|
ปัญหาประเทศไทย ?
เขียนมาถึงลำดับที่ 80 แล้ว สำหรับมุมมองของพระมหานรินทร์ 80
ทัศนะ 80 มุมมอง และยังมีอีกหลายมุมที่ยังไม่ได้เขียน
บางเรื่องนึกอยากจะเขียน แต่ก็ต้องยั้งใจไว้ไม่เขียน
เพราะมีผลกระทบต่อผู้หลักมักใหญ่และสถาบัน ก็จำต้อง
"ปล่อย"
ให้ความคิดนั้น
"สลาย"
ไปกับสายลมและกาลเวลา ทั้งนี้เพราะอะไร โบราณกล่าวว่า
"ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย
แต่คนที่จะตายก็คือคนที่พูดความจริง"
จริงหรือไม่ ? ขอแฟนๆ ได้ช่วยกันวินิจฉัย
ในวันนี้จะพูดความจริงให้แฟนๆ ฟัง เกี่ยวกับประเทศไทย ซึ่งกำลังหมุนติ้วๆ
อยู่ในวังวนของการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นในทางการเมืองเรื่องของตัณหา
แต่หาได้มีผู้มีสติปัญญาสามารถที่จะอาจหาญชาญชัยประกาศนำประเทศไทยและประชาชนคนไทยไปสู่ความเป็น
"อารยะชน"
ดีก็แต่
"ลอกเลียนความคิดของเขาเอามามอมเมาคนไทยด้วยกัน"
แม้แต่พระราชดำริ
"เศรษฐกิจพอเพียง"
ก็เป็นแต่เพียงคำพร่ำเพ้อที่นักการเมืองดัดจริตพูดกันอย่างเสียไม่ได้
จุดประสงค์ก็เพื่อ
"เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์"
อย่างผิดๆ เพื่อให้คนเห็นว่า
"ตนเองก็เป็นผู้จงรักภักดีและเดินตามแนวทางพระราชดำริกับเขาคนหนึ่ง"
เท่านั้น ก็ตราหน้าได้ทุกคนแหละ ตั้งแต่หัวหน้าพรรคยันหางแถวเลย
ถามว่า
คนพวกนี้มีความเหมาะสมสำหรับเป็นนักการเมืองระดับชาติกับเขาไหม ?
ผู้เขียนก็ขอเฉลยเลยว่า
"ควรสิ"
แต่เป็นพวก
"ชาติชั่ว"
นะ ไม่ใช่ชาติดีหรือชาติเจริญ
นักการเมืองไทยน่ะเหรอ ถ้าไม่เล่นการเมืองเพื่อหาผลประโยชน์
ก็ต้องใช้การเมืองเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง
และสุดท้ายก็เพื่อชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล สามประการนี้เท่านั้น !
เหตุไฉนผู้เขียนจึงกล่าวเช่นนั้น ? คำตอบยังอยู่อีกยาวไกล
ขอสาวกหรือสมาชิกนักการเมืองทั้งหลายจงฟังให้ดี
ก็ต้องเริ่มกันที่คำถามว่า
อะไรหรือคือปัญหาของประเทศไทยในวันนี้ ?
ถ้าถามนักการเมืองฝ่ายค้าน
ฝ่ายค้านก็จะบอกว่า
"ทักษิณคือปัญหาของประเทศไทย"
ในขณะที่พรรคไทยรักไทยก็จะบอกว่า
"ฝ่ายแค้นพวกพันธมิตร
นั่นแหละคือปัญหา"
ทั้งๆ ที่มันมิใช่เลย
!
ถามด้วยว่า คนอย่าง
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ก็ดี
นายสนธิ ลิ้มทองกุล
ก็ดี พล.ต.จำลอง
ศรีเมือง ก็ดี
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ก็ดี พวกนี้จะเป็นปัญหาสำหรับประเทศไทยได้อย่างไร
ถ้าคนไทยสามารถยืนหยัดอยู่ด้วยลำแข้งของตนเองทั้งทางด้านการศึกษา เศรษฐกิจ
และจริยธรรม ไม่ต้องอาศัยการขายเสียง การขายหวย
หรือแม้แต่นโยบายเอื้ออาทรต่างๆ
เพื่อเป็นโอกาสในการทำมาหากินหรือแม้แต่พึ่งพาในเวลาเจ็บไข้ได้ป่วยจากรัฐบาลไทย
พวกนี้ก็ไม่มีความหมายมากไปกว่า
"คนอาสาทำงานการเมืองเพื่อรับใช้ประชาชน"
เท่านั้นเอง จะไม่มีความหยิ่งผยองพองขนอวดตนว่า
"ที่ประเทศไทยมาถึงทุกวันนี้ได้ เพราะผม ผม และผม.."
