สวัสดีครับ
พี่น้องชาวไทยที่เคารพรักทุกท่าน
ก่อนอื่นต้องขอกราบขออภัยที่รบกวนเวลาดูโทรทัศน์ของพี่น้องประชาชน
และใช้เวลาในการออกโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย
เพราะผมถือว่าเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งของประเทศไทย
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องขอใช้เวลาของโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย
ผมขอแสดงความยินดีกับพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ
ที่เราได้ช่วยกันรักษาประชาธิปไตยไว้ได้ โดยการที่พี่น้องประชาชน
28 ล้านคนเศษได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2
เมษายน 2549 ที่ผ่านมา
ผมต้องขอขอบคุณพี่น้อง 16 ล้านคนเศษ
ที่มอบความไว้วางใจให้ผมและให้พรรคไทยรักไทย ได้ทำหน้าที่ต่อไป
แต่พี่น้องที่เคารพครับ ผมจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกราบขอโทษพี่น้อง
16 ล้านคนเศษ ที่ได้ไปลงคะแนนให้ผม
โดยหวังที่จะให้ผมทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีต่อไป
แต่เนื่องจากว่ามีเหตุการณ์ในบ้านเมืองหลายประการ ที่ผมคิดว่า
ถึงเวลาที่เราจะต้องสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในแผ่นดินเรา
เพราะว่าถ้าเรามัวแต่จะเอาชนะกันเอง
แต่ประเทศจะเป็นผู้แพ้ตามที่มีกระแสพระราชดำรัสที่เคยรับสั่งไว้เมื่อเดือนพฤษภาคม
2535
และวันนี้ผมดีใจ
จากเหตุการณ์ที่ผมได้ออกรายการกรองสถานการณ์ เมื่อคืนนี้ (3
เม.ย.)
ได้พูดกับพี่น้องประชาชนเพื่อวิงวอนความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้น
และได้รับการตอบสนองเป็นอย่างดีจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ซึ่งได้ทำหนังสือถึงผมเมื่อบ่ายวันนี้ (4 เม.ย.)
เพื่อให้การปรองดองแห่งชาติเกิดขึ้นอย่างแท้จริง ผมต้องขอขอบคุณ ณ
ที่นี้ด้วย และผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า
ทุกพรรคการเมืองจะได้เข้าใจเจตนารมณ์ตรงนี้
พี่น้องครับ ผมต้องกราบขอโทษจริง
ๆ ที่จะไม่ขอรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในกระบวนการสรรหาที่จะเกิดขึ้นในสภา
หลังจากที่ครบ 30 วันหลังการเลือกตั้ง
และมีการเปิดประชุมรัฐสภา พี่น้องที่เคารพครับ
ผมมีเหตุผลที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะไม่รับตำแหน่ง
เพราะว่าปีนี้เป็นปีมหามงคลยิ่งของคนไทย
เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จขึ้นครองราชย์ครบ 60
ปีในวันที่ 9
มิถุนายนนี้
จากนี้ไปเหลือเวลาเพียง
60
กว่าวัน เราไม่มีเวลาที่จะทะเลาะกันแล้ว
ผมอยากเห็นคนไทยทั้งประเทศมีความรัก ความสามัคคีกัน ลืมเรื่องที่ผ่านไป
เพราะผมเชื่อว่าพี่น้องที่รักผม ได้แสดงออกว่า สนับสนุนผมโดยการลงคะแนน
16 ล้านกว่าเสียง
พี่น้องที่อาจจะรักพรรคการเมืองอื่นหรือไม่พอใจผม
ก็ได้แสดงออกแล้วโดยการไม่ลงคะแนน no vote
ก็ดี หรือไม่ลงคะแนนเลือกตั้ง ทุกคนได้แสดงออกหมดแล้ว
พี่น้องพันธมิตรก็ได้แสดงออกแล้ว พรรคฝ่ายค้านก็ได้แสดงออกแล้ว
