|
Ugly Return
"วงจรอุบาทว์"
และแล้วมันก็กลับมา !

"ผมพอแล้ว"
คำเดียวสั้นๆ สำหรับรัฐบุรุษ
เปรม ติณสูลานนท์
ไม่ใช่ ทรท.
หรือ
ทักษิณ ชินวัตร นะ ที่บอกว่า
"อั๊กลี่ รีเทอร์น"
ซึ่งแปลว่า สิ่งน่าเกลียดระดับขยะแขยง
ที่หวนคืนมา น่ะ
แต่สิ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นตัว
"อั๊กลี่" ในที่นี้ก็คือ
สภาพทางการเมืองของไทยที่กลับเข้าสู่ยุควุ่นวายไร้เสถียรภาพอีกครั้งหนึ่ง
ซึ่งผลพวงของความเป็นเช่นนี้ก็ขอชี้ไปที่
"รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปีพุทธศักราช 2550"
นั่นแหละ คือเจ้าตัวการให้เกิดปัญหาที่ว่านี้ขึ้นมา
ท่านผู้อ่านถ้าติดตามข่าวการเลือกตั้งของประเทศไทย ในวันที่ 23 ธันวาคม
2550 ที่ผ่านมา ก็จะเห็นข่าวว่า
"ทันที่ที่ปิดหีบเลือกตั้ง
และมีเอ๊กซิท โพลล์ ประเมินตัวเลขผู้ได้รับเลือกตั้งของแต่ละพรรคออกมาแล้ว
นายบรรหาร ศิลปอาชา
หัวหน้าพรรคชาติไทย
ได้หายตัวไปจากบ้านแถวถนนจรัญสนิทวงศ์ โดยอัตโนมัติ
และปรากฏตัวอีกครั้งที่บ้านพักของนายวัฒนา อัศวเหม มี พล.ต.สนั่น
ขจรประศาสน์ ร่วมอยู่ด้วย ทั้งสามประกาศจับมือกันเพื่อทำงานการเมือง"
"เพื่อทำงานการเมือง"
เป็นคำแถลงที่ออกมาจากปากของนายบรรหาร ถามว่า นายบรรหารจะทำงานการเมืองอะไร
ในเมื่อตัวเลข ส.ส.ของพรรคชาติไทยได้เพียงประมาณ 30-40 ที่นั่ง
เมื่อเทียบกับจำนวน ส.ส.ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น 480 ที่นั่ง
ถามว่า พรรคชาติไทยเป็นพรรคที่ได้คะแนนเสียงข้างมากในสภาอย่างนั้นหรือ ?
นี่คือประเด็น
!
ขอนำท่านผู้อ่านกลับไปสู่สภาพการเมืองไทยในยุคหลัง พ.ศ.2531 ซึ่งเป็นปีที่
พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประกาศวางมือทางการเมือง เปิดโอกาสให้ พล.ต.ชาติชาย
ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติไทย
ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งเป็นครั้งแรกของประเทศไทย
ย้อนกลับไปอีก ก่อนหน้านั้น หลังจากสิ้นสฤษดิ์
ธนะรัชต์ แล้ว
ลูกน้องคือ ถนอม
กิตติขจร
ก็สืบสานเผด็จการทหารเต็มรูปแบบ และถูกประชาชนขับไล่ออกไป แต่ก็ยังกึ่งๆ
กลางๆ เรื่อยมา จากถนอมก็มาธานินทร์
กรัยวิเชียร เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์
และ เปรม
ติณสูลานนท์
การเมืองไทยในช่วงที่ว่านี้นับว่ามีเสถียรภาพ เพราะถูกกดอยู่ภายใต้รองเท้าบู๊ทของทหาร
หัวหน้าพรรคการเมืองไทยทุกพรรคที่ได้รับเลือกตั้งมีเสียงข้างมากในสภา
