ประเด็นที่ทักษิณต้องเคลียร์

 

     ไหนๆ ก็ประกาศตัวออกไปแล้วว่า "ไม่ใช่พวกสมชาย และไม่ชอบดู ASTV" วันนี้ ผู้เขียนจึงต้องขอเขียนเกี่ยวกับทางออกของประเทศไทยในวังน้ำวนแห่งความ "ชิงชัง" จากความชิงชังส่วนตัวของคนที่คุ้นเคยกันมาอย่าง จำลอง ศรีเมือง - ทักษิณ ชินวัตร - สนธิ ลิ้มทองกุล - ประสงค์ สุ่นศิริ รวมไปถึงคณะลิเกประดามีในแวดวงการเมืองไทย แล้วขยายกลายเป็น "ความชิงชังส่วนรวม" หรือ "ความชิงชังสาธารณะ" แผ่ขยายออกไปทั่วประเทศและทั่วโลกที่มีคนไทยอาศัยอยู่ สีเหลือง-สีแดง กลายเป็นสีแห่งความอาฆาตมาดร้ายแบ่งฝักแบ่งฝ่ายไปทุกหนแห่ง ไม่เว้นแม้แต่สนามบินเมืองฮิวส์ตัน รัฐเท็กซัส จะมีก็แต่พระภิกษุสงฆ์เท่านั้นกระมังที่สามารถ "นุ่งเหลือง-ห่มเหลือง" ได้ โดยไม่ต้องประกาศตัวเองว่าเป็น "พันธมิตร"

      เรื่องที่คิดจะเขียนในวันนี้ ต้องขอเรียนต่อมิตรรักแฟนคอลัมน์ว่า เป็นเรื่องใหญ่ในระดับ "สอนสังฆราช" กันเลยทีเดียว เนื่องเพราะเจียมเนื้อเจียมตัวมาตลอดว่า "ผู้เขียนเป็นแต่เพียงพระผู้น้อย ด้อยทั้งสติปัญญาและยศถาบรรดาศักดิ์" แต่ในฐานะที่เป็นคนของประชาชน แถมยังเคยเข้าไปรับพัดยศจาก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฏราชกุมาร ในพระบรมมหาราชวัง คราวสอบไล่ได้เปรียญธรรม 9 ประโยค ในปี พ.ศ.2537 ซึ่งทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดฯให้เจ้าพนักงานนำ "รถยนต์หลวง" นำส่งถึงวัดที่จำพรรษาอยู่ แถมถึงปัจจุบันวันนี้ แม้ว่าผู้เขียนจะจากเมืองไทยมาได้นับ 10 ปีแล้ว ก็ยังได้รับนิตยภัต เป็นเงินเดือนบำรุงค่าภัตตาหารจาก "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ผ่านรัฐบาลไทย ทำให้มีจิตสำนึกว่า "เราต้องทำอะไรเพื่อชาติบ้านเมือง โดยไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายไหน ไม่ว่าฝ่ายสมชายหรือฝ่ายพันธมิตร" ติดแต่อยู่ที่ว่า..จะทำอย่างไร

    พระสงฆ์ส่วนใหญ่ก็พร่ำบ่นสวดมนต์ภาวนาขอให้ชาติบ้านเมืองเข้าสู่สันติสุขโดยไว ซึ่งยังไม่เห็นผล ยิ่งนานวันประชาชนยิ่งร้อนรุ่ม สำหรับผู้เขียนคิดว่า ต้องหาทางออก Exit ..

    ความจริงแล้ว มีหลายฝ่ายได้ออกมาเสนอแนวทางสมานฉันท์ ถึงปัจจุบันก็ยังคงมุ่งมั่นจะจับสองฝ่ายมาปรับความเข้าใจกันให้จงได้ แต่ดูเหมือนว่าแนวทางดังกล่าวจะเลือนลาง เพราะฝ่ายพันธมิตรยืนยันยืนกระต่ายขาเดียว ไม่เอาอะไรทั้งสิ้น ดังนั้น วิธีการที่ผู้เขียนคิดอยู่ในวันนี้จึงมิใช่แนวทางสมานฉันท์ แต่เป็นแนวทางเดินหน้าเพียงฝ่ายเดียว แต่จะฝ่ายไหนนั้นก็ขอให้ติดตามดู

