|
การเมืองใหม่ ?
ในพระไตรปิฎกมีสำนวนบาลีอยู่วลีหนึ่งว่า
"ภูตปุพฺพํ ภิกฺขเว"
แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ฯลฯ
หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าก็จะทรงเล่าเรื่องในอดีตซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
ว่าที่เกิดขึ้นอยู่ในทุกวันนี้น่ะมิใช่สิ่งใหม่ แต่เป็นเรื่องเก่าๆ
ที่หวนกลับมาเกิดขึ้นอีกซ้ำกับรอยเดิม ดังสำนวนไทยที่ว่า
"ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย"
แม้ว่ารอยนั้นจะไม่ใช่รอยเดียวกัน แต่ก็คล้ายกัน
สามารถที่จะเปรียบเทียบเป็นอุทาหรณ์เดียวกันได้
เรื่องการเมืองใหม่
ที่กำลังโหมโรงกันอยู่ใน
"มหาวิทยาลัยเถื่อน-ราชดำเนิน"
ขณะนี้ ก็ฉันนั้น
ถ้าท่านผู้อ่านกลับไปอ่านประวัติศาสตร์การเมืองไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.2475
เป็นต้นมา เราก็จะพบว่า
"มีการเมืองใหม่เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง"
ทั้งการแต่งตั้ง-เลือกตั้ง
ส.ส.-ส.ว. แบบลูกคู่หรือลูกผสม หรือเลือกตั้งสภาล่าง-แต่งตั้งสภาสูง
หรือแม้แต่การร่างรัฐธรรมนูญ-ฉีกฉบับเก่าทิ้ง-ร่างฉบับใหม่ใช้แทน
ก็เคยทำกันมาแล้วทั้งสิ้น
เริ่มจากการปฏิวัติที่เรียกว่า
อภิวัฒน์ 2475
ซึ่งครั้งนั้นก็บีบพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ทรงยอมที่จะต้อง
"เป็นเจว็ด-เป็นกษัตริย์ไร้อำนาจ"
อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ
แล้วหลวงประดิษฐ์มนูธรรมก็จัดการเอาร่างรัฐธรรมนูญที่ตัวเองจัดทำไว้แล้วนั้นเข้ามาประกาศใช้เป็นฉบับแรก
จากนั้นก็ตั้งคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ
จนกระทั่งได้แล้วก็นำขึ้นโปรดเกล้าฯ
ลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้อย่างเป็นทางการ เรียกชื่อเสียสวยหรูว่า
"ฉบับถาวร"
ซึ่งถาวรอยู่ได้ไม่กี่เดือน
พระยามโนปกรณ์นิติธาดา
นายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทยก็ขัดใจกับนายปรีดี
พนมยงค์
ในเรื่องเค้าโครงเศรษฐกิจแห่งชาติ
อันดู
"คล้ายๆ"
ไอ้ตัวนิดๆ หน่อยๆ
ในเรื่องไผ่แดง ของ
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
ส่งผลให้ปรีดีต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ
พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ประกาศ
"งดใช้"
รัฐธรรมนูญบางมาตรา ตามมาด้วยการปฏิวัติขับไล่รัฐบาลของ
พระยาพหลพลพยุหเสนา
แล้วเชิญปรีดีกลับเมืองไทย
ครั้นต่อมาพระยาพหลถึงแก่อสัญกรรม นายปรีดีได้ดีทางเป็นผู้สำเร็จราชการ
ส่วนจอมพล
แปลก พิบูลสงคราม
สหายรักได้ดีทางเป็นผู้บริหารในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
แล้วสอง
ป.
คือ
ปรีดีกับแปลก ก็ห้ำหั่นกัน
สาเหตุนั้นเพราะปรีดีซึ่งขึ้นสูงเป็นถึงผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แล้ว
ยังลดตัวเองลงมาแย่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของเพื่อน
คณะปฏิรูปการปกครอง 2475 แตกกันแบบหมอไม่รับเย็บมาตั้งแต่นั้น
การเมืองยุคนั้นเล่นกันแรงถึงกับเอาพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเป็นเหยื่อ
ตราบาปให้แก่รัฐบาลปรีดี
ใกล้เคียงกับสมัยนี้ที่ใช้สถาบันเป็นเครื่องมือปลุกระดม
ส่งผลให้ ผิน
ชุนหะวัณ
ปฏิวัติไล่ปรีดีออกไปอยู่จีน ฐานของปรีดีเหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียวคือ
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง
ซึ่งภายหลังถูกหั่นคำว่า
"และการเมือง"
ออกไป พ้นจากผินก็เป็นสฤษฎิ์ ธนะรัชต์ แล้วก็ถนอม กิตติขจร
เกรียงศักดิ์ ชมะมันท์ และ เปรม ติณสูลานน์ นี่เล่าคร่าวๆ นะ
เพราะว่าคนอื่นๆ นั้นเป็นเพียงตัวประกอบของผู้มีอำนาจตัวจริงเสียงจริง
แม้แต่
"นายกรัฐมนตรีนอมินี"
ที่แปลว่า
"ตัวแทน" หรือ
"ร่างทรง"
นั้น ก็เคยมีมาแล้วหลายรุ่น ทั้ง
จอมพลถนอม กิตติขจร
ทั้ง
นายพจน์ สารสิน
ซึ่งเป็นร่างทรงของจอมพลสฤษฎิ์
ธนะรัชต์
ก็เคยเป็นนายกฯ
อย่างสง่าผ่าเผย โดยพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
มิใช่ของใหม่แต่อย่างใด
เพียงแต่สหายสนธิเกิดยังไม่ทันเท่านั้น
จึงไม่ทันได้ตั้งพันธมิตรขับไล่ ซึ่งอาจจะส่งผลให้
"หาศพไม่เจอ"
ดังหลายๆ คนโดนสฤษฎิ์เล่นงาน
พระพิมลธรรม
พระเจ้าคุณระดับรองสมเด็จฯ วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์
นั่นก็ถูกสฤษฎิ์นิมนต์เข้าไปจำวัดในคุกสันติบาลนานเกือบ
5
ปี
ก่อนตายโน่นแหละจึงรู้ตัวว่า
"ผิด"
แต่ก็แก้ไขอะไรไม่ทันแล้ว ป่านนี้ไม่รู้ว่าตกนรกขุมไหน
เราต้องยอมรับกันว่า ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยตั้งแต่สมัยที่ว่ามานี้
มีเพียง
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
คนเดียว
ที่สามารถทำคะแนนนิยมจากการเลือกตั้งได้สูงสุด
สามารถตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ แต่ไม่น่าเชื่อเช่นกันว่า ครั้งแรกนั้น
ทักษิณตั้งรัฐบาลผสม มีพรรคชาติไทยร่วมด้วย ผลก็คือ
อยู่ครบเทอม 4 ปีเต็ม
แต่พอตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ ปรากฏว่าอยู่ได้แค่ปีเดียว
!
