิต" มุ่งหมายเผยแพร่ในสถาบันการศึกษาระดับชาติ มีการลงเอ็มโอยูอย่างเป็นทางการอีกด้วย

ล่าสุด เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. ที่ผ่านมา (วานนี้) มีพุทธบริษัทกลุ่มหนึ่ง ได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้สอบสวนพฤติกรรมของนายคึกฤทธิ์ และคณะ ซึ่งกำลังทำลายพระไตรปิฎก อรรถกา ฎีกา และภาษาบาลี

เป็นที่น่าสังเกตว่า ไม่มีตัวแทนจากมหาเถรสมาคม จากสำนักพุทธฯ หรือจากมหาวิทยาลัยสงฆ์ ทั้งสองแห่ง เข้าร่วมในคณะ พสธ. ด้วยเลย หนำซ้ำ นายพนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักพุทธฯ เมื่อได้ยินข่าว ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ทำนองว่า "ยังไม่ทราบเรื่อง ถ้าจะดำเนินการสอบสวนทางคณะสงฆ์ ก็คงต้องให้ต้นสังกัดเป็นผู้ดำเนินการ ตาม พรบ.คณะสงฆ์" พูดแบบภาษานักฟุตบอลก็คือ "นอนรอให้บอลมาเข้าตีน" บอลเข้าตีทีก็เตะที ถูกผิดก็ไม่สน

 

แจกป้ายหมู่บ้านศีลห้า หน้าที่หลักของสมเด็จวัดปากน้ำ

 

 

พฤติการณ์เช่นนี้ ชี้ได้สองทาง คือ

1. มหาเถรสมาคม มหาวิทยาลัยสงฆ์ และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กร เป็นหน่วยงาน ที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลไทยอย่างเป็นทางการ ไม่ได้ใส่ใจในการจะสอดส่องดูแลปัญหาพระศาสนา ว่าด้วยพระธรรมคำสอนเลย ทั้งๆ ที่แต่ละหน่วยงานก็มีสมาชิก มีเครือข่าย หรือมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ทุกจังหวัด การไม่รับรู้ของ 3 หน่วยงานเหล่านี้ จึงถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติอย่างที่สุด และอันตรายที่สุดด้วย เพราะเมื่อกลไกของรัฐไม่ทำงาน ก็เหมือนคนป่วย ถ้าไม่รีบรักษาให้หายจนกลับมาทำงานได้ดังปรกติ ก็เตรียมตัวตายในไม่ช้า อย่างน้อยก็อาจจะพิการไปชั่วชีวิต

2. องค์กรชาวพุทธฯ ที่ชื่อว่า คณะพุทธบริษัทสภา (พสธ.) ได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อสำนักนายกรัฐมนตรี บ่งชี้ว่า ชาวพุทธฯ ไม่ให้ความเชื่อถือในองกรหลักทั้ง 3 อันได้แก่ มหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง จึงข้ามหัวไปรายงานให้สำนักนายกรัฐมนตรีทราบ ถึงสำนักนายกรัฐมนตรีรับเรื่องแล้วแทงเรื่องมายังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และทางสำนักพุทธฯ นำเรื่องเข้าแจ้งในมหาเถรสมาคม จนกระทั่งมหาเถรสมาคมสั่งตั้งกรรมการสอบ เรื่องก็จะกลายเป็นว่า มหาเถรสมาคม กลายเป็นลูกไล่ให้แก่สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็ไม่ต่างไปจากกรณี สตง. ส่งหนังสือร้องเรียนไปยังสมเด็จวัดปากน้ำ ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เรื่องพฤติกรรมของเจ้าคุณเสนาะ ไม่ให้ความร่วมมือตรวจสอบบัญชีวัดสระเกศ และสมเด็จวัดปากน้ำก็เรียกสมเด็จวัดพิชัยญาติมารับทราบ เพื่อให้ไปตักเตือนเจ้าคุณเสนาะต่อไป ซึ่งเรื่องนี้ก็อันตรายเช่นกัน เพราะถ้าชาวพุทธฯไทยไม่เชื่อมั่นในองค์กรสงฆ์ มหาเถรสมาคมๆ ก็ตกอยู่ในสภาพใกล้ล้มละลายเข้าไปทุกที

ก็นี่แหละฮะ ว่าอะไรคืออะไร และสุดท้าย บทบาทขององค์กรหลัก ก็ลดน้อยถอยลง จนชาวพุทธหรือแม้กระทั่งพระภิกษุสามเณรเอง ก็แทบจะหมดสิ้นศรัทธาต่อองค์กรที่ชื่อว่า "มหาเถรสมาคม" เพราะอืดอาดยืดยาด ทำอะไรไม่ทันการณ์ ยกเว้นแต่เรื่องเดียว คือ ตำแหน่งว่างเมื่อไหร่เป็นแย่งกันทันที

กรณี "นายคึกฤทธิ์" ครั้งนี้ ถือว่าเป็นภัยอันตรายใหญ่หลวงต่อพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบไทยๆ ที่บรรพบุรุษได้สั่งสมกันมานานหลายพันปี เพราะสร้างความแตกแยกร้าวลึกลงไปถึงประชาชนคนไทยทั่วประเทศ แต่พระพุทธศาสนาจะป่นปี้ก็หาใช่ใครอื่น นอกจากจะเป็นฝีมือของ "มหาเถรสมาคม" ภายใต้บริหารของ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ และประธานกลุ่มธรรมกาย นั่นเอง เพราะมีอำนาจ แต่ไม่ยอมใช้อำนาจนั้นให้เป็นประโยชน์

 




 

