สังคมไทยแต่โบราณนั้นมีช่องว่างระหว่างคนไทยด้วยกัน คือ ชนชั้นวรรณะ
เป็นระบบผูกขาดทางเชื้อชาติและเศรษฐกิจ
สังคมไทยลอกเลียนสังคมพราหมณ์ตามมาใช้ในกรุงศรีอยุธยา
พราหมณ์นั้นแบ่งชนชั้นออกเป็น 4 วรรณะ คือ
1. กษัตริย์ พวกนักรบ
2. พราหมณ์ พวกทำพิธีกรรมทางศาสนา
3. แพทย์ พวกคนค้าขาย
4. ศูทร์ พวกชาวพื้นเมืองที่มิใช่ฝรั่งอารยัน
แถมด้วยพวกนอกวรรณะที่เรียกว่า
"จัณฑาล"
เป็นลูกของคนที่สมสู่ไม่เลือกวรรณะ เป็นพวกสีผสม จะขาวก็ไม่ใช่ จะดำก็ไม่เชิง
ถ้าเป็นบ้านเราก็ต้องเรียกว่าพวกวรรณะกาเหว่า
อยุธยามีชนชั้นเช่นกัน
คือ พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาเป็นวรรณะที่หนึ่ง
กษัตริย์แม้จะเป็นผู้ปกครองบ้านเมืองมีอำนาจสูงสุด
แต่ก็ยอมให้พระสงฆ์สามเณรนำหน้าทั้งในเวลาเกิดและตาย กษัตริย์เป็นวรรณะที่สอง
ข้าราชการรวมทั้งไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินทั่วไปเป็นวรรณะที่สาม
และทาสคือคนที่เป็นขี้ข้าซื้อขายกันได้เหมือนผักปลา ถูกจัดเป็นวรรณะท้ายสุด
ทาสในเมืองไทยหมดสิ้นไปแล้ว
ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศเลิกทาส ในวันที่
1 เมษายน พ.ศ.2448
เราเชื่อกันว่าทาสได้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทยตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว
ถึงปีนี้ พุทธศักราช 2549 นับจากปีเลิกทาสเป็นต้นมาได้เวลา 101 ปี
จากที่เคยเชื่อว่า
เมืองไทยไม่มีทาสนั้น กลับมีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่า
"เมืองไทยยังเต็มไปด้วยทาส"
โดยเฉพาะทาสน้ำเงิน
ระบบประชาธิปไตยแบบไทยๆ (ที่มีการอ้างรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายแม่บท
และมีการเลือกตั้งเป็นฉากบังหน้าหาความชอบให้ได้อำนาจในการปกครองประเทศ)
ได้กลายพันธุ์เป็นแมชชีน
ชั้นดีที่พาคนไทยกลับไปสู่ยุคแห่งความเป็นทาสเหมือนเมื่อก่อน 101 ปีที่ผ่านมา
เริ่มจาก
รัฐบาลไทยไม่เคยสนใจไยดีในเรื่องของการศึกษาเรียนรู้เรื่องประชาธิปไตย
กล่าวได้ว่า 101 ปีที่ผ่านมา
ไม่เคยมีวิชาประชาธิปไตยสอนในโรงเรียน
ส่วนวิชาอื่นๆ นั้นเรามีหมด ทั้งศิลปะศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย
ภาษาต่างชาติ และแม้แต่วิชาคอมมิวนิสต์หรือโชเชี่ยลลิสม์
เรารู้จักและพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า
"คอมมิวนิสต์คือลัทธิที่เป็นศัตรูต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์"
จะยึดทุกสิ่งทุกอย่างไปเป็นของกลาง และไม่มีศักดินาชนชั้นใดๆ ในปัถพี
แล้วเราก็สอนให้เกลียดคอมมิวนิสต์ยังกะว่าเป็นยักษ์มาร
จนเคยเข่นฆ่ากันตายกลางเมืองไปมากมายในยุคหนึ่ง
คนไทยเราภูมิใจว่าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย
แต่ถ้านำคำถามไปถามคนไทยทุกเพศทุกวัย นับตั้งแต่แม่สายยันสุไหงโกลก ว่า
"ประชาธิปไตยคืออะไร"
รับรองว่า ถ้าถามหนึ่งล้านคนก็จะได้คำตอบที่แตกต่างกันหนึ่งล้านคำตอบ
ทั้งๆ ที่เป็นคำถามเดียวกัน
! มันเหลือเชื่อไหม ?