ดับเบิ้ลงงเลย
ไหนใครว่าถ้าได้
ส.ส.มากเท่าไหร่ก็จะมีความมั่นคงทางการเมืองมากขึ้นเท่านั้น
คิดผิดหรือเปล่า ?
ต้องขอออกตัวอีกครั้งว่า
"ผู้เขียนเป็นพระ"
มิได้ฝักใฝ่ในทางการเมือง
เพียงแต่สนใจในทางการเมือง
เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประเทศชาติประชาชนและแม้แต่พระศาสนา
ผู้เขียนติดตามการเมืองเหมือนดูหนังจีนเรื่องสามก๊ก
แม้จะชอบตัวละครเป็นบางตัว แต่ก็สนใจในเนื้อหาสาระมากกว่าจะติดที่ตัวละคร
สาเหตุที่ขีดเขียนนี้ก็เพราะมีประเด็นให้ต้องเกี่ยวข้อง
ประเด็นที่ว่านั้นก็คือ
มีการนำเอานักบวชบางลัทธิที่ถูกคณะสงฆ์ไทย
"อัปเปหิ"
แปลว่า
ขับไล่
ออกไปจากวัดเมื่อหลายสิบปีก่อนให้เข้ามาเล่นการเมืองอย่างเต็มตัว
คณะที่ว่านี้ออกชื่อเลยก็ได้ คือ
สันติอโศก
ซึ่งตามมติของคณะสงฆ์ไทย ภายใต้การนำของ
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่ทรงมีพระลิขิตให้พระรักษ์
โพธิรกฺขิโต
และคณะ สละสมณเพศ
คือสึกออกไปในวันที่
10 มิถุนายน พ.ศ.2532
ส่งผลให้โพธิรักษ์และบริวารกลายเป็น
"นักบวชเถื่อน"
นอกกฎหมายไทยมาตั้งแต่นั้น
ผู้เขียน-เขียนเรื่องการเมือง ก็วิพากษ์วิจารณ์กันแบบเล่นๆ
ว่าให้ทักษิณมั่ง ล้อเลียนลุงบรรหารมั่ง
แหย่สหายสนธิมั่ง
หรือใครต่อใคร ก็ว่ากันไปตามน้ำ
แต่ตอนนี้เห็นที่ต้อง
"เลือกข้าง"
เพราะมีการนำเอานักบวช
"อีกข้าง"
มาเล่นการเมืองในนาม
"พันธมิตร"
แถมยังบีบให้เราว่าจะเอาข้างไหน แล้วเรื่องอะไรที่
"กูจะเอากับมึง"
จริงๆ แล้วการเมืองไทยที่วุ่นวายขายปลาช่อนอยู่ในวันนี้ก็มีสาเหตุมาจาก
"โพธิรักษ์-จำลอง"
นั่นแหละ สองเกลอผู้สร้างสรรค์ผลงานอมตะในนาม
"พรรคพลังธรรม"
ในอดีต
พรรคพลังธรรมเมื่อแรกก่อตั้งนั้น ประกาศนโยบายของพรรคว่า
"รับเฉพาะคนดีมีศีลธรรม"
สร้างภาพเป็นพรรคกระยาจก หัวหน้าพรรคใส่เสื้อม่อฮ่อม
อาบน้ำห้าขัน มีเมียแต่ไม่นอนกับเมียหรือจะนอนมาจนเบื่อแล้วก็ไม่รู้ มือถือไม้กวาด
ขนาดเป็นผู้ว่ายังออกกวาดถนนช่วยเทศบาล
ถึงฤดูหาเสียงเลือกตั้งก็ระดมขอของเก่า ทั้งป้ายเก่า
ผ้าเก่า ฝาเก่าๆ
เอามาทาสีแล้วนำไปติดหาเสียง ปรากฏว่า
"ตบตา"
คนกรุงเทพฯ ที่คิดว่าตัวเองฉลาดอย่างแนบเนียนได้คะแนนถล่มทลาย จนพรรคประชากรไทยของ
"สมัคร สุนทรเวช"
เกือบสูญพันธุ์ไปจากกรุงเทพฯ
จำลองนั้นเป็นลูกน้องของพลเอกเปรมๆ แต่งตั้งให้เป็นเลขานายกฯ
แล้วตอนหลังออกไปตั้งพรรคพลังธรรมร่วมกับโพธิรักษ์แห่งสันติอโศก บิ๊กจิ๋วหรือ
พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นั่นก็เด็กป๋า
พล.อ.เปรม ตั้งให้เป็นผู้บัญชาการทหารบก แทน
พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก
ที่โดนปลด เพราะบังอาจออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเปรมในเรื่อง
"ลดค่าเงินบาท"
เบากว่า บิ๊กป๊อก-อนุพงษ์
เผ่าจินดา
ประกาศให้
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
ลาออกจากนายกรัฐมนตรีตั้งหลายร้อยกิโล แต่ยังอยู่ได้
ไม่รู้ว่าห้อยพระอะไร นาวาอากาศตรีประสงค์ สุ่นศิริ
นั่นก็เด็กป๋า เคยทำงานเป็นผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองแห่งชาติ หรือ
ซีไอเอ ในสมัยป๋าเปรมเป็นนายกรัฐมนตรี
นี่คือปูมหลังการเมืองไทยสมัยปัจจุบัน ก่อนหน้านั้นมันไกลเกินไป
อย่าไปพูดถึงเลย
ความเติบโตของพรรคพลังธรรมนั้น ก็เหมือนๆ กับพรรคประชากรไทย
คือกระจุกอยู่แต่ในกรุงเทพฯ ซึ่งเล่นการเมืองตามกระแส
คนกรุงเทพฯเป็นคนที่เฮไหนเฮนั่น เหมือนกำลังเห่อพันธมิตรอยู่ในวันนี้