ผมคิดว่าวันนี้ถึงเวลาที่เราจะแสดงออกร่วมกัน
หลอมใจไทยให้เป็นหนึ่งเถิดครับ
เพราะว่าเราจะร่วมกันถวายให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา
เพราะทรงครองราชย์มาและทรงทุ่มเทพระวรกาย พระสติปัญญา พระราชทรัพย์
มาเพื่อคนไทยทั้งประเทศมานานมากแล้ว แต่นี่เหลืออีกเพียง
60
กว่าวันเศษ
บ้านเมืองยังหาข้อยุติกันไม่ได้ ผมคิดว่าไม่เป็นสิ่งที่ดีเลย
และจะมีพระราชอาคันตุกะ ซึ่งเป็นพระราชาธิบดีและพระราชินีจากทั่วโลกเสด็จฯ
มาร่วมงาน วันนี้เรายังมีการประท้วงกันอยู่
ผมคิดว่า ผมขอถอยโดยการไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
แต่ผมจำเป็นจะต้องรักษาการตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา
215
เพราะว่ารัฐธรรมนูญใช้คำว่า “ต้องรักษาการ”
ผมจะต้องรักษาการไปจนถึงกระบวนการสรรหานายกรัฐมนตรีในสภาเป็นที่เรียบร้อย
คนที่จะได้รับการสรรหาก็จะมาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีตามกฎหมายตามรัฐธรรมนูญต่อไป
สำหรับผมเองจะรักษาการไปจนถึง ณ วันนั้น และจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
และจะพยายามสร้างความสมานฉันท์
ขอวิงวอนครับพี่น้องคนไทยทั้งชาติว่า
วันนี้เราเสียสละกันคนละเล็กคนละน้อย เพื่อประเทศของเรา
เพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา สำหรับพี่น้อง 16
ล้านเสียงเศษนั้น ที่ได้กรุณาให้ความไว้วางใจ ผมขอกราบขอโทษอีกครั้งหนึ่ง
แต่ว่าผมจะยังคงทำหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ทำหน้าที่หัวหน้าพรรคไทยรักไทย
เพื่อที่จะผลักดันนโยบายที่ได้พูดกับพี่น้องประชาชนไว้ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
นโยบายทุกนโยบายที่เคยปฏิบัติและพี่น้องเป็นห่วงที่กลัวจะหายไป
ไม่ว่าจะเรื่องการปราบปรามยาเสพติด
30
บาทรักษาทุกโรค การแก้ปัญหาความยากจน การสร้างรถไฟฟ้าระบบขนส่งในกรุงเทพฯ
ทั้งหมดนี้จะได้รับการผลักดันต่อไปโดยรัฐบาลใหม่
เพราะว่ารัฐบาลใหม่จะขับเคลื่อนตามนโยบายที่รัฐบาลนี้ได้ทำไป
ผมจะไปเยี่ยมไปพบกับพี่น้องประชาชนต่อไปในฐานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่ง
ในฐานะที่เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี
จึงมีความห่วงใยต่อบ้านเมืองและรักพี่น้องประชาชน
ผมจะทำหน้าที่เป็นคนไทย คนหนึ่งที่ดีที่สุดเพื่อพี่น้องคนไทย
แต่วันนี้จำเป็นครับ จำเป็นอย่างยิ่งยวด
ที่คนไทยเราจะต้องลดราวาศอก ไม่เอาชนะกันเองครับ มีคนหนึ่งชนะ
ก็ต้องมีคนหนึ่งแพ้ แต่คนที่แพ้แน่นอนคือประเทศ
นี่คือกระแสพระราชดำรัสที่ทรงรับสั่งไว้ตั้งแต่ปี
2535
และมีตัววิ่งออกในโทรทัศน์ทุกวัน
ซึ่งผมได้อ่านและได้สำนึกว่า การปรองดองแห่งชาติ
ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเป็นเรื่องสำคัญของประเทศไทย
ผมอยากจะขอร้องและขอบคุณบรรดาพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า
วันนี้เรามาร่วมกันปฏิรูปการเมือง เรามาร่วมกันทำการเมืองที่เราคิดว่า
น่าจะดีที่สุดสำหรับประเทศไทย เพื่อคนไทยทั้งประเทศ
