ผู้มีบารมีเหนือรัฐธรรมนูญ

 

     วันนี้ขอเสนอคำว่า "ผู้มีบารมีเหนือรัฐธรรมนูญ" ซึ่งเป็นสำนวนใหม่ล่าสุดของภาษาไทย ได้มาจากการปาฐกถาแก่หัวหน้าข้าราชการที่ทำเนียบรัฐบาล ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2549 ที่ผ่านมา  อาจจะเรียกสำนวนนี้ว่า สำนวนทักษิณ ก็คงว่าได้

      คำว่า รัฐธรรมนูญ เป็นชื่อพิเศษของกฎหมายพิเศษ คือเป็นกฎหมายแม่บท เหมือนโปรแกรมวินโดวส์เป็นโปรแกรมหลักหรือระบบปฏิบัติการของคอมพิวเตอร์ ถ้าไม่มีวินโดวส์ ก็ยากที่จะใช้โปรแกรมอื่นๆ อันเปรียบเหมือนกฎหมายลูกต่างๆ ที่ต้องออกมาตามระบบปฏิบัติการที่เรียกว่า รัฐธรรมนูญ

      รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมีใช้เป็นครั้งแรก ในปีพุทธศักราช 2475 ซึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นประชาธิปไตยมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุข โดยมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด และระบุไว้ในรัฐธรรมนูญว่า "พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ" ก็แสดงว่า รัฐธรรมนูญนั้น "ใหญ่กว่า" พระเจ้าอยู่หัว แล้วเมื่อเป็นเช่นนั้น จะมีอะไรในโลกนี้ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญอีกเล่า !

     แต่เราน่าจะย้อนเวลาหาอดีตกันสักนิด ที่ว่ารัฐธรรมนูญยิ่งใหญ่สุดๆ นั้น มันยิ่งใหญ่จริงหรือ ? และรัฐธรรมนูญนั้นหรือแท้ที่จริงแล้ว คืออะไร ?

      ให้คำนิยามอย่างง่ายๆ ก็คือ รัฐธรรมนูญเป็นกติกาปกครองประเทศขั้นสูงสุด ถ้าแปลให้ดีกว่านี้ก็ต้องแปลว่า ไม่มีกฎหมายอื่นยิ่งกว่า เพราะขนาดพระมหากษัตริย์ยังต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ จะนอกเหนือรัฐธรรมนูญไม่ได้ !

      เมื่อเกิดการอภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร มีนายปรีดี พนมยงค์ เป็นหัวหน้า ในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 นั้น นายปรีดีได้ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยขึ้นมาเสนอต่อคณะราษฎร และนำขึ้นทูลเกล้าแด่องค์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ปีเดียวกัน เรียกว่า พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 และต่อมา วันที่ 10 ธันวาคม 2475 รัฐธรรมนูญฉบับจริงหรือที่เรียกต่อมาว่า ฉบับถาวร ก็เสร็จ รัฐสภาไทยนำขึ้นทูลเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวรแห่งประเทศสยาม ซึ่งส่งผลให้วันที่ 10 ธันวาคม เป็นวันรัฐธรรมนูญแห่งชาติด้วย

      ครั้นไม่นานจากนั้นก็เกิดปัญหาพิพาทระหว่างนายกรัฐมนตรี คือ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ซึ่งเป็นนายกฯคนแรกในระบอบประชาธิปไตย กับหลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรือนายปรีดี พนมยงค์ ว่าด้วยเค้าโครงเศรษฐกิจแห่งชาติ ซึ่งมีลักษณะเอียงข้างไปทางสังคมนิยม รัฐบาลพระยามโนปกรณ์ได้แสดงตัวว่า "เป็นผู้มีบารมีเหนือรัฐธรรมนูญ" โดยการออกพระราชกฤษฎีกา "ปิดสภาผู้แทนราษฎร" และ "งดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา" ในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2476 ส่งผลให้นายปรีดีต้องลี้ภัยการเมืองออกนอกประเทศไปในวันที่ 12 เมษายน 2476 และต่อมาในวันที่ 24 มิถุนายน 2476 สี่ทหารเสือ คือ พันเอกพระยาพหลพลอยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) หัวหน้าคณะราษฎรฝ่ายทหาร พันเอกพระยาทรงสุรเดช (เทพ พันธุมเสน) พันเอกพระยาฤทธิอัคเนย์ (สละ เอมะศิริ) และ พันโท พระประศาสน์พิทยายุทธ์ (วัน ชูถิ่น) ทั้งหมดเป็นคณะราษฎร และดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี ได้ประกาศ "ลาออกจากทุกตำแหน่ง" ส่งผลให้รัฐบาลของพระยามโนปกรณ์นิติธาดาตกอยู่ในสภาพล่อแหลมต่อการล่มสลาย เพราะในเดือนเดียวกันก็มีการเดินขบวนเพื่อประชาธิปไตยเป็นครั้งแรก วัตถุประสงค์คือการสนับสนุนสี่ทหารเสือเหล่านั้น

