|
สมณศักดิ์ 50

ยโส ลทฺธา น มชฺเชยฺย
มียศแล้ว อย่าบ้า
!
พระพุทธพจน์
มีแฟนเว๊บไซต์อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ
ดอทคอม
เมล์เข้ามายุผู้เขียนว่า
น่าจะวิจารณ์โผเจ้าคุณหรือสมณศักดิ์ ปี พ.ศ.2550
ที่เพิ่งจะเปิดให้สาธารณชนได้ชมกันเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา
เพราะว่าอยากรู้...แถมแฟนเพลงท่านที่ว่านี้ยังยกยอผู้เขียนด้วยว่า
วิจารณ์การเมือง เอ๊ย การศาสนาได้ตรงไปตรงมา
แบบว่าไม่มีอคติ
!
ได้ยินแล้วส่วนหนึ่งก็ปลื้มใจ แต่ส่วนหนึ่งก็ฝ่อใจ
เพราะตามความหมายของคำว่า
"คติ"
นั้น มี 2 นัยยะ คือ หนึ่งนั้นแปลว่า
ที่ไปที่มา เป็นสิ่งดีงาม
เป็นคุณธรรมน้ำใจ
เช่นใช้ในความหมายว่า
คติธรรมประจำใจ
ใครที่ไม่มีคติ ก็เป็นคน
"อคติ"
ไม่มีคุณธรรมประจำใจ ถ้าใช้ในความหมายนี้ก็ไม่ไหว
ส่วนความหมายต่อไปนั้นก็มาจากธรรมะในหมวด 4
ที่เราเรียนกันมาตั้งแต่สมัยนั่งอยู่ในห้องนักธรรมชั้นตรีที่ว่า
อคติ
คือ ความลำเอียง
มี 4 อย่าง ได้แก่
ลำเอียงเพราะโกรธ
ลำเอียงเพราะรัก ลำเอียงเพราะกลัว และลำเอียงเพราะหลง
ดังนั้น ก็ขอใช้ในความหมายท้ายนี้ดีกว่า แต่เอาละ
ไม่พูดพล่ามทำเพลงบรรเลงกันให้ยืดเยื้อละ เพราะเขาให้มาวิจารณ์วงการสงฆ์เรื่องยศช้างขุนนางพระ
ไม่ใช่ให้มาเขียนธรรมวิจารณ์
ยศช้างขุนนางพระ
โบราณว่าไว้เช่นนี้
เด็กสมัยปัจจุบันเกิดมาไม่ทันเล่นหมากรุกเป็นเกมประจำชาติไทย
จึงไม่เข้าใจความหมาย ว่ามันหมายถึงอะไร อ๋อ ก็ง่ายๆ
คือความหมายก็ตามที่เขียนไว้นั่นแหละ คือ
ยศช้างขุนนางพระ
แปลว่า
ยศถาบรรดาศักดิ์ เป็นเจ้าขุนมูลนาย
ที่เรียกว่า
"ท่านเจ้าคุณ"
นั่นน่ะ ในประเทศไทยแต่สมัยดึกดำบรรพ์มาแล้ว มีไว้สำหรับคนและสัตว์
3 จำพวก
ได้แก่ ช้าง
ขุนนาง และพระ
เท่านั้น นอกนั้นไม่มีสิทธิ์
ขุนนางนั้น
เป็นข้าราชบริพาร
ซึ่งกลายมาเป็นภาษาปัจจุบันว่า
ข้าราชการ
ภาษาบาลีเรียกว่า
ราชภัฏ แปลว่า
ผู้ที่พระราชาทรงเลี้ยงดูอุ้มชูไว้
คนพวกนี้มีหน้าที่สนองพระยุคลบาท ถ้าทรงโปรดปรานก็จะทรงพระราชทานยศ
สูงขึ้นเป็นลำดับไป ไล่ตั้งแต่
|
ยศ-บรรดาศักดิ์ |
ตัวอย่าง |
|
นาย |
นายสุดจินดา
มหาดเล็กหุ้มแพร |
|
พัน |
พันท้ายนรสิงห์
ตำแหน่งนายท้ายเรือสมัยพระเจ้าเสือ |
|
หมื่น |
หมื่นไวยวรนาถ |
|
ขุน |
ขุนอินทรเทพ |
|
จมื่น หรือเจ้าหมื่น |
จมื่นศรีเสาวรักษ์ |
|