    สืบเนื่องมาจากการ  Call In หรือที่ปัจจุบันนิยมเรียกว่า Phone In ที่แปลว่า การโทรศัพท์เข้าในร่วมรายการเพื่อคุยกับพิธีกรและผู้ชม ในรายการความจริงวันนี้ ที่สนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถาน หัวหมาก เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ช่วงหนึ่งในบรรดาการพูดคุยนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวกับพิธีกร คือ นายวีระ มุสิกพงศ์ ว่า "ไม่มีใครที่จะเอาผมกลับประเทศไทยได้หรอก นอกจากพระบารมีที่จะทรงมีพระเมตตา หรือไม่ก็พลังของพี่น้องประชาชนทุกท่าน" ซึ่งกำลังเป็นประเด็นถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบันว่าเหมาะสมหรือไม่ ก็คือว่า บานปลาย ยิ่งพูดยิ่งเสีย

     และจากนั้นอีก 7 วัน (7 พ.ย. 2551) พล.ต.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตรองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) สมัย พ.ต.ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางไปเยี่ยม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ว่า

     "..ผมไปกับเพื่อนร่วมรุ่น จปร.7 3-4 คน บังเอิญรู้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ที่จีน ก็ขอเข้าพบ เพื่อถามเรื่องที่มีคนกล่าวหา 2 เรื่อง คือ ไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ถูกกล่าวหาอยู่เบื้องหลัง ความวุ่นวายในประเทศ พ.ต.ท.ทักษิณยืนยันว่า
มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และผมก็เชื่ออย่างนั้น และท่านก็ถามผมกลับมาว่าเชื่อหรือไม่ ซึ่งจากการที่ผมสังเกตจากคำพูด สีหน้า และลักษณะท่าทาง ผมเชื่อ และมีอย่างหนึ่งท่านบอกว่ากาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์

     และ พ.ต.ท.ทักษิณยังย้ำอีกว่า มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ 100 เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว เพราะจบมาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เคยสาบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่จงรักภักดีต่อสถาบัน

     พ.ต.ท.ทักษิณเฮิร์ตและวอรี่กับเรื่องนี้มากที่ถูกกล่าวหาว่าไม่เคารพต่อสถาบัน และต้องการเปลี่ยนแปลงสถาบัน ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณยืนยันว่าไม่เคยคิดสักนิดเดียว พ.ต.ท.ทักษิณย้ำว่ากาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ทั้งหมด....."

 

   และหลังจากนั้นอีก 3 วัน (วันที่ 10 พ.ย. 2551) พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ให้สัมภาษณ์นักข่าวรอยเตอร์ทางโทรศัพท์ อีกว่า "ผมจะต้องเริ่มพูดความจริงทีละเรื่องแล้วล่ะ หลายเรื่องผมไม่อยากพูด เพราะมันเป็นเรื่องกระทบคน แต่ว่าวันนี้เมื่อเขาไม่หยุด ผมก็คงต้องพูด"

 

   ซึ่งข่าวที่ออกมาเหล่านี้ เมื่อเรานำมาพิจารณาแล้ว ย่อมจะมองเห็นได้ว่า "ไม่ใช่ทางออกของประเทศไทย ไม่ว่าฝ่ายใดทั้งสิ้น" ทั้งฝ่ายพันธมิตรที่ปฏิเสธแนวทางสมานฉันท์ ทั้งฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ดันทุรังปลุกระดมมวลชนชาวสีแดงแดงเดือดมุ่งหน้าไปสู่ขั้นแตกหัก ซึ่งคาดการว่าน่าจะใหญ่ถึงระดับ "สงครามกลางเมือง" เลยทีเดียว

     ตรงนี้ผู้เขียนจะไม่เข้าไปในรายละเอียดในท่าทีของแต่ละฝ่ายว่ามีอะไรบ้าง แต่จะประมวลเอาเฉพาะด้านที่เป็นปัญหาเกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาเสนอ เท่านั้น