     และแล้วก็ตามคาด วันที่ 20 มิถุนายน 2476 คณะราษฎรโดยพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นหัวหน้า ก็กระทำการปฏิวัติยึดอำนาจรัฐบาลของพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ทำให้พระยามโนปกรณ์ต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ และไปตายที่เมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย พระยาพหลได้รับการเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 การทำปฏิวัติครั้งนี้ถือว่าเป็นการ "เปิดใช้รัฐธรรมนูญให้เต็มฉบับ" หรือพูดง่ายๆ ก็คือว่า "เป็นการกำจัดบุคคลผู้มีบารมีเหนือรัฐธรรมนูญ" เป็นครั้งแรกของประเทศไทย

     หลังจากนั้นมาอีกนานถึงวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ.2489 ตรงกับรัฐบาลนายปรีดี พนมยงค์ ได้มีการปรับปรุงรัฐธรรมนูญฉบับถาวรให้ทันสมัย เริ่มแก้ไขกันมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ ต่อด้วยรัฐบาลนายทวี บุณยเกตุ และรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช กระทั่งถึงรัฐบาลนายปรีดี พนมยงค์ จึงแล้วเสร็จ เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างถูกต้องตามครรลองคลองธรรม คือมีสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้พิจารณาแก้ไข มีการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อทำงานนี้โดยเฉพาะ ใช้เวลานานหลายปีจึงสำเร็จ โดยไม่ต้องปฏิวัติ

      แต่ครั้นประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 ได้เพียงไม่กี่เดือน ถึงวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2489 นั่นเอง ก็เกิดโศกนาฎกรรมของประเทศไทยขึ้น มิใช่เรื่องรัฐธรรมนูญถูกรัฐประหาร หากแต่เป็นกรณีสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ส่งผลให้รัฐบาลของนายปรีดีถูกโจมตีว่า "เกี่ยวข้อง" ถึงกับมีคนไปตะโกนที่โรงหนังเฉลิมไทยว่า "ปรีดีฆ่าในหลวง" ถึงวันที่  8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 ความอึมครึมก็หมดสิ้นไป เพราะคณะนายทหาร นำโดย พลโทผิน ชุณหะวัณ (บิดาของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ) ได้นำกำลังเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลนายปรีดี พนมยงค์ และเลิกล้มรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2489 ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ฉบับที่ 4 แทน

      งานนี้ พลโทผิน ชุณหะวัณ ได้รับการกล่าวขวัญว่า "เป็นผู้มีบารมีเหนือรัฐธรรมนูญ คนที่ 2" รองลงมาจากพระยามโนปกรณ์นิติธาดา เพราะว่าสามารถเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญได้โดยไม่ต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎร แต่ถ้าเทียบแล้ว พลโทผินย่อมจะยิ่งใหญ่กว่า เพราะฉีกทิ้งทั้งฉบับ ส่วนพระยามโนปกรณ์นั้นแค่ออกพระราชกฤษฎีกา "งดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา" เท่านั้น

     รัฐธรรมนูญฉบับที่ 4 นี้ มีฉายาว่า "รัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่ม" เพราะผู้ร่างคือนายพันเอก กาจ กาจสงคราม รองหัวหน้าคณะปฏิวัติของพลโทผิน ชุณหะวัณ เกรงว่าถ้าใครเห็นก็จะเป็นภัย จึงนำไปซ่อนไว้ใต้ตุ่มสีแดงใส่น้ำล้างเท้าที่หน้าบ้านของตนเอง แหมเท่ห์ระเบิดเลยฉบับนี้