หลวง |
หลวงราชเสน่หา |
|
พระ |
พระศรีสุนทรโวหาร |
|
พระยา |
พระยาราชสงคราม |
|
เจ้าพระยา |
เจ้าพระยาจักรี |
|
สมเด็จเจ้าพระยา |
สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ |
สำหรับยศ
"ขุนหลวง" นั้น
เป็นคำเรียกพระนามของพระเจ้าแผ่นดิน
ใช้มาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เช่น
ขุนหลวงหาวัด
หมายถึง
กรมขุนพรพินิต
พระมหากษัตริย์อันดับที่ 33 แห่งพระนครศรีอยุธยา ทรงยกราชสมบัติให้แก่กรมขุนอนุรักษ์มนตรีพี่ชาย
แล้วทรงออกบวช คนจึงเรียกพระนามว่า
ขุนหลวงหาวัด
พระนั้น
ได้แก่นักบวชในพระพุทธศาสนา มีความสามารถพิเศษ เช่น เรียนสูง
หรือบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์เป็นที่พอพระทัย ก็จะทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะ
เรียกตามภาษาปากว่า
เป็นเจ้าคุณ
มีอยู่ด้วยกัน 6 ชั้น ได้แก่
|
ชั้น |
ตัวอย่าง |
|
สามัญ |
พระศรีวิสุทธิโมลี |
|
ราช |
พระราชปฏิภาณกวี |
|
เทพ |
พระเทพเวที |
|
ธรรม |
พระธรรมปิฎก |
|
หิรัณยบัฎ (รองสมเด็จ) |
พระพรหมจริยาจารย์ |
|
สุพรรณบัฏ (สมเด็จ) |
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ |
ส่วนช้างนั้นเป็นสัตว์พิเศษ ถือคติมาแต่อินเดียโบราณ
ช้างเผือกช้างเนียมนั้นถือว่าเป็นช้างมงคล
พระมหากษัตริย์พระองค์ไหนได้มาไว้ประดับพระบารมีก็เป็นศรีแก่แผ่นดิน
จะเกริกไกรไปยังนานาประเทศ ที่สำคัญก็คือ
ช้างเผือกที่ต้องตามลักษณะมหามงคลนั้น เมื่อนำเข้าสู่สงครามแล้ว
เชื่อว่าจะสามารถทำให้ชนะอริราชศัตรูได้โดยง่าย
นี่คือความหมายหลักของการยกสัตว์ประเภทนี้ให้มียศมีศักดิ์เป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีใครเหมือนในโลกนี้ของประเทศไทย
ช้างนั้นมีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ คือ ช้างเผือกกับช้างเนียม
ซึ่งถือว่าเป็นช้างประหลาด
ช้างเผือก ได้แก่
ช้างที่มีสีขาว หรือเหลือง
หรือส้ม หรือแดง
คนธรรมดาอย่างพวกเราดูยังไงก็ไม่รู้ นอกจากผู้รู้ลักษณะของช้างเท่านั้น
ช้างที่ว่านี้เขาดูกันละเอียดลออไปจนถึงเพดานปากและอวัยวะเพศเลยทีเดียว
จนคนโบราณต้องนำมากล่าวเป็นคำพังเพยว่า
ดูช้างให้ดูหาง
ดูนางให้ดูแม่ ดูแน่ๆ ก็ให้ดูถึงตาถึงยายโน่นทีเดียว
เพราะว่า..ลูกไม้นั้นจะหล่นไม่ไกลต้น
คนก็เช่นกัน เมื่อสืบพันธุ์มาจากเทือกเถาเหล่ากอใด ชั่วหรือดี มีหรือจน