แล้วการปฏิรูปการเมืองตรงนั้นจะเป็นแนวทางที่ให้นักการเมืองได้เดินอยู่ในกรอบ
วันนี้ถ้าเราไม่ชอบกติกาปัจจุบัน เราต้องปรับปรุงแก้ไข
แต่ตราบใดที่มีกติกา เราต้องรักษา เราต้องใช้
พี่น้องที่เคารพครับ
ผมต้องขอขอบคุณพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ ที่มอบความไว้วางใจและ
ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง 3
ครั้งใน 5
ปีกว่าได้รับการสนับสนุนด้วยเสียงส่วนใหญ่
แน่นอนครับประชาธิปไตยเป็นเรื่องของคนส่วนใหญ่
ไม่ใช่เป็นเรื่องของคนทุกคนที่จะต้องมีฉันทามติทุก ๆ เรื่อง
แต่พี่น้องครับ ช่วงเวลา 5 ปีกว่าที่ผ่านมานั้น
ผมได้ทุ่มเททำงานหนัก ผมได้ทำทุกอย่างเพื่อบ้านเมือง
หลายอย่างที่ถูกกล่าวหาไปนั้น
ผมขอย้ำอีกครั้งว่า
นายกรัฐมนตรีคนนี้ไม่เคยคิดที่จะเข้ามาบริหารบ้านเมืองด้วยการทำชั่ว
ผมมั่นใจว่าสิ่งที่ได้ทำไปในอดีตนั้น เป็นสิ่งที่ได้ทำดีที่สุด
ส่วนเรื่องที่กล่าวหานั้น
ผมเชื่อว่าสักวันหนึ่งถ้ามีโอกาสได้ชี้แจงท่านจะเข้าใจมากกว่านี้ อยากจะขอให้พี่น้องได้มีกำลังใจ
หันหน้าเข้าหากัน มีกำลังใจเถิดครับ
เพราะบ้านเมืองเรายังจะต้องก้าวหน้าไปอีกมาก
ลูกหลานของเราจะต้องมีอนาคตอีกมาก
ไม่มีประโยชน์ที่ผู้ใหญ่ไม่กี่คนจะมุ่งเอาชนะกัน
และในที่สุดแล้วบ้านเมืองก็เสียหาย
วันนี้เราไม่มีจุดรวมใจอะไรกันดีเท่ากับว่า อีก
60
กว่าวันจะถึงวันครบรอบ 60
ปีของการครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
อีกไม่กี่วันจะมีงานใหญ่ระดับโลก ซึ่งคนทั่วโลกจะจับตามองว่า
มีพระราชอาคันตุกะระดับพระราชาธิบดีและพระราชินีจากทั่วโลกมาร่วมงาน
เฉลิมฉลองให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา
และพวกเราคนไทยจะไม่ยินดีต้อนรับ ไม่ทำความสะอาดบ้าน ไม่เลิกสับสน
เพื่อให้คนได้มาด้วยความภาคภูมิใจเพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราไม่ได้หรือ
ขอร้องว่า
วันนี้ขอเถิดครับ บางบ้าน บ้านเดียวกันก็ขัดแย้ง
เพราะความเห็นต่างกัน วันนี้ท่านได้แสดงออกเมื่อวันที่ 2
เมษายนแล้ว ขอให้ทุกอย่างกลับมาเถิดครับ
กลับมารวมใจไทยให้เป็นหนึ่งเพื่ออนาคตของประเทศไทยเรา
ผมขอขอบคุณอีกครั้งและขออภัย ขอกราบขอโทษ
ที่ท่านได้เลือกและไว้วางใจผมมา
แต่ว่าผมกลับไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในคราวนี้
ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องบอกว่า ไม่สบายใจที่ต้องขอโทษพี่น้องประชาชน
แต่เป็นความสบายใจที่ได้สร้างความสมานฉันท์
ถ้าหากว่าจะได้รับการตอบสนองที่ดี จากอดีตพรรคร่วม
ฝ่ายค้าน
จากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
และจากพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศว่า
เราจะหันหน้ากลับมาเพื่อประเทศไทยของเรา
และเพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา
ขอขอบคุณครับ สวัสดีครับ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รก.นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคไทยรักไทย
1.