     เมื่อดูตามนี้แล้ว เราก็จะเห็นว่า บารมีที่อยู่เหนือกว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนั้น แท้ที่จริงนะหรือก็คือ รถถังและปืน ! เพราะสามารถจี้รัฐบาลและเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นใช้ "ตามใจฉัน" ได้ ! โดยที่ใครก็ไม่กล้าขัดเพราะกลัวตาย

     นับจากวันนั้น คือวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 ถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้ "เผด็จการทหาร" คือมีทหารกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ เริ่มตั้งแต่ พลโทผิน ชุณหะวัน ผันอำนาจไปให้แก่ พลเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผ่องถ่ายอำนาจไปถึง พลเอกถนอม กิตติขจร รวมทั้ง พลเอกประภาส จารุเสถียร และพลเอกกฤษณ์ สีวะรา ในระยะนี้มีนายกรัฐมนตรีโดยการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารซึ่งกุมอำนาจอยู่ที่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกเพียงหนึ่งเดียว คือ นายพจน์สารสิน จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ รวม 3 สมัยซ้อน ก่อนที่นิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ จะรวมตัวกันต่อต้านรัฐบาลเผด็จการของทหาร จนเสือเลือดเสียเนื้อมิใช่เบา เราเรียกตามที่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสว่า "วันมหาวิปโยค"

       จอมพลถนอม กิตติขจร และคณะ ต้องระเห็จออกนอกประเทศ ประเทศไทยก้าวเข้าสู่มิติใหม่ มีนายกรัฐมนตรีชื่อว่า นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ซึ่งได้รับการยกย่องว่า "เป็นนายกพระราชทาน" เพราะมิได้ผ่านการเลือกตั้ง และมิได้กระทำปฏิวัติรัฐประหาร ก็ได้รับการแต่งตั้งจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นกรณีพิเศษ

     ประเทศไทยสมัยนายพจน์ สารสิน มาจนถึงจอมพลสฤษดิ์ ครองเมืองนั้น กล่าวได้เต็มปากเต็มคำว่า มิใช่ประชาธิปไตย แต่เป็นระบอบเผด็จการทางทหารเต็มรูปแบบ มีนายกรัฐมนตรีเป็นหุ่นเชิดเพียงชั่วคราว เพราะผู้ที่กุมอำนาจอย่างแท้จริงนั้นคือ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้มีฉายาโดดเด่นว่า จอมพลผ้าขาวม้าแดง เพราะเวลาจะอ็อฟเด็กที่ประดาแม่เล้าทั้งหลายขวนขวายไปประเคนที่กองพลที่ 1 รักษาพระองค์นั้น สฤษดิ์นิยมนุ่งผ้าขาวม้าสีแดงออกรับน้องหนู สงสัยจะเปลื้องง่ายกว่าเครื่องแบบนายทหาร ท่านประมวลจำนวน "อนุ" ของสฤษดิ์ เมื่อตายไปแล้วว่า มีถึงกว่า 100 คน แม้กระทั่งดาราฮ่องกง จอมพลก็เอาเงินหลวงไปซื้อมาเครม ตามสไตล์ "เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย" เพราะถ้าใครบังอาจ "ไม่เชื่อ" ก็จะต้อง "เกิดภัย"

      สไตล์การทำงานของสฤษดิ์นี้ ปรากฏว่าคนไทย (โง่ๆ) จำนวนมากพากันนิยมชมชอบแฮะ เพราะว่ามันสะใจดี มีคดีเผาบ้าน ข่มขืน กระทำชำเราที่ไหน สฤษดิ์สั่งยิงเป้าเผากันสดๆ จนพวกผู้ทรงอิทธิพล ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพ่อ เจ้าแม่ นักเลงนักรอง ตั้วฮงตั้วเฮีย อาเจ๊อาเสี่ย ทั้งหลาย ขี้หดตดหาย ไม่กล้าฝ่าฝืนกฎหมายบ้านเมือง ผู้หญิงไทยสมัยนั้นสามารถเดินไปไหนเวลาใดก็ได้ กฎหมายบ้านเมืองดูท่าว่าศักดิ์สิทธิ์กว่าสมัยนี้ที่แค่เดินลงสะพานลอยในกรุงเทพฯ ก็โดนจี้หรือลากคอไปข่มขืนเป็นข่าวหนังสือพิมพ์อยู่ออกบ่อย ชาวขอนแก่นไม่น้อยจึงอยากจะสร้างอนุสาวรีย์ให้จอมพลสฤษดิ์ แทนที่จะสร้างให้สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ) อดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เพชรน้ำเอกของชาวขอนแก่น เอ้า เข้าเรื่องรัฐธรรมนูญกันต่อ