แม้ว่าพรรคประชากรไทยและพรรคพลังธรรมจะเคยได้คะแนน ส.ส.ในกรุงเทพฯ
แทบว่าเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่ทั้งกรุงเทพฯ ก็มี ส.ส.แค่ 30-40 คน อีก 300
คนนอกนั้นต้องเลือกมาจากต่างจังหวัด
แต่คนต่างจังหวัดนั้นเขาไม่ได้เลือก ส.ส.เหมือนคนกรุงเทพฯ
คือในกรุงเทพฯ
สร้างกระแสได้ เพราะคนกรุงเทพฯ อ่านหนังสือ-ดูข่าวทีวี
มีความเจริญกว่าในด้านการศึกษาและสาธารณูปการ
ส่วนบ้านนอกคอกนานั้นเขาใช้ระบบอาวุโส เมื่อกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน
หรือแม้แต่กรรมการวัด เห็นพ้องต้องกันว่าควรเลือกใคร
เขาก็จะเชื่อและเลือกตามนั้น ในขณะที่ในระบบรัฐสภาไทยเรานั้น
ผู้ที่ได้เสียงข้างมากเท่านั้นจึงจะสามารถเป็นรัฐบาลและดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เล่นการเมืองได้คะแนนสูงสุดก็ 40-50 นึกอยากจะได้ซัก
200-300 เพื่อหนุนก้นตนเองเป็นนายกรัฐมนตรี
แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะไม่มีทุน
!
และแล้ววันหนึ่งในเดือนกันยายน พ.ศ.2538
จำลอง ศรีเมือง
ก็กระทำในสิ่งที่ใครๆ คาดไม่ถึง
นั่นคือ การเดินไปเชื้อเชิญอภิมหาเศรษฐีที่ชื่อว่า
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ให้เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ซึ่งขณะนั้น
น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ
กำลังนั่งเก้าอี้ตัวนี้อยู่
การมาของทักษิณจึงเป็นการ
"เขี่ย"
ประสงค์ ให้พ้นจากตำแหน่งไปอย่างที่ว่า
"ลูกผู้ชายฆ่าได้
แต่หยามไม่ได้"
ใครอยากรู้ว่าทำไมประสงค์กับทักษิณเป็นไม้เบื่อไม้เมากันก็อ่านตรงนี้
ก็เรื่องแย่งเก้าอี้กันนั่งนั่นเอง
ก่อนหน้านั้น ในปี พ.ศ.2535 ขณะ
พล.อ.สุจินดา คราประยูร
ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็มีม็อบนำโดย
พล.ต.จำลอง ศรีเมือง
ประกาศขับไล่ พล.อ.สุจินดา ออกจากตำแหน่ง ข้อหาก็คือ
"ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง"
ม็อบเมืองไทยสมัยนั้นเรียกร้องกันเหลือเกินให้
"นาย-ก หรือนายกรัฐมนตรี
ต้องมาจากการเลือกตั้ง"
อันนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญในสมัยรัฐบาลนายอานันท์
ปันยารชุน
อันต่อมาได้กลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับ
ปี พ.ศ.2540
ที่กล่าวกันว่า
เป็นรัฐธรรมนูญฉบับดีที่สุด
ที่ประเทศไทยเคยมีมา
พูดง่ายๆ ก็คือว่า
การเลือกตั้ง คือความชอบธรรม
ของนักการเมืองไทยในปี
2535
แต่ว่าปัจจุบันมันเปลี่ยนไปแล้ว
การเดินขึ้นตึกชินวัตรไป
"เชื้อเชิญ"
น้องรัก-ทักษิณ ชินวัตร
ให้มาดำรงตำแหน่ง รมว.กระทรวงการต่างประเทศ ในโควต้าพรรคพลังธรรม ของจำลอง
ศรีเมือง
ในครั้งนั้น มีผลกระทบต่อพรรคพลังธรรม 2 ประการ คือ
1. ในด้านภาพพจน์ของพรรค
ที่เคยประกาศตัวเองว่า
"เอาแต่คนดีมีศีลธรรม
ไม่เอาคนรวยแต่โกง"
แต่สุดท้ายจำลองก็ต้องการ
"เงินทุน"
เพื่อจะนำพาพรรคไปสู่จุดหมายให้จงได้ นั่นคือต้องการเป็นแกนนำรัฐบาล
ซึ่งหมายถึงว่า เก้าอี้นายกรัฐมนตรีจะเป็นของคนที่ชื่อ พล.ต.จำลอง
ศรีเมือง ความหมายของข้อนี้ก็คือ จำลอง
"เลือกเงิน"
มากกว่าศีลธรรมจรรยา
จึงไปเชิญอภิมหาเศรษฐีเข้ามาอยู่พรรคกระยาจกเป็นกรณีพิเศษ แต่อย่างไรก็ตาม
ตอนนั้นกระแส
"จำลองฟีเวอร์"
ถูกจุดติดไปทั่วกรุงเทพฯ แล้ว
จำลองเอาไง คนกรุงเทพฯ ก็เอางั้น
แล้วอย่างนี้ยังหาว่าคนบ้านนอกเป็นควายอีก
ตัวเองเป็นพี่ของควายแท้ๆ
2.