    คือว่า ถ้าเราประมวลเอาเรื่องราวร้อยพันหมื่นแสน เกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทั้งหมดทั้งสิ้นมาวางบนโต๊ะแล้วสางออก ก็จะพบว่า เป็นปัญหา 3 เส้า 3 ส่วน หรือ 3 ฝ่าย ด้วยกัน ได้แก่

     1. ปัญหาส่วนตัว ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เกี่ยวกับคดีทุจริตต่างๆ ซึ่งถูกส่งฟ้องศาลโดยคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน (คตส.) และ คณะกรรมการป้องกันการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) หนึ่งในนั้นได้แก่ คดีที่ดินรัชดา ซึ่งศาลอาญาได้ตัดสินว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดติดคุก 2 ปี ในฐานะที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเป็นสามีของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร แต่ยินยอมให้คุณหญิงพจมานไปทำการซื้อขายที่ดินได้ จะเรียกว่าข้อหาสมรู้ร่วมคิดก็คงว่าได้

      2. ปัญหาเกี่ยวกับนโยบายทางการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้แก่นโยบายเอื้ออาทรต่างๆ ซึ่งถูกโจมตีว่าใช้เงินหลวงมาหาเสียงให้แก่ตนเอง

     3. ปัญหาเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งฝ่ายพันธมิตรได้โจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่า มักใหญ่ ใฝ่สูง มุ่งหวังจะเป็นพระเจ้าแผ่นดินแทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือว่าไม่จงรักภักดี มุ่งหวังจะโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์แล้วสถาปนาการเมืองใหม่ โดยตนเองจะได้เป็นประธานาธิบดีแห่งประเทศไทย

     ปัญหาที่ถูกฉายผ่านจอแก้วของเอเอสทีวีก็คงมีเพียง 3 กลุ่มนี้เท่านั้น นอกนั้นเป็นปัญหาส่วนตัวระหว่าง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่เกี่ยวกับประเทศชาติและประชาชนแต่อย่างใดทั้งสิ้น

     ทีนี้เมื่อเอาปัญหาทั้ง 3 ข้อเหล่านี้มาพิจารณาไล่เลียงความสำคัญกันแล้ว ก็จะสามารถมองเห็นได้ว่า แต่ละปัญหาล้วนมีทางออก ซึ่งถ้าหากว่ากระทำอย่างเหมาะสมแล้ว ก็เชื่อว่าจะสามารถออกได้แน่นอน (นอกเสียจากว่าจะมีความจงใจไม่ยอมออก)

    ปัญหาข้อแรก ก็คือ คดีทุจริตต่างๆ ที่ถูกฟ้องนั้น ปัจจุบันนี้คดีเหล่านั้นเดินหน้าขึ้นสู่ศาลยุติธรรมแล้ว บางคดีก็พิพากษาไปแล้ว แต่ยังไม่ถึงที่สุด คือหมายถึงว่า จำเลย (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) ยังสามารถอุทธรณ์แก้ข้อหาได้ ซึ่งยังมีหวังจะพลิกคดีหรือแม้แต่สารภาพต่อศาล อันจะเป็นเหตุให้ศาลปราณีลดหย่อนโทษหรืออย่างเบาที่สุดก็คือ คาดโทษ หรือรอลงอาญา

    การแก้ปัญหานี้เท่าที่เห็นๆ แรกนั้น ทางฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ปฏิเสธอำนาจของศาล โดยอ้างว่า "เป็นขบวนการกำจัดตนเองผ่านการปฏิวัติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช." นอกจากนั้น ยังปรากฏว่ามีความพยายามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาล ในอันที่จะยื่นญัตติ "ขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ"  โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้ประกาศคณะปฏิวัติ (คมช.) รวมทั้งคดีความต่างๆ ที่ถูกส่งขึ้นสู่ศาลผ่าน คตส. และ ปปช. เป็นโมฆะ ถ้าทำได้ก็จะทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พ้นมลทินไปทันที ไม่มีอะไรแปดเปื้อนเลย