ก็นี่ไงที่ผู้เขียนว่า
ประชาธิปไตยในเมืองไทยมันกลายพันธุ์
นักการเมือง เช่น ดร.ทักษิณ
ชินวัตร เป็นต้น
เข้าใจว่า ประชาธิปไตยคือการหาเสียงโดยไม่จำกัดรูปแบบ
ทั้งซื้อ แลก แจก แถม ยุบรวม และเซ้ง สัญญิงสัญญาว่าจะให้
แม้แต่เอาเงินหลวงเงินแผ่นดินไปโปรยปรายซื้อเสียงผ่านโครงการเอื้ออาทรแบบอัฐยายซื้อขนมยาย
ก็ไม่ผิดกติกา ขอเพียงว่าให้ได้คะแนนเสียงข้างมากก็จัดตั้งรัฐบาล
ก็อ้างว่าเป็นประชาธิปไตยได้แล้ว
และถ้าใครก่อม็อบไล่ ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นผู้ดีตีนแดงตะแคงตีนเดินยังไง
ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นศาสตราจารย์ด๊อกเตอร์ที่ตนเองสู้อุตส่าห์บากหน้าจูงมือลูกไปฝากฝังเพื่อขอให้ท่านประสิทธิ์ประศาสตร์วิชารัฐศาสตร์ให้ก็ตาม
ก็ไม่ฟัง แถมยังอ้างว่า "ประชาชน 19
ล้านเสียงเลือกผมมา ผมจึงไม่มีวันลาออก
ยกเว้นแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงกระซิบให้ออกเท่านั้น"
นั่นละคือประชาธิปไตยในความหมายของ ดร.ทักษิณ นักการศึกษาระดับพีเอชดีจากประเทศสหรัฐอเมริกา
เมืองประชาธิปไตยทันสมัยที่สุดของโลก
ผู้เขียนคิดๆ ติดตลกว่า
"นี่ถ้ามีคนมาไล่พระบางองค์สึก
ด้วยข้อหาร้ายแรง ท่านรูปนั้นก็อาจจะอ้างบ้างว่า
ผมได้รับการอุปสมบทมาจากพระสงฆ์ 10 รูป (ซึ่งบางรูปอาจจะตายไปแล้ว)
ถ้าจะให้ผมออกก็ต้องให้ท่านเหล่านั้นมาจับผมสึก เพราะท่านเป็นผู้เลือก เอ๊ย
บวชให้ผม ไอ้พวกนี้เป็นใคร จะมาไล่ผมออกจากผ้าเหลือง ก็ให้รอชาติหน้าตอนบ่ายๆ ส่วนเรื่องอาบงอาบัติหรือจริยธงจริยธรรมนั้นมันไม่เกี่ยวกัน"
ก็ลองเปรียบเทียบดูเอาเองก็แล้วกัน ว่าจะมันขนาดไหน ?