ทักษิณ ชินวัตร
ก็แค่มนุษย์คนหนึ่ง ไม่ใช่เทวดา
อย่าไปเชื่อน้ำยาแกเลยว่าจะเสกประเทศไทยให้เป็นโน้นเป็นนี้ได้
ใครขืนเชื่อก็ขอเตือนว่า
ระวังจะเสียทั้งน้ำตาทั้งหัวใจนะ จะบอกให้
คนอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน
!
รัฐธรรมนูญก็เช่นกัน มันเป็นแค่
"กฎหมาย"
ที่คนไทยช่วยกันสร้างมันขึ้นมา เหมือนรถคันหนึ่ง
มีวัตถุประสงค์เพื่อพาคนไทยไปสู่จุดหมายหนึ่ง ซึ่งถ้าเกิดปัญหาก็ต้องซ่อม
ซ่อมไม่ได้ก็ต้องแก้ไขใหม่ทั้งฉบับ หรือไม่ก็โละทิ้ง
เปลี่ยนรถเปลี่ยนเรือกันใหม่ ไม่เห็นจะต้องเอาเป็นเอาตายกับคำว่า
"รัฐธรรมนูญนั้นแตะต้องไม่ได้"
เพียงแต่เราจะต้องมีวิธีการแตะต้องที่ถูกต้องชอบธรรมและเหมาะสม สมเหตุสมผล
เท่านั้น
โปรดจำไว้เถิดว่า
"สิ่งใดที่แตะต้องไม่ได้ สิ่งนั้นต้องเป็นของต้องห้าม มีอันตราย"
ไม่งั้นจะห้ามไปทำไม
ดูตัวอย่างยาพิษสิ ?
แม้แต่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เคยตรัสว่า
"ทำไมไปเขียนว่าพระมหากษัตริย์วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้"
และพระองค์ยังตรัสด้วยว่า
"ใครที่เขียนแบบนี้ก็เท่ากับทำความเดือดร้อนให้พระองค์"
นั่นละคือประชาธิปไตยตัวจริงที่คนไทยควรเรียนรู้
ในอดีตเราก็เคยแก้ไขรัฐธรรมนูญกันมาถึง 16 ฉบับ
และขณะนี้ก็กำลังโหมโรงประกาศสัตยาบัน
"แก้ไขรัฐธรรมนูญ"
กันอีกครั้ง เพื่อให้ได้คะแนนเสียงเข้ามาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ
แต่ประชาชนคนไทยเคยสงสัยกันบ้างหรือไม่ว่า ทั้ง นายอานันท์ ปันยารชุน
พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายบรรหาร ศิลปอาชา นายชวน หลีกภัย และ พ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร
ก็ล้วนแต่เคยบริหารบ้านเมืองในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีผ่านมาแล้วทั้งสิ้น
ยิ่งทำไปก็ยิ่งทำให้ประเทศไทยเข้าใกล้หายนะ เป็นแต่หนี้แต่สิน
ประชาชนคนไทยยังยากจนซ้ำๆ ซากๆ
แถมยังปัจจุบันวันนี้คนเหล่านี้ยังไม่หนีไปไหน
ยังทำตัวเป็นสัมภเวสีในทางการเมือง คือไม่ยอมเกษียนตัวเองออกไปซักที
หนำซ้ำยังมีหน้าขออาสา
"กลับมาบริหารประเทศไทย"
กันอีกสักครั้ง
ครั้งเดียวยังฉิบหายไม่พออีกเหรอโยม ?
คำถามต่อไปว่า นักการเมืองชนิดไหนที่คนไทยควรจะได้
?
ในที่นี้จะไม่ขอใช้คำว่า
"ที่คนไทยอยากได้"
เพราะความอยากกับความเป็นจริงที่ควรเป็นไปนั้นมันไปด้วยกันไม่ได้
เพราะถ้าเราเอาความต้องการของประชาชนมาเป็นประมาณในการตัดสินใจในทางการเมืองแล้ว
มันก็ล้มเหลวเหมือนที่กำลังเป็นอยู่ เพราะ..