    แต่วิธีการนี้แหละที่กลายเป็นเงื่อนไขให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และนายสนธิ ลิ้มทองกุล นำไปปลุกระดมมวลชนเข้าต่อสู้ และถึงกับยึดทำเนียบรัฐบาลไปจนกระทั่งทุกวันนี้

   วิธีที่ว่านี้นอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังเกิดผลเสียไม่เฉพาะต่อรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เท่านั้น หากยังลามปามไปถึงรัฐสภา อันหมายถึงระบบการเลือกตั้งที่ใช้อยู่ ถูกกลุ่มพันธมิตรโจมตีว่า "เป็นสภาตรายางของทักษิณ" พันธมิตรจึงคิดล้มล้างโดยเสนอ "การเมืองใหม่" ให้มีการแต่งตั้งและเลือกตั้ง ส.ส. ควบคู่กันไป โดยแรกนั้นมีการนำเสนอสูตร 70/30 หมายถึงว่า จะให้มีการแต่งตั้ง ส.ส. จำนวน 70 เปอร์เซ็นต์ ส่วน ส.ส. ที่จะให้ประชาชนลงคะแนนเสียงเลือกตั้งนั้นกำหนดให้มีเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมองแล้วก็เห็นได้ชัดว่า "เป็นการมุ่งมั่นกำจัดทักษิณอย่างเด็ดขาดถึงถอนรากถอนโคน" แต่วิธีการที่ว่านี้ก็มีผลกระทบรุนแรงถึงกับ "ล้มล้างระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ใครที่กระทำนั้น ถ้าทำสำเร็จก็คือการปฏิวัติประเทศไทย ไม่ต่างไปจากทหารเอารถถังออกมายึดทำเนียบแล้วฉีกรัฐธรรมนูญเก่าทิ้ง-ร่างฉบับใหม่ใช้เอง แต่ถ้าทำไม่สำเร็จหรือถูกจับได้ก่อน คณะผู้ก่อการก็ย่อมตกอยู่ในฐานะ "กบฏ" อย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ใช่ข้อหาเลื่อนลอย แต่มีตัวบทกฎหมายรองรับไว้อย่างชัดเจน

     สรุปก็คือว่า การแก้ปัญหาให้ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น นอกจากจะไม่ได้ผลดีแล้ว ยังกลายเป็นผลเสียให้รัฐบาลต้องเสียทำเนียบ และรอมร่อจะถูกยึดรัฐสภาในวันแถลงนโยบายของรัฐบาล ถึงปัจจุบันก็ยังกลายเป็นชนักติดหลังในข้อหาว่า "สั่งการให้เข่นฆ่าประชาชน" ในวันที่ 7 ตุลาคม ที่ผ่านมา

     ปัญหาข้อนี้ถ้ารัฐบาลหรือ ส.ส.ในฝ่ายรัฐบาล จะดันทุรังทำแบบเดิมต่อไป (ดังที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบันเป็นรอบที่สองนี้) ก็เท่ากับเร่งไฟให้ไหม้เมือง หายนะย่อมอยู่ข้างหน้าอย่างเลี่ยงไม่ได้

    ทางออกก็คือ รัฐบาล หรือ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ต้องหยุดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในทันที

 

     ปัญหาข้อที่สอง   นโยบายเอื้ออาทรต่างๆ ที่ทางรัฐบาลทักษิณ-สมัคร-สมชาย หว่ายโปรยเงินภาษีในนาม "โครงการเอื้ออาทร" ต่างๆ อันเป็นเหตุให้พรรคพลังประชาชนได้รับความนิยมและสมาชิกพรรคได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. อย่างท่วมท้นนั้น วิธีการหาคะแนนเสียงคาบลูกคาบดอกดังว่ามานี้ ถูกพันธมิตรโจมตีว่า เป็นการโกงในระดับนโยบาย และกล่าวหารัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ว่า "เป็นรัฐบาลนอมินี" คือเป็นตัวแทนหรือร่างทรงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงถือว่า "ขาดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ" แม้จะอ้างว่ามาจากการเลือกตั้งก็ตาม