ในด้านการพัฒนาประชาธิปไตย
ในปี 2535 จำลองเรียกร้องให้
"สุจินดา"
ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. คือตั้งเงื่อนไขว่า
"ไม่ว่าใครที่คิดจะเป็นนักการเมือง ต้องผ่านระบบคือการเลือกตั้ง
จึงจะถือว่าถูกต้อง"
แต่หลังจากนั้นอีกเพียง 3 ปี ก็เป็นจำลองคนเดียวกันนั่นเอง
ที่เปิดประตูอ้าซ่าเชิญ
"ทักษิณ ชินวัตร"
ให้เข้ามากระทำชำเราระบอบประชาธิปไตย โดยการ
"เป็นรัฐมนตรีที่ไม่ต้องผ่านการเลือกตั้ง"
ครั้งแรก จำลองประกาศสร้างพรรคพลังธรรมให้เป็น
"พรรคแห่งคุณธรรม"
แม้ว่าจะยากจนก็จะเจียมตัว
นั่นชาวกรุงเทพฯ ก็หลงเชื่อ
แต่ผู้เขียนไม่ขอเรียกว่าคนกรุงเทพฯโง่หรอก
เพราะมันน้อยไป
ครั้งต่อมา เมื่อจำลองไปเชิญทักษิณ
ชินวัตร
พร้อมด้วยเงินถุงใหญ่นับแสนล้าน มาเป็นนายทุนให้พรรค
โดยการมอบบำเหน็จหรือเหยื่อล่อชิ้นใหญ่ คือ เก้าอี้ รมว.ต่างประเทศ
ให้ ควาย
เอ๊ย คนกรุงเทพฯ
ก็ยังงง มองไม่ออกว่าจำลองเป็นคนอย่างไร
หรือในหัวของจำลองคิดอะไร ?
พฤติกรรมของ
"จำลอง"
สองครั้งนี้
เป็นการแก้ผ้าอ้าซ่าให้ชาวโลกได้รับรู้ถึงความโสมมในจิตใจภายใต้เสื้อม่อฮ่อม
แต่ชาวกรุงเทพฯ นั้นตาบอดมองไม่เห็น ยังหลงคิดว่า จำลองคือ
พระฤษี
ทั้งๆ ที่เพิ่ง
"กินเหี้ย"
เข้าไปชิ้นใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่ม
!
ฤษีกินเหี้ยในที่นี้ผู้เขียนมิได้หมายความว่า
"ทักษิณเป็นเหี้ย"
ดอกนะ อย่าเข้าใจผิด แต่ผู้เขียนหมายถึงว่า คือความอยากร่ำรวยคะแนนเสียงในทางการเมืองทางลัดโดยใช้เงินนั่นต่างหาก
ที่เรียกว่า
"เนื้อเหี้ย"
ที่ฤษีจำลองเขมือบเข้าไปจนพรรคพลังธรรมพัง
เพราะต่อมาก็ปรากฏว่า สมาชิกพรรคพลังธรรมแบ่งออกเป็นสายวัดกับสายบ้าน
มีหัวสองหัวแต่ตัวเดียวกัน
ไม่นานสองหัวก็หันมากัดกันเองจนพรรคแตกและสูญสลายหายไปเหมือนพลุแตก
จำลอง
นอกจากจะเป็นผู้สร้างระบบ
"เผด็จการรัฐสภา"
ขึ้นมาในเมืองไทยแล้ว
ก็ยังสร้างเกาเหลาคู่ใหม่ในวงการเมืองเป็นคู่กัดอมตะด้วย นั่นคือ
พอจำลองเอาทักษิณมาเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ก็ปลด
ประสงค์ สุ่นศิริ
ให้ออกไปเตะฝุ่นอยู่ที่หนังสือพิมพ์แนวหน้า ขยันขันแข็งเขียนด่าทักษิณ
เช้า-กลางวัน-เย็น และก่อนนอน จนต้องขึ้นโรงขึ้นศาล ด่าแม้กระทั่ง
"ศาลรัฐธรรมนูญ"
ที่พิพากษาให้ทักษิณ
"พันผิด"
ข้อหาซุกหุ้น
จนตัวเองถูกตัดสินติดคุก จนถึงทุกวันนี้
ประสงค์-ทักษิณ
ก็ยังไม่เผาผีกัน
จะว่าไปแล้ว
พวกคนกรุงเทพฯ
(Middle Classes and Elite)
ก็คือพวกชอบ
"ดัดจริต"
หิว-ต้องบอกว่า
"ไม่หิว"
อยาก-ต้องบอกว่า
"ไม่อยาก"
ยิ่งใครอยากเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วประกาศความอยากออกไป
รับรองว่าไม่มีวันได้เป็น พูดไปก็คล้ายๆ พระธรรมยุตนั่นแหละ ปากบอกว่า
"ไม่แตะต้องเงินทองของอนามาส"
แต่ใช้ให้เด็กวัดรับไว้แทน พอตกกลางคืนยืนจ้องเด็กวัดนับเงินตาแทบถลน
คุมยิ่งกว่า รปภ.ประจำธนาคาร เรื่องนี้เสธ.แดงเล่าให้ฟังเกี่ยวกับพระธรรมยุตในวัดมกุฏฯ
จริงหรือไม่ก็ให้ไปถามเสธ.แดงเอาเอง
มีคำคมอยู่คำหนึ่งว่า
"เราเลือกคนมาเป็นนายก ไม่ได้เลือกคนไปเป็นสังฆราช"