คนไทยต้องการนักการเมืองผู้มาช่วยเหลือเกื้อกูลตั้งแต่เกิดจนตาย
ไม่ว่างานวัดงานราษฎร์ กฐิน ผ้าป่า สร้างวัดวาอาราม หรือแม้กระทั่งงานศพ
ก็ต้องการให้ ส.ส. ถือซองขาวมาช่วยเหลือ โดยมิได้เฉลียวใจเลยว่า
"เงินในซองนั้นท่านได้แต่ใดมา"
แต่คนไทยเขาคิดว่า
"อย่าไปสนใจที่ไปที่มาเลย
ขอเพียงให้เงินมาถึงมือเราก่อนเป็นใช้ได้"
แต่...แต่ในทางนโยบายที่ควรบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญก็คือ
นโยบายหรือการกระทำของรัฐอันใดที่จะเป็นไปเพื่อความฟุ้งเฟ้อ ความฟุ่มเฟือย
ส่งเสริมให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การศึกษา
และศาสนา ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว นโยบายนั้นห้ามใช้ !
ใครฝืนใช้ต้องโทษถึงขั้นประหารชีวิต !
มันต้องเขียนรัฐธรรมนูญ กำหนดพฤติกรรมของนักการเมืองหรือรัฐบาลกันอย่างนี้
จะได้ไม่นำพาประเทศไทยไปสู่หายนะ
นักการเมืองเช่นนี้สิ
ที่เราควรมีไว้ในรัฐสภาไทยอันทรงเกียรติ
เพราะรัฐสภาไทยไม่ใช่สวนสัตว์ดุสิตที่มีแต่กรงของเสือ สิงห์ กระทิง และแร่ด
!
ยกตัวอย่าง นโยบายหวยบนดิน หวยนั้นเราแก้กันไม่ตกหรอก
เพราะว่ามันเล่นกันมานาน รัฐบาลซึ่งน่าจะมีนโยบายชักนำให้คนไทย
"ลด ละ
เลิก"
เล่นหวย ช่วยกันประหยัดอดออม รู้จักทำมาหากิน
ไม่ต้องพึ่งโชคชาตาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่นี่กลับไม่ทำอย่างนั้น
รัฐบาลคุณทักษิณกลับพลิกแพลงการมอมเมาประชาชนเสียใหม่ ให้หวยเป็นสวรรคมุข
ไม่ใช่อบายมุข คือการยกหวยใต้ดินอันผิดกฎหมายให้เป็นหวยบนดินอย่างถูกกฎหมาย
แถมยังยกย่องใหญ่โตว่า
"เห็นไหม
เงินที่ได้มาจากการเล่นหวยของพ่อแม่พี่น้องจนฉิบหายกันทั้งชาตินั้น
รัฐบาลเราได้นำไปใช้เป็นทุนการศึกษาเอื้ออาทร ดังนั้น
จึงขอเชิญชวนให้เล่นหวยกันให้มาก ถึงแม้พี่น้องประชาชนจะฉิบหายเพราะเล่นหวย
ก็ยังดีที่เงินนั้นสามารถนำไปใช้สนับสนุนการศึกษาของเยาวชนได้"
ว่าแล้วก็สั่งเพิ่มเติมรางวัลและเพิ่มจำนวนการพิมพ์เป็น 65 ล้านฉบับ ทั้งๆ
ที่ทั้งประเทศมีคนไทยแค่ 63 ล้านคน
!
ถามว่านโยบาย
"เอาบาปเป็นทุน
เอาบุญเป็นกำไร"
เช่นนี้ ถูกต้อง ถูกธรรม ตามหลักนิติธรรมหรือไม่ ? มันก็แค่กโลบาย
"ใช้การศึกษามาฟอกเงินดำให้ขาวสะอาด"
เท่านั้น เท่านั้นเอง ตาถั่วไปได้
นี่แหละหลักฐานที่ยืนยันว่า
รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ได้เปิดบ่อนผ่านยี่ปั๊วทั่วประเทศ ขายหวยบนดิน
เป็นการโกงหรือเอาเปรียบประชาชนคนไทยทั้งประเทศ !
ผิดทั้งศีลผิดทั้งธรรม !
ทำไมศาลรัฐธรรมนูญถึงไม่วินิจฉัยว่ารัฐบาลไทยทำถูกหรือผิดอย่างไร ?
ปล่อยให้รัฐบาลไทยออกนโยบายอัปยศนี้มาบริหารประเทศได้อย่างไร
?