ก็จะซึมซับเอาคุณสมบัติของบรรพบุรุษไว้ไม่มากก็น้อย
ช้างเผือกนั้นมีลักษณะสำคัญส่วนใหญ่นับได้ 7 ประการ คือ ผิวขาว ตาขาว
ขนหางขาว เพดานขาว เล็บขาว ขนขาว และฝักอวัยวะเพศขาว
ส่วนช้างเนียมนั้น
เป็นช้างสีดำ
ความจริงช้างไทยทั่วไปก็มีสีดำเป็นส่วนใหญ่อยู่แล้ว
แต่ช้างเนียมนี้มีลักษณะพิเศษคือ
มีผิวสีดำสนิท เล็บดำสนิท
และมีงาเหมือนปลีกล้วย จึงจะจัดเข้าเป็นช้างเนียม
เป็นช้างมงคลตระกูลหนึ่งซึ่งหาได้ยากมาก
เมื่อช้างอันมีลักษณะถูกต้องตามตำราโบราณแล้ว ก็จะได้รับการ
"ขึ้นระวาง"
คือเข้าสู่พิธีสมโภชยกขึ้นเป็นพระราชพาหนะของพระมหากษัตริย์
ซึ่งต้องมีการพระราชทานยศให้ตามแก่บุญวาสนา
ช้างเผือกในพงศาวดารไทยที่โด่งดังที่สุดนั้นเห็นจะเป็นช้าง 7 เชือก
มีนามตามลำดับคือ
พระคเชนทโรดม พระบรมไกสร พระสุริยกุญชร พระรัตนากาศ พระแก้วทรงบาศ
และช้างเผือกพังแม่ลูกอีก 2 เชือก ที่ชักนำเอาพระเจ้าบุเรงนองมาชิงกรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
จนต้องเสียกรุงให้แก่พม่าเป็นครั้งแรก เราเรียกศึกครั้งนั้นว่า
สงครามช้างเผือก
นี่แหละคือ
ยศ-ช้าง-ขุนนาง-พระ
ตามตำราโบราณมา
ยศเหล่านี้มีการสร้างเสริมเติมแต่งเข้าไปต่างกรรมต่างวาระกัน
บางสมัยก็ไม่ตั้ง บางครั้งก็ตั้งใหม่
สุดแท้แต่องค์พระมหากษัตริย์จะทรงโปรดปราน
ครั้นถึง พ.ศ.2485
หลังจากการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศให้มีรัฐธรรมนูญได้ไป 10 ปี
คณะราษฎรอันนำโดย
หลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรือนายปรีดี พนมยงค์
ก็ออกพระราชบัญญัติ
"ยกเลิกบรรดาศักดิ์"
แถมด้วยการ
"คืนบรรดาศักดิ์"
ให้ทุกคนกลับไปเป็น
"ราษฎรเต็มขั้น"
เหมือนสมัยดึกดำบรรพ์ แต่ก็ไปไม่รอด เพราะคนที่ไม่อยากคืนมีเยอะ จนในปี
พ.ศ.2487
รัฐบาลสมัยนั้นทนกระแสเรียกร้องบรรดาศักดิ์ของ
"คนเคยเป็น"
ไม่ไหว จำใจต้องออกกฎหมาย
"คืนบรรดาศักดิ์"
ให้แก่ผู้ที่ถูกยกเลิกบรรดาศักดิ์ไป
แต่ก็ไม่มีการตั้งบรรดาศักดิ์อีกเลยนับตั้งแต่นั้นมา
คงเหลือ..เหลือเฉพาะในวัดวาอารามเท่านั้น
ที่อำนาจรัฐยังเอื้อมไปไม่ถึง จึงปรากฏมาถึงปีพุทธศักราช 2550 ว่า
ยังมีการตั้งบรรดาศักดิ์ทางพระที่เรียกว่า
"สมณศักดิ์"
ให้แก่พระภิกษุสงฆ์อยู่
ถามว่า
จำเป็นหรือไม่ที่ต้องมียศถาบรรดาศักดิ์อยู่คู่สังคมไทย ?