     ปัญหาข้อนี้ ผู้เขียนคิดว่า "ไม่มีผลอะไรมาก" นอกจากจะเป็นแรงหนุนให้แก่ปัญหาข้ออื่นๆ ให้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเท่านั้น สาเหตุนั้นเพราะไม่มีกฎหมายกำหนดไว้ว่า "ห้ามไม่ให้ใช้นโยบายเอื้ออาทร หรือว่า นโยบายเอื้ออาทรของทักษิณนั้นผิด" และ "ห้ามไม่ให้ใครเป็นนอมินีทักษิณ" ที่นี้เมื่อไม่มีกฎหมายห้ามไว้ ก็ไม่สามารถจะใช้กฎหมายทำลายรัฐบาลสมัครหรือรัฐบาลสมชายที่ถูกตั้งฉายาว่า "รัฐบาลนอมินี" ลงได้ ใครจะทำลายรัฐบาลนี้โดยใช้ข้อหาเหล่านี้ก็มีสถานะเป็นเพียง "กฎหมู่" ไม่ใช่กฎหมาย

    อย่างไรก็ตาม คำครหาเหล่านี้ย่อมจะมีผลในทางการเมืองไม่มากก็น้อย แต่ตามสมการแล้ว "การเมืองย่อมต้องแก้ด้วยการเมือง" เรื่องเหล่านี้จึงต้องพิสูจน์กันใน 2 ขั้นตอน คือ 1.ผิดกฎหมายหรือไม่ ถ้าไม่ผิด ก็เดินหน้าต่อ 2.ไม่มีเหตุให้ตีความ ไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าห้ามเป็นนอมินี เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องพิสูจน์ศรัทธาต่อประชาชน โดยการลงสมัครรับเลือกตั้งแล้วชูนโยบายเอื้ออาทรเข้าสู้ เพราะถ้าประชาชนเอาด้วย ก็ไม่มีอะไรจะสามารถต้านทานได้ แม้ว่าการเลือกตั้งนั้นจะไม่บริสุทธิ์เต็มร้อยก็ตาม เพราะในทางปฏิบัติจริงๆ แล้ว ไม่มีการเลือกตั้งครั้งใดในโลกที่บริสุทธิ์เต็มร้อย

   สรุปก็คือว่า นโยบายเอื้ออาทรเป็นจุดแข็งของทักษิณ ถ้าเล่นเป็นเล่นดี ก็สามารถจะต่ออายุรัฐบาลนอมินีไปได้เรื่อยๆ จนกว่าคนไทยจะหายจนโน่นแหละ แล้วก็มาถึงปัญหาสำคัญของทักษิณ

 

    ปัญหาข้อที่สาม "เรื่องความไม่จงรักภักดี" นี่เป็นเรื่องสูง เรื่องใหญ่ เรื่องค้างคาใจคนไทยทั้งชาติว่า "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีเจตนาดังเขาว่าหรือไม่"

     เขา-ในที่นี้ก็คือ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวให้ชัดเลยก็ได้ว่า "ที่สนธิสามารถระดมมวลชนได้มากมายและยืดเยื้อยาวนานนั้น เพราะข้อกล่าวหาเรื่องความไม่จงรักภักดีต่อในหลวงเป็นแรงหลักที่ดึงมวลชนเอาไว้" นอกนั้นแล้วไม่เท่าไหร่ เพราะเช่นเรื่องทุจริตต่างๆ แม้ว่าพันธมิตรจะกล่าวหา ก็กล่าวหาตามกระแส สุดท้ายก็ต้องพึ่ง คตส. ปปช. หรืออัยการ ส่งเรื่องผ่านศาลให้วินิจฉัย ทำได้แค่นั้น

   แต่จากพฤติกรรมที่ผ่านมานั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นอกจากจะไม่แก้ข้อกล่าวหานี้อย่างเป็นทางการแล้ว ก็ยังกระทำการแบบ "ลับๆ ล่อๆ" เช่นการพูดคุยกับ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา แม้ว่า พล.อ.พัลลภ จะแสดงความคิดเห็นว่า "เชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความจงรักภักดี" ก็ตาม แต่นั้นก็เป็นเพียง "ความเห็นส่วนตัว" ของ พล.อ.พัลลภ หรือเป็นการสื่อสารจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สู่ประชาชนชาวไทย ผ่าน พล.อ.พัลลภ เท่านั้น แปลให้ชัดก็คือว่า มันไม่ชัดเจน คือว่า ไม่เคลียร์