นั่นเป็นเพียงตัวอย่างขั้นแรก
ต่อไปรัฐบาลไทยก็จะตั้ง
"Casino"
โดยอาจจะมีสโลแกนล่อใจคนไทยทั้งชาติอีกว่า
"ที่เปิดให้เล่นคาสิโน่กันได้เนี่ย
อย่าได้คิดว่าเงินทองนั้นเป็นของสกปรกนะ
เพราะเราจะนำเงินส่วนใหญ่ไปใช้ในทุนการศึกษา
หรือบางทีอาจจะนำไปถวายพระเพื่อสร้างวัดด้วยก็ได้"
แล้วไง ??????
นี่ไงคือคำถามต่อนโยบายของรัฐบาลไทยแทบทุกพรรค ทุกคน ไม่ว่าจะจบนอกจบใน
เป็นนายพันนายพลหรือเป็นด๊อกเตอร์
ไม่รู้ว่าพวกนี้มันมีวิสัยทัศน์ในการบริหารประเทศไทยกันอย่างไร
จะนำพาประเทศชาติไปทางไหน และทำไมมันจึงสาละวันเตี้ยลงๆ จนเวียตนามซึ่งบอบช้ำเพราะสงครามมานานกว่า
30 ปี ก็กำลังจะแซงหน้า เหมือนเต่าคลานช้าๆ แต่ชนะกระต่ายจอมเหลวไหลได้
!
ตัวอย่างใกล้ตัว คดีที่มีการลวนลามแอร์โฮสเตสบนเครื่องบินการบินไทย
จนถึงฟ้องโรงฟ้องศาลเป็นคดีอาญาจนฮือฮาไปทั่วประเทศนั้น หลายคนอ่านข่าวแล้ว
"ติดใจ"
เฉพาะความเหิมเกริมของฝ่ายจำเลยที่พอเมาแล้วก็หน้ามืด
ไม่ให้เกียรติแก่สตรีเพศซึ่งเป็นพนักงานของการบินไทย
แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราควรมองให้ลึกไปกว่านั้นว่า
อะไรคือสาเหตุให้จำเลยหน้ามืดถึงกับห้ามใจไม่อยู่ ใช้มือลวนลามแอร์โฮสเตส
(สมมุติว่าถ้าเรื่องนี้เป็นจริง) เรื่องนี้ก็ต้องเล่าด้วยประสบการณ์
ในทุกไฟรท์การบินไทยนั้น
เวลาเราขึ้นนั่งบนเครื่อง
เมื่อเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ทักทายผู้โดยสารแล้ว ก็จะมีข้อความปิดท้ายว่า
"เที่ยวบินนี้เป็นเที่ยวบินงดสูบบุหรี่"
คือห้ามสูบบุหรี่ ไม่ว่ากรณีใดๆ แต่ถ้าขี่ไปเรื่อยๆ
จนถึงเวลาเสิร์ฟน้ำเสิร์ฟข้าว เราก็จะได้เห็นแอร์โฮสเตสนำเอาเหล้า เบียร์
ไวน์ มาเสิร์ฟให้แก่แขกได้ดื่มกันฟรีๆ
ตรงนี้แหละที่เป็นชนวนให้เกิดเรื่องราวลามปามดังเป็นข่าว
ซึ่งก็ต้องกล่าวด้วยว่า
"แฮร์โอสเตสนั่นแหละที่เป็นตัวการทำผู้โดยสารเขาเมาจนถึงเสียสติเข้าลวนลามตัวเอง"
แต่เธอเหล่านั้นรู้ตัวหรือไม่เล่า ว่าได้ทำอะไรลงไป ?
ถามว่า
ถ้าไม่มีการเสิร์ฟสุรายาเมาบนเครื่องแบบไม่อั้นแล้ว
จะมีคนเมาและลวนลามแอร์โฮสเตสไหม ?