ตอบว่า
จำเป็นครับ จำเป็นมากๆ
ทั้งนี้เพราะยศถาบรรดาศักดิ์นั้น เป็นเครื่องมือสำคัญในการปกครองบ้านเมือง
ถ้าไม่มีสิจะยุ่ง แต่โบราณกาลนั้น พระมหากษัตริย์องค์ไหนนำทัพออกรบ
มีชัยชนะกลับมา ต้องกระทำการสำคัญ 2 ประการ ดังนี้
1.พระราชทานบำเหน็จเป็นเงินทองของใช้ตามสมควรแก่ตำแหน่ง และ
2.ต้องพระราชทานยศถาบรรดาศักดิ์ปูนบำเหน็จให้ตามสมควรแก่ผลงาน
ถ้าใช้เขาเอาอย่างเดียว ไม่เคยให้ ใช้แล้วทิ้งใช้แล้วขว้าง
ราชบัลลังก์นั่นแหละจะล้มง่าย แม้ในสมัยปัจจุบันก็ตาม
พรรคการเมืองไหนได้รับเลือกตั้งเยอะ มีอำนาจได้เป็นรัฐบาล
เมื่อหัวหน้าพรรคได้เป็นนายกรัฐมนตรี
ก็ต้องพิจารณาความดีความชอบให้แก่พรรคพวกก่อนเพื่อน
มิใช่เอาไปให้คนนอกเสียหมด
ถ้าอย่างนั้นก็นับวันลงจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรีได้เลย
นี่มองอย่างมหานรินทร์นะ ที่เขาว่าไม่มีอคติน่ะ มองกันอย่างนี้
แต่บางคนที่ชินกับลัทธิคอมมิวนิสต์อาจจะมองว่าเป็นคติก็ได้
นั่นไม่ว่ากันอยู่แล้ว
ปัญหาเรื่องยศถาบรรดาศักดิ์ในปัจจุบันที่คนนินทากันเกลื่อนเมือง
แต่ผู้หลักมักใหญ่มักไม่ได้ยิน (เพราะถูกคำสอพลอตอแหลปิดหูซ้ายขวาไว้)
ก็คือว่า
ท่านใช้กฎเกณฑ์ใดในการพิจารณาให้ยศถาบรรดาศักดิ์แก่พระภิกษุสงฆ์ ???
"ถือย่าม ตามก้น
นิมนต์บ่อย คอยไปหา ชาดี บุหรี่ฉุน เจ้าคุณชอบ"
เป็นคำพังเพยที่ท่องง่ายๆ
บ่งความหมายสูตรสำเร็จในการไต่เต้าเข้าสู่เส้นทางการเป็นพระราชาคณะของพระสงฆ์ไทย
ว่ากันตามหลักการใหญ่ๆ ผู้หลักผู้ใหญ่นั้น
นิยมชมชอบพระที่พินอบพิเทาเอาใจเก่ง เด้งสนองงานได้ทุกระดับประทับใจ
แบบว่าไม่มีปากมีเสียง คือต้องเถียงไม่เป็น คนประเภทนี้มักจะได้ดิบได้ดี
ดังในหนังสือหิโตปเทศกล่าวไว้ว่า
|
คนถ่อยตลบแตลง
มักเป็นที่ชอบใจของอิสตรี |
|
คนไม่มีคุณความดี
มักเป็นที่โปรดปรานของท้าวไท |
แต่ส่วนใหญ่แล้ว
คนเก่งคนดีมีอุดมการณ์เป็นของตนเองนั้น
มักจะมีอิทธิฤทธิ์ราชเดช ทั้งเถียงทั้งหัวรั้น ไม่พินอบพิเทา
แถมยังบังอาจเล่นบท
"สอนสังฆราช"
ซะอีก ซึ่งพระผู้ใหญ่นั้นท่านเอาเด็กมาใช้
ไม่ใช่ให้มาสอน
คนที่คิดจะสอนสังฆราชจึงคิดผิดถนัด สุดท้ายคนเก่งๆ
ทั้งหลายก็ต้องอำลาผ้าเหลืองไปอยู่นอกวัด ปล่อยให้
"วัดสระเกศ"
เหลือแต่
"พระมหาเสนาะ ประโยค 6"
ลอยลำขึ้นรองสมเด็จเป็นลูกโทนอยู่องค์เดียว เสียวจริงๆ
ดังนั้น
จะว่าผู้ใหญ่ผิดก็คงไม่ถูก
เพราะเขาเป็นผู้ใหญ่ มิใช่ผู้น้อย
คำปรึกษาที่ดีมีประโยชน์นั้น
ผู้ใหญ่เขาก็ต้องการ แต่การทำให้ท่านเสียหน้าเสียอารมณ์นั้น
ไม่ว่าใครก็ไม่ต้องการ
ทหารที่ดีนั้นต้องมีระเบียบวินัย สั่งซ้ายได้ สั่งขวาได้
สั่งกลับหลังหันก็ยังได้ แต่ถ้าสั่งไม่ได้ แม้ว่าจะดีมีฝีมือ