แต่ปรากฏว่าไม่สามารถจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ ทั้งๆ
ที่รัฐธรรมนูญมิได้ห้าม โดยรัฐธรรมนูญทำทีเปิดกว้างด้วยซ้ำไป ว่า
"ใครก็ได้ที่ได้รับการรับรองจากสภา ถือว่ามีสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี"
ทีนี้ก็เป็นทีของทหารซึ่งมีรถถังและปืนอยู่ในมือ
และทหารที่มีอำนาจสูงสุดในประเทศไทยก็คือ
ทหารบก
หรือถ้าจะขมวดปมเข้าไปก็ต้องบอกว่า
"ผู้บัญชาการทหารบก"
คือผู้มีอำนาจสูงสุดในทางทหาร
และเมื่อผู้บัญชาการทหารบกสามารถที่จะสั่งทหารให้ทำการปฏิวัติล้มล้างการปกครองได้
ก็เท่ากับว่าผู้บัญชาการทหารบกเป็นผู้มีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญในสมัยนั้น
อย่างนายธานินทร์
กรัยวิเชียร นั้น
แม้ว่าจะมิใช่ทหาร แต่ก็เป็นหุ่นเชิดของทหาร จนได้รับฉายาว่า
"รัฐบาลหอย"
ถูกเปรียบเทียบเป็น
"เนื้อหอยตัวนิ่มๆ"
ที่อยู่ภายใน และมีทหารเป็นเปลือกหอยคอยคุ้มครอง
ประหนึ่งเจ้าพ่อที่มีมือปืนคุ้มกันอยู่เป็นซุ้มๆ
ซึ่งนายกรัฐมนตรีที่กล่าวนามมาทั้งหมดนี้
"ไม่เคยลงสมัครรับเลือกตั้งขอคะแนนเสียงจากประชาชนเลย แม้แต่ครั้งเดียว"
แต่ก็ยังมีการประกาศว่า
"ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"
ชาติชาย ชุณหะวัณ
นั่น
เป็นตัวอย่างแรกที่บังอาจแตะทหาร เลยถูก
"สุจินดา"
จี้ที่ บน.6 แต่ชาติชายหยวนกว่าทักษิณ
จึงยินยอมให้ทหารทำอะไรทำไป
แล้วก็ได้กลับมาเล่นการเมืองใหม่ในตำแหน่งหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา
แม้ว่าจะไปไม่ถึงดวงดาวเป็นรอบที่สองก็ตาม
ประเทศไทยสมัยนั้นถูกแบ่งการปกครองออกเป็น 2 ระดับ คือระดับล่าง
ปล่อยให้มีการเลือกตั้ง คือให้ประชาชนมีสิทธิ์ออกเสียงเลือก ส.ส.
เข้าไปเป็นปากเป็นเสียงเถียงกันที่รัฐสภา แต่เบื้องบนนั้นกลับปิดไว้มิดชิด
โดยไม่ยอมให้ ส.ส.
เป็นนายกรัฐมนตรี
ที่หนักกว่านั้นก็คือ
ส.ว.หรือสมาชิกวุฒิสภา
อันมีอำนาจหน้าที่
"สูง"
กว่า ส.ส."
นั้น
ถูกแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี
และรัฐธรรมนูญยังกำหนดไว้อีกทีหนึ่งว่า
"ประธานสมาชิกวุฒิสภาเป็นประธานรัฐสภาโดยตำแหน่ง"
เรียกว่าเป็นทริปเปิ้ลล็อค หรือล็อคสามชั้น
ทีนี้เมื่อเอาผู้บัญชาการทหารบกมาเป็นนายกรัฐมนตรี
แล้วให้มีอำนาจแต่งตั้งวุฒิสมาชิก ซึ่งตั้งชื่อเสียสวยหรูว่า
"เป็นสภาพี่เลี้ยงของผู้แทนราษฎร"
แต่จริงๆ แล้วคือ
"สภาเซ็นเซอร์กฎหมายของ
ส.ส."
เพราะแม้ว่า ส.ส. จะยกมือผ่านร่างกฎหมายอย่างท่วมท้น แต่ถ้า ส.ว.