ก็เพราะผู้บริหารการบินไทยมัน
"โง่เง่าบัดซบ"
อย่างนี้นี่เองไงล่ะ
มันถึงกลายเป็นตราบาปไปถึงแอร์โฮสเตสซึ่งเป็นเด็กๆ
ซึ่งเป็นลูกหลานญาติพี่น้องของเรา เล่าเรียนจบมาก็อยากได้งานดี เงินดี
อยากเป็นนางฟ้า แต่กลับต้องมาประทับรอยบาปไปกับสิ่งที่ไม่อยากทำ
เชื่อแน่ว่า แฮร์โฮสเตสทั้งหลายคงไม่อยากเสิร์ฟเหล้า เบียร์ ไวน์
ให้แก่แขกบนเครื่องแน่ นอกจากอาหาร น้ำดื่ม และยารักษาโรค
ที่จำเป็นต่อสุขภาพร่างกายเท่านั้น ซึ่งเราต้องถามด้วยว่า
นโยบายของการบินไทยที่ให้มีการเสิร์ฟแอลกอฮอลบนเครื่องนั้นเป็นนโยบายอะไร
? ถ้าไม่ใช่นโยบาย
"หาเงินเข้าบริษัทอย่างผิดศีลผิดธรรม"
เหมือนๆ กับนโยบายขายหวยบนดินของรัฐบาลทักษิณนั่นแหละ
การบินไทยก็ไม่ต่างไปจากบาร์แถวๆ
พัฒน์พงษ์เท่าใดนักหรอก จะบอกให้ !
คำอ้างของพวกนี้ที่ต้องมีแน่ๆ ก็คือ
"พวกพระจะรู้อะไร
อยู่ก็แต่ในกำแพงวัด ท่องศีลท่องธรรมไปงูๆ ปลาๆ
ไม่รู้ว่าโลกนี้มันต้องแข่งขันกัน
สายการบินไหนเขาก็เสิร์ฟกันทั้งนั้นแหละเหล้าเบียร์
ถ้าเราไม่บริการก็จะเสียลูกค้า ฯลฯ"
เมื่อผู้บริหารมันคิดบัดซบกันอย่างนี้
มันก็ต้องมีคดีความเช่นนี้ต่อไปไม่สิ้นสุดแหละ
ไม่มีทางสิ้นสุดหรอกเรื่องพรรค์นี้
แต่พวกนี้มันจะไปอนาทรร้อนใจอะไร
เพราะตัวเองก็ไม่ได้ทำงานบนเครื่องซักหน่อย โน่นแน่ะ
นั่งบัญชาการอยู่ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ
ใครจะเป็นอะไรนั้นมันไม่สะเทือนสามัญสำนึกพวกนี้หรอก
ก็ดูสิ
ตะทีบุหรี่นั้นห้ามสูบ กลัวคนเป็นมะเร็ง ทั้งๆ ที่มันแก้ไขได้ง่ายๆ
แค่จัดห้องสูบบุหรี่ไว้ให้เป็นสัดส่วน
และบังคับว่าถ้าใครจะสูบก็ต้องเข้าไปสูบในห้องนั้น และต้องล้างปากล้างคอ
ฯลฯ ก่อนจะออกมานั่งในที่นั่งของผู้โดยสาร นี่สมมุตินะ
ว่าถ้าจะจัดการบริหารในเรื่องสูบบุหรี่นี้
ทั้งนี้เพื่อจะเปรียบเทียบให้เห็นว่า ระหว่าง
"สูบบุหรี่" กับ
"กินเหล้า"
อันไหนมันอันตรายกว่ากัน
คนสูบบุหรี่นั้นอย่างมากก็ปากเหม็น ถ้ารู้จักควบคุมมันก็ไม่มีปัญหา
ถ้าจะเป็นมะเร็งก็เป็นเรื่องส่วนตัว อยากตายก็สูบไปสิ
แต่สำหรับคนกินเหล้านั้นมันควบคุมตัวเองไม่ได้ เมาแล้วสันดานเปลี่ยนทุกราย
จากคนดีๆ ก็กลายเป็นหมา แถมยังไม่รู้ตัวอีกว่าตอนเมานั้นไปพูดชั่ว ทำชั่ว
อะไรมาบ้าง พอเขาฟ้องก็บอกว่า
"ไม่ได้ทำ จำไม่ได้"
ระยำทั้งตัวเองและทำระยำกับคนอื่นด้วย ขาดสติสัมปชัญญะก็ไม่ต่างไปจากคนบ้า
สายการบินไหนให้มีการเสิร์ฟเหล้าเบียร์ได้
ก็แสดงว่าสายการบินนั้นส่งเสริมให้คนเป็นบ้า
!
เพราะผู้บริหารมันบ้าเงิน !
ผู้เขียนกล้าท้าเลยว่า ถ้าเรากล้าประกาศว่า
"เที่ยวบินนี้เป็นเที่ยวบินไม่สูบบุหรี่ และไม่มีการเสิร์ฟแอลกอฮอล"
รับรองว่าเราจะได้ผู้โดยสารดีมีคุณภาพล้นเครื่องแน่นอน เพราะใครๆ
ก็อยากใช้บริหารสายการบินที่ดีและปลอดภัย
ไม่ใช่สายการบินจัญไรที่ล่อเสือล่อตะเข้สารพัดเพื่อเงิน เงิน และเงิน
!