เขาก็ไม่เรียกว่าทหารดี แต่ถูกจัดเกรดลงเป็น
"ทหารเลว"
ในสายตาของผู้มีอำนาจ
ยิ่งถ้าเป็นคนดีมีฝีมือ แต่ไม่เข้ามาสนับสนุนผู้ใหญ่ แต่กลับไปตั้งตัวแข่งบารมีเสียเอง
ยังงี้สมัยโบราณนั้นนอกจากจะไม่เลี้ยงแล้ว ท่านยังมีนโยบายว่า
"ต้องกำจัด"
เพื่อตัดไฟเสียแต่ต้นลมด้วยซ้ำไป รู้ไว้ใช่ว่า ก็ไม่รู้ว่าเรื่องนี้ทาง
"เจ้าของแมนเชสเตอร์ซิตี้"
จะเคยอ่านผ่านตามาบ้างหรือเปล่า ?
ก็นั่นแหละคือบริบทของเรื่องยศถาบรรดาศักดิ์ตามหลักการใหญ่
ทีนี้ก็จะเข้าไปในหลักการน้อย คือในรายละเอียด
ว่าเขามีกฎเกณฑ์กันยังไงในการพิจารณา
"คัดเลือก-เสนอ"
รายชื่อพระภิกษุผู้เหมาะสมจะได้เป็นเจ้าคุณ
ว่าโดยหลักใหญ่ๆ
ก็ได้แก่
1.คุณสมบัติส่วนตัว
เช่น เรียนจบสูง เป็นมหาเปรียญเอก ประโยค 7-8-9
หรือมีความถนัดในเรื่องที่คณะสงฆ์ต้องการให้ทำงาน
และมีตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์ เช่น เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระอารามหลวง
เป็นเจ้าคณะพระสังฆาธิการ ตั้งแต่ตำแหน่งเจ้าอาวาสขึ้นไป แต่ส่วนใหญ่แล้ว
ผู้ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคุณจะเป็นระดับเจ้าคณะอำเภอขึ้นไป
ยกเว้นแต่บางกรณี
2.คุณสมบัติส่วนรวม
ได้แก่ เนื้องานที่ทำลงไป เช่น เป็นเจ้าอาวาสสร้างอะไรใหม่ๆ มาบ้าง
มิใช่นั่งกินนอนกินหล่อยให้วัดวาอารามทรุดโทรมโดยไม่ทำนุบำรุง
เป็นเจ้าสำนักเรียนมีผลงานการศึกษาออกมาดี ปีหนึ่งๆ
มีพระเณรสอบนักธรรม-บาลี ได้มาก
3. อื่นๆ เช่น
เป็นพระกรรมฐานวิปัสสนา มีลูกศิษย์ลูกหามาก มีชื่อเสียงโด่งดัง
เป็นพระนักเทศน์ เทศน์มาจนหงำเหงือก เช่น
พระพยอม
ก็จะได้รับการยอมรับยกขึ้นพอเป็นพิธี สายนี้ส่วนใหญ่จะถูกจัดเข้าในสายวิปัสสนา
ถ้าเป็นพระธรรมดา
ไม่เป็นมหาเปรียญ จะเรียนจบนักธรรมหรือไม่ก็แล้วแต่
แต่ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคุณก็จะเรียกว่า
สามัญยก
ถ้าเป็นพระมหาเปรียญได้รับแต่งตั้ง ก็จะเรียกว่า
เปรียญยก
ถ้าเป็นพระสายวิปัสสนากรรมฐาน ได้รับแต่งตั้งก็จะเรียกว่า
วิปัสสนายก
นอกจากนั้นก็ยังมีกฎเกณฑ์เล็กน้อยๆ
แต่ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นรวมอยู่ในกฎเกณฑ์ใหญ่เพียงข้อเดียวคือ
ความพึงพอใจของผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจในการพิจารณา
"ให้"
เพราะถ้าคุณสมบัติอื่นๆ จะเต็มจนล้น แต่ไม่เข้าตากรรมการเสียอย่างเดียว
ก็ป่วยการ สู้ใช้สูตรดาราหน้ากล้องไม่ได้ คือต้องพยายามทำตัวให้เป็นข่าว
เข้าหาผู้หลักผู้ใหญ่บ่อยๆ ใช้สูตร
"ถูกใจได้ฟรี ทำดีได้เบิ้ล"
นั่นแหละ ของแท้แน่ยิ่งกว่าดูหมอ
ถามว่า ผู้ใหญ่สูงสุดผู้มีอำนาจในการพิจารณาให้สมณศักดิ์แก่พระสงฆ์นั้น
คือใคร ?