ทั้งหมดนั้นเป็นคำแถลงของ พ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี
และหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ในเวลา 20.30 น. หรือ 2 ทุ่มครึ่ง วันที่ 4 เมษายน
2549 ที่ผ่านมา ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย
หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า ทีวีพูล
เป็นคำอำลาจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีติดต่อกัน 2 สมัยซ้อน นับเวลาได้ 5 ปีเต็ม
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยได้รับการยกย่องจากนิตสารต่างประเทศว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่งของเอเชีย
ส่วนคุณสมบัติอื่นๆ นั้น ผู้เขียนคงไม่พูดถึงแล้ว เพราะใครก็คงรู้ดีว่า
นอกจากจะเรียนจบ Ph.D. ด้านอาชญวิทยา
จากมหาวิทยาลัยในมลรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ด้วยทุนการศึกษาของ ก.พ.
แถมด้วยการประสบความสำเร็จเป็นนักธุรกิจผู้รวยไวที่สุดในประเทศไทย
ก็ยังเป็นนักการเมืองผู้ประสบความสำเร็จไวและสูงสุดที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของประเทศไทย
นับตั้งแต่ปีอภิวัฒน์การปกครอง พ.ศ.2475 เป็นต้นมา
ว่ากันว่า ทักษิณ นี่แหละ คือนักการเมืองในอุดมคติของคนไทย
เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติที่ยากจะหาได้ในศตวรรษ ทั้งเก่งทั้งรวย ขนาด ฯพณฯ
ท่านปรีดี พนมยงค์ อดีตหัวหน้าคณะราษฎร์เมื่อเทียบคุณสมบัติกับ
พ.ต.ท.ทักษิณแล้ว ท่านปรีดีมีดีทุกอย่าง แต่ไม่มีเงิน
การเล่นการเมืองไทยต้องใช้เงิน แต่ทักษิณมีเงิน แถมมีมากมายมหาศาลด้วย
ถ้าเล่นแบบ "เพลย์เซฟ"
คือสงวนตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ทักษิณย่อมมีโอกาสเป็นยิ่งกว่ารัฐบุรุษ
อาจจะได้รับการยกย่องเป็น
"อภิรัฐบุรุษ"
ด้วยซ้ำไป
แต่
(ว่ากันอีกว่า) คุณสมบัติที่
ฯพณฯ ท่านปรีดี พนมยงค์
มีดีที่หนึ่งคือ
ความซื่อสัตย์ สุจริต
คุณสมบัติส่วนนี้ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับคุณสมบัติของ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
แล้ว จากการที่ท่านซุกหุ้นในนามของคนใช้ในบ้าน คนขับรถ มาจนถึงการตั้งบริษัทแอมเปิ้ล
ริช ที่หมู่เกาะบริติช เวอร์จิ้น ในทะเลแคริบเบี้ยน
อันเป็นแหล่งฟอกเงินที่ผิดกฎหมายใหญ่ของโลก ด้วยอ้างว่า
เพื่อเตรียมการนำหุ้นไปเข้าตลาดหลักทรัพย์ที่สหรัฐอเมริกา
แล้วนำกลับมาขายให้แก่สิงคโปร์
รวมถึงการนำหุ้นอันเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการธุรกิจสัมปทานที่ พ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร และครอบครัว ได้รับมาจากรัฐบาลไทย ไปขายให้แก่บริษัทเทมาเส็ก
ซึ่งเป็นของรัฐบาลประเทศสิงคโปร์
โดยไม่ต้องเสียภาษีตามกลไกตลาดหลักทรัพย์แม้แต่แดงเดียว เหล่านี้