ไม่เห็นชอบ ก็จะถูกตีกลับหรือปัดให้ตกไป
สภาผู้แทนราษฎรไทยในสมัยนั้นจึงเป็นเพียงลิเกโรงใหญ่เล่นให้เจ้านายได้ชมเป็นรอบๆ
เราจึงเห็นได้ว่า อำนาจในการปกครองประเทศไทยนั้นอยู่ในมือ
"ผู้บัญชาการทหารบก"
เท่านั้น
!
แต่รัฐธรรมนูญไทยสมัยนั้นก็ตบตาคนไทยทั้งชาติว่า
"อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย"
มันโกหกตอแหลกันโต้งๆ อย่างนี้แหละพ่อแม่พี่น้อง เอ๊ย โยมๆ ทั้งหลาย
แต่ก็ต้องเข้าใจคนร่างรัฐธรรมนูญซึ่งถูกเอาปืนจี้อยู่ที่ท้ายทอย
จะเขียนเป็นอื่นใดไปไม่ได้ แม้แต่คำว่า
"อำนาจอธิปไตยเป็นของทหาร"
ก็ไม่กล้าเขียน ประเดี๋ยวจะโดนข้อหา
"อนาจารทางการเมือง"
ทำให้สาธารณชนเห็นของลับของทหาร
เห็นไหม อ่านไปก็สนุกนะ
รัฐธรรมนูญที่คนส่วนใหญ่ว่าน่าเบื่อน่ะ
ลองอ่านให้เป็นเถิด
มันส์ยิ่งกว่าถั่วอบโก๋แก่เชียว
!
"อำนาจเป็นยาเสพติดที่รุนแรงและเรื้อรังที่สุดในโลก"
นักปราชญ์กล่าวไว้เช่นนี้
คนติดยาเสพติดชนิดอื่นๆ ไม่ว่าบุหรี่
ยาบ้า กัญชา เฮโลอีน ฝิ่น มอร์ฟิน
หรือโคเคน
ที่ว่าแรงที่สุด เหล่านี้ แพทย์สามารถรักษาให้หายขาดได้
แต่ไม่มีแพทย์คนไหนในโลกสามารถจะรักษาคนที่ติดยาเสพติดชนิด
"อำนาจ"
ให้หายขาดได้ ขนาดว่าบางคนบวชแล้วก็ยังไม่แคล้วเล่นการเมืองทั้งผ้าเหลือง
เป็นเรื่องอมตะ
!
พระพุทธเจ้าจึงทรงมีพระดำรัสเตือนไว้ในพระไตรปิฎกว่า
"ยโส
ลทฺธา น มชฺเชยฺย"
แปลว่า
อย่าบ้าอำนาจ
แต่นักเรียนบาลี
"รุ่นเบบี้"
เขาแปลแบบอินโนเซ้นต์ว่า
"ได้ยศแล้วไม่พึงเมา"
ใครได้อ่านก็งง เพราะไม่รู้ว่าเมายศนั้นเขาเมากันอย่างไร
สรุปสภาพการเมืองไทยก่อนสมัย พ.ศ.2531 นั้น คนไทยมีสิทธิ์เลือกตั้ง ส.ส.