ความหมายก็คือว่า ต้องการหาคนที่เหมาะสมกับงาน มิได้ต้องการเอาความบริสุทธ์ผุดผ่องเป็นยองใยมาดำรงตำแหน่ง
อันเหมือนกับการเลือกหัวหน้าคณะสงฆ์
ซึ่งต้องการคนประเภทบริสุทธิ์แต่ส่วนเดียว
ปัจจุบันวันนี้
เรามีคำถามให้เลือก
เช่นว่า
จะเอาคนดีหรือเลว
คนซื่อหรือคนโกง จะเอาคุณธรรมหรือหยำเป
เป็นต้น
แต่เราลืมถามว่า
สภาพสังคมไทยในปัจจุบันนั้นต้องการคนเช่นไรให้มาเป็นผู้บริหาร
อันเหมือนกับการขับรถนำทางดังที่คุณสมัครว่าไว้
เพราะถ้าเราถามกันแบบว่านึกจะถามก็ถาม
โดยใช้หลักธรรมะหรือตรรกะร้อยแปดมาอธิบายเสริม ก็จะได้คนดีประเภทร้อยแปดสาแหรก
ตามแต่ใจใครใจมัน
เพราะถามแบบเลื่อนลอยไร้ฐานสนับสนุน แต่ถ้าหากเราเอาปัญหาของบ้านเมืองมาเป็นตัวหลัก
เอาสภาพสังคมส่วนรวมมาเป็นตัวชี้วัดเพื่อหาตัวนายกรัฐมนตรี
เราก็จะไม่มีทางเลือกเลย เพราะต้องยอมรับว่า
ประเทศไทยยังไม่พัฒนา เราต้องการคนมาพัฒนาประเทศ
ซึ่งอาจจะต้องยอมรับคนที่กระดำกระด่างในบางครั้ง แต่ถ้าดำเกินไปก็รับไม่ไหว
อะไรๆ ก็ควรคัดเอาแต่พอดี
เล่นกันตามกฎกติกาและมารยาท
ตัวอย่างอันไม่ไกลใครๆ ก็เห็น ก็ตอนปี 2549 พอ
คมช.
ปฏิวัติไล่ทักษิณออกจากนายกรัฐมนตรี
ก็ยกเก้าอี้ให้
พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์
ไปนั่งบริหาร โดย
พล.อ.สนธิ
บุณยรัตกลิน
ได้ออกมาการันตีว่า
"ท่านเป็นคนดีที่ยกมือไหว้ได้สนิทใจ"
แต่พอเป็นไปได้ไม่กี่วัน
ก็เริ่มมีเสียงบ่นจากประชาชนว่า
"บริหารไม่เอาถ่าน"
ประคองตัวเองไปวันๆ วันที่ท่าน พล.อ.สุรยุทธ์ พ้นจากตำแหน่งไปนั้น
เสียงถอนหายใจด้วยความโล่งใจของประชาชนดังก้องทั่วเมืองไทย
และวันนี้ลองไปยกเก้าอี้นายกรัฐมนตรีให้ พล.อ.สุรยุทธ์ อีกทีสิ
รับรองว่าเป็นตายก็ไม่รับ
นี่คือตัวอย่างของคนดีที่ทำงานไม่เป็น
เรื่องนี้ผู้เขียนเห็นเด่นชัดก็คือว่า
คนดีจริงๆ
นั้นเขาไม่เอามาทำงาน เพราะทำงานไม่เป็น หรือทำงานไม่ได้
ไม่เชื่อลองเอาพระป่าเช่นหลวงตาบัวมาทำงานดูสิ
ทำเป็นซะที่ไหน ไอ้โน่นก็อาบัติ ไอ้นี่ก็อาบัติ
สุดท้ายก็ทำอะไรไม่สำเร็จซักอย่าง
คุณชวน หลีกภัย
นักกฎหมาย-จอมหลักการ
นั่นก็อีกตัวอย่างหนึ่ง ซึ่งได้ฉายาว่า
"ชวนเชื่องช้า"
นายชวนเป็นคนดีไม่มีใครเถียง แต่ไม่มีใครปรารถนาให้เป็นนายกรัฐมนตรีเพราะมีแต่เสียกับเสียหรือเจ๊ากับเจ๊ง
ดังนั้น คนดีในระดับที่เรียกว่าบริสุทธิ์นั้นท่านให้นั่งเป็นประธาน
แล้วให้พวกดีอ่อนๆ มาทำงาน ส่วนประธานก็รอรับสังฆทานไป
พระอริยะรูปใดอุตริมาทำงานหรือเกี่ยวข้องกับการเมืองรับรองว่าเสียคน
แต่ว่าพระสงฆ์กับการเมืองนั้นแยกกันไม่ออก
มันขึ้นอยู่กับการเกี่ยวข้องว่าเกี่ยวอย่างไรถึงจะเหมาะสมกับสมณสารูป
ตรงนี้มีตัวอย่างเป็นพระมหาเถระ 2 รูป คือ
หลวงพ่อคูณ
กับ หลวงตาบัว
หลวงพ่อคูณนั้นเป็นพระมหานิกาย
อยู่วัดบ้านไร่ อำเภอด่านขุนทด จังหวัดโคราช
มีลูกศิษย์ลูกหาผู้เลื่อมใสศรัทธาจนล้นประเทศ
จึงเป็นเหตุให้นักการเมืองทุกพรรคทุกค่ายบ่ายหน้าไปนมัสการเพื่อ
"ขอพร"
โดยเฉพาะนักการเมืองเอ้ๆ
ขอหนักถึงระดับ
"ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี" เรื่องนี้หลวงพ่อคูณท่านให้พรบอกว่า
"เออ