มิใช่ภาพแห่งความซื่อสัตย์สุจริตและจริงใจในสายตาของคนไทย โดยเฉพาะกับวาทะที่
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประกาศยอมรับผิดต่อกรณีซุกหุ้นครั้งแรกในศาลรัฐธรรมนูญ
แต่ดัดแปลงเป็นสำนวน
"บกพร่องโดยสุจริต"
หรือถึงจะผิดก็ผิดโดย
"ไม่ได้เจตนา"
ทั้งๆ ที่ก่อนจะทำนั้นมีเจตนามาตั้งแต่ต้นแล้ว ถ้าเป็นพระขึ้นธรรมาสน์
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คงโดนสมภารไล่ลงและทำโทษ
โทษฐานไม่ล้างเท้าก่อนขึ้นธรรมาสน์ นอกจากจะเทศน์เหลวไหลแบบสามเณรศรีธนญชัยหรือเซียงเมี่ยงแล้ว
ยังทำสกปรกส่งผลให้พระรูปอื่นๆ ใช้ธรรมาสน์เทศน์ไม่ได้อีก
พฤติกรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดังว่ามานี้ เป็นภาพ
"ดำ"
ที่ตัดกับภาพ
"ขาว"
ของ ฯพณฯ ท่านปรีดี พนมยงค์ อย่างชัดเจน ยิ่ง ฯพณฯ ท่านปรีดี พนมยงค์
ถึงแก่อสัญกรรมไปนานแล้ว เกียรติประวัติของท่านจึงเป็น
"อมตะ"
ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้น ยังถือว่าหนุ่มแน่น
อาจจะอยู่ดูโลกต่อไปได้อย่างน้อยๆ ก็ 10-20 ปี หรืออาจจะมากกว่านั้น
ซึ่งก่อนจะถึงเวลานั้น เรายังไม่รู้เลยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะเพิ่ม
"คุณสมบัติ"
ให้เด่นขึ้นแก่ชีวิต หรือแปรคุณสมบัติให้กลายเป็น
"คุณวิบัติ"
เพราะหนังชีวิตของ ฯพณฯ ท่านปรีดี พนมยงค์ นั้น จบไปแล้วอย่างถาวร แต่หนังชีวิตของ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังเหลืออยู่อีกหลายม้วน แถมยังไม่รู้ว่าจะมีเวอร์ชั่นใหม่อะไรเพิ่มเติมมาหรือไม่
นั่นเป็นภาพรวมที่มองเห็นอย่างกว้างๆ
เมื่อเปรียบเทียบระหว่าง
2 ด๊อกเตอร์ คือ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ชาวอยุธยา
กับ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ชาวเชียงใหม่
2.
ปัญหาใหญ่ระดับ
"วิกฤติชีวิต" ที่เกิดขึ้นกับ พ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร จนต้องยอมออกโทรทัศน์ทุกช่องเพื่อ
"ลาประชาชนไปอยู่เบื้องหลังการเมือง"
ตามที่นำเสนอนั้น ถ้าจะว่ากันที่ "หนักๆ"
ก็เห็นจะเป็นเรื่องหุ้นนั่นแหละ มีบางคนให้คำนิยามว่า นี่มิใช่
"มาเพราะการเมือง ต้องไปเพราะการเมือง"
เหมือน ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสมัย
"จัดระเบียบสังคม" เคยลั่นวาจาไว้
และก็มิใช่ "มาเพราะพันธมิตร
ก็ต้องไปเพราะพันธมิตร"
เหมือนภาพที่ปรากฏอยู่ทั่วท้องสนามหลวงโชว์ปูมหลังก่อนจะนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่ามีเส้นสายใยโยงอยู่กับใคร
ก่อนจะได้คะแนนเสียงล้นหลาม ถึง 19 ล้านเสียง หากแต่ท่านว่า
บทสรุปของการมาและการไป พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็คือ
"มาเพราะหุ้น ก็ต้องไปเพราะหุ้น"
จะเป็นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์หรือหุ้นส่วนหรือไม่
เรื่องนี้ต้องขยาย...
