|
เมื่อเกิด "กรณีธรรมกาย"
ขึ้นมาในปี พ.ศ.2542 นั้น มีพระนักปราชญ์ในบวรพระพุทธศาสนารูปหนึ่ง
ได้เขียนหนังสือชี้แจงแสดงเหตุผลถึงความไม่ชอบมาพากลของลัทธิดังกล่าว คือ
พระเดชพระคุณพระธรรมปิฎก (สมณศักดิ์ขณะนั้น ปัจจุบันท่านเป็นพระพรหมคุณาภรณ์)
วัดญาณเวศกวัน อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม (เคยเป็นเจ้าอาวาสวัดพระพิเรนทร์
กรุงเทพฯ) ท่านได้เขียนเป็นหัวข้อไว้ว่า
"ไม่ควรยอมเสียพระศาสนาเพื่อรักษาตัวเอง"
ความหมายแห่งข้อความดังกล่าวก็คือ
"เมื่อเกิดปัญหาขึ้นกับตัวเอง ก็ควรแสวงหาทางแก้ปัญหานั้นด้วยตัวเอง
มิใช่ดึงเอาสถาบันหรือองค์กรเข้ามาเป็นเกราะป้องกันตนเอง
จนกระทั่งสถาบันหรือองค์กรนั้นต้องพังไปด้วย"
ซึ่งถ้าหากว่าใครทำเช่นนี้ก็หมายถึงว่าเป็นคนเห็นแก่ตัวสุดๆ
เพราะเวลาจะหากินหาแดกอย่างผิดธรรมผิดวินัยนั้น พวกนี้ก็อ้าง
"รู้ได้ด้วยตนเอง"
แต่พอเกิดเรื่องราวเสียหายขึ้นมาเพราะตนเองกระทำแล้ว กลับอ้างว่า
"ถ้าตนเองเป็นอะไรไป
พระพุทธศาสนาจะเสียหาย"
ทั้งๆ ที่พระพุทธศาสนาเป็นสถาบันเหมือนพระประธานในโบสถ์
ไม่เคยรู้สึกรู้สาอะไรกับคนจัญไรประเภทนี้เลย
แต่ก็ถูกอ้างเอาไปทำกำไรและเป็นที่พึ่งพิงในยามยากของคนพวกนี้
นั่นเป็นหลักการใหญ่ที่พระนักปราชญ์ไทยท่านนี้ได้ชี้แสงสว่างทางปลายอุโมงค์ให้แก่พุทธศาสนิกชนคนไทย
นับว่าเป็นทัศนะที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง
เป็นประวัติศาสตร์แห่งภูมิปัญญาของคณะสงฆ์ไทยที่เคยมีการบวชเรียนมาตั้งแต่สมัยก่อนกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี
พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) รูปนี้แหละ คือเพชรน้ำเอก
สุดยอดแห่งพระสงฆ์ไทยใน 25 พุทธศตวรรษ
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ก่อนปรินิพพานว่า ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
ของพระองค์ ยังไม่เฉียบแหลม ไม่ได้รับการแนะนำ ไม่แกล้วกล้า ไม่เป็นพหูสูตร
ไม่ทรงธรรม ไม่ปฏิบัติธรรมตามสมควรแก่ธรรม ไม่ปฏิบัติชอบ ไม่ประพฤติตามธรรม
เรียนกับอาจารย์ของตนแล้วยังบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก
กระทำให้ง่ายไม่ได้ ยังแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ขมขี่ปรับปวาทที่บังเกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยธรรมไม่ได้
ตราบใด พระองค์ก็ไม่สามารถจะปรินิพพานได้ ตราบนั้น
คำว่า
"แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ขมขี่ปรับปวาทที่บังเกิดขึ้น"
ก็คือ
กำจัดมิจฉาทิฐิที่เกิดขึ้นเพราะพระภิกษุสามเณรภายในบวรพระพุทธศาสนานั่นเอง
การออก
"เอกสารเพื่อพระธรรมวินัย"
ในกรณีสันติอโศกและกรณีธรรมกาย
ของพระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) จึงเป็นการประกาศซึ่ง
"ความสามารถในการแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ขมขี่ปรับปวาทที่บังเกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยธรรม"
ตามที่พระพุทธองค์ทรงมุ่งหวังในการเผยแพร่พระธรรมคำสอนก่อนจะเสด็จปรินิพพาน
ถ้ากล่าวแบบไทยๆ ก็คงจะได้ความหมายว่า
"ตายตาหลับ"
เพราะหมดห่วงแล้ว
ความยิ่งใหญ่ของพระพรหมคุณาภรณ์ในจุดนี้ นักปราชญ์ราชบัณฑิต
"มองเห็นด้วยความอัศจรรย์ใจ"
แต่คนโง่ คนพาล ผู้หูหนวกตาบอดทั้งหลายกลับ
"มองไม่เห็น"
ทั้งยังบำเพ็ญตนเองเป็น
"หมาเห่า"
อย่างน่าเศร้าใจ
เรายังไม่รู้เลยว่า ในอีกกี่ร้อยกี่พันปีข้างหน้า
จึงจะสามารถหาพระนักปราชญ์ระดับนี้ได้อีกซักรูปหนึ่งองค์หนึ่ง !
มันหายากยิ่งกว่าเพชรกว่าพลอย
แม้ว่าปัจจุบัน พันธุวิศกรรมศาสตร์หรือการโคลนนิ่งสิ่งมีชีวิตจะทำสำเร็จแล้ว
แต่เขายังไม่สามารถจะโคลนนิ่งความเป็น
"อัจฉริยะ"
ทั้งภาค "การศึกษา"
และ
"คุณธรรม"
เช่นของพระพรหมคุณาภรณ์ออกมาได้
ผู้รู้นั้นมีและมีมากมายด้วย แต่ผู้
"ทั้งรู้ทั้งกล้า"
เช่นพระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) รูปนี้ หามีไม่
ส่วนใหญ่เห็นมีก็แต่
"ผู้ทั้งรู้ทั้งกลัว"
อยู่เต็มเมืองไทย
ก็ลองมองดูทั่วเมืองไทยสิ ก่อนวันที่ 5 ธันวาคม ทุกศก ซึ่งจะเป็นวัน
"ทรงเลื่อนสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ไทย"
นั้น จะมีกิจกรรมอย่างหนึ่งซึ่งชาวบ้านมองไม่เห็น
คือการวิ่งเต้นเพื่อหายศถาบรรดาศักดิ์ เขียนรายงานโกหกยกเมฆเป็นเรื่องๆ
เพื่อขอเข้ารับพระราชทานยศและตำแหน่งจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
อวดอ้างว่าตัวเอง
"เก่งอย่างโน้น เก่งอย่างนี้ มีความดีความชอบเช่นนี้ๆ"
แต่เมื่อเกิดกรณีธรรมกายขึ้นมา
ปรากฏว่าพระสงฆ์ไทยผู้เก่งกล้าสามารถทั้งหลาย
ไล่ตั้งแต่สมเด็จพระราชาคณะลงมาเลย ต่างรีบปิดกุฏิ
"เข้าฌาน"
กันเงียบกริบ
กลัวคนสาวไส้ว่าไปกินไปฉันที่วัดพระธรรมกายมาแล้วกี่คาบกี่มื้อ
!
หรือบางองค์ก็นึกอยากจะลงไปร่วมวงไพบูลย์กับเขาด้วย แต่ก็มองไม่ออก
ไม่รู้จะจับต้นชนปลายประเด็นไหน เลยทำลับๆ ล่อๆ ยิ่งรูปที่เป็น
"อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์"
นั้นยิ่งไปกันใหญ่ ทำทุเรศทุรัง
"ออกประกาศในนามมหาวิทยาลัย"
ใช้นิสัย "สีหนุ"
ตอหลดตอแหลประคองตัวบนเก้าอี้อธิการบดีและเจ้าคณะภาคไปพลางๆ จนกระทั่งโปรโมทงานประชุมพุทธศาสนานาชาติสำเร็จ
เลยได้บำเหน็จเป็น
"ชั้นธรรม"
ไปเมื่อไวๆ นี้
เห็นไหมล่ะว่า ถ้าเรื่อง
"ตำแหน่ง"
ละก็ พ่อเจ้าคุณทูนหัวทั้งหลายจะรีบ
"วิ่งกันหัวหกก้นขวิด"
ยื้อแย่งก่อนใครๆ
แต่ถ้าเป็นเรื่อง
"พระธรรมวินัย"
แล้วละก็งอมืองอเท้า ทำตัวเป็นกองพิสูจน์หลักฐาน
จะโผล่หน้าเข้ามา
"เคลียร์พื้นที่" ก็ต่อเมื่อ
"เขาตะลุมบอนกันตายไปแล้ว"
เรื่องชุบมือเปิบนั้นอย่าได้คิดว่าพระไทยไม่เอ็กซเปิร์ตนะท่าน
เพราะตั้งแต่บวชมานี้ยังไม่เคยทำอาหารฉันเองซักมื้อ
มีแต่ชุบมือเปิบเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
และทีนี้ก็จะเข้าเรื่อง
ยอมเสียประเทศชาติเพื่อรักษาตัวเอง
ถามว่าใครไหนเอ่ย ที่กำลังมีพฤติกรรม
"ยอมเสียประเทศชาติเพื่อรักษาตัวเอง"
เหมือนๆ กับคนในผ้าเหลืองบางคนแถวๆ คลองหลวง ที่ยอม
"สละพระศาสนาเพื่อรักษาตัวเอง"
ดังที่พระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์ได้เคยชี้นำไว้
ออกชื่อเลยก็ได้ เขาคือ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
หัวหน้าพรรคไทยรักไทย และรักษาการตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนี้
คนนี้แหละ
มีพฤติกรรมแบบเดียวกับพระธัมมชโยเลย
การเขียนจดหมายรายงานเรื่องการเมืองไทยไปหา
นายจอร์ช ดับเบิ้ลยู บุช
ประธานาธิบดีแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ดี
การพ่นน้ำลายว่า
"ขอให้ทุกคนหันหน้าเข้าหากันเพื่อสมานฉันท์"
แต่ตัวคุณทักษิณเองนั่นแหละที่พูดว่า
"มีผู้มีบารมีเหนือรัฐธรรมนูญก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง
เพื่อหวังเป็นนายกรัฐมนตรี"
และต่อมาก็พูดอีกว่า
"ถ้าเปรียบเสมือนเรือที่แล่นอยู่กลางทะเล
ถ้ามีการตีหัวกุ๊ก ตีหัวกัปตัน แม้ชนะ แต่ในที่สุดแล้วก็ไปไม่ถึงฝั่ง
เพราะขาดคนคัดท้าย จะอับปางลงเสียก่อน
ประเทศก็เหมือนกันถ้าทะเลาะกันก็จะไม่เหลือ"
เหล่านี้ก็ดี
นี่แหละคือ
การทำลายประเทศชาติเพื่อรักษาตัวเอง
!
ยกเว้นเสียแต่ว่า
ประเทศไทยเป็นของทักษิณคนเดียว
เท่านั้น !
ทั้งๆ ที่ปัญหาทางการเมืองไทยในเวลานี้ เป็นปัญหาเกี่ยวกับเรื่อง
"ส่วนตัว"
ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่าด้วย
"ความชอบธรรม"
เพียงคนเดียว คนอื่นหรือประเทศไทยหาเกี่ยวข้องด้วยไม่
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงเป็นคน
"เห็นแก่ตัวที่สุดในสังคมไทยเวลานี้"
เขาไม่มีสปิริตในทางการเมืองเอาเสียเลย
น่าทึ่งใจว่า ทั้งทักษิณและธัมมชโย
ล้วนมีพฤติกรรม เหมียนกันยังกะฝาแฝด !
ธัมมชโยสร้าง
"ลัทธิธรรมกายครอบงำพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทย"
ก็ไม่ต่างไปจากทักษิณสร้าง
"ระบบทักษิณครอบงำการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข"
คนหนึ่งได้รับฉายา
"ขายชาติ"
อีกคนมีฉายา
"ขายศาสนา"
สองนักขายระดับโลกมาเจอกัน ก็รวมกันขาย ฮุบไว้ทั้ง
"ชาติและศาสนา"
เหลือเพียง
"พระมหากษัตริย์"
เท่านั้น ที่ยังฮุบไม่ได้
!
การไปวัดพระธรรมกายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2549
ที่ผ่านมา จึงนับว่าสองยอดนักขาย คือ พระธัมมชโย
"ผู้ยอมเสียพระศาสนาเพื่อรักษาตัวเอง"
และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร "ผู้ยอมเสียประเทศชาติเพื่อรักษาตัวเอง"
ได้หันมาจับมือร่วมงานทางการศาสนาและการเมืองอย่างชัดเจน
ซึ่งต่อไปก็ไม่รู้ว่าเราจะสิ้นชาติสิ้นศาสนากันหรือไม่ ?
แต่คนไทยส่วนใหญ่เขาไม่สนใจหรอก ใครอยากจะขายอะไรก็ขายไป
สำคัญแต่ว่าเวลาเลือกตั้งนั้น
"เงินน่ะมีไหม"
เท่านั้น
ส่วนแนวพระราชดำริ
"เศรษฐกิจพอเพียง"
ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ก็ท่องๆ ให้โก้เล่นไปเช่นนั้นเอง
เป็น ตถตา...
สรุป
ในเมื่อ..ชาวพุทธไทยส่วนใหญ่
"ไม่ศึกษา"
เรื่องพระพุทธศาสนา จึงยินดีปรีดาที่มีพุทธพานิชเกลื่อนเมือง
นิยมชมชอบพระเกจิอาจารย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์มากกว่ามหาเปรียญบัณฑิตผู้จบการศึกษาในหลักสูตรคณะสงฆ์ไทยอันใช้พระไตรปิฎกเป็นคัมภีร์หลัก
นิยมชมชอบการสร้างวัดให้โตโก้หรูเหมือนคุณทักษิณให้คำนิยมแก่วัดพระธรรมกาย
จึงไม่สนใจไยดีเรื่องของ
"พระธรรมวินัย"
ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา
และในเมื่อ..ชาวไทยส่วนใหญ่ไม่เรียนรู้เรื่องประชาธิปไตย
จึงยินดีปรีดาที่คนมีเงินนำเอาเงินทองมาโปรยปรายหว่านซื้อเสียงทั้งในและนอกฤดูกาลเลือกตั้ง
เป็นการทำอย่างถูกกฎหมาย เพราะแม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยว่า
"การสัญญิงสัญญาว่าจะให้ซึ่งผ่านนโยบายของรัฐบาลนั้น
ไม่ผิด"
ทั้งเมื่อ..เกิดข้อวิกฤตเกี่ยวกับสถานภาพของบุคคลทั้งสอง
คนไทยส่วนใหญ่ก็พากัน
"เมินเฉย"
ชื่นชมยินดีก็แต่ผลงานที่เห็นประจักษ์ เป็นวัตถุสิ่งของต้องประสงค์
ส่วนศีลธรรมจริยธรรมอันเป็นเสมือนจิตวิญญาณทางสังคมนั้น ไม่มีใครสนใจ
นั่นจึงเท่ากับว่า ชาวพุทธไทยและคนไทยส่วนใหญ่นั่นเอง
ที่เป็นคนขายชาติขายศาสนา เพราะตัวเองเป็นคนขายสิทธิ์ขายเสียงก่อนเพื่อน
ยอมให้ ส.ส. เซ้งสิทธิของตนเองไปขายทอดตลาดอีกต่อหนึ่ง
ธัมมชโยกับทักษิณในวันนี้ จึงมีสถานะเป็น
"ผลกำเนิด"
ของสังคมไทยที่สั่งสมการศึกษาพระพุทธศาสนาเถรวาทและประชาธิปไตยครึ่งใบมายาวนาน
นานเสียจนแทบว่า
"เกินแก้"
และเราก็คงจะอยู่กัน
"อย่างนี้" อีกต่อไป
เสียงพร่ำเตือนของพระเดชพระคุณพระพรหมคุณาภรณ์ที่ว่า
"อย่ายอมเสียพระศาสนาเพื่อรักษาตัวเอง"
นั้น
กล้าท้าได้เลยว่า คนไทย 60 ล้านคน มีใครได้ยินและจำได้บ้าง
นี่อย่านับแต่คนไทยทั่วไปเลย เอาเฉพาะผู้นุ่งเหลืองห่มเหลืองอยู่ในวัดก็ได้
ว่าจำนวนพระ-เณรกว่า 300,000 รูป/องค์นั้น จะมีที่จำประโยคนี้ได้ซัก 30
(สามสิบรูป) ไหมเอ่ย ?
ขอปิดท้ายรายการวันนี้
ด้วยพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ใน
"นิราศท่าดินแดง"
ว่า
ตั้งใจจะอุปถัมภก
ป้องกันขอบขัณฑสีมา |
ยอยกพระพุทธศาสนา
รักษาประชาชนและมนตรี |
สวัสดีประเทศไทย
|