เฉลยว่า
ได้แก่
เจ้าคณะใหญ่ทั้ง 5 หน
ได้แก่ หนกลาง หนเหนือ หนใต้ และหนตะวันออก ในฝ่ายมหานิกาย
และเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต เพราะทั้ง 5 ท่านเหล่านี้
มีอำนาจในการปกครองหรือแบ่งประเทศไทยบริหารกันเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ไม่มีใครใหญ่กว่าใคร เมื่อใครได้บัญชีสมณศักดิ์ประจำปีในเขตปกครองของตนเองมาแล้ว
ก็จะนำเอาบัญชีนั้นเข้าสู่ที่ประชุมมหาเถรสมาคมเพื่อ
"รับทราบ"
เป็นการใช้ที่ประชุมมหาเถรสมาคมประทับตราออกมาเป็นกฎหมาย
โดยแต่ละเจ้าคณะใหญ่ก็จะสงวนมารยาท ไม่ก้าวก่ายสายงานของท่านอื่นๆ
มหาเถรสมาคมจึงเป็นเพียง
"รัฐบาลร่วม"
ของ 5 เจ้าคณะใหญ่
ไม่ใช่ระหว่าง
"มหานิกาย" กับ
"ธรรมยุต"
ดังที่คนทั่วไปเข้าใจ ตัวที่ขีดเส้นใต้ไว้นั้นสำคัญนะ ขอย้ำอีกครั้งว่า
ตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่นั้นสำคัญกว่าตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช
เพราะตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชนั้นเป็นเพียงเจว็ด
หรือนายกรัฐมนตรีที่มีพรรครัฐบาล 5 พรรครวมกันเท่านั้นเอง
พระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราชถ้าไม่ผ่านการเห็นชอบของมหาเถรสมาคมจึงไม่มีความหมายอะไรไปมากกว่า
"พระดำริส่วนพระองค์"
เท่านั้นเอง
กล่าวเป็นบุคคลาธิษฐานถึงตัวบุคคลกันเลยนะ
ผู้มีอำนาจสูงสุดในคณะสงฆ์ไทยสมัยปัจจุบันเหล่านั้นได้แก่
1.
สมเด็จพระพุฒาจารย์
(เกี่ยว อุปเสโณ ป.ธ.9) วัดสระเกศ เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก (มหานิกาย)
ปกครองภาคอีสานทั้งหมดในฝ่ายมหานิกาย
2. สมเด็จพระมหาธีราจารย์
(นิยม ฐานิสฺสโร
ป.ธ.9) วัดชนะสงคราม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ปกครองภาคกลางทั้งหมดในฝ่ายมหานิกาย
3. สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์
(ช่วง วรปุญโญ
ป.ธ.9) วัดปากน้ำ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ ปกครองภาคเหนือทั้งหมดในฝ่ายมหานิกาย
4. พระธรรมรัตนากร
(สงัด ปญฺญาวุโธ ป.ธ.7) วัดกะพังสุรินทร์
รักษาการเจ้าคณะใหญ่หนใต้แทนพระพรหมจริยาจารย์ วัดเบญจมบพิตร
ที่มรณภาพไปเมื่อปีกลาย ปกครองภาคใต้ทั้งหมดในฝ่ายมหานิกาย
5. พระพรหมมุนี
(จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต ป.ธ.9)
วัดบวรนิเวศวิหาร รักษาการเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต
ปกครองพระสงฆ์นิกายธรรมยุตทั่วประเทศไทย
รักษาการตำแหน่งนี้แทนสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งทรงประชวร
นี่แหละคือ
ตัวจริงเสียงจริง ผู้มีอำนาจตัวจริง
เพราะประวัติหรือบัญชีรายชื่อพระราชาคณะทั้งสิ้นจะต้องผ่านมือ 5
เจ้าคณะใหญ่เหล่านี้เท่านั้น
!