เพื่อส่ง ส.ส. เข้าไปเลือกผู้บัญชาการทหารบกเป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้น
จะเลือกไปกี่ครั้งๆ ก็ต้องไปชี้ที่รูปเก่าๆ ว่า
นี่แหละ
คือนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย
เพื่อให้ผู้บัญชาการทหารบกนำไปอ้างเพื่อหาความชอบธรรมอีกชั้นหนึ่งว่า
"ผมได้รับการเลือกจากสภาผู้แทนให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
เพื่อเห็นแก่บ้านเมืองจึงเลี่ยงไม่ได้"
ว่าแล้วก็เป็นแล้วเป็นอีกจนตายคาตำแหน่งหรือไม่ก็โดนไล่ไปอยู่เมืองนอก มี
พล.อ.เปรม
ติณสูลานนท์
เพียงคนเดียว
ที่อาจหาญประกาศอมตะวาจาว่า
"ผมพอแล้ว"
เป็นผู้เปิดประตู
"ประชาธิปไตยเต็มใบ"
ให้แก่ประเทศไทย เพื่อให้คนไทยได้เลือกนายกรัฐมนตรีด้วยตัวเองเสียที
ณ ที่นี้จึงต้องขอสดุดี
พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
ว่า
"สมแล้วที่ท่านได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งรัฐบุรุษ"
และได้รับใช้ใกล้พระยุคลบาทเป็น
"ประธานองคมนตรี"
มิใช่เรื่องงี่เง่าดังนายจักรภพ
เพ็ญแข
เที่ยวด่าตุปัดตุเป๋เกะกะระรานอย่างหน้ามืดตามัวอยู่แถวๆ
แอลเอ
นั่นดอก
คนเขารู้ว่าเลียแข้งใคร
พอ พล.อ.เปรม
ติณสูลานนท์
วางมือทางการเมืองไปอย่างสง่างามในนามศิลปิน เช่นนี้แล้ว
ประเทศไทยก็เข้าสู่ระบบใหม่ ระบบ
"เสียศูนย์"
เพราะทหารกลับเข้ากรมกอง ปล่อยวางประเทศชาติให้อยู่ในมือประชาชนผู้ถือ
"บัตรเลือกตั้ง"
เข้าคูหาแล้วกาแกร๊ก เพียง
"5 วินาที"
มีการลดอำนาจสภาสูงหรือสมาชิกวุฒิสภา ให้ประธานวุฒิสภาลงมาเป็น
"รองประธานรัฐสภาโดยตำแหน่ง"
และให้
ประธานสภาผู้แทนราษฎร
เป็น
"ประธานรัฐสภาโดยตำแหน่ง"
เช่นกัน
เห็นไหมว่าประเทศไทยมีการแก้ไขกลไกอำนาจส่งผ่านกันหลายชั้นหลายเปราะ
และท้ายที่สุดก็มาถึงหัวใจของประเทศไทย คือการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่า
"นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง"
หมายถึงว่าต้องเป็น ส.ส. เท่านั้น
ปิดทางมิให้ผู้บัญชาการทหารบกได้เป็นนายกฯ
อีกต่อไป
!
"ประชาธิปไตยเต็มใบ
แต่ประชาชนไม่เต็มเต็ง"
เป็นคำนิยามสำหรับประเทศไทยในปี 2540 เป็นต้นมา
คือแม้ว่าจะมีประชาธิปไตยเต็มใบ เหมือนได้รถมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทะเบียน
ตัวรถ และกุญแจรถ แต่ไม่น่าเชื่อว่า
"คนไทยขับรถไม่เป็น"
เอารถเบ๊นซ์ไปขับเล่นปีนเขา สนุกสนานเฮฮาปาร์ตี้ไปกับโครงการเอื้ออาทร