ฉายภาพให้ชัด ๆ ประวัติการเดินถนนการเมืองของ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ต้องเริ่มมาจาก
"พ่อท่าน" สมณะโพธิรักษ์
แห่งสันติอโศก ซึ่งหนุนทักษิณผ่าน
"พล.ต.จำลอง ศรีเมือง"
อดีตหัวหน้าพรรคพลังธรรม และปัจจุบันหัวหน้ากองทัพธรรม
ซึ่งยกเก้าอี้หัวหน้าพรรคพลังธรรมให้แก่มหาเศรษฐีลบภาพพรรคกระยาจกออกไปจากเสื้อม่อฮ่อมเมืองแพร่
สหายสนธิ
หรือนายสนธิ ลิ้มทองกุล
อดีตผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการและบริษัทในเครือ
ซึ่งใช้สื่อทุกประเภทประโคมโน้มน้าวให้หลงไหลในตัวทักษิณ
มิเพียงแต่ตัวนายสนธิเท่านั้น หากแต่บริวารว่านเครือในเครือผู้จัดการ
ก็รับลูกลำตัดกันเป็นทอดๆ ทั้งเสนอข่าวในแง่บวก
เขียนเจาะเขียนเชียร์ทักษิณล้วนแต่
"แง่ดีไม่มีที่ติ"
จนถึงกับมีคนหมั่นไส้พูดกันทั่วไปว่า
"สงสัยสนธิคงเล่นสลากกินแบ่งกับทักษิณ ไม่งั้นคงไม่หลับหูหลับตาเชียร์เหมือนคนตาบอดเป็นแน่"
แต่ตอนนั้นกระแสทักษิณฟีเวอร์มาแรงจนมะพร้าวโอนเอน
ลมใต้หรือลมทักษิณแรงขนาดนี้ใครไหนจะกล้ายืนขึ้นต้าน ขนาดว่าลิงที่เกาะสมุยซึ่งมือเหนียวสุดๆ ยังกลัว ต้องขอพักการเก็บมะพร้าวไว้ชั่วคราว
พระธรรมวิสุทธิมงคล
หรือหลวงตามหาบัว
แห่งวัดป่าบ้านตาด
ศิษย์เอกปรมาจารย์กรรมฐาน
"อาจารย์มั่น ภูริทัตโต" หัวหน้าพระธรรมยุตสายป่าภาคอีสาน-เหนือ
ก็เป็นโต้โผใหญ่อีกท่านหนึ่ง ซึ่งออกมายอมรับทักษิณอย่างเต็มๆ
ว่าเป็น "ศิษย์เอก"
ตั้งแต่ขึ้นธรรมาสน์เทศน์อัดรัฐบาลชวนจนซวนล้ม โดยนำประเด็น
"การรวมบัญชีทองคำช่วยชาติไปรวมกับเงินในคลัง"
หลวงตาบัวกลัวว่ารัฐบาลชวนจะเอาเงินของท่านไปใช้หนี้จึงไม่ยอมให้รวมบัญชี
แล้วใช้ประเด็นนี้ตีแล้วตีอีก จน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ภาคอีสานสูญสลายหายไปเหมือนไดโนเสาร์โดนอุกกาบาตถล่มจนสูญพันธุ์ไปจากโลก
นอกจากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร ยังเปิดมิติใหม่ในวงการการเมืองไทยด้วยการ
"คิก ออฟ แคมเปญ"
ประกาศโครงการเอื้ออาทรไปทุกตางรางนิ้ว ปลุกกระแสคนไทยในชนบทที่เรียกว่า
"ระดับรากหญ้า"
ให้สนใจการเมือง ในประเด็นว่า
"ถ้าเลือกพรรคไทยรักไทยแล้วจะได้อย่างนี้ๆๆ"
เหมือนพระโฆษณาอานิสงส์สรรพทาน
อาทิ พักหนี้เกษตรกร 3 ปี โครงการสุขภาพถ้วนหน้า หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค
โครงการกองทุนหมู่บ้านละล้าน ก่อนจะสานต่อเป็น
SML หรือ สะมอร์