ไม่ว่าจะมาจากสายไหน
ถ้าไม่มีลายเซ็นของเจ้าคณะใหญ่ทั้งห้ากำกับและนำเสนอในที่ประชุมมหาเถรสมาคมแล้ว
ก็ไร้ความหมาย
เว้นแต่จะเป็นพระราชอัธยาศัยขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น
มหาเถรสมาคมจึงจะน้อมรับพระบรมราชโองการ
เพราะพระราชาคณะทุกรูปก็ได้รับการสถาปนาโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
แต่กรณีอย่างนี้มีไม่บ่อยนัก
"สมเด็จเกี่ยวสั่งถอนบัญชีสมณศักดิ์เป็นกรณีพิเศษ
เนื่องในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมายุ ครบ 80 พรรษา"
เป็นข่าวหน้าหนึ่งของอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ
ดอทคอม
ในตอนหัวค่ำของวันที่ 13 พฤษภาคม 2550 ที่ผ่านมา
กระแสข่าวรายงานว่า บัญชีพิเศษที่ว่านี้ เจ้าคณะใหญ่ทั้ง 5 รูปไม่มีส่วนร่วม
แต่เป็นผลงานการสร้างของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์
โดยรัฐบาลอ้างเอางานเฉลิมพระชนมพรรษาขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขึ้นมาบังหน้า
แล้วก็สั่งการให้หน่วยงานของรัฐไปจัดโผสมณศักดิ์เป็นกรณีพิเศษ
เสร็จแล้วก็ส่งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาตินำเข้าเสนอในที่ประชุมมหาเถรสมาคมเพื่อขอให้รับหลักการในวันที่
13 พฤษภาคม พ.ศ.2550
จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจในที่ประชุมมหาเถรสมาคม มีการตั้งข้อสังเกตว่า
"บัญชีนี้รัฐบาลเป็นฝ่ายจัดเองเบ็ดเสร็จเด็ดขาด พระสงฆ์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
จึงมองว่าไม่ให้เกียรติคณะสงฆ์"
แต่เนื้อหาที่ลึกลงไปกว่านั้นก็คือ มีการวิ่งเต้นเข้าหาผู้มีอำนาจ
หรือผู้มีอำนาจได้เสนอรายชื่อพระภิกษุที่ตนเองนับถือเข้ามามากมาย
หลายรูปนั้นถูกคณะสงฆ์ไทยหมายหัวไม่ให้โต บางรูปก็อยู่ที่ไหนไม่รู้
เพราะไม่เคยเห็นหน้ามาถวายสักการะ สำทับด้วยคำพูดของพระพรหมสุธี
หรือท่านเจ้าคุณเสนาะ
เลขาสมเด็จพระพุฒาจารย์ เป็นกรรมการมหาเถรสมาคมด้วย ท่านได้ออกมาบอกว่า
"มีการวิ่งเต้นใช้เงินซื้อยศในบัญชีนี้กันหลายราย" จะเป็นข่าวลือหรือข่าวกรองก็ไม่รู้ละ
แต่สังคมไทยนั้นอ่อนไหวกับเรื่องพรรค์นี้ สุดท้ายบัญชีนี้ก็ถูก
"ดองเค็ม"
ไว้ที่ทำเนียบรัฐบาลมาจนป่านนี้
บัญชีสมณศักดิ์กรณีพิเศษนี่เอง
ที่เป็นเกม
"ประลองกำลัง"