ยิ่งเรื่องศีลธรรมจริยธรรมยิ่งไม่ต้องพูดถึง
เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยไม่ต้องมีกริยามารยาทอะไรก็ได้
วันไหนไม่สบอารมณ์ก็สบถคำหยาบออกมาต่อหน้านักข่าว เช่น
แม่ง มึง ไอ้
เป็นต้น
ที่น่าเกลียดอย่างยิ่งก็คือ
ใช้สถานีวิทยุแห่งประเทศไทยในตอนเช้าวันเสาร์ ออกอากาศเพื่อหาเสียงให้ตัวเอง
และด่าฝ่ายค้านบ้าง ฝ่ายต่อต้านบ้าง
อย่างไม่รู้สึกรู้สาว่านั่นเป็นกลไกของรัฐบาลในการทำงานเพื่อประชาชน
ไม่ใช่เป็นกลไกของพรรคไทยรักไทยหรือของตัวเอง คือแยกไม่ออก
(หรือรู้แต่ยังฝืนทำ) ว่าตนเองเป็นใคร
ระหว่างนายกรัฐมนตรีกับหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวให้ชัดก็คือ
เป็นความเห็นแก่ตัวอย่างอล่างฉ่างกลางบ้านกลางเมือง
ก่อนจะมีการซื้อขายหุ้นอันเป็นทรัพย์สินสัมปทานจากรัฐบาลไทยให้แก่ต่างชาติในวันนี้
นั่นละคือภาพฟ้องของประเทศไทยในวันนี้
วันที่เรามีการเปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตยได้
75 ปีพอดี
มันบ่งบอกถึงความล้มเหลวในการพัฒนาประชาธิปไตยในเมืองไทย
ซึ่งมีสาระดั้งเดิมคือ คืนสิทธิและเสรีภาพแห่งความเป็นมนุษย์
และอิสรภาพในการแสวงหาสัจจะแห่งชีวิตโดยเสรี
แต่ปรากฏว่าเราล้มเหลวในเรื่องใหญ่ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เช่น
การปฏิรูปที่ดิน
ปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปศาสนา เป็นต้น
โดยเฉพาะความล้มเหลวในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย
เราทดลองใช้รัฐธรรมนูญมาแล้วถึง 16 ฉบับ ในระยะเวลา 75 ปี
แม้กระทั่งวันนี้ก็ยังเถียงกันอีกว่า
รัฐธรรมนูญบกพร่องต้องแก้ไข
!
และนี่หรือคือประชาธิปไตย ???
แค่มองดูตัวผู้นำก็เวียนหัวแล้ว แต่ลองมองดูประชาชนคนทั้งประเทศสิ
เมื่อมีการกล่าวโทษนายกรัฐมนตรีในกรณีขายหุ้นให้บริษัทต่างชาติ
โดยหุ้นที่ขายไปนั้นเป็นทรัพย์สินสัมปทานของรัฐบาล
ซึ่งก็คือทรัพย์สินส่วนรวมของประเทศไทยนั่นเอง
เป็นปัญหาว่าด้วยจริยธรรมของผู้นำ
แต่กลับปรากฏว่าคนไทยแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย
ฝ่ายหนึ่งได้แก่ นิสิต นักศึกษา ปัญญาชน คนชั้นกลางและคนชั้นสูง
ได้ออกมาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก
เหตุหมดความชอบธรรม
อีกฝ่ายหนึ่ง ได้แก่ ตาสี ตาสา ชาวนา ชาวไร่ คนขับแท็กซี่ คนไทยในชุมชนแออัด
โดยเฉพาะชาวต่างจังหวัดที่มี ส.ส.ของพรรคนายกฯ ครองพื้นที่อยู่
ได้ออกมาให้กำลังใจให้นายกรัฐมนตรีว่าไม่ต้องลาออก
ขอให้เป็นนายกเพื่อคนจนต่อไป
แค่นี้ก็เห็นได้ชัดเจนเลยว่า
ประชาชนคนไทยวันนี้มีฐานะทางเศรษฐกิจและการศึกษาแตกต่างกันมากอย่างน่าเป็นห่วง
ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่า
"ช่องว่างระหว่างคนไทยด้วยกัน"
คนระดับกลางและระดับสูง เป็นคนที่มีวิชาความรู้
สามารถยืนอยู่ด้วยลำแข้งเอาตัวรอดได้ ไม่ต้องพึ่งพาใคร
คนพวกนี้มีความคิดอิสรเสรี และมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ชักจูงได้ยาก
และจะแสดงออกทันทีที่พบเห็นสิ่งที่ผิดศีลธรรมจริยธรรม
คนระดับชาวบ้านร้านตลาด ตาสี ตาสา ยายมา ตามี มีชีวิตจมปลักอยู่กับไร่นาสาโท