มีเดี้ยม ลาช แปลว่า เล็ก กลาง และใหญ่ แบ่งเกรดหมู่บ้านให้เป็น 3 ระดับ
นับจำนวนครัวเรือน ถ้าต่ำกว่าร้อย ถึง 100 ครัวเรือน ก็เป็นสะมอร์
เอาเงินไปเพิ่มเติมหมู่บ้านละ 100,000 บาท จาก 100 ถึง 200 ครัวเรือน
ก็ยกเป็นมีเดี้ยม หรือขนาดกลาง เอาไป 200,000 บาท
ถ้ามากกว่านั้นก็ยกให้เป็นลาช หรือใหญ่ ให้เงินเพิ่มหมู่บ้านละ 300,000 บาท
สงครามปราบยาเสพติด โครงการคอมพิวเตอร์เอื้ออาทร
โครงการกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา โครงการสร้างบ้านน็อกดาวน์เหมือนโมเบิ้ลโฮม
ต่อเสร็จทันใจยกไปอยู่อาศัยได้ทุกที่
ที่สำคัญก็คือการกันเงินงบประมาณส่วนหนึ่งมาไว้เป็นกองกลาง เหมือน
"เงินพระคลังข้างที่"
ที่อดีตพระมหากษัตริย์ไทยเคยมีพระราชอำนาจใช้โดยพระราชอัธยาศัยมาก่อน
เงินก้อนนี้ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการสั่งใช้โดยไม่ต้องผ่านการอภิปรายแปรญัตติของ
ส.ส.ในสภา เวลาออกทัวร์นกขมิ้น ไปนอนแรมแกมมื้อแห่งหนตำบลไหน
เจอโครงการถูกใจ ฯพณฯ ท่านก็จะเรียกกล้องทีวีมาทำการถ่ายทอดสด
ประกาศอนุมัติงบประมาณผ่านจอทีวีสดๆ เหมือนเกมชิงร้อยชิงล้านทางจอทีวี
เป็นที่ติดอกติดใจ ใครๆ ก็อยากให้ทักษิณมาพักผ่อนนอนเรือน เข้าตำรา
"ช้างเหยียบนา
พญาเหยียบเมือง"
มีแต่รุ่งเรืองและร่ำรวย
3.
แต่ถ้าเราลองไปดู
"ระบบของการบริหารประเทศผ่านกระบวนการบริหารเงิน" แล้ว
ก็จะพบว่า เงินที่ได้จากการเก็บภาษีอากรทุกประเภท ตั้งแต่ภาษีเงินได้
ภาษีล้อเลื่อน ภาษีโรงเรือน (ไม่ใช่โรงเรียน) ภาษีสรรพสามิต
จนถึงภาษีที่ได้จากการขายหุ้น เงินทุกบาททุกสะตังค์เมื่อนำเข้าสู่ส่วนกลางคือคลังแล้ว
ก็จะมีการจัดแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้
1. ใช้หนี้เก่า
เราไปกู้หนี้ยืมสินจากใครไว้ที่ไหนในโลก มีกำหนดการจ่ายคืนต้นเท่าใด ดอกเท่าใด
ในเวลาไหน รวมทั้งการออกพันธบัตรรัฐบาล
ซึ่งเป็นการยืมเงินประชาชนในชาติ รัฐบาลประกันความเสี่ยงทั้งดอกทั้งต้นไว้เท่าใด จะซื้อคืนในเวลาไหน
ก็ต้องจัดเงินงบประมาณส่วนหนึ่งไปชำระหนี้ที่ว่ามานี้ก่อนเพื่อน
2.
จ่ายเป็นเงินเดือนข้าราชการทั่วประเทศ
ทั้งข้าราชการทหาร ตำรวจ และพลเรือน รวมถึงการว่าจ้างพิเศษอื่นอีก เช่น
จ้างผู้เชี่ยวชาญ หรือบริษัทที่เชี่ยวชาญ มาทำการวิจัย
หรือช่วยเหลือให้คำแนะนำในเรื่องนั้นๆ ของรัฐบาล เป็นต้น
นับเป็นเงินก้อนที่สองที่จะต้องกันเอาไว้
เพราะถ้าไม่ยอมจ่ายเงินเดือนรับรองว่าเดือดร้อนแน่
เงินก้อนนี้จึงแตะไม่ได้เช่นกัน
3.