นโยบายอันโง่บัดซบสองตัวอย่างนี้แหละที่ยกมาให้ดูให้รู้ว่า
ทำไมประเทศไทยมันฉิบหายวายป่วง แก้ปัญหาไม่ตก ต้องล้าหลังกว่าเวียตนาม
และต่อไปอาจจะสู้เขมรไม่ได้ เพราะคุณฮุนเซนนายกรัฐมนตรีของเขมรนั้นเขามีกึ๋นกว่านายกไทย
เมื่อสหรัฐอเมริกายกทัพไปรุกรานประเทศอิรักด้วยปัญหาส่วนตัว
แต่ตอนหลังกลับขอให้สหประชาชาติส่งทหารเข้าไปรักษาการช่วย ท้าวฮุนเซนก็ประกาศว่า
"อยู่ในคัมบูเดียทุกวันนี้ก็ลำบากจะแย่อยู่แล้ว
จะให้เรายกทหารไปช่วยชาติอื่นนั้นทำไม่ได้"
เมื่อมีการเล่นชู้สู่ผัวเมียกันมากจนเป็นแฟชั่น (ไม่ใช่วัฒนธรรม) ฮุนเซนก็เข็นกฎหมาย
"ห้ามเล่นชู้"
ออกมาลงโทษทั้งบุรุษทั้งสตรี บังคับให้มีผัวเดียวเมียเดียว
หรือถ้าอยากจะแต่งงานใหม่ก็ให้
"หย่าคนเก่า"
เขาไปก่อนอย่างถูกต้อง
พูดก็พูดเถอะ ข่าวคราวที่เข้าหูขนาดว่าอยู่ในวัดนั้น
สถาบันครอบครัวของคนไทยล้มละลายไปกว่า 90 เปอร์เซ็นต์แล้ว
ก็เรื่องหลายผัวหลายเมียนี่แหละ เรื่องเด็กติดเกมน่ะยังจิ๊บจ๊อยเมื่อเทียบกับเรื่องผู้ใหญ่ไร้ศีลธรรม
เพราะมันจะเป็นพาหะตัวนำเชื้อโรคแพร่ไปสู่ลูกและหลาน
เมื่อมีนายทุนจะลงทุนจัดประกวดขาอ่อนของลูกๆ หลานๆ ฮุนเซนก็ประกาศว่า
"อย่าเพิ่งจัดเลย
ขอให้เอาเงินมาช่วยกันทำไร่ไถนาเอาข้าวปลามากินให้ท้องอิ่มและให้ลืมตาอ้าปากได้ก่อนเถิด
หรือถ้าคิดจะอวดชาวโลกแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเอาลูกหลานของเราไปลอกแข้งลอกขา
นุ่งน้อยห่มน้อยโชว์กางเกงในให้เขาเห็นเหมือนเป็นกะหรี่
ถ้าจะให้ดีก็เอานครวัดนครธมไปโชว์เขาดีกว่า"
ฟังดูแล้วยังนึกในใจ ทำไมนักการเมืองไทยไม่มีหัวคิดเหมือนฮุนเซนเขาเลยแม้กระผีก
หรือว่าถ้าจบสูงๆ จากยุโรปและสหรัฐอเมริกามาแล้ว มันคิดสิ่งดีๆ พวกนี้ไม่เป็น
!