     ยิ่งการพูด-โฟนอิน ผ่านรายการความจริงวันนี้สัญจร ในหัวค่ำวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาว่า "ไม่มีใครที่จะเอาผมกลับประเทศไทยได้หรอก นอกจากพระบารมีที่จะทรงมีพระเมตตา หรือไม่ก็พลังของพี่น้องประชาชนทุกท่าน" นี่ก็ยิ่งไปกันใหญ่ ทำให้ผู้คนตีความกันไปหลายทาง บ้างว่าทักษิณแสดงความจงรักดี บ้างก็ว่าดึงฟ้าต่ำ เอาพระเจ้าอยู่หัวมาการันตีความบริสุทธิ์ให้แก่ตนเอง ฯลฯ

    การพูดทั้งสองแบบและสองครั้งนี้ ดูดีๆ ก็จะเห็นว่า "ไม่เป็นผลดีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ" ไม่ว่าประการใดๆ เพราะไม่เคลียร์ !

     ถามว่า สาเหตุอันใดที่ทำให้ทักษิณไม่ยอมพูดกับประชาชนตรงๆ ว่า "ข้าพเจ้ามีความจงรักภักดี" ทั้งๆ ที่น่าจะกระทำได้ง่ายๆ และควรกระทำบ่อยๆ เหมือนในสปอตโฆษณาหน้าสถานีรถไฟหัวลำโพงที่ตะโกนว่า "เรื่องสิวเป็นเรื่องธรรมชาติ" นั่นแหละ ประเดี๋ยวก็ออกๆ วนไปเวียนมา

   แต่การประกาศเช่นนี้ก็ยังไม่มีผลในทางพฤตินัย เพราะเรื่องความจงรักภักดีนั้นเกี่ยวพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์ การไปพูดที่อื่นใดไม่ว่าใกล้หรือไกลกับใครก็ตาม ถือได้ว่า "ไม่เป็นทางการ" และ ไม่มีผล

      คือเรื่องนี้ ถ้าจะให้เป็นทางการและมีผลอย่างที่เรียกตามสำนวนหมอพื้นบ้านว่า "ชงัด" แล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องทำเรื่องผ่านรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เพื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ เพื่อทรงโปรดรับทราบว่า "ตามที่มีผู้กล่าวหาข้าพระองค์ว่ามีความไม่จงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์นั้น ข้าพเจ้า-พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขอกราบบังคมทูลฝ่าพระบาททรงทราบว่า ข้าพระองค์พร้อมด้วยครอบครัว มีความจงรักภักดีต่อฝ่าพระบาทและพระบรมวงศานุวงศ์ พร้อมจะสละชีวิตเพื่อปกป้องราชบัลลังก์"

   อันนี้ผู้เขียนก็เขียนไปตามแต่จะนึกได้ ถูกต้องหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ แต่ถ้าจะเขียนกันจริงๆ ก็ต้องขอแรงราชบัณฑิตและนักกฎหมายช่วยกันขัดเกลาก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ

     ถามว่า เรื่องอย่างนี้ทำได้ไหม ?

    ตอบเองเลยว่า ทำไมจะทำไม่ได้ ในเมื่อข้อหานี้เขาเอาไปกล่าวหาเป็นที่รับรู้กันไปทั่วโลก ว่าทักษิณไม่จงรักภักดี แต่ถ้าทักษิณจงรักภักดีจริง แม้ว่าจะไม่สามารถเข้าเฝ้าได้ด้วยตนเอง ก็สามารถจะทำเรื่องผ่านรัฐบาลและคณะองคมนตรีได้ เพราะมันเป็นเหตุสุดวิสัย อย่าเพิ่งคิดไปไกลถึงเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษเลย

 

ทักษิณต้องเคลียร์เรื่องนี้โดยด่วน !