      สรุปในช่วงนี้ก็คือว่า ประเทศไทยมี "ผู้มีบารมีเหนือรัฐธรรมนูญ" ชื่อว่า จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ !

      ที่เล่าวกไปเวียนมานั้น ขอท่านผู้ท่านได้โปรดทราบว่า เพราะว่ารัฐธรรมนูญนั้นเกี่ยวข้องกับการบริหารบ้านเมือง จะพูดเฉพาะรัฐธรรมนูญก็ไม่ครบเครื่อง จึงต้องนอกเรื่องนอกราวไปบ้าง ขอได้โปรดเห็นใจผู้เขียนด้วย

       ช่วงที่ว่าที่ผ่านมา คือระยะที่ประเทศไทยมีรัฐบาลเผด็จการทหารปกครองนั้น ปรากฏว่ามีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญเหมือนเปลี่ยนสูตรมาม่า คือว่ามีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใช้ถึง 6 ฉบับ ฉบับสุดท้ายในรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ก็คือ ฉบับที่ 9 ถึงรัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ จึงได้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา แล้วผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร จนกระทั่งสามารถนำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้อย่างเป็นทางการของรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 10 ในวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ.2517

      รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกเรียกชื่อว่า "รัฐธรรมนูญฉบับสนามม้านางเลิ้ง" เพราะคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนั้นท่านว่ามีการเปิดกว้างที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีการร่างรัฐธรรมนูญมา มีการสรรหาคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญจากทุกสาขาอาชีพ (ยกเว้นพระภิกษุสามเณร) ให้ได้จำนวน 2500 คนเป็นปฐม แล้วจากนั้นก็จะให้คน 2500 คนเหล่านั้น ลงคะแนนเสียงเลือกพวกเดียวกัน (ที่เห็นว่าเหมาะสมที่สุด) เข้าเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญตัวจริงให้เหลือเพียง 299 คน เรียกว่า สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

     การจะให้คนจำนวน 2500 คน รวมทั้งเจ้าหน้าที่อีกสารพัดแผนกเข้าไปประชุมในที่แห่งเดียวกันนั้น นอกจากสวนลุมและท้องสนามหลวงแล้ว เห็นท่าว่าเป็นไปได้ยาก เพราะสมัยนั้นศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ยังไม่ได้สร้าง รัฐบาลจึงเห็นชอบให้ใช้สนามม้านางเลิ้งเป็นที่ประชุมคัดเลือกกรรมาธิการ ใครได้เป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญสมัยนั้นจึงถูกเรียกเสียโก้เก๋ว่า "กรรมการสภาสนามม้า"

      กรรมการสภาสนามม้านางเลิ้งใช้เวลาร่วมปี จึงร่างรัฐธรรมนูญสำเร็จ ทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย บังคับใช้ในวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ.2517 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 10 ซึ่งสมัยนั้นก็ยกย่องกันว่า "ดีที่สุดในบรรดารัฐธรรมนูญ" เหมือนๆ กันที่กำลังยกย่องฉบับปี 2540 ว่าดีที่สุดเช่นกัน

     ประกาศใช้รัฐธรรมนูญสำเร็จเสร็จแล้ว รัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ก็ประกาศ "ลาออก" ตามมารยาท ประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่ ส่งผลให้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคม ผู้มีเสียง ส.ส.ในพรรคเพียง 18 เสียง ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช พี่ชายของคึกฤทธิ์ มีเสียง ส.ส. ถึง 72 เสียง ด้วยเหตุนี้ คึกฤทธิ์ผู้คิดลึกจึงได้ฉายานามว่า "ซือแป๋ทางการเมือง"