กูขอให้มึงได้เป็นสมใจเถิด ไอ้นายเอ๊ย"
คล้อยหลังหัวหน้าพรรคการเมืองกลับไป นักข่าวก็เข้าไปถามหลวงพ่อว่า
"เก้าอี้นายกรัฐมนตรีมีตัวเดียว แต่หลวงพ่อให้ทุกคนที่มาขอได้เป็นหมด
จะเป็นไปได้หรือครับ/คะ"
หลวงพ่อก็ตอบว่า
"เออ มันขอพรกับกู
กูก็ให้พรกับมัน อยากให้มันสมหวัง
แต่ว่ามันจะได้เป็นหรือไม่นั้นกูไม่รู้ดอก
นอกจากประชาชนจะเลือกมันเท่านั้น"
นักข่าวและลูกศิษย์ได้ฟังก็โมทนาสาธุว่า
"ชอบแล้ว"
ทีนี้มาถึงคิวพระอริยะพระกรรมฐานนิกายธรรมยุตในสายหลวงปู่มั่น
ผู้มีนามกรว่า
"หลวงตาบัว"
แห่งวัดป่าบ้านตาด อุดรธานี ความจริงแล้วท่านเป็นเจ้าคุณชั้นธรรม
มีราชทินนามว่า
พระธรรมวิสุทธิมงคล (บัว ญาณสมฺปนฺโน ป.ธ.3)
ในสมัยรัฐบาลคุณชวน หลีกภัย นั้น ตอนนั้นประเทศไทยเป็นหนี้ไอเอ็มเอฟหลายแสนล้าน
หลวงตาบัวท่านออกสตาร์ทมาจากวัดป่า ประกาศขอรับบิณฑบาต
"ทองคำ"
จากญาติโยม โดยอ้างว่า
"เอาไปกู้ชาติ"
ช่วงแรกนั้นงานดำเนินไปด้วยดี แต่ภายหลังกลับมีข่าวเรื่อง
"รวมบัญชี"
ของรัฐบาล
ซึ่งจะนำเอาเงินในบัญชีของหลวงตาบัวไปรวมไว้ในบัญชีกลางของกระทรวงการคลัง
ซึ่งก็มีลูกศิษย์ไปเป่าหูหลวงตาว่าผิดวัตถุประสงค์
ส่งผลให้หลวงตาออกมาด่าชวน แล้วหันไปยกย่อง
"ทักษิณ ชินวัตร"
ว่าเป็นพระโพธิสัตว์ผู้จะมาโปรดชาวไทยให้หายยากจนค่นแค้นแสนสาหัส
ขอให้เลือกพรรคไทยรักไทย ไม่ให้เลือกประชาธิปัตย์
"เป็นเสียงอรรถเสียงธรรม"
หลวงตาการันตี ยิ่งต่อมาเมื่อทักษิณปิดบัญชีไอเอ็มเอฟลงได้
หลวงตาบัวถึงกับกระโดดขึ้นธรรมาสน์เชียร์ศิษย์รักยิ่งกว่าสาวกคาราบาว
แต่ต่อมา
หลวงตาบัวก็เริ่มจะเสียศูนย์
เพราะทักษิณมีหลายเมีย เอ๊ย หลายผู้สนับสนุน
ทั้งหลวงตาบัว ทั้งโพธิรักษ์ ทั้งธรรมกาย ทั้งพระสงฆ์มหานิกายและธรรมยุต
ทักษิณเวียนไปกินข้าวทุกวัดทุกสำนัก แต่สำนักอื่นๆ เขาไม่กระแอมกระไอให้ใครทราบ
มันเป็นเรื่องส่วนตัว แต่หลวงตาบัวกลับไม่เป็นเช่นนั้น
นึกว่าตัวเองเป็นอรหันต์
และทักษิณนั้นได้ดิบได้ดีเพราะตนเองขุนขึ้นมาเพียงคนเดียว
เมื่อสำคัญผิดเช่นนี้ก็เลยทำตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของของทักษิณ
ต่อมาเมื่อไม่ได้ดั่งใจ
ก็ถึงกับขึ้นธรรมาสน์ร้องไห้และสาปแช่งทักษิณศิษย์รัก เปรียบเทียบเป็นถึงเทวทัตนั่นเชียว
เรื่องนี้ใครได้เห็นนอกจากจะสมเพทเวทนาหลวงตาบัวแล้ว
บางตอนก็ถึงกับหัวเราะท้องคับท้องแข็งยิ่งกว่าดูรายการก่อนบ่ายคลายเครียดหรือบางรักซอยเก้า
ขนาดว่าพระอรหันต์ยัง
"ร้องไห้"
เพราะโดนทักษิณหลอก
แล้วสหายสนธิและจำลอง ศิษย์สองพระอรหันต์ มีหรือจะไม่โดน
อีกตอนหนึ่ง
ตอนที่
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช
ทรงพระประชวร
ประทับอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ครานั้นหลวงตาบัวออกมาให้สัมภาษณ์ว่า
"อาตมาเป็นเพื่อนพระสังฆราช ถ้าพระวัดบวรดูแลพระสังฆราชไม่ได้
อาตมาก็จะไปดูแลเอง"
โอ้โห
เรื่องนี้คนที่เคยเรียนมารยาทไทยมาย่อมจะตกใจว่า หลวงตาบัวพูดอะไร
มีมารยาทขนาดไหน จริงอยู่ สถานภาพเก่าๆ ตั้งแต่สมัยยังเป็นพระมหาเจริญ
สุวฑฺฒโน
แห่งสำนักวัดบวรนิเวศวิหารนั้น อาจจะใช่
"เพื่อน"
ของพระมหาบัว