การศึกษาก็แทบว่าจะอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้
คนพวกนี้มิใช่คนเลว
แต่เป็นคนไร้เดียงสาในทางการเมือง ในขณะท้องกิ่วหิวกระหาย
ใครหยิบยื่นอะไรให้เขาก็ต้องรับไว้ก่อน ไม่ต่างไปจากคนตกน้ำ
เจองูหรือท่อนไม้ก็จำต้องกอดต้องรัด เพราะมันไม่มีทางเลือก
ยิ่งคนระดับนายกรัฐมนตรีสู้อุตส่าห์ไปนอนกลางดินกินกลางทรายเป็นเวลาตั้งหลายวันเพื่อสาธิตแก้จน
โปรยเงินทองและข้าวของเครื่องใช้ให้เหมือนพระเวสสันดรในทศชาติชาดก
นายกฯจึงเป็นขวัญใจคนจน เหมือนที่หลวงพ่อคูณท่านบอกว่า
"ไอ้ทักษิณมันดี
ตั้งแต่มีนายกรัฐมนตรีมานี้ กูเพิ่งเคยเห็นมันนี่แหละ ที่ปราบยาบ้าได้"
นั่นเป็นวิสัยทัศน์ของพระหลวงตา ซึ่งจะไปว่าท่านก็ไม่ได้
เพราะท่านเห็นเช่นนั้นจริงๆ แต่ถามว่า
"เอามาเป็นบรรทัดฐานได้ไหม"
และแล้วคนไทยสองระดับนี้ก็ต้องมาตีกันเอง
ว่าด้วยเรื่องของศีลธรรมจริยธรรมของนายกรัฐมนตรี
ฝ่ายหนึ่งเรียกร้องให้ลาออก อีกฝ่ายหนึ่งเชียร์ให้อยู่ต่อไปไม่ให้ออก
เกิดเป็นม็อบชนม็อบ
!
คนไทยที่ใช้สิทธิ์เลือกตั้งร่วมกันเมื่อปีกลายนี่แหละ มาทะเลาะกันเองเสียแล้ว
ว่าด้วยประชาธิปไตย ที่ไม่มีคำจำกัดความว่า
"อะไรหรือคือจริยธรรมของนายกรัฐมนตรี"
ไม่ต่างไปจากกลไกตลาดหลักทรัพย์ที่ยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บุคคลที่เข้าไปซื้อขายหุ้น
โดยไม่มีเพดานการซื้อขายว่าสูงสุดได้แค่ไหน ว่าควรเป็นจำนวนเงินร้อยบาท พันบาท หมื่นบาท
ล้านบาท หรือว่าหมื่นล้านบาท !
เมื่อไม่มีจึงเอาผิดอะไรไม่ได้ แม้ปรมาจารย์ทางกฎหมายจะระบุว่า
"การตีความกฎหมายต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายไว้เป็นเบื้องต้นก็ตาม"
แต่ตามหลักการแล้ว เมื่อไม่ได้เขียนไว้ในกฎหมาย ก็หมายถึงว่า
ไม่เข้าข่ายความผิด หรือถึงจะผิดก็ผิดตรงที่กฎหมายไม่เขียนไว้นั่นเอง
นั่นก็คือเจตนารมณ์
แต่เป็นเจตนารมณ์บรมโง่เลย
แต่ศีลธรรมจริยธรรมมิใช่เช่นนั้น พระพุทธองค์ทรงประทานมหาปเทศเป็นข้ออ้างตัดสินพระธรรมวินัยไว้
4 หลักการใหญ่ๆ ได้แก่
1.
สิ่งใดไม่ได้ห้ามไว้ว่าไม่ควร สิ่งนั้นขัดกับสิ่งที่ควร
เข้ากันกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นก็ไม่ควรเอามาใช้หรือปฏิบัติ
2.
สิ่งใดไม่ได้ห้ามไว้ว่าไม่ควร สิ่งนั้นขัดกันกับสิ่งที่ไม่ควร
เข้ากันได้กับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นควรนำมาปฏิบัติ
3.
ส่งใดไม่ได้อนุญาตไว้ว่าควร สิ่งนั้นขัดกันกับสิ่งที่ควร
เข้ากันได้กับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นไม่ควรใช้หรือปฏิบัติ
4.
สิ่งใดไม่ได้อนุญาตไว้ว่าควร สิ่งนั้นขัดกันกับสิ่งที่ไม่ควร
เข้ากันได้กับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นควรใช้หรือปฏิบัติ
ทีนี้ เมื่อไม่มีอนุโลมปฏิโลมอะไรในระบบกฎหมายไทย
ใช้แต่ตัวหนังสือมากางเถียงกัน
ประเทศไทยจึงต้องเข้าสู่ภาวะตีบตัน ผลักดันให้ผู้คนต้องออกไปเดินนอกถนน
เพื่อแสดงออกซึ่งพลังมวลชน
ไม่เห็นด้วยกับการใช้กฎหมายเอื้ออาทรผลประโยชน์ให้แก่ตนเองและครอบครัวของนายกรัฐมนตรี
อันเป็นปัญหาว่าด้วยจริยธรรม
นี่คือที่ไปที่มา
สาเหตุก็ดังที่บอก
1.