เอาข้าวปลาสุราอาหารไปปูเสื่อกินบนพื้นเครื่องบิน โดยอ้างว่า
"เป็นประชาธิปไตย"
โดยมีด๊อกเตอร์จอมเซ้งลี้เป็นหัวโจก
ทหารเห็นเข้าก็เลยเสียวไส้ กลัวเครื่องบินตกจะตายกันทั้งลำ
เลยออกมาไล่ไม่ให้ใช้ประชาธิปไตยไปปีหนึ่งเต็มๆ แต่ดูเหมือนว่ายังไม่เข็ด
ยังคิดถึงทักษิณอยู่มิรู้หาย ถึงขนาดมีการโฆษณาว่า
"ถ้าเลือกเลขโหลก็จะได้แมว
เอ๊ย แม้วกลับมา"
ปรากฏว่าคะแนนนิยมถล่มทลาย
ในขณะเดียวกัน ก่อนจะเปิดให้มีการเลือกตั้งครั้งนี้ (วันที่ 23 ธ.ค. 2550)
ประเทศไทยเราได้มีการร่างรัฐธรรมนูญก่อน พร้อมทั้งเปิดให้มีการทำ
"ประชาพิจารณ์"
คือให้ประชาชนได้อ่านและทักท้วง ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ
เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้อย่างเป็นทางการด้วย
โดยการยกร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ มีการนำเอา
"โจทก์เก่า"
ที่ทำให้ประเทศไทยเกือบ
"ฉิบหาย"
คือใกล้ล่มจม มาศึกษา
พบว่า
"สาเหตุใหญ่มาจากทักษิณ"
แต่พวกสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นตาถั่ว
เห็น "ทักษิณ"
เป็น
"นายกรัฐมนตรี"
ทั้งๆ ที่คนละคน จึงระบุสาเหตุแห่งการปฏิวัติในวันที่
19 กันยายน 2549
นั้นว่า "เพราะสาเหตุว่านายกรัฐมนตรีมีอำนาจเกินไป
Too Strong Prime
Minister
จึงต้อง
Reduce
คือลดอำนาจนายกรัฐมนตรีลง"
ซึ่งการจะลดอำนาจนายกรัฐมนตรีนั้นก็ต้องไปลดที่ "ส.ส." และ "พรรคการเมือง"
เพราะทั้งสองเรื่องคือตัวเสริมทำให้นายกรัฐมนตรีมีความเข้มแข็ง
ก่อนนั้นก็ต้องย้อนหลังกลับไปอีก คือช่วงปี พ.ศ.2531-2540
สมัยนั้นการเมืองไทยวุ่นวาย มีหลายพรรคหลายพวก
ทั้งรัฐธรรมนูญก็เปิดโอกาสให้ ส.ส. ไม่กี่เสียง
ก็สามารถเข้าชื่อกันอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้ แถมยังให้ย้ายพรรคได้อย่างสมัครใจอีกด้วย ส.ส.ก็เลยเล่นตัว
นึกอยากจะอภิปรายใครก็เข้าชื่อกันได้ นึกอยากจะย้ายพรรคก็ย้าย
ในเมื่อมีผลประโยชน์ต่างตอบแทนที่ดีกว่า ส.ส.ไทยส่วนใหญ่ย้ายพรรคเกิน 90
เปอร์เซ็นต์ จะมีก็เพียงนายชวน
หลีกภัย
กับอีกไม่กี่คนเท่านั้นกระมัง นอกนั้นเป็นประเภท
"ผลุบๆ โผล่ๆ"
ส.ส.ที่ย้ายพรรคไปเรื่อยๆ โดยอ้างว่า
"อุดมการณ์ตรงกันเป็นบางครั้ง"
น่ะ คือสิ่งที่สร้างความอิดหนาระอาใจให้แก่ประชาชนคนไทย
เพราะมีข่าวการประมูลเก้าอี้บ้าง การต่อรองผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม
แม้แต่การยกมือในสภานั้นท่านก็ว่ามีค่ายกเป็นเลขหลักเจ็ดขึ้นไปด้วย
"ไม่มีฝอยหรือหมาจะทิ้งมูล"