เพราะอายุพรรษาเท่ากัน และไปมาหาสู่กัน แต่ปัจจุบันวันนี้
พระมหาเจริญได้เป็นถึงสมเด็จพระสังฆราช
สกลมหาสังฆปริณายก
องค์พระประมุขแห่งคณะสงฆ์ไทย และแม้ว่าความเป็นเพื่อนยังไม่เลือนหายไปไหน
แต่การพูดนั้นต้องดูผู้พูดด้วยว่าสมควรไหม หรือใครสมควรพูด
มารยาทไทยเรานั้น ถึงแม้ว่าเราจะเป็นเพื่อนของนายกรัฐมนตรี
แต่ถ้าเราไปประกาศว่า
"กูเป็นเพื่อนนายกรัฐมนตรี"
โดยที่ขณะนั้นตนเองเป็นคนขับสามล้อ อย่างนี้มารยาทไทยท่านสอนไว้ว่า
"ไม่งาม"
แปลอีกแง่หนึ่งก็คือ
ผู้พูดนั้นเสียมารยาท
แต่ถ้านายกรัฐมนตรีเป็นผู้พูดว่า
"สามล้อคนนั้นเป็นเพื่อนผมสมัยเรียนหนังสือด้วยกันที่บ้านนอก"
เอออย่างนี้ค่อยยังชั่ว
เพราะว่าเป็นการดึงเพื่อนขึ้นสู่ที่สูง
แต่ถ้าทำอย่างแรกนั้นถือว่าเป็นการดึงเพื่อนลงต่ำ
หรือไม่ก็คือการยกก้นตนเองโดยใช้เพื่อนมาเป็นราวยิมนาสติก
ทีนี้ก็หันกล้องไปทางหลวงพ่อคูณ
ถึงแม้ว่าหลวงพ่อคูณจะมีอายุพรรษาอ่อนกว่าสมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราชไปเกือบ 10 ปี
แต่เรื่องเกียรติคุณแล้วหลวงพ่อคุณก็มีไม่ด้อยไปกว่าหลวงตาบัว
หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำไป
เรื่องนี้วัดดัชนีได้ตรงจำนวนเหรียญที่สร้างและเงินที่บริจาคให้แก่สาธารณะ
หลวงพ่อคูณนอกจากจะไม่เคยประกาศว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์แล้ว
ยังอ่อนน้อมถ่อมตัว ครั้นทราบว่าสมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช
ทรงพระประชวร ก็รีบเดินทางไปเยี่ยมเพื่อถวายพระพร
เข้าไปกราบไปนวดพระบาท
โดยได้ให้สัมภาษณ์นักข่าวว่า
"อาตมามาเยี่ยมสมเด็จพระสังฆราช
มากราบถวายพระพร อยากให้พระองค์หายป่วยโดยไว
เพื่อเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของลูกศิษย์ลูกหาไปนานๆ"
ท่านผู้อ่านก็ลองเปรียบเทียบเอาเองว่า
"ใครพูดเพราะ
พูดงามกว่าใคร"
ในระหว่างสองพระเกจิดัง
นั่นก็คือ
"หนึ่งในหลาย"
ที่ผู้เขียนขอนำเสนอต่อท่านผู้อ่านในวันนี้ เพราะคิดว่าแต่ละท่านแต่ละคน
ล้วนมีภูมิปัญญา มีความฉลาดกันทุกคน แต่บางคนอาจจะขาดความเฉลียว
มองเห็นเหรียญเพียงด้านเดียวแล้วก็ฟันธง ยิ่งเรื่องการเมืองแล้ว
มีองค์ประกอบที่มากมายก่ายกอง เราอาจจะพูดการเมืองไทยไล่ตั้งแต่สมัยสุโขทัย
อยุธยา ฯลฯ มาเลยก็ได้ หรือเอาใกล้ๆ ก็ พ.ศ.2475 มาถึง พ.ศ.2551
ซึ่งต้องใช้เวลาเป็นปีๆ กว่าจะเรียงความจบ ดังนั้น
ก่อนจะสรุปการเมืองมันก็ต้องดูเหตุปัจจัยให้รอบด้าน
อย่าดูทีวีเพียงช่องเดียว
หรืออ่านหนังสือพิมพ์เพียงฉบับเดียว
เพราะนั่นคือการปิดกั้นตัวเองอย่างไม่น่าให้อภัย รักนะจึงบอก
ที่พูดนี้ก็ขอออกตัวด้วยว่า
มิใช่ว่าผู้เขียนอุตริตั้งตัวเองเป็นศาสดาหรือว่าเป็นผู้รู้
ขอประกาศเลยว่า
อาจจะรู้น้อยกว่าท่านผู้อ่านทุกท่านด้วยซ้ำไป
หรือบางอย่างบางเรื่องผู้เขียนก็ไม่มีความรู้
บางเรื่องที่เขียนไปก็อาจไม่ถูก ไม่ตรง ไม่จริง ทุกถ้อยความ
ซึ่งต้องยอมรับความจริง ดังโบราณว่า
"สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง"
ผู้เขียนมีแค่ 2 เท้า และมิใช่นักปราชญ์ จะไม่พลั้งพลาดก็ให้มันรู้ไป