ลองอ่านข่าวดาราหน้าบันเทิงดูบ้างสิ
ลูกชายอภิมหาเศรษฐีนักการเมืองระดับหัวหน้าพรรคใหญ่ วันๆ มีแต่ข่าว
"เปลี่ยนคู่ครองคู่ควง
เที่ยวผับเที่ยวบาร์ เฮฮาปาร์ตี้"
ไม่มีเลยกับข่าวคุณงามความดีที่ควรเชิดชูเป็นตัวอย่างที่ดีแก่สังคมยุวชน-เยาวชนรอบข้าง
ทั้งๆ ที่พ่อก็เคยเอาไปบวชดัดสันดานมาก่อนตั้งหลายวัน
มันน่าชื่นใจในตัวทายาทของนักการเมืองซึ่งเป็นผู้นำของเราเหลือเกิน
พระอุปัชฌาย์อาจารย์ได้อ่านข่าวก็คงจะเศร้าใจและปลงตกว่า
"ตามเวรตามกรรมเถิด"
หมายเหตุ
:
นี่เขียนด่ามึงในฐานะทิดเก่านะ ว่าบวชเสียผ้าเหลืองเปลืองข้าวสุก
ดาราหน้าใหม่ อายุ 15 หยกๆ 16 หย่อนๆ
เข้าฉากเข้ากล้องแสดงหนังได้เรื่องสองเรื่อง นักข่าวก็เอาไมค์ไปจ่อปากสัมภาษณ์ว่า
"มีแฟนหรือยัง"
พูดกันแต่เรื่องบัดสีบัดเถลิง และเราก็นับถือกันว่าเป็น
"ดารา"
บางคนยังหน้าด้านพูดว่า
"ถ้าหนูไม่ถ่ายโป๊
คนอื่นเขาก็จะถ่าย เดี๋ยวนี้ใครๆ เขาก็ทำ"
เอ้อ คุณแม่สอนไว้หรือหนู ?
ก็พวกนี้แหละที่นำพาประเทศชาติล่มจมจนติดดินเช่นที่เห็น
วันก่อน ไปประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา สมัยวิสามัญ ที่วัดพรหมคุณาราม
รัฐอริโซน่า ท่านกงศุลใหญ่นครลอส แองเจลิส ได้ขึ้นมากล่าวนโยบายของสถานกงศุลใหญ่ว่า
"เป้าหมายสำคัญในการทำงานของกงศุลใหญ่มี
2 เป้า คือ 1.โปรโมทอาหารไทยตามนโยบายยกครัวไทยให้เป็นครัวของโลก และ 2.โปรโมทการท่องเที่ยวไทยให้คนไปเมืองไทยมากที่สุด
เพื่อนำเงินเข้าประเทศ"
ผู้เขียนได้ฟังแล้วก็พะอืดพะอมขมใจ ไม่รู้จะตอบท่านกงศุลใหญ่ยังไง
เพราะท่านก็เป็นเพียง
"หมากบนกระดานให้เขาเดิน"
เท่านั้น เมื่อเจ้านายในรัฐบาลเขาสั่ง ท่านก็จำต้องทำ โดยไม่มีสิทธิ์เถียง
ทั้งๆ ที่อาจจะไม่เห็นด้วยก็ได้
ข่าว นายจอห์น
มาร์ คาร์
ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาฆ่านางงามเด็กชาวโคโลราโด้เมื่อหลายปีก่อน
แล้วหลบหนีไปกบดานเป็นครูสอนภาษาที่ประเทศไทยก็ดี ข่าวแก็งต่างๆ
ซึ่งพวกกุ๊ยหัวแดงพวกฝรั่งขี้นกไปตั้งซ่องสุมอยู่ตั้งแต่ถนนข้าวสารบางลำพูไปยันพัทยาถึงกระบี่เพื่อร่วมงานปาร์ตี้ยาบ้ายาอีและฟรีเซ็กส์ก็ดี
พวกนี้นะหรือคือสิ่งที่นำเงินตราเข้าประเทศไทย ที่รัฐบาลไทยกระหายนัก
!
"ไทยแลนด์เรอะ
ไอจะไปฉี่รดที่ไหน เวลาใดก็ได้"
เป็นคำอุบาทว์ที่ออกจากปากฝรั่งระดับสถุนคนแล้วคนเล่า
เปรียบเทียบประเทศไทยอันเป็นดินแดนแห่งผ้ากาสาวพัสตร์ว่าเป็น
"เหมือนส้วมที่มันอยากจะไปอึใส่เมื่อไหร่ก็ได้"
คนไทยได้ยินแล้วคิดอย่างไรบ้าง ? สะใจไหมเอ่ย
!
เพราะสิทธิทางการทูตนั้น
ชาวอเมริกันสามารถเดินทางเข้าประเทศไทยและพักอาศัยอยู่ได้เป็นเวลา 30 วัน
โดยไม่ต้องใช้หรือขอวีซ่า แต่ทว่า
คนไทยแต่ละคนที่จะเดินทางเข้ามาสหรัฐอเมริกาไม่ว่าจะถือพาสปอร์ตประเภทใด
ต้องผ่านการสกรีนของอิมมิเกรชั่นอเมริกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
"ต้องเป็นคนดี ประวัติดี
มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง มีเงินสำหรับใช้จ่ายอย่างพอเพียง
มีพักพาอาศัยชัดเจน และถ้าเป็นไปได้ก็ต้องมีคนรับรอง"
คนไทยบางคนนั้นมีเงินเป็นล้านๆ ก็ยังขอวีซ่าเข้าอเมริกาไม่ได้
แต่สำหรับคนอเมริกันนั่นหรือ เลวระยำตำบอนยังไงรัฐบาลไทยไม่เคยสน
สนเพียงแต่เงิน
! เงินดอลล่าร์
เพราะว่าเงินคือพระเจ้า
พวกมันเข้าเมืองไทยเหมือนไปส้วม !