      ขอเล่าไว้ให้หมุดพุง "ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช" คนนี้แหละ ที่นำเอา "นโยบายเอื้ออาทร" มาใช้เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย สมัยเขาดำรงตำแหน่งนายกเพียงสั้นๆ นั้น ก็ประกาศใช้นโยบาย "เงินผัน" สั่งโอนเงินภาษีอากรออกไปสู่บ้านไร่ชายแดน ให้กำนันผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้ควบคุม ดำเนินการสร้างงานให้แก่ประชาชนในชนบท ตั้งแต่ขุดร่อง ลอกเหมือง ตัดถนน สร้างสะพาน และอีกสารพัน จนสถานที่ต่างๆ เหล่านั้นได้รับฉายาว่า ถนนคึกฤทธิ์ คลองคึกฤทธิ์ ฝายคึกฤทธิ์ เป็นต้น จน "นายเพลิน พรมแดน" เอาเรื่องไปเขียนเป็นเพลงล้อชื่อของท่านว่า "คึกฤทธิ์ คิดลึก" เหมือนๆ กับอะไรหลายๆ อย่างในเมืองสุพรรณบุรีที่มีชื่อ "บรรหาร-แจ่มใส" ติดหราเป็นยี่ห้อ "บรรหารบุรี" ในสมัยนี้

      ที่เขียนมานี้ เพราะอยากชี้ให้เห็นว่า ไอ้โครงการเอื้ออาทรจิปาถะที่ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" คิดออกมาน่ะ หาใช่การ "คิดใหม่ ทำใหม่" แต่อย่างใดไม่ หากแต่แท้ที่จริงแล้วมันก็คือการ "ลอกไอเดีย" ของเขามาทั้งดุ้น เพียงแต่พลิกแพลงทำแพ็กเก็จใหม่ ใช้ชื่อว่า "โครงการเอื้ออาทร" เท่านั้น เท่านั้นเอง จริงๆ นะโยม เพราะสมัยคึกฤทธิ์นั้นท่านมีสโลแกนนโยบายของรัฐบาลว่า "โครงการเงินผัน ประกันราคาพืชผล ส่งเสริมสภาตำบล คนจนรักษาฟรี" นี่แหละ มันมิยิ่งกว่าโครงการเอื้ออาทรอีกหรือ

     คึกฤทธิ์อยู่ได้ไม่ถึงปีก็มีอุปสรรค เพราะว่าตัวเองมีเสียงน้อย ต้องคอยล็อบบี้พรรคร่วมรัฐบาลให้ช่วยยกมือในเวลาจะออกกฎหมายแต่ละฉบับ เพราะสมัยนั้นท่านว่ามีพรรคการเมืองได้รับการเลือกตั้งนิดๆ หน่อยๆ แค่ 22 พรรค ! ก็ยิ่งกว่าเบี้ยหัวแตก เมื่อทั้งปลอบทั้งโยนก็ยังเอาไม่ไหว คึกฤทธิ์จึงตัดสินใจ "ยุบสภา" ในวันที่ 12 มกราคม 2519

     ผลการเลือกตั้งออกมา ครานี้พรรคประชาธิปัตย์ ของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้เป็นรัฐบาลสมใจ แต่ในวันที่ 19 กันยายน 2519 ก็เกิดวิกฤตการณ์ขึ้นอีก เมื่อ...

     จอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งลี้ภัยไปต่างประเทศตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ครั้งกระโน้นแล้ว ถึงวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2519 ได้กลับเข้ามาประเทศไทยในคราบนักบวช คือไปบวชเป็นสามเณรที่ประเทศสิงคโปร์ โดยมิทราบนามพระอุปัชฌาย์ จอมพลถนอมอ้างเหตุว่า "บิดาคือขุนโสภิตบรรณลักษณ์ (อำพัน กิตติขจร) อายุ 90 ปี กำลังป่วย ต้องการมาเยี่ยมไข้พ่อ" เณรถนอมเข้าเมืองปุ๊บก็ตรงดิ่งไปยังวัดบวรนิเวศ ได้รับการรับรองจากคณะสงฆ์วัดบวรนิเวศให้เป็นพระภิกษุ มีสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน ป.ธ.9) สมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบันเป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า "สุกิตติขจโร" ท่ามกลางการลุกฮือของนิสิตนักศึกษาประชาชนที่เกลียดชังทรราช