ร้องสำนักนายกฯเอาผิดคึกฤทธิ์

วันที่ 25 ธันวาคม 2557 เวลาประมาณ 13.30 น. ที่อาคาร  สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ชั้น 2 ห้องประชุม 2 ได้มี พระภิกษุ  และ กลุ่มประาชน ใช้ชื่อว่า คณะพุทธบริษัทสภา (พสธ.) ได้เข้ายื่น เรื่อง เพื่อร้องเรียน  ต่อสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อร้องเรียน เกี่ยวกับ พฤติกรรม การเผยแพร่ พระธรรมคำสอน ของพระคึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง โดยมี  ท่านจำเริญ ยุติธรรมสกุล รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้มารับเรื่องร้องเรียน

ท่านรองปลัด ฯ ได้ นิมนต์พระคุณเจ้าและตัวแทนคณะ พสธ. ประมาณสามสิบรูป/คน ซึ่งเป็นจำนวนไม่มากนัก ตามที่รัฐบาลปรารภมา (ไม่ให้กลายเป็นม๊อบ) ขึ้นไปที่ ชั้น 2 ห้องประชุม 2 ทางคณะ พสธ. ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและความประสงค์ พร้อมทั้ง ยื่นเอกสารหลักฐาน  แสดงเหตุปัจจัย ประเด็นเรื่องที่ร้องเรียน โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ ต้องการรักษาพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการที่พระคึกฤทธิ์  กล่าวถึงพระราชพิธีหลวง.

พร้อมกันนี้ ครูนัท ผู้แทน พสธ. ได้ชี้แจง เรื่องร้องเรียน ให้นักข่าว ช่อง 9 อสมท และผู้สื่อข่าว ที่สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี รับทราบความเป็นมา ท่านจำเริญ ยุติธรรมสกุล รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี รับเรื่องราวร้องทุกข์ไว้ เพื่อดำเนินการประสานงานแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ต่อไป

 

ที่มา : PANTIP
26 ธันวาคม 2557


 

รวยอ่ะ !

เงินเก่ายังไม่คืน แต่มีเงินซื้อที่ดินผืนใหม่

ธรรมกายเจรจาซื้อที่ดินศุภชัยที่ถูกอายัดทรัพย์
ใช้ในโครงการสร้างเจดีย์ทัตตชีโว

จิ๊บๆ แค่ 40 ล้าน !

 


 

 

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม 2557 นายเผด็จ มุ่งธัญญา ประธานคณะกรรมการดำเนินการ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น นำคณะกรรมการและที่ปรึกษาสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นเดินทางไปจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อกราบนมัสการ พระภาวนาวิริยคุณ หรือหลวงพ่อทัตตชีโว รองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย การเข้าพบหลวงพ่อทัตตชีโวครั้งนี้ นายเผด็จได้หารือ 2 ประเด็น คือ 1. การคืนเงินของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นที่นายศุภชัยนำมาบริจาคให้กับวัดพระธรรมกายและพระ 2 รูป จำนวน 819 ล้านบาท และ 2. กรณีวัดพระธรรมกายติดต่อขอซื้อที่ดินของนายศุภชัย ศรีศุภอักษร ที่ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีคำสั่งอายัดไว้

 

 

แหล่งข่าวจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เปิดเผยว่า เรื่องการเจรจา ขอคืนเงิน ของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นที่นายศุภชัยบริจาคให้กับวัดพระธรรมกายจำนวน 819 ล้านบาท ประเด็นนี้สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นนัดเจรจาไกล่เกลี่ยกับวัดพระธรรมกายวันที่ 19 มกราคม 2558 จึงยังไม่ได้มีการหารือกับหลวงพ่อทัตตชีโวในประเด็นนี้ ส่วนกรณีสหกรณ์ออมทรัพย์โรงพยาบาลราชวิถีฟ้องวัดพระธรรมกาย ในฐานะผู้ฝากเงินกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นกว่า 200 ล้านบาท ทางวัดพระธรรมกายจะไม่เจรจาไกล่เกลี่ยกับสหกรณ์ออมทรัพย์โรงพยาบาลราชวิถี แต่จะขอเจรจากับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นโดยตรง

ส่วนกรณีวัดพระธรรมกายขอซื้อที่ดินของนายศุภชัยที่ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษอายัดทรัพย์นั้น แหล่งข่าวสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นกล่าวว่า ผลการเจรจาประเด็นนี้เป็นที่น่าพอใจ โดยวัดพระธรรมกายตกลงในหลักการเบื้องต้นว่าจะซื้อที่ดินของนายศุภชัยที่ถูกดีเอสไอสั่งอายัดและจ่ายเงินตรงให้สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ซึ่งขั้นตอนการซื้อ-ขายที่ดินแปลงนี้คือ 1. สำรวจที่ดินร่วมกัน 2. ประเมินราคาซื้อ-ขายที่ดินตามมาตรฐานกรมที่ดินและราคาตลาด 3. สรุปเอกสารกฎหมายที่นายศุภชัยต้องยินยอมให้นำที่ดินที่ถูกอายัดมาขายให้กับวัดพระธรรมกาย โดยนำเงินค่าที่ดินไปชำระคืนให้สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น คาดว่าการซื้อ-ขายจะเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์ 2558 รวมทั้งจะมีการสรุปข้อตกลงเรื่องการคืนเงินบริจาคจำนวน 819 ล้านบาท ไปพร้อมๆ กัน

สำหรับความเป็นมาของที่ดินจังหวัดกาญจนบุรีที่นายศุภชัยซื้อเอาไว้หลายแปลง มูลค่าประมาณ 40 ล้านบาท เพื่อนำไปบริจาคให้วัดพระธรรมกายก่อสร้างพระมหาเจดีย์ทัตตชีโว แต่ยังไม่ทันได้บริจาค ปรากฏว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) มีคำสั่งอายัดเสียก่อน ขณะที่วัดพระธรรมกายได้ดำเนินการก่อสร้างไปแล้ว แต่มาติดปัญหาที่ดินถูกอายัด ไม่สามารถดำเนินโครงการต่อไปได้ จึงต้องมาเจรจาขอซื้อที่ดินกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น โดยทางวัดจะขอเรี่ยไรเงินจากผู้มีจิตศรัทธามาซื้อที่ดินแปลงนี้ทั้งหมด