มีหลายท่านเมล์มาสะกิดเตือนว่า
"ผิดตรงนั้นตรงนี้นะ"
ผู้เขียนได้รับแล้วถึงกับยกมือไหว้ขอบบุญขอบคุณในความเมตตา ดังนั้น
สิ่งใดไม่รู้ก็จะบอกว่าไม่รู้
สิ่งที่รู้ก็จะบอกว่ารู้
หรือถึงแม้จะรู้ก็ยังต้องถ่อมตัวอยู่นั่นเองว่า
"รู้เพียงน้อยนิด มิคิดสอนใคร"
คอลัมน์นี้เขียนขึ้นมาเป็นเพื่อนคลายเหงาสำหรับท่านที่เข้ามาแวะชมเว๊บไซต์อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ
อันเป็นชุมชนเล็กๆ ของพระธรรมทูตไทยในสหรัฐอเมริกา
ต้องขอขอบคุณแฟนๆ
ทั้งขาประจำและขาจรที่ทั้ง
"ชอบ"
และ
"ชัง"
คอลัมน์นี้ เพราะถ้าไม่มีท่านก็ไม่มีคอลัมน์นี้เช่นกัน
ความจริงแล้วผู้เขียนก็มีงานอื่นๆ อีกมาก
เคยรามือไปก็หลายครั้ง แต่ที่ต้องพยายามบังคับตัวเองให้เขียนตรงนี้
เพราะครูบาอาจารย์และเพื่อนฝูงหลายท่านยังคอยส่งเสริมให้กำลังใจถามไถ่หาว่า
"หายไปไหน-ขอให้เขียน"
เมื่อคุณขอมา ผู้เขียนหรือจะกล้าขัด มิใช่เพื่ออยากดังหรอกจะบอกให้
เพราะจริงๆ แล้วผู้เขียนมีงานรอคิวเขียนเพื่อวางตลาดคิดค่าน้ำหมึกอยู่หลายเล่ม
การเขียนในคอลัมน์นี้จึงไม่มีค่าตอบแทนสิ่งใด นอกจาก
"สินน้ำใจ"
เป็นดำด่าและคำชมจากทุกท่าน ขอย้ำว่า
"แม้แต่คำด่าผู้เขียนก็ดีใจ"
เพราะนั่นแสดงว่าท่านเป็นแฟนคอลัมน์นี้
ไม่ขาประจำก็ขาจรอย่างใดอย่างหนึ่งล่ะ อย่าปฏิเสธเลย
ยิ่งด่ามากก็แปลว่ายิ่งโดนใจมาก เพราะถ้ามีคนด่ามากๆ
ถึงกับยกขึ้นเป็นสถิติได้
ต่อไปผู้เขียนอาจจะหันไปเอาดีทางเขียนบทละครให้ตัวร้าย ดีไปอีกแบบ
เหมือนประวัติดามพ์
ดัสกร นั่นแหละ
แกบอกว่า แรกนั้นมุ่งมาเพื่อเป็นพระเอก แต่ถูกท่านมุ้ยโยกไปเป็นดาวร้ายคู่กับสรพงษ์
ชาตรี
ดามพ์เสียใจถึงขั้นจะลาวงการ แต่ถูกท่านมุ้ยด่าเอา ภายหลังถึงรู้ว่า
เป็นดาวร้ายดีกว่าพระเอก เพราะพระเอกจะแสดงได้เพียงเรื่องละคน
ถ้าคนอื่นเป็น ตัวเองก็อด ส่วนดาวร้ายนั้นต้องมีทุกเรื่อง และต้องเลือกดามพ์
ดัสกร
เป็นดาวร้ายตลอดกาล
สรุปเลยก็แล้วกันนะว่า
ไม่ว่าจะเป็นการเมืองใหม่รูปแบบไหนสูตรอะไร
มันก็ต้องสนองต่อความต้องการของประเทศชาติประชาชน นับตั้งแต่เรื่อง
เศรษฐกิจ สังคม ศาสนา ฯลฯ เหมือนๆ กับว่าเราจะไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ
ถ้าไม่ใช้รถก็ต้องเป็นเรือหรือเรือบิน
วันนี้เราใช้รถแล้วไม่ชอบใจจะเปลี่ยนไปใช้เรือ หรืออะไรก็ตามแต่
แต่ทุกประเภทนั้นก็คือ พาหนะ ไม่ว่าจะเป็นคอมมิวนิสต์และประชาธิปไตย
ลองไปศึกษาให้ถ่องแท้เถิด ทุกระบบจะมีวัตถุประสงค์ที่ดีด้วยกันทั้งสิ้น
ต่างกันก็แต่วิธีการเท่านั้น ดัง สหายเติ้ง เสี่ยว ผิง กล่าวไว้นั่นแหละว่า
"แมวนั้นไม่สำคัญว่าจะสีขาวหรือดำ แต่ขอให้จับหนูได้เท่านั้นเป็นพอ"
ดังนั้น จึงขอบอกว่า ที่ว่าจะทำการเมืองใหม่นั้นมันไม่มีหรอก
หรือถึงจะมีก็ต้องสนองโจทย์เก่าๆ คือปัญหาปากท้องอยู่วันยังค่ำนั่นเอง
เป็นเพียงเหล้าเก่าในขวดใหม่อย่าฝันไปไกลกว่านี้เลย เพราะปากท้องนั้นพระพุทธเจ้าตรัสบอกว่า
คือเหว
มันถมไม่เคยเต็ม
ใครที่คิดจะทำคนไทยให้หายจนภายในหกปีนั้น
ขอบอกว่าบ้า
และใครที่จะพาคนไทยไปสู่การเมืองใหม่โดยข้ามขั้นตอนเรื่องปากท้องไป
ก็ขอบอกเช่นกันว่า
บ้า !
|