ทางออกระหว่าง ทักษิณ ชินวัตร VS สนธิ ลิ้มทองกุล
 


 

มีแฟนๆ คอลัมน์ ถามกันมาหลายท่านว่า "กรณีพิพาทระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าของผู้จัดการหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ที่เมืองไทยนั้น ท่านมหามีความเห็นเช่นไร ?"

     เอ...เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ในบ้านเมือง เพราะเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ในฐานะส่วนตัวแล้ว มองดูหัวตัวเองก็โล้น มองดูเครื่องแต่งตัวก็สีเหลือง "ผ้าเหลืองไม่ควรวิจารณ์ผ้าลาย" โบราณาจารย์ท่านปรามไว้เช่นนี้ด้วยความปรารถนาดี เพื่อป้องกันความเสื่อมเสียอันเกิดจากการ "ล้ำเส้น" ของคนในผ้าเหลือง ซึ่งผู้เขียนก็ต้องสำเหนียกเอาไว้ให้แรงสุด โดยเฉพาะถ้ามองเห็นว่า การแสดงทัศนคติอะไรที่เป็นการส่วนตัว แล้วจะมีการนำเอาทัศนะนั้นไปเป็นข้อสนับสนุนในการต่อสู้หรือแม้แต่ให้เกิดความโต้แย้งในทางไม่สร้างสรรค์กันแล้ว อย่าว่าแต่ผู้เขียนซึ่งเป็นเพียงพระเด็กๆ รูปหนึ่งจะต้องระมัดระวังเลย คิดว่าปัญญาชนคนผู้รู้ทั่วไปก็คงต้องระมัดระวังเช่นเดียวกัน

     แต่วันนี้ ในฐานะที่อาสาทำงานเพื่อชาติ ศาสนา (รวมทั้งพระมหากษัตริย์ด้วย) ก็จำต้องขอแสดงทัศนะอันเป็นส่วนตัว ทั้งต้องขอออกตัวว่า นี่มิใช่การโหนกระแสมวยคู่เอกเพื่ออยากดังกับเขาด้วย เพราะถ้าคิดจะโหนคงโหนมานานแล้ว คงไม่รอให้เรื่องราวมันยาวยืดมาจนป่านนี้ แต่ทั้งนี้ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่ของคนผู้ใหญ่ในบ้านเมือง จะเลี่ยงไปไม่กล่าวถึง แฟนๆ ก็จะตำหนิได้ว่า เป็นพระล้าสมัย ไม่สนใจเรื่องใหญ่เรื่องโต เอาแต่คิดกิจการสังฆทานไปวันๆ ถ้าบุคคลากรทางศาสนาเอาแต่หลับตาปิดหูไม่ดูไม่แล แล้วประเทศชาติศาสนาจะไปทางไหน ฯลฯ สารพันปัญหาจะรุมเร้า เราจึงต้องแสดงออกด้วยทัศนะอันเป็นส่วนตัว จึงขอย้ำว่า นี่มิใช่มติของคณะสงฆ์วัดไทย ลาสเวกัส แต่เป็นเพียงมุมมองของพระมหานรินทร์ นรินฺโท เพียงรูปเดียว จะผิดจะถูกก็ขอรับผิดชอบทุกถ้อยคำที่เขียน

      เรื่องที่เป็นเรื่องระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล เจ้าของผู้จัดการหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ นั้น คิดว่าท่านผู้อ่านก็คงพอจะรู้ๆ กันอยู่ แต่เพื่อเพิ่มพูนความรู้ จึงขอลำดับเรื่องราวให้กระจ่าง ดังต่อไปนี้

     เริ่มแรกนั้น เกิดกรณีการแต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เมื่อต้นปี พ.ศ.2547 โดยคำสั่งดังกล่าวนั้น หนังสือพิมพ์ทุกฉบับ สื่อสารมวลชนทุกแขนง ก็ล้วนให้ความสนใจ เพราะเป็นเรื่องใหญ่ เกี่ยวพันถึงเรื่องของ "พระราชอำนาจ" ปรากฏเป็นประวัติศาสตร์ว่า "นับเป็นครั้งแรกที่สามัญชนคนธรรมดา ลงนามแต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช" ก็หมายถึงว่า เรื่องใหญ่เช่นนี้มิเคยมีคนไทยคนไหนกระทำมาก่อนเลยในอดีตตั้งแต่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานีเป็นต้นมา นอกเหนือจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เท่านั้น ! นั่นเป็นประเด็นหลัก

     ต่อมาอีก วันที่ 10 เมษายน พ.ศ.2548 มีพิธีทำบุญประเทศ ขึ้นที่บริเวณวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว โดยนายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานในงานดังกล่าว เมื่อมีการนำภาพพิธีในบริเวณพระอุโบสถออกมาแสดงแก่