กระแสความเบื่อแผ่กระจายไปเรื่อยๆ พอ
พล.อ.สุจินดา คราประยูร
นำทหาร จปร. รุ่น
0143 เข้ายึดอำนาจจากชาติชาย ก็มีข่าวมหัศจรรย์
"ประชาชนคนไทยพากันไปเหมาเอาดอกไม้ไปมอบให้ทหารจนเกลี้ยงปากคลองตลาด"
เห็นไหมว่าอะไรเป็นอะไร
นั่นแหละจึงมีคนคิดสมการ "Strong
Prime Minister"
ขึ้นมา
นำไปบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในปี พ.ศ.2540 และเราได้คนขับหน้าใหม่
เป็นถึงด๊อกเตอร์จากประเทศสหรัฐอเมริกา เขามีนามว่าก่อนจะเสริมนามสกุลว่า
"ทักษิณ ชินวัตร"
ผู้พอได้พวงมาลัยปุ๊ปก็พาประชาชนคนไทยเข้าเกียร์หก
ขับโยกซ้ายป่ายขวาเหมือนรถเหาะไฟฟ้าตีลังกาในสวนสยาม
มีทั้งพระและนักวิชาการตะโกนเตือนว่า
"ระมัดระวังหน่อยท่านนายกฯ อย่าซิ่งเกินไป อันตรายนะ"
ท่านสตรอง ไพรม์ มินิสเตอร์
ผู้มีคะแนนเสียงท่วมสภาก็หันหน้าตะโกนลงมาจากหลังพวงมาลัยว่า
"ไม่ต้องมาสอนผมหรอก
ผมเรียนมามากกว่าคุณอีก แถมรวยที่สุดในประเทศนี้ด้วย"
หนักเข้าถึงกับท้าพระสึกไปเล่นการเมืองแข่งกับตัวเองเลย
ถ้าเป็นนักมวยนั้นทักษิณเป็นนักมวยอันธพาล
ชกดะ ไม่ว่ากรรมการ-พี่เลี้ยง
หรือกองเชียร์
แต่คนมีอำนาจใครไหนจะกล้าต่อกร ทีนี้พอคนหงอ พณฯท่านก็คิดว่าตัวเองถูก
จึงเพิ่มความ
"ดันทุรัง" เดินหน้าต่อไป
กร่างนานๆ เข้า ประเทศไทยดูจะคับเกินไป
ท่านแม้วจึงโกอินเตอร์ท้าทายแชมป์โลกว่า
"ยูเอ็นไม่ใช่พ่อ"
พฤติกรรมของทักษิณดังว่ามานี้ เลยมีคนคิดว่า "เอ ไอ้สมการ
Strong Prime
Minister
ที่คิดว่าน่าจะดีนั้น
สงสัยจะไม่ได้ผลสำหรับประเทศไทยซะแล้ว
เพราะมันคือการสร้างเผด็จการรัฐสภาขึ้นมาดีๆ นี่เอง
ทักษิณเป็นตัวอย่าง
เสียผู้เสียคนก็เพราะไอ้มาตราบ้าบอนี่แหละ ขอให้ลบทิ้งเสียเถอะ"
มาถึงฉบับปัจจุบัน คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปีพุทธศักราช 2550
จึงจัดการละเลงกรรไกรใช้วิธี
Cut cut cut
ตัด ตัด ตัด
อำนาจนายกรัฐมนตรีลงไปอย่างย่อยยับ
- ให้ ส.ส.
ไม่ต้องง้อมติพรรค หรืออยู่ใต้อาณัติ (คำสั่ง) ของใคร
สามารถจะยกมือฟรีโหวตแก่ใครก็ได้ (มาตรา 122)
- ให้ ส.ส.
ไม่ต้องรอถึง 90 วัน หลังจากย้ายพรรค จึงสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้
โดยได้ลดเวลาลงจาก 90 วัน เหลือเพียง 30 วัน
และยังกำหนดให้ต้องมีการเลือกตั้งหลังจากยุบสภาภายใน 45 ถึง 60 วัน แปลว่า
ให้โอกาส ส.ส.งูเห่าสามารถย้ายพรรคได้ทันการเลือกตั้ง
แถมยังมีเวลาต่อรองอีกตั้ง 10 วันในการเข้าสังกัดพรรคการเมืองใหม่
- ให้ ส.ส.