นโยบายของรัฐบาลไทยในอดีตและปัจจุบัน
ก่อให้เกิดช่องว่างทางเศรษฐกิจกับประชาชนในชาติมากเกินไป
2.
นโยบายของรัฐบาลไทยในอดีตและปัจจุบัน
ก่อให้เกิดช่องว่างทางการศึกษากับประชาชนในชาติมากเกินไป
เพราะอะไรก็ตาม ถ้ามันเกินไป ไม่นานมันก็จะกลายเป็นสุดเหวี่ยง สุดขั้ว
ถ้าเป็นเหมือนๆ กันทั้งชาติหมดก็คงไม่มีปัญหาระหว่างคนในชาติ
แต่อาจจะเกิดการกระทบกระทั่งกับต่างชาติได้
แต่เผอิญว่าปัญหานี้เกิดกับคนไทยภายในชาติ
คนไทยส่วนใหญ่จึงแบ่งออกเป็นสองฝ่าย แล้วก็มาทำลายกันเอง
สรุปว่า ภายหลังจากรัชกาลที่ 5 ทรงเลิกทาสแล้ว ปัจจุบันสังคมไทยมีคนอยู่ 4
ชนชั้น คือ
1. คนรวยสุดๆ
2. คนจนสุดๆ
3. คนฉลาดสุดๆ
4. คนโง่สุดๆ
น่าเสียดายก็ตรงที่ นายกรัฐมนตรีท่านนี้มีดีกรีเป็นถึงด๊อกเตอร์
แต่กลับไม่ฟังด๊อกเตอร์ด้วยกันเอง ชอบฟังก็แต่เสียงของชาวไร่ชาวนาหรือคนขับรถแท๊กซี่
ทั้งๆ ที่แม้แต่ตัวเองก็อยากให้ลูกเรียนจบสูงๆ จึงนำไปฝากให้ท่านด๊อกเตอร์ในมหาวิทยาลัยช่วยประสิทธิ์ประสาทวิชาการให้
ถ้าเชื่อชาวบ้านหรือแท๊กซี่จริงๆ แล้ว
เหตุใดท่านจึงไม่นำบุตรไปฝากให้ชาวบ้านหรือคนขับรถแท๊กซี่ช่วยสอนหนังสือให้เล่า
?
นั่นเป็นคำถามที่ออกจะง่ายๆ
แต่เมืองไทยนั้นมีความสลับซับซ้อนทั้งในเรื่องของโครงสร้างทางสังคมและโครงสร้างทางเศรษฐกิจ
แม้แต่โครงสร้างทางการศึกษาก็พบว่ามีปัญหาเยอะมาก
จะสะจะสางเพียงวันเดียวคงไม่ได้ แต่ท่านว่า
ต้องอาศัยการระดมสติปัญญาความคิดจากคนทุกชนชั้น เอาปัญหาเก่าๆ มาสะสาง
เอาปัญญาใหม่ๆ เข้าแก้ไข ก็อาจจะไปได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งขอบอกเลยว่า
"เป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้ทุกคนในประเทศไทยหายจนภายใน 6 ปี"
ต่อให้นายกรัฐมนตรีตายแล้วกลับมาเกิดอีก
600 ชาติ
ก็ยังแก้ไม่หมดหรอก อย่าหลอกตัวเองเลย
จึงขอย้ำว่า ปัญหาเมืองไทยมีอยู่ทุกจุด
อย่าจับจดเพียงว่าเป็นปัญหาที่ไหนแห่งใดแห่งหนึ่ง
แต่ที่ผู้คนเขาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี
"ลาออก"
นั้น เพราะท่านเป็นหัวหน้า ไม่ใช่ลูกน้อง
เป็นผู้นำคนทั้งประเทศ เหมือนเป็นหัวหน้าครอบครัว
ถ้าหัวหน้าครอบครัวประพฤติเสียหาย ก็จะเป็นทิฏฐานุคติ เป็นตัวอย่างให้แก่ลูกๆ