   ที่เขียนนี้มิใช่ว่าผู้เขียนถือหางหรือเข้าข้างทักษิณนะ แต่มาจากสมมุติฐานในใจที่ไม่เชื่อว่า "ทักษิณไม่จงรักภักดี" ทีนี้เมื่อผู้เขียนเชื่อเช่นนี้ ก็คือว่า ทำไมทักษิณจึงยังสลัดไม่หลุดกับข้อกล่าวหาข้างต้น แม้จะพยายามครั้งแล้วครั้งเล่า ผ่านการสัมภาษณ์บ้าง ผ่านคนใกล้ชิดบ้าง ก็ยังไม่เป็นผลดังที่เห็นเป็นเรื่องแปลก

   ทักษิณนั้นนับได้ว่าเป็นนักพูดระดับสุดยอดคนหนึ่ง คือเวลาพูดหาเสียงกับแม่ยกละก็อ้อนได้เก่งกว่าลิเกไชยา มิตรไชย เสียอีก แต่เรื่องสำคัญเหล่านี้เขากลับทำคะแนนตกไปอย่างไม่น่าให้อภัย หรือว่าช่วงนี้ดาวพุธเดินถอยหลัง พูดอะไรก็ผิดๆ ถูกๆ

    ถ้าทักษิณสามารถเคลียร์ประเด็น "ไม่จงรักภักดี" ข้อนี้ได้ ก็จะทำให้เหลือปัญหาเพียง 2 ข้อ ซึ่งขี้ประติ๋วมาก เรื่องศงเรื่องศาล แม้จะตัดสินคดีมากมายก่ายกองก็ตาม ก็สามารถจะทำเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษได้ในภายหลัง ยอมเข้าคุกเสียวันสองวัน เหมือนจำลองเบื่อเฝ้าทำเนียบ-ขี้เกียจเดิน จึงล่อให้ตำรวจเอารถมารับไปนอนเล่นในคุก ออกคุกมาแล้วรับรองว่าใหญ่คับฟ้า ปรมาจารย์ทางการเมืองเคยกล่าวเอาไว้ว่า "คุกกับนักการเมืองนั้นเป็นเรื่องคู่กัน นักการเมืองคนใดไม่เคยเข้าคุกก็จะเป็นนักการเมืองระดับสำคัญไม่ได้" นายเนลสัน แมนเดลา ประธานาธิบดีประเทศแอฟริกาใต้ ที่ทักษิณยกขึ้นเป็นตัวอย่างบ่อยๆ นั้น ก็ติดคุกตะรางมานาน ก่อนจะกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ระดับโลกในวันนี้ ดังนั้น ถ้าคิดจะเป็นอย่างเนลสันก็อย่ากลัวเลยคุกน่ะ และเรื่องข้าวผัดจานละ 5,000 ที่นายชูวิทย์เคยกิน ก็คิดว่าคงไม่แพงเกินไปสำหรับทักษิณ

      สรุปว่า ประเด็นที่ทักษิณ "ต้องเคลียร์" ก็มีเพียงหนึ่งเดียว คือ ความไม่จงรักภักดี โดยจะต้อง ทำเรื่องกราบบังคมทูลอย่างเป็นทางการ เพียงประการเดียว

     ถ้าผ่าน..ทักษิณก็มีสิทธิ์จะกลับมาอย่างสง่าผ่าเผย เผลอๆ อาจจะหวนกลับขึ้นนั่งเก้าอี้เป็นนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทยได้อีกรอบ

แน่นอน !

อยากเป็นหรือเปล่าล่ะ ?

 

เขียนไปก็แว่วได้ยินเสียงบทกลอนว่า

 

เวลาและวารี ไม่มีจะรอใคร

รถเมล์และเรือไฟก็ย่อมไปตามเวลา

ชักช้าและอืดอาดมักจะพลาดปรารถนา

พลาดแล้วจะโศกา อนิจจา เราช้าไป

 

Bye...

   

    


พระมหานรินทร์ นรินฺโท
วัดไทย ลาสเวกัส รัฐเนวาด้า สหรัฐอเมริกา
13
พฤศจิกายน 2551
1
:10 A.M. Pacific Time.

 

 

 
E-Mail ถึง บก.
peesang2003@hotmail.com

All Right Reserved @ 2003
This Website Sponsored by

 

alittlebuddha.com  วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264