จำนวนเพียง 1 ใน 5
ของจำนวน ส.ส. ทั้งหมด
สามารถยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้
(แต่เดิมกำหนดให้ต้องใช้เสียง ส.ส. ถึงสองในห้า คือตอนนั้นมีจำนวน ส.ส. 500
ร้อยคน ก็ต้องใช้เสียง 200 แต่ปัจจุบันมีจำนวน ส.ส. ทั้งหมด 480
ใช้เสียงเพียง 96
คน
ก็เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้แล้ว)
-
ห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเกิน 8 ปี หรือสองสมัยเต็มของการเลือกตั้ง
(เลียนแบบสหรัฐอเมริกา)
-
ห้ามนายกรัฐมนตรีรวมทั้งบุคคลในครอบครัว แม้กระทั่งลูกเล็กๆ
ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ไม่ให้มีผลประโยชน์ทับซ้อน ทั้งเรื่องตำแหน่ง
ผลประโยชน์ ฯลฯ
- ให้ประชาชนจำนวน 20,000 คน
สามารถเข้าชื่อกันยื่นขอถอดถอนนายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งได้
(สมัยก่อนกำหนดไว้ที่ 50,000 คน)
-
สร้างมาตราใหม่ในรัฐธรรมนูญ มีเนื้อหาว่าด้วยจริยธรรม
สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นครั้งแรก
(มาตราครอบจักรวาล) สามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจได้แม้กระทั่งเรื่องความในใจ
สรุปรวมว่า รัฐธรรมนูญปี 40
นั้น มัดมือมัดแขน ส.ส. และปล่อยผีนายกรัฐมนตรีให้มีความเข้มแข้ง
กลับกลายเป็นว่า ระบบการตรวจสอบอำนาจนายกรัฐมนตรีอ่อนแอ พอมาถึงปี 50
ได้จัดการ
"เด็ดปีกเด็ดหาง"
ริดรอนอำนาจนายกรัฐมนตรีลงแทบสิ้น แล้วนำไปแปะให้ ส.ส.
เป็นผีดิบคืนชีพอีกครั้งหนึ่ง
ซึ่งมองทางไหนมันก็ไม่เห็นทางออกของประเทศไทยในวันเลือกตั้ง
ถึงแม้จะมี
Exit Poll
แต่มันก็ไม่ใช่
Exit
ที่แปลว่า
อนาคตของประเทศไทย
มันเป็นแต่เพียงการคาดการณ์ว่าจะออก
"หัว"
หรือออก
"ก้อย"
เท่านั้น
ดังนั้น
ครั้นเมื่อเวลาแห่งการลงคะแนนสิ้นสุดลง
ณ 15.00 น.
ของวันที่ 23
ธันวาคม 2550
ข่าวบรรหารอันตรธานไปจากบ้าน โผล่ประกาศจับมือกับพรรคเล็กพรรคน้อยเพื่อ
"ต่อรองทางการเมือง"
จึงเกิดขึ้นทันตาเห็น เป็นเรื่องที่
"ต้องทำใจ"
ในเมื่อมันมาจาก
"รัฐธรรมนูญฉบับที่คิดว่าดีที่สุดในโลก"
ของประเทศไทย ในวันนี้
เปล๊า
!
นี่มิได้กล่าวหาว่า
"ท่านบรรหารเป็นนักการเมืองอั๊กลี่"
แต่ตั้งข้อหากับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ปล่อยไก่ออกมาทั้งเล้า
เพราะถ้ายังมีมาตราอั๊กลี่อยู่ในรัฐธรรมนูญ มันก็จะผลิตนักการเมือง
Ugly
ออกมาเรื่อยๆ หรือเราจะหนีไม่พ้นวงจรอุบาทว์เก่าๆ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา
ถ้าไม่ได้นายกรัฐมนตรี "อั๊กลี่" ซึ่งมีเพียงตำแหน่งเดียว ก็ได้
ส.ส.นักต่อรอง "อั๊กลี่" เต็มสภา อยู่ที่ว่า ประชาชนนิยมชมชอบแบบไหน
เท่านั้น
ต่อไปเราจะได้เห็นพฤติกรรมเดิมๆ ของผู้แทนราษฎรไทย
- ต่อรองขอตำแหน่ง
- ย้ายพรรคบ่อย
- ไม่มีความชัดเจนทางการเมือง อุดมการณ์เปลี่ยนเมื่อเงินหมด
เหมือนนักร้องคาเฟ่
- เจ้าพ่อ มาเฟีย เล่นการเมืองเพื่อฟอกตัว
- ฯลฯ
มันกลับมาอีกแล้ว ครับท่าน !
|