     จอมพลถนอมจอมทรราชนั้น บัดนี้มีเพศใหม่แล้ว เป็นพระถนอม สำนักอยู่วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งเป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส ทั้งสมเด็จพระญาณสังวรนั้น ก็เป็นพระพี่เลี้ยงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงผนวชไปประทับ ณ พระตำหนักปั้นหยา การศาสนากับการเมืองจึงมาเกี่ยวเนื่องกัน ณ วันนั้น

      วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งมีสมาชิกใหม่ที่ชื่อ พระภิกษุถนอม จำวัดอยู่ภายใน กลายเป็นเป้าให้สังคมโจมตีว่ามีส่วนในการสนับสนุนทรราช อาจจะมีการเดินขบวนประท้วงไปที่วัดบวร ด้วยความร้อนพระทัยเกรงว่าวัดบวรนิเวศวิหารจะไม่ปลอดภัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ จึงเสด็จวัดบวรนิเวศวิหาร คืนวันที่ 23 กันยายน 2519 เวลา 21.30 น. เมื่อเป็นเช่นนั้น จากการเมืองก็เลยลามไปถึงการศาสนา และพ่วงเอาสถาบันพระมหากษัตริย์ไปด้วย

     ผลก็คือ กลุ่มกระทิงแดง ได้ตั้งกองกำลังพิทักษ์วัดบวรนิเวศวิหาร ด้วยอ้างว่า "เพื่อปกป้องศาสนา" และก็ตั้งข้อหาให้แก่ฝ่ายนิสิตนักศึกษาประชาชนที่ต้องการขับไล่ทรราชย์ในผ้าเหลืองว่า "เป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์" สรุปก็คือว่า นิสิตนักศึกษาประชาชนคนรักประชาธิปไตยถูกตราหน้าเป็นฝ่ายซ้ายคือคอมมิวนิสต์ ส่วนฝ่ายเผด็จการทางการศาสนาและการเมืองนั้นเป็นผู้พิทักษ์สถาบันหลักของประเทศ ซึ่งภายหลังเขาเรียกเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า ขวาพิฆาตซ้าย

      นิสิตนักศึกษาได้รวมตัวกันในบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยื่นคำขาดว่า "พระถนอมต้องออกนอกประเทศสถานเดียว" จากวันที่ 19 กันยา ถึงวันที่ 6 ตุลา ก็แค่ 17 วัน ไฟสำหรับเผาผลาญประเทศไทยกองใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ก็ได้รับการสุมรุมอย่างเร่าร้อนรุนแรงและมหาศาล

     เช้ามืดวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 กลุ่มการเมืองฝ่ายขวา ได้แก่ กลุ่มกระทิงแดง กลุ่มนวพล กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน เป็นต้น รวมทั้งทหารตำรวจอันสังกัดรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้ยกกำลังเข้าปิดล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ใช้อาวุธยิงกระหน่ำนำหน้า ก่อนจะเคลียร์พื้นที่ด้วยหน่วยตำรวจตระเวนชายแดน ผลก็คือ คนภายในไม่ยอมออกมาให้จับโดยง่าย เกิดการต่อสู้ที่เรียกว่า สงครามกลางเมือง แล้วนิสิตนักศึกษาซึ่งเป็นลูกๆ หลานๆ ก็พ่ายแพ้ คนตายเป็นเบือ สูญหายอีกหลายพัน เหตุการณ์ครั้งนั้นก่อให้เกิดการทำปฏิวัติในรูปแบบใหม่ เรียกว่า การปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ของ พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด

     พลเรือเอกสงัด ปฏิวัติเสร็จก็ไม่กล้าอยู่เป็นนายก สงสัยกลัวโดนไล่ จึงไปเชิญนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ให้มาเป็นนายกหุ่นเชิด ซึ่งได้รับฉายาว่า รัฐบาลหอย เพราะนายธานินทร์กล่าวสุนทรพจน์ได้งดงามว่า "ตัวข้าพเจ้าเปรียบเสมือนเนื้อหอย ต้องได้รับการปกป้องจากเปลือกหอยคือทหาร"