อย่างแรง ระหว่างรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารกับรัฐบาลคณะสงฆ์ไทย
ซึ่งส่วนใหญ่ยังมีไมตรีต่อ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
อดีตนายกรัฐมนตรี ที่กรุงลอนดอน ผลก็คือ รัฐบาล
พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์
ต้องพ่ายแพ้ยับเยิน กันชนพังยับ ต้องเข้าอู่ซ่อม เครดิตก็ติดลบ นึกๆ
ไปยังเสียดายจังหวะสวยๆ นะ ถ้าตอนนั้นใจกล้าขาไม่สั่นยอมเปลืองน้ำหมึกเซ็น
"ปลดสมเด็จเกี่ยว"
ออกจากตำแหน่งเสีย แล้วตั้งวัดชนะขึ้นรักษาการสังฆราชแทน
เรื่องก็ไม่เรื้อรังและผลลัพธ์ก็คงไม่ออกมาในรูปแบบนี้
แต่เพราะไม่เอาวัดชนะก็จึงไม่ชนะ นี่คือความอ่อนหัดทางการศาสนาของรัฐบาลฤาษีกินเหี้ย
เอ๊ย ฤาษีเลี้ยงเต่า
แม้จะมีพลพรรคพันธมิตรของหลวงพี่สนธิ
สนฺตจิตฺโต (ลิ้มทองกุล) ลุ้นช่วยตัวโก่งก็ตามเถอะ
จระเข้น่ะถ้าขืนวิ่งเข้าป่าก็มีหวังเสร็จเสือไม่เหลือหนัง
รู้จักสมเด็จเกี่ยวน้อยไปซะแล้ว
คิดอีกสมการหนึ่ง ถ้ารัฐบาลเล่นเป็น ก็อาจจะขอมติที่ประชุมมหาเถรสมาคมก่อน
แล้วให้มหาเถรสมาคมเป็นผู้ดำเนินการจัดบัญชี โดยรัฐบาลอาจจะขอ
"แจม"
รายชื่อเข้าไปด้วยจำนวนหนึ่ง อาจจะเป็น 20-30 รูป อีกซัก 50 รูป
ก็แบ่งให้เจ้าคณะใหญ่ท่านไปเขตละ 10 รูป
ก็คงลงตัวเหมือนที่รัฐบาลทักษิณเคยทำสำเร็จมาก่อน
แต่นี่รัฐบาลเล่นกินรวบเหมือนหวยบนดิน ก็เข้าในพุทธพจน์บทว่า
"เนกาสี ลภเต สุขํ
กินคนเดียวไม่อร่อย"
ดังเท้าความมาฉะนี้ จนกระทั่งมาถึงโผจริงที่เปิดข่าวออกมาเมื่อวันที่
15 พฤศจิกายน 2550
นี่แหละ
การข่าวเกี่ยวกับบัญชีสมณศักดิ์ในปีนี้ เหยี่ยวข่าวศาสนาชี้ว่า
"ออกมาช้ากว่าปกติ"
ทั้งนี้เพราะมีปัญหามาแต่ปีกลาย คือพอพิจารณาผ่านมหาเถรสมาคมเสร็จ
อีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐก็เจาะข่าวไปลง ที่สำคัญก็คือ
ก่อนหน้านั้นมีโผออกมาไม่รู้ว่าจริงหรือปลอม
บอกว่าองค์นั้นจะได้เป็นชั้นนั้นชั้นนี้
ทีนี้พอของจริงออกมากลับไม่เหมือนโผก่อน
สร้างความสับสนให้แก่ผู้มีชื่อติดโผ
ที่สำคัญก็คือเป็นการละลาบละล้วงพระราชอำนาจไปกลายๆ
ซึ่งโผเจ้าคุณนั้นก็เหมือนโผทหาร ถ้ายังไม่มีพระบรมราชโองการลงมา
ใครจะไปแอบอ้างไม่ได้ ปีกลายนั้น ทางสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติซึ่งถูกเพ่งเล็งจากมหาเถรสมาคมว่าเป็นต้นตอปล่อยข่าว
ต้องร้อนก้นออ& |