ดังโบราณว่า "ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น"
คนที่เป็นผู้นำจึงต้องเพียบพร้อมด้วยศีลธรรมจริยธรรม
เก่งหรือฉลาดเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอหรอก จะบอกให้
ถ้าได้ผู้นำที่มีศีลมีธรรม นำประชาชนให้กินอยู่อย่างพอเพียง
รู้จักเก็บรู้จักกิน แม้ไม่รวย ไม่ต้องรู้จักโกง ประเทศชาติก็จะไปรอด
แต่ถ้ายิ่งรวยก็ยิ่งโกง
ยิ่งมีก็ยิ่งโลภ ยิ่งได้เปรียบก็ยิ่งเอาเปรียบ มันก็พังกับพังเท่านั้นเอง
ถามว่า
เราชอบไหมที่ลูกหลานของเรากลายเป็นศรีธนญชัยไปหมด เล่นลิ้นเล่นเหลี่ยมไปวันๆ
จับไม่ได้ไล่ไม่ทันก็คุยว่า "เป็นฮีโร่"
ใครโง่กว่าก็หาว่าเขาเป็น "อาตือ"
จวนตัวเข้าจริงๆ ก็เล่นลิ้นอย่างหน้าด้านๆ
ว่า "บกพร่องโดยสุจริต"
และ
"ขอโอกาส" ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ขนาดว่า ได้หมดแล้วนะ
ทั้งอำนาจ วาสนา เงินตรา สารพัด
แต่เมื่อผู้คนเขาเรียกร้องให้รับผิดชอบต่อปัญหา
"จริยธรรม" ของตัวเอง
ท่านผู้นำยังตะแบงว่า "19
ล้านเสียงเลือกผมมา ชาติหน้าตอนสายๆ จึงจะออก"
หรือถ้าถึงที่สุดแล้ว
"ให้ในหลวงมาบอกสิ รับรองออกทันที"
เป็นการแสดงออกถึงภาวะวิกฤติในตัวบทกฎหมายของประเทศไทยว่าด้วยตัวผู้นำ
สมัยก่อนนั้น ตัวบทกฎหมายต่างๆ ที่จะตราออกมาใช้นั้น จะต้องอิงอาศัย
"ธรรม"
เป็นตัวนำ ใช้ธรรมะเป็นตัวชี้หรือคอยกำกับ
คนที่เป็นผู้นำจึงมีทั้งธรรมและอำนาจ
แต่ปัจจุบัน
ธรรมะถูกละเลย แยกออกต่างหากจากอำนาจแห่งกฎหมาย กลายเป็นช่องว่างระหว่าง
"ธรรม"
กับ
"อำนาจ"
เราจึงได้เห็นผู้นำวันนี้
มีแต่ใช้อำนาจ แต่ไม่เคยใช้ธรรมะ
แสดงให้เห็นว่า
ธรรม
กับ
อำนาจ นั้น
ได้แยกจากกันห่างไกลไปสุดกู่แล้ว
นับเป็นจุดอันตรายยิ่งกว่าช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน
หรือระหว่างคนโง่กับคนฉลาด
เพราะอำนาจที่ไม่มีธรรมกำกับนั้น
เป็นอำนาจเผด็จการ
และเป็นอำนาจแห่งโลภะ โทสะ โมหะ มานะ และทิฐิ
ยิ่งมีอำนาจมากขึ้นเท่าใด
บ้านเมืองก็ยิ่งร้อนเป็นไฟ
ดังนั้น ก่อนจะแก้ปัญหาความยากจนให้แก่ประชาชนคนไทย
ก็ขอให้แก้ไขปัญหาจริยธรรมของท่านนายกรัฐมนตรีก่อน
เพราะถ้าแก้ตรงนี้ได้
ก็จะสามารถช่วยคนอื่นได้
แต่ถ้าแก้ไม่ได้
ก็อย่าหวังเลยว่าจะช่วยเหลือใคร
เพราะแม้แต่ตัวเอง
ก็คงต้อง "ออกไป"
|