เมื่อตัดเงินกองกลางให้เป็นก้อนที่ 1 และ 2
ตามที่ว่ามาแล้ว เหลือเงินเท่าใด ก็จะใช้เงินจำนวนนั้นไปในการ
"สร้างงานใหม่"
เช่น สร้างถนนหนทาง สะพาน
เขื่อน ฝายกั้นน้ำ เป็นต้น ตั้งโครงการอะไรใหม่ๆ เพื่อให้ประเทศมีอะไรใหม่ๆ
เกิดขึ้น มิใช่ใช้แต่ของเก่าซ้ำๆ ซากๆ
ซึ่งเงินส่วนนี้ถ้ามีเงินเหลือจากสองก้อนแรกมากก็สามารถสร้างได้มาก
ถ้าเหลือน้อย โครงการต่างๆ ก็ต้องน้อยไปตามจำนวนเงินที่หดหาย
แต่ส่วนใหญ่รัฐบาลไทยนิยมใช้วิธี
"กู้เงินต่างประเทศ"
มาใช้ เพราะยังไงเงินก็คงเหลือไม่พอ หนี้เก่าใช้ยังไม่ทันหมด
หนี้ใหม่ก็งอกออกมาทดแทนอีกแล้ว
ครั้นมาถึงยุคทักษิณ จากที่เคยแบ่งงบประมาณออกเป็น 3 ก้อน
ก็มีการตัดเพิ่มเป็น 5 ก้อน โดย
2 ก้อนที่เพิ่มเข้ามานั้น คือ
4.
เงินสำหรับโครงการเอื้ออาทร
เป็นเงินที่ต้องใช้ในโครงการที่พรรคไทยรักไทยไปหาเสียงไว้เพื่อให้ชาวบ้านช่วยลงคะแนนให้
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้เป็นนายกรัฐมนตรี มีทั้ง 30 บาทรักษาทุกโรค
โครงการพักหนี้เกษตรกร กองทุนหมู่บ้านละล้าน โครงการกู้ยืมเพื่อการศึกษา
โครงการคอมพิวเตอร์เอื้ออาทร
โครงการควายล้านตัว โครงการขุดสระน้ำทั่วประเทศ เป็นต้น
โครงการเหล่านี้เป็นโครงการใหม่ที่เกิดขึ้นจากไอเดียของ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพลพรรคไทยรักไทย เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ได้เป็นนายกรัฐมนตรีสมใจ รัฐบาลใหม่ก็จำต้องดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายที่หาเสียงไว้ โดยได้จัดหรือเจียดงบประมาณจาก 3 ก้อนเดิมนั้น
มาไว้เป็นเงินก้อนที่ 4 เพื่อไม่ให้เสียสัตย์และเสียคะแนน
ยกตัวอย่าง
กองทุนหมู่บ้านละล้าน ประเทศไทยมีหมู่บ้านจำนวน 71,852
หมู่บ้าน
เมื่อตั้งกองทุนหมู่บ้านละล้านตามนโยบาย ก็ต้องใช้เงินไปจำนวน
71,852
ล้านบาท
ก็เฉียดๆ แสนล้าน เงินจำนวนนี้เป็นเงินให้ขาด แบบไปแล้วไปเลย
แม้จะมีการคืนเพราะให้กู้ มิใช่ให้เปล่า แต่เงินก็ยังอยู่ที่หมู่บ้าน
รัฐบาลมิได้เรียกคืน แถมยังจะเพิ่มให้ตามเกรด
SML
ซึ่งก็คงต้องดึงเงินอีกหลายหมื่นล้านมาโปะงบเอื้ออาทรในส่วนนี้
โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค
จากการวิจัย
เมื่อรัฐบาลดำเนินโครงการนี้ให้ครอบคลุมพื้นที่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ
จะต้องใช้เงินเป็นจำนวนถึง
100,000 ล้าน
(หนึ่งแสนล้านบาท) ในปีเริ่มต้น และต้องเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 2
ในปีต่อไป
แถมยังต้องบวกอัตราความเสี่ยงว่าด้วยเงินเฟ้อหรือค่าเงินอ่อนอีก
เปรียบเทียบง่ายๆ รัฐบาลเป็นพ่อแม่ และมีลูกอยู่ 60 ล้านคน
พ่อแม่พาลูกไปซื้อของที่ห้างแห่งหนึ่ง ไม่ว่าสินค้าในร้านนั้นจะราคาเท่าใด
ใครจะเลือก |