นี่ไง
สิทธิทางการทูตที่เราด้อยกว่าเขา เราเป็นประเทศอันดับที่เท่าไหร่ในเวทีโลก
อย่าว่าแต่อเมริกาเลย แม้แต่ประเทศพม่าคนไทยยังเข้ายากเย็นแสนเข็น ทั้งๆ
ที่ประเทศไทยเรานั้นเจริญกว่า แต่ชาวพม่าเอย เขมรเอย ลาวเอย
กลับเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด เพราะอะไรถ้าไม่ใช่ความโง่ ความไร้วิสัยทัศน์
และเห็นแก่ตัว ของนักการเมือง
ผู้อาสาทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติประชาชนคนไทย !
คุณกษิต ภิรมย์
อดีตเอกอัครราชทูตไทย
ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี เคยเขียนจดหมายไปรายงานเจ้านาย
คือปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เรื่องพระธรรมทูตไทย ไว้หลายประเด็นนัก
โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า
"พระไทยมาอเมริกาเพื่อหวังใช้สถานะพระธรรมทูตบังหน้าหากรีนคาร์ด"
นั้น วันนี้คุณอาสาลงสมัครรับเลือกตั้งในบัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์
ถ้าคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี คุณกษิตก็คงจะได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
เพราะชำนาญทางนี้
ถ้าไม่อยากให้มีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นอีก
ก็ขอให้คุณได้เจรจายกระดับสถานะทางการทูตระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาให้เท่าเทียมกัน
เมื่ออเมริกันสามารถเข้าเมืองไทยได้ฟรี 30 วัน
เราก็ต้องเข้าประเทศเขาได้ฟรี 30 วัน เช่นกัน
และเพื่อป้องกันมิให้คนไทยมาเป็นโรบินฮู้ดหากินอย่างผิดกฎหมายในบ้านเขา
ให้เป็นที่ขายขี้หน้าเอกอัครราชทูตไทย ก็ขอให้
"บริหารประเทศไทยให้ประชาชนคนไทยร่ำรวย อยู่ดีกินดี"
จะได้ไม่ต้องระหกระเหินเดินทางไปหากินต่างถิ่นแดนไกลเหมือนไปตายเอาดาบหน้า
เพราะผู้เขียนเชื่อว่า
"ไม่ว่าใครก็ต้องรักบ้านเกิดเมืองนอนกันทั้งนั้น
ไม่มีใครอยากไปอยู่หรอกเมืองนอกเมืองนา นอกเสียจากว่ามันจำเป็นต้องไปเท่านั้น"
ถ้าท่านทำได้
ผู้เขียนก็ขอสัญญาว่า
จะเขียนขอขมาท่านทางคอลัมน์นี้อีก 3 รอบ
แต่ถ้าทำไม่ได้ก็
"อย่าพูดดีกว่า"
มันกินใจกันเปล่าๆ
สรุปประเด็นในการประชุมที่ฟีนิกซ์ก็คือว่า
เราไม่มีการบริหารการท่องเที่ยวในด้านคุณภาพ แต่เรามุ่งปริมาณ
โดยไม่สนใจว่าเงินนั้นมาจากไหน ไม่ต่างไปจากเรื่องหวยและเหล้าบนเครื่องบิน
หายนะมันอยู่ตรงนี้ไงประเทศไทยวันนี้
!
ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์ คือปีก่อนนั้น
พระที่วัดมีโยมนิมนต์ให้เดินทางไปในงานบุญที่ประเทศสวีเดน
ซึ่งเราต้องไปขอวีซ่าสถานกงศุลที่แอลเอ ผู้เขียนก็ไปส่งพระรูปนั้น พอไปแล้ว
เขาก็ให้แบบฟอร์มมา และมีข้อกำหนดว่า ต้อง
1. มีใบประกันสุขภาพจากแพŨ |