นายเผด็จ มุ่งธัญญา ประธานคณะกรรมการดำเนินการ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น กล่าวถึงความคืบหน้าในการดำเนินคดีทางแพ่งว่า ขณะนี้สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นได้ดำเนินการฟ้องคดีแพ่งนายศุภชัยและพวก 18 คน รวมเป็นมูลค่า 14,811 ล้านบาท รวมทั้งฟ้องวัดธรรมกาย กรณีนายศุภชัยนำเงินสหกรณ์ฯ ไปบริจาคให้วัด 937 ล้านบาท โดยจะเริ่มกระบวนการเจราจาไกล่เกลี่ยทุกคดีในเดือนมกราคม 2558 เฉพาะกรณีวัดพระธรรมกาย นัดเจรจาวันที่ 19 มกราคม 2558 ตอนนี้ยังไม่ทราบว่าเงินที่นายศุภชัยนำไปบริจาคให้วัดพระธรรมกายอยู่ที่ไหน วัดนำไปใช้จ่ายอย่างไร คงต้องรอผลการเจรจา หากเจรจาไม่สำเร็จ ก็ต้องสู้คดีกันต่อไป

 

ที่มา : THAI PUBLICA
26 ธันวาคม 2557


 

ปัดสวะ !

พนมออกตัว ไม่ยุ่งเรื่องคึกฤทธิ์
ให้เป็นอำนาจของเจ้าคณะจังหวัดปทุมสอบสวน

ส่วนตัวเองนั้น ยังไม่มีข้อมูล !

 

พนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักพุทธฯ

 

อืม ! ก็ไม่รู้ว่านายพนมนี่จับฉลากได้เป็น ผอ.พศ.หรือไง ทำไมถึงได้โง่เรื่องการศาสนาเช่นนั้น ถ้าคนระดับ "ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนา" ซึ่งต้องเป็น "เลขาธิการมหาเถรสมาคม" โดยตำแหน่ง แต่กลับไม่รู้เรื่องพระธรรมวินัย ถามว่าพระพุทธศาสนาจะไปทางไหน เป็นถึงนักการศาสนา "นัมเบอร์วัน" ของประเทศไทย แต่ตอบคำถามสะเปะสะปะ มันไม่น่าจะเป็นไปได้

1. ตามอำนาจหน้าที่ หรือภาระหน้าที่ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ใช่มีแต่กินเงินเดือนภาษีของประชาชนเท่านั้น แต่ต้องทำหน้าที่ในการคุ้มครองดูแลพระพุทธศาสนา หมายถึงว่า ต้องเป็นหูเป็นตาแทนชาวบ้านหรือชาวพุทธทั่วประเทศ ที่สู้อุตส่าห์จ่ายภาษีจ้างพวกคุณมาทำงาน ถ้าไม่ทำงานหรือทำงานไม่เป็น ก็ควรลาออกไป ไม่ควรสะเออะหน้าอยู่ในตำแหน่งนี้ เหมือนเลี้ยงหมา แต่หมาไม่เห่า ไม่เฝ้าบ้าน ปล่อยให้ขโมยขึ้นบ้าน แล้วจะเลี้ยงไว้ให้เปลืองน้ำข้าวไปทำไม

2. ในวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวนอธิกรณ์ จริงอยู่ ถึงจะมีมติมหาเถรสมาคมบ่งชัดว่า ถ้ามีพระภิกษุต้องอธิกรณ์ (ทำผิดเป็นคดีความ) ต้องให้ผู้ปกครองทำการสอบสวนตามลำดับชั้น นั่นหมายถึงว่า ถ้าพระอยู่ที่ไหนแล้วทำผิดที่นั่น ก็ให้ต้นสังกัดจัดการ แต่กรณีของ "นายคึกฤทธิ์" นั้น มันเดินสายทำผิดพระธรรมวินัยไปทั่วบ้านทั่วเมือง เปิดยูทู๊ปดูก็รู้ หน้าหูไม่หนวกตาไม่บอด เมื่อทำผิดทั่วราชอาณาจักร ก็สามารถดำเนินคดีได้ทั่วประเทศอยู่แล้ว ไหนบอกว่าสำนักพุทธฯมีศูนย์แจ้งข่าวร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องพระทำผิดพระธรรมวินัยอะไรต่างๆ ไง ทำไมไม่เห็นรู้เรื่องอะไรเลย

3. ในกรณีเป็นคดีอิทธิพล คนทำผิดเป็นเจ้าพ่อมาเฟียหรือเสี่ยใหญ่ จะปล่อยให้เจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นทำการสอบสวน ย่อมจะเกิดอุปสรรค ทั้งด้านวิจารณญาณของเจ้าหน้าที่ และพยานบุคคลที่อาจถูกข่มขู่หรือไม่กล้าให้การตามความเป็นจริง ทั้งนี้เพราะกลัวอิทธิพลของผู้ต้องหา ในทางสากลจึงตั้งหน่วยงานพิเศษขึ้นมา เช่น เอฟบีไอ ดีเอสไอ เป็นต้น เพื่อดึงคดีอิทธิพลเข้าสู่ส่วนกลาง จึงจะสามารถขับเคลื่อนกลไกแห่งกระบวนการยุติธรรมได้ มิใช่เอะอะอะไรก็ให้ "เจ้าคณะตำบล" รับไปตะพึด แค่เนื้อไก่ เนื้อหมู หรือเนื้อวัว แม่ค้าตลาดสดยังรู้เลยว่าต้องใช้มีดขนาดไหนในการหั่น คนเป็นถึงระดับ ผอ.พศ. ไม่รู้ว่าคดีไหนร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรง เป็นคดีแพ่ง อาญา หรือว่าคดีเป็นภัยต่อความมั่นคง ถ้าลงไม่รู้เรื่องก็จบเห่แล้วพระพุทธศาสนาของไทย

4. นายพนม ถามนักข่าวว่า "ยังไม่ทราบจะสอบประเด็นไหน ใหญ่หรือเล็ก ถ้าใหญ่ก็คือ ปาราชิก" นี่แสดงว่านายพนมโง่แล้ว ไม่รู้ว่า "ยังมีกรณีที่ใหญ่ร้ายแรงกว่าปาราชิก" นั่นคือ การบิดเบือนพระธรรมวินัย ที่เคยเรียกว่า ทำพระธรรมวินัยให้วิปริต ส่วนการทำปาราชิกของพระภิกษุก็คือ การทำผิดพระธรรมวินัย ที่เคยเรียกว่า "ทำวิปริตจากพระธรรมวินัย" นั่นแหละ ถ้าเรื่องแค่นี้ นายพนมยังไม่รู้ ไม่เข้าใจ ก็ฉิบหายแล้วพระพุทธศาสนา เหมือนการฉ้อโกงหรือฆ่าคนตายมีความผิดอาญา แต่ถ้า "เปลี่ยนแปลงล้มล้างรัฐธรรมนูญ" ถือว่าร้ายแรงกว่านั้นมากมายนัก เพราะเป็นระบอบการปกครองของรัฏฐะ พระพุทธศาสนาก็มีสถานะเช่นนั้น เรื่องนี้ไม่มีสอนในห้องเรียนนักธรรมบาลีไม่ว่าระดับไหน แสดงถึงความโง่ของมหาเถรสมาคมเองอีกด้วย อย่างอื่นสอนหมด แต่ไม่สอนเรื่องปกป้องพระธรรมวินัย มันก็ไร้ความหมาย

5. คำถามของนายพนมข้างต้น แสดงให้เห็นว่า นายพนมนอกจากจะไม่รู้เรื่องพระพุทธศาสนาแล้ว ยังไม่สนใจจะรู้อะไรอีกด้วย ไม่รู้แม้กระทั่งว่าพระไตรปิฎกของคณะสงฆ์ไทยมีที่มาที่ไปอย่างไร และใครที่บิดเบือน รวมทั้งควรจะรักษาพระไตรปิฎกอย่างไร ให้เป็นมรดกของชาติและศาสนาอย่างยืนนานต่อไป จึงต้องถามว่า วันๆ นายพนมทำอะไรบ้างในตำแหน่ง ผอ.พศ.

 

โฉมหน้ากรรมการสงฆ์อำเภอลำลูกกาที่ซูเอี๋ยคึกฤทธิ์

 

 

 

เจ้าคณะอำเภอลำลูกกา
สวบสวนไม่ได้เรื่อง ก่อนกลับก็รับคัมภีร์ของคึกฤทธิ์ไปด้วย
ตกลงว่าท่านไปสอบสวนหรือไปขึ้นครูกันแน่

 

6. ในการสอบสวน "คุณคึกฤทธิ์" โดยเจ้าคณะอำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เมื่อเดือนสิงหาคม 2557 ที่ผ่านมานั้น ภาพก็ปรากฏชัดว่า "ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมคึกฤทธิ์" หน้ำซ้ำยังมีกรรมการบางรูปไปกระซิบคึกฤทธิ์ว่า "ถ้าผมไม่มาก็จะเสียการปกครอง ผมรู้อยู่แล้วว่าเป็นยังไง ฮึฮึ" มีหลักฐานพยานเป็นทั้งภาพและเสียง แสดงให้เห็นว่า นอกจากคณะสงฆ์อำเภอลำลูกกาจะไม่ทันเกมแล้ว ก็ยังมีกรรมการบางรูป "รู้เห็นเป็นใจให้คึกฤทธิ์" เสียอีก แบบนี้จะให้คณะสงฆ์อำเภอลำลูกกาสืบสวนได้อย่างไร

7. คดีคึกฤทธิ์ถูกนำเข้าพิจารณาในมหาเถรสมาคม เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2557 ที่ผ่านมา โดยมหาเถรสมาคมยืนยันให้ "คุณคึกฤทธิ์" สวดพระปาติโมกข์ 227 สิกขาบท เหมือนพระสงฆ์ไทยทั่วไป นั่นแสดงว่า คดีของคุณคึกฤทธิ์ "ผ่านศาลชั้นต้นมาถึงชั้นฎีกาแล้ว" เมื่อเกิดการฟ้องร้องเพิ่มเติม ก็ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นที่ "เจ้าคณะอำเภอลำลูกกา" อีก แต่สามารถนำเรื่องเข้าพิจารณาในมหาเถรสมาคมได้เลย นี่นายพนมเตรียมตัวจะเป็น ผอ.พศ. อย่างเดียว โดยไม่สนใจที่ไปที่มาอะไรเลยหรือเนี่ย

และอีกสารพัด โอ๊ย อย่าเพิ่งไล่คึกฤทธิ์เลยชาวพุทธเอ๋ย ไล่นายพนม ศรศิลป์ พ้นพุทธมณฑลไปก่อนเถิด ขืนนายคนนี้ยังอยู่ต่อไป ก็ฉิบหายไม่รู้จบ

 

คึกฤทธิ์ เดียรถีย์ ในคราบผ้าเหลือง

 

ผอ.พระพุทธศาสนา โยนเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีตั้งกรรมการตรวจสอบพระคึกฤทธิ์ ยันต้องดูความผิดร้ายแรงถึงปาราชิกหรือไม่

เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. นายพนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.)  เปิดเผยว่า  ในเบื้องต้นยังไม่ทราบว่ามีการยื่นเรื่องตรวจสอบ พระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตถิผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง   แต่ในลักษณะนี้สำนักพุทธศาสนามีมติของมหาเถรสมาคมไว้ในกรณีที่เหตุเกิดที่ใดก็จะให้พระสังฆาธิการในเขตปกครองนั้นๆ เป็นผู้กำกับดูแลตรวจสอบ สำหรับวัดของพระอาจารย์คึกฤทธิ์นั้นอยู่ในเขตพื้นที่จังหวัดปทุมธานี ทางสำนักพระพุทธศาสนาก็จะให้เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ และพระสังฆาธิการ เป็นผู้ตรวจสอบ และหากตรวจสอบเสร็จก็จะมีการทำรายงานจบที่จังหวัด

ผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ   กล่าวอีกว่า สำหรับประเด็นนี้เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีน่าจะเป็นผู้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ  ซึ่งทางจังหวัดก็มีคณะกรรมการดูแลอยู่ และเป็นไปตามมติของมหาเถรสมาคมที่กำหนดไว้ ทั้งนี้หากพบประเด็นความผิดทางคณะกรรมการจะเสนอว่าประเด็นความผิดอยู่ในระดับใด

เป็นระดับที่ร้ายแรงไหม หรือเป็นแค่ความผิดเล็กน้อย โดยเบื้องต้นยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นความผิด ส่วนระดับความผิดร้ายแรงก็เช่น กรณีจะปาราชิก นายพนม กล่าว

 

ที่มา : โพสต์ทูเดย์
25 ธันวาคม 2557


 

พระปริยัตินิเทศก์ควรจบ ป.9


เจ้าคุณเอื้อนระบุคุณสมบัติ
ให้เอาไว้พูดชี้แจงกิจการคณะสงฆ์ต่อสังคมไทย

ถามว่าจริงเหรอ ?

 

พระพรหมดิลก (เจ้าคุณเอื้อน) เบ๊ธรรมกาย

 

แหมจบแค่ "ประโยค 2" ก็เห็นจะพอละมั๊ง เห็นพระผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคมพูดออกบ่อยว่า "พวกประโยคเก้ามันไม่ได้เรื่อง ชอบเถียงผู้ใหญ่ ทำอะไรก็ไม่เป็น เก่งแต่แบกตำรา" สมเด็จเกี่ยววัดสระเกศท่านทำเป็นตัวอย่างเลย วัดสระเกศไม่มีพวกเปรียญ 9 ได้เป็นใหญ่เป็นโตอะไร สูงสุดก็แค่ ประโยค 6 เท่านั้น มหาเสนาะจบ ป.6 ได้เป็นเจ้าอาวาส ควบตำแหน่งใหญ่โตสูงสุดในเมืองไทย ไล่ตั้งแต่ เลขานุการประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะภาค 12 แถมด้วยตำแหน่ง "ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ" เทียบได้กับตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศโน่น ก็ไม่เห็นว่าพวกเปรียญ 9 ซึ่งนั่งหัวโด่อยู่ในมหาเถรสมาคมจะทักท้วงแต่อย่างใด สงสัยมหาเหนาะจะพูดภาษาอังกฤษเก่งกว่าพวกประโยคเก้ามั๊ง

เวลามีตำแหน่งว่าง สมณศักดิ์ว่าง ก็ใช้ระบบ "เล่นพรรคเล่นพวก" กันทั้งนั้น ไม่งั้น มหาสายชล มหาเสนาะ พวกนี้ ไม่มีสิทธิ์ได้เป็นใหญ่เป็นโตหรอก มันยัดเส้นยัดสายกันในกุฏิทั้งนั้นแหละ

เรื่องการชี้แจงด้านพระธรรมวินัย ก็ทำไม ในเมื่อสำนักพุทธฯก็เป็นเลขามหาเถรสมาคม แถมมหาเถรสมาคมก็มีตำแหน่ง "โฆษก" ไว้ทำหน้าที่โดยเฉพาะ แต่ทำไมไม่เห็นพูดอะไรเลย ไอ้ที่เขาให้พูดกลับไม่พูด แต่ที่เขาไม่ให้พูดก็สะเออะพูด แล้ววันนี้จะตั้งพระปริยัตินิเทศก์ให้พูดแทน มันก็ตลกกินแล้วล่ะครับท่าน

น่าสงสารพวกเรียนบาลีนะ เห็นพระผู้ใหญ่พูดจาหรูหราว่า "พวกท่านศึกษาสายตรงที่สุดในการรักษาพระธรรมวินัย อันเป็นภาษาดั้งเดิมของพระพุทธองค์ ภาษาบาลีคือหัวใจของพระพุทธศาสนา" แต่เจ้าคุณเอื้อนกลับระบุคุณสมบัติว่า "ประโยค 9 ควรเป็นแค่พระปริยัตินิเทศก์เท่านั้น" มันน่าเศร้าใจไหมเอ่ย ?

ยกตัวอย่าง ตอนเดินธุดงค์ธรรมชัย มีประโยคเก้า ชื่อว่า พระมหาทองดี สุรเตโช อยู่วัดราชโอรส เป็นเจ้าอาวาส อดีตอาจารย์สอนบาลีประโยค 7-8-9 โรงเรียนพระปริยัติธรรมชั้นสูงของคณะสงฆ์วัดสามพระยา  เป็นอดีตกรรมการมหาเถรสมาคม เป็นอดีตเจ้าคณะภาค และเป็นปัจจุบันราชบัณฑิตแถมด้วยตำแหน่งเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ตำแหน่งพระอุปัชฌาย์ไม่ต้องนับ พระมหาทองดี ตอนนั้นมีสมณศักดิ์เป็น "พระธรรมกิตติวงศ์" ได้ออกมาชี้แจงการเดินธุดงค์บนกลีบกุหลาบเข้ากรุงว่า

 

และการถือปฏิบัติธุดงค์นั้นก็ทรงบัญญัติไว้ถึง 13 ข้อ มีเพียงข้อเดียวที่ กำหนดว่าต้องอยู่ป่า อีก 12 ข้อนั้นอยู่ที่ไหนก็ได้ ไปที่ไหนก็ได้ อยู่กับที่ก็ได้ เดินก็ได้ เข้าเมืองก็ได้

ถ้าสมมติว่า กลางกรุงนี้เป็นป่า อย่างที่มีคนชอบพูดกันว่าเป็นป่าคอนกรีต ก็แสดงว่าท่านก็เดินธุดงค์ในป่าเหมือนกัน ก็ป่าคอนกรีต ตึกบ้านช่องก็ถือว่าเป็นต้นไม้ใหญ่ บริเวณนี้เป็นสนามกีฬา ก็เท่ากับว่าเป็นลานโล่ง อยู่ในลักษณะของธุดงค์อีกข้อหนึ่ง กคือ ไม่อยู่ในร่มเงาของชายคาของต้นไม้

อันนี้ก็ถูกต้องตามพระบัญญัติ ไม่ได้ผิดอะไร

ที่จะแปลกหน่อยก็คือจำนวนเท่านั้น ปกติเราเห็นพระธุดงคตามท้องถนนแบกกลดก็ไม่รู้สึกอะไร แต่นี้พันกว่าองค์ ก็เลยรู้สึกว่าจะเป็นเรื่องแปลก ไม่เคยเห็น คนที่มีบุญย่อมเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น ส่วนผู้ที่ไม่มีบุญ แม้ไม่เคยเห็นก็คงไม่เคยเห็นตลอดชาติ ตลอดไป

อันนี้ก็เป็นปกติธรรมดา เพราะก็ขอให้ทุกท่านทั้งหลายได้ชื่นใจ สิ่งที่ไม่เคยพบ เราก็ได้เห็น ได้พบ และก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เสียหายร้ายแรง เป็นเรื่องดี เรื่องงาม นำความชื่นใจมาให้

 

ตอนนั้น ตัวเจ้าคุณเอื้อนก็เห็นด้วย แถมยังเดินสายไปทำงานให้ธรรมกายทั่วโลกอย่างไม่เคอะเขิน วันพ่อที่ผ่านมา พระมหาทองดีก็ได้รับการปูนบำเหน็จขึ้นเป็น "รองสมเด็จ" เรียบร้อยไปแล้ว แล้วถามว่า เราจะมีเปรียญ 8 เปรียญ 9 ไปทำไม ในเมื่อ "อาจารย์" ของนักเรียนบาลีระดับสูง 7-8-9 เขาออกนอกธรรมนอกวินัยไปหมดแล้ว ถ้าระดับท่านทองดีพูด สมเด็จวัดปากน้ำการันตี เจ้าคุณเอื้อนเป็นกองหลัง ต่อให้เอาประโยคเก้ามาอีกแสนรูป ก็ไม่มีประโยชน์ พูดไปก็ไลฟ์บอย

อย่างล่าสุด คุณนายคึกฤทธิ์ วัดนาป่าพง ได้ออกมาตัดลัดพระปาติโมกข์ โขกสับพวกเรียนบาลีว่า "ไม่มีประโยชน์" เหยียดหยามว่าเป็นถึงเดียรถีย์ไปโน่น แอนตี้อรรถกถาที่พวกมหาเรียน แต่ถามว่า "พวกประโยคเก้าหายหัวไปไหน" ทำไมไม่มีใครพูด แถมประโยค 9 ที่เป็นศาสตราจารย์ เป็นอธิการบดี ยังเอามหาวิทยาลัยสงฆ์ไปร่วมงานกับคึกฤทธิ์อีกต่างหาก ขี้ใส่กางเกงกันเต็มบ้านเต็มเมือง ปล่อยให้ผู้หญิงที่ชื่อ "ครูนัท-หนอนพระไตรปิฎก" ออกมาเป็นกองหน้า เอาครูคนนี้มาเป็นโฆษกมหาเถรไม่ดีกว่าหรือ ? เปรียญธรรมสมาคมล่ะมีไว้ทำไม ไล่ให้พ้นวัดสามพระยาไปสิ อยู่ไปก็เปลืองน้ำไฟเสียเปล่า ?

เรียนบาลีกันไปทำไม เรียนแล้วไม่ปกป้องพระธรรมวินัย เรียนไว้แค่ในหัว เรียนงูๆ ปลาๆ เก่งแต่ในห้องเรียน พอเห็นคึกฤทธิ์สอนบาลีก็หดหัวกันหมด ยุบทิ้งสำนักเรียนบาลีได้แล้ว ยิ่งเรียนก็ยิ่งโง่ ไม่มีศักดิ์ไม่มีศรีอะไรหรอก จริงๆ นะฮะ ไม่ได้ประชดเลย ยกประเทศไทยให้ "สมเด็จพระธัมมชโย" กับ "นายคึกฤทธิ์" ไปครอง ง่ายกว่าเสียอีก อยากได้อะไรก็ง่ายๆ แค่ไป "กราบตี..ธัมมชโย" ทุกอย่างก็จะสมประสงค์

นี่ไงที่ต้องพูดกันอย่างไม่เกรงใจว่า พระผู้ใหญ่สองมาตรฐาน พูดอย่างทำอย่าง หรือไม่ก็ "ดีแต่พูด" เท่านั้นแหละครับ นิมนต์ตามสบาย ไมค์ทองคำรอท่านอยู่ ถึงวันตายก็รู้ว่าเกียรติประวัติของพวกท่าน จะถูกจารึกไว้เช่นใด ในพงศาวดารคณะสงฆ์ไทย

 

 

ป.6 VS ป.9

"ถั่วต้มครับท่าน ตำแหน่งปริยัตินิเทศก์ให้พวก ป.9 เป็น ถึงตำแหน่งกรรมการมหาเถรและประธานพระธรรมทูตสายต่างประเทศ ค่อยให้พวก ป.6 เป็น ตามโบราณว่า โง่ไม่เป็น เป็นใหญ่ยาก"

 

 

ชี้พระปริยัตินิเทศก์จังหวัดควรจบ ป.ธ.9

วันนี้ (24 ธ.ค.) สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช กล่าวว่า เปิดจากการประชุมสัมมนาปริยัตินิเทศก์ ประจำปีงบประมาณ 2558 ที่ศาลาอบรมสงฆ์ วัดสามพระยา กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆนี้ ตนได้เน้นย้ำการทำหน้าที่ของพระปริยัตินิเทศก์ ว่า ต้องรักงานที่ทำ และต้องเสียสละ หากไม่เสียสละ ก็จะไม่เจริญ เช่น หากเป็นเจ้าอาวาสที่ไม่เสียสละเสียแล้ว วัดก็จะไม่เจริญตามไปด้วย อีกทั้งพระปริยัตินิเทศต้องทำงานด้วยความจริงใจ

พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดสามพระยา เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ในฐานะประธานศูนย์พระปริยัตินิเทศก์ส่วนกลาง กล่าวว่า การทำงานของพระปริยัตินิเทศก์ จะคล้ายกับการทำงานศึกษานิเทศก์ ของกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ซึ่งโดยส่วนตัวเห็นว่าพระปริยัตินิเทศก์ระดับจังหวัด ควรมีความรู้ระดับเปรียญธรรม(ป.ธ.) 9 ประโยค เพราะต้องมีความรู้ในระดับที่สามารถชี้แจงเรื่องการจัดการศึกษาสงฆ์ทั้งจังหวัดได้ ขณะเดียวกันพระปริยัตินิเทศก์จะต้องสามารถชี้แจงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคณะสงฆ์ให้ประชาชน รวมถึงพระผู้ใหญ่ในจังหวัดให้เข้าใจด้วย

"อย่างเช่นกรณีของภิกษุณี พระปริยัตินิเทศก์ก็ต้องทำหน้าที่ในการชี้แจงด้วยว่า เหตุใดคณะสงฆ์ไทยจึงห้ามบวชภิกษุณี ยืนยันว่าพระปริยัตินิเทศก์มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการที่จะช่วยให้การศึกษาของคณะสงฆ์ประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ อาตมาจะศึกษารายละเอียดกฎระเบียบของพระปริยัตินิเทศก์อีกครั้ง เพื่อดูว่ามีปัญหาอย่างไรบ้าง ก่อนที่จะมีการกำหนดเป็นนโยบายต่อไป ประธานศูนย์พระปริยัตินิเทศก์ส่วนกลาง กล่าว.

 

ที่มา : เดลินิวส์
25 ธันวาคม 2557

ประมวลข่าวพระคึกฤทธิ์ วัดนาป่าพง

 

 

 


ประมวลข่าวการมรณภาพ


สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ)
วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

 

พิธีพระราชทานเพลิงศพ

พระเทพมหาเจติยาจารย์ (ไพบูลย์ ภูริวิปุโล)
อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุหริภุญชัย

อดีตเจ้าคณะจังหวัดลำพูน
23 มีนาคม 2557

 

ชุดที่ 1 : ชุดที่ 2 :  ชุดที่ 3 :  ชุดที่ 4 : ชุดที่ 5

ชุดที่ 6 : ชุดที่ 7 : ชุดที่ 8 : ชุดที่ 9 : ชุดที่ 10


กดแต่ละชุดเพื่อชม

 

ภาพหมู่การประชุมพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป

กดที่ภาพเพื่อชมภาพใหญ่ ขนาด 4000 PC


 

ภาพประวัติศาสตร์
พระธรรมทูตไทยใน 4 ทวีป
 

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพใหญ่ ขนาด 2000 PC

การประชุมพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป
วันที่
23-25 สิงหาคม 2557

ชุดที่ 01 : ชุดที่ 02 : ชุดที่ 03 : ชุดที่ 04 : ชุดที่ 05 : ชุดที่ 06 : ชุดที่ 07


 

ชมภาพชุดในงานวัดนวมินทรราชูทิศ USA.

ชุดที่ 01 : เปิดวัดนวมินทรราชูทิศ นครบอสตัน ยูเอสเอ

ชุดที่ 02 : ไผเป็นไผ ในบอสตัน 2014

ชุดที่ 03 : โรงพยาบาลเมาท์ ออเบิร์น 9 มิถุนายน 2557
ชุดที่ 04 : พิธีเปิดการประชุมพระพุทธศาสนานานาชาติ
ชุดที่ 05 : เปิดประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
ชุดที่ 06 : ทัพสื่อมวลชนไทยบุกนครบอสตัน รายงานข่าวการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
ชุดที่ 07 : ประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา วันที่ 02
ชุดที่ 08 : ผลการเลือกตั้งกรรมการอำนวยการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา พ.ศ.2557
ชุดที่ 09 : บรรยากาศการเลือกตั้งกรรมการอำนวยการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
ชุดที่ 10 : พระสงฆ์ 400 รูป สวดพระธรรมจักกัปปวัตตนสูตร ณ โรงพระอุโบสถวัดนวมินทรราชูทิศ นครบอสตัน

 

ภาพชุดรรมยาตราเดินป่าบอสตัน

 

ธรรมยาตรา ชุดที่ 01 ธรรมยาตรา ชุดที่ 02 ธรรมยาตรา ชุดที่ 03
ธรรมยาตรา ชุดที่ 04 ธรรมยาตรา ชุดที่ 05 ธรรมยาตรา ชุดที่ 06
ธรรมยาตรา ชุดที่ 07 ธรรมยาตรา ชุดที่ 08 ธรรมยาตรา ชุดที่ 09

 

 

การประชุมสมัยวิสามัญสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกาและงานวันมหารำลึก

ณ วัดวชิรธรรมปทีป นิวยอร์ค 8-9 กันยายน 2555

 

 


 

 

ภาพงานพระราชทานเพลิงศพ

พระเดชพระคุณพระเทพกิตติโสภณ (สมบูรณ์ สมฺปุณฺโณ ป.ธ.7)
อดีตเจ้าอาวาสวัดวชิรธรรมปทีป
อดีตประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
10-14 พฤศจิกายน พ.ศ.2554

 

วันมหารำลึก ปีที่ 23

วัดพรหมคุณาราม รัฐอริโซน่า สหรัฐอเมริกา

 

กดที่ภาพเพื่อชมภาพงานวันมหารำลึก ปีที่ 23

ประมวลข่าวเณรคำ

(กดที่ภาพเพื่อชม)


 

แฟ้มข่าวอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

อ่านข่าวเก่าที่เคยนำเสนอในอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

2549 : 2550 : 2551 : 2552 : 2553 : 2554 : 2555 : 2556 : 2557

 

YANTRA TODAY
(กดที่ภาพเพื่อชม)


 


เยี่ยมวัดบ้านไร่-ไหว้หลวงพ่อคูณ
กับอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะดอทคอม

กดที่ภาพด้านล่างเพื่อชม

01 02 03 04 05 06 07 08 09
10 11 12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31 32 33 34    

 

ตอนที่ 01
ลอนดอน 2012

ตอนที่ 02
มหาโบสถ์แห่งลิชฟิลด์

ตอนที่ 03
มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด

ตอนที่ 04
วัดพุทธปทีป

ตอนที่ 05
ลอนดอนอาย

ตอนที่ 06
British Museum

ตอนที่ 07
ห้างแฮรอดส์

ตอนที่ 08
Tower Bridge

ตอนที่ 09
London Sightseeing

ตอนที่ 10
London To Paris

ตอนที่ 11
หอไอเฟล (1
)

ตอนที่ 12
หอไอเฟล (2)

ตอนที่ 13
หอไอเฟล (3)

ตอนที่ 14
ปารีส 360 องศา

ตอนที่ 15
เยี่ยมหน้าต่างหอไอเฟล

ตอนที่ 16
TROCADERO

ตอนที่ 17
Water Tour

ตอนที่ 18
Musée du Louvre

ตอนที่ 19
MONA LISA

ตอนที่ 20
เทพีวีนัส

ตอนที่ 21
ทอดน่องในลูฟวร์

ตอนที่ 22
หอสมุดแห่งชาติมิตแตรองต์

ตอนที่ 23
ลา เดฟ็องซ์ (La De'fense)

ตอนที่ 24
Arc de Triomphe

ตอนที่ 25
เหนือประตูชัย

ตอนที่ 26
แวร์ซาย (1)

ตอนที่ 27
แวร์ซาย (2)

ตอนที่ 28
แวร์ซาย
(3
)

ตอนที่ 29
แวร์ซาย (4)

ตอนที่ 30
แวร์ซาย (5)

ตอนที่ 31
GENEVA
(1)

ตอนที่ 32
GENEVA (2
)

ตอนที่ 33
GENEVA (3
)

ตอนที่ 34
Lausanne-Zurich

ตอนที่ 35
วัดศรีนครินทรวราราม

ตอนที่ 36
ป้อมยามเมืองลูเซิร์น

ตอนที่ 37
ตลาดน้ำเมืองลูเซิร์น

ตอนที่ 38
กลับปารีส

ตอนที่ 39
ROME (1
)

ตอนที่ 40
ROME
(2)

ตอนที่ 41
ROME (3)

ตอนที่ 42
ROME (4)

ตอนที่ 43
ROME (5)

ตอนที่ 44
Inside Vatican (1)

ตอนที่ 45
View of Rome

ตอนที่ 46
Inside Vatican (2)

ตอนที่ 47
หลังคาวาติกัน

ตอนที่ 48
OUTSIDE VATICAN

ตอนที่ 49
THE COLOSSEUM

ตอนที่ 50
หินอ่อนโคลอสเซียม

ตอนที่ 51
ROME TO PARIS

ตอนที่ 52
NOTRE-DAME DE PARIS

ตอนที่ 53
หมู่บ้านศิลปะ

ตอนที่ 54
พระราชวังฟงแตนโบล

 

 

 


 

สงฆ์ไทย Vol.01

หนังสือเล่มแรกของสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

(กดที่ภาพหรือที่ข้อความเพื่อชม)

 

คณะกรรมการอำนวยการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา

พ.ศ.2557-2559

(กดที่ภาพเพื่อชม)

 

 

ข่าวสารสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา


 

 

หนังสือเล่มแรกของ มจร. ที่ชาว มจร. หลายท่านไม่เคยเห็น

(กดที่ภาพเพื่อเข้าชม)

 

 

 

หมายเหตุอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

ข้อแลกเปลี่ยนของชาวพุทธไทย

บวชพระล้านรูป แลกกับ พระนิพพานเป็นอัตตา
ท่องพุทธวจนะล้านคน แลกกับ ตัดปาติโมกข์เหลือเพียง 150 ข้อ

(กดที่ภาพเพื่ออ่าน)

 

>> กดตรงนี้เพื่ออ่านบทความเพิ่มเติม <<

 

พระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ 1-17 พ.ศ.2538-2554
(กดที่ภาพเพื่อชมประวัติ)

อนุสรณ์มหาจุฬาฯ ครบรอบ 9 ปี
 

นานาสาระจากอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

ธรรมวาไรตี้
หนังสือเล่มแรก ของพระมหานรินทร์  นรินฺโท

พิมพ์ครั้งแรก กันยายน 2548

วางจำหน่ายแล้วที่ร้านนายอินทร์ จุฬาฯบุ๊ค ซีเอ็ด และอื่นๆ ทั่วไทยและทั่วโลก

ธรรมฮิสตอรี่
หนังสือเล่มที่สอง ของพระมหานรินทร์ นรินฺโท

พิมพ์ครั้งแรก พฤศจิกายน 2549

วางจำหน่ายแล้วที่ร้านนายอินทร์ จุฬาฯบุ๊ค ซีเอ็ด และอื่นๆ ทั่วไทยและทั่วโลก

 

 

 

 

You Are Visitor No.-

 

drupal stats

Since : February 20, 2009

 

เรายินดีน้อมรับความคิดเห็นและคำชี้แนะจากทุกท่าน

Editor : peesang2555@hotmail.com

 


WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE  LAS VEGAS NEVADA 89121 U.S.A. PHONE 702-384-2264