      กระทำรัฐประหารเสร็จ คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ก็เดินตามธรรมเนียมของนักปฏิวัติ นั่นคือ ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับเก่า จะเขียนเอาใหม่ให้ไฉไลกว่าเดิม รัฐธรรมนูญฉบับที่ 11 จึงถึงแก่กาลอวสาน ณ วันนั้น วันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2519 ประเทศไทยเราได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ฉบับที่ 12

     "ปฏิวัติตัวเอง" ฟังแล้วทึ่งนะ ว่าทำกันอีท่าไหนจึงเรียกว่า "ปฏิวัติตัวเอง" คืองี้ เมื่อดำเนินการบริหารประเทศไปได้ระยะหนึ่งไม่ถึงปี รัฐบาลหอยก็เกิดปัญหาสารพัด ตั้งแต่คอรัปชั่น ปัญหาพิพาทกับสื่อมวลชน เหมือนๆ รัฐบาลแม้วในสมัยนี้แหละ ทหารจะล้มล้างรัฐบาลก็ทำไม่ได้ เพราะสมัยนั้นทหารก็เป็นผู้ตั้งรัฐบาลมาเองกับมือ เปลือกหอยหรือจะฆ่าเนื้อหอย รัฐบาลหอยจึงกระทำอะไรที่ไม่มีใครกล้าทำในโลก คือ วันที่ 20 ตุลาคม 2520 พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ ได้กระทำการปฏิวัติอีกหน ที่เซอร์ไพรซ์ก็คือ การทำปฏิวัติครั้งนี้ มีนายธานินทร์ กรัยวิเชียร อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมเป็นเลขาคณะปฏิวัติอีกด้วย

      เหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง สมัยพลเอกถนอม กิตติขจร ยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในปี พ.ศ.2501 ซึ่งวันที่ 20 ตุลาคม ของปีนั้น เกิดการปฏิวัติรัฐบาลพลเอกถนอมขึ้น โดยมีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ แต่แปลกว่า มีพลเอกถนอม กิตติขจร อดีตนายกรัฐมนตรี ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าคณะปฏิวัติด้วย

      ถึงสมัยนายธานินทร์ก็กระทำเช่นเดียวกัน ครั้งนั้น พลเรือเอกสงัดได้จัดการ "ฉีก" รัฐธรรมนูญฉบับที่ตัวเองเพิ่งตั้งมาเมื่อปีกลายนั้นทิ้ง ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นอันดับที่ 13 ขอรัฐธรรมนูญ

      พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ จึงเป็น ผู้มีบารมีเหนือรัฐธรรมนูญ

     เมื่อกระทำการปฏิวัติตัวเองแล้ว คณะปฏิวัติก็เชิญ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ผู้มีสูตรเด็ดเป็นแกงไก่ใส่บรั่นดีและเจ้าของอภิอมตะมหาตำนาน "ร้อยเอ็ด" ให้มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นคนที่ 15 อินทรีย์บางเขนเป็นนายกได้ไม่นาน ถึงวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ.2521 ก็ประกาศและบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ฉบับที่ 13 ก่อนจะถึงรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

      พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 16 แห่งประเทศไทย เป็นครั้งแรกในวันที่ 3 มีนาคม 2523 และเป็นต่อๆ มานานถึง 8 ปีเศษ คนเรียกว่า รัฐบาลเปรม 1 เปรม 2 เปรม 3 เปรม 4 ฯลฯ

     พลเอกเปรมเป็นนายกที่ไม่เคยลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่ก็มีการเลือกตั้งมาโดยตลอด หมายถึงว่า มีพรรคการเมือง มีการเลือกตั้ง มีรัฐธรรมนูญ มีประชาธิปไตย แต่รัฐธรรมนูญสมัยนั้นมิได้ระบุว่า "นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง" พรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งเกรงใจทหาร จึงถึงจะได้รับคะแนนเสียงถล่มทลายก็ไม่กล้าเป็นนายกฯ ต่างกับสมัยนี้ที่ต้องโชว์บัญชีรายชื่อคณะรัฐมนตรีก่อนการเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่ใครๆ ก็อยากเป็น จึงไปเชิญให้พลเอกเปรมมาเป็นนายก พลเอกเปรมก็ทำทีอิดเอื้อนนิดๆ หน่อยๆ ให้พองาม แล้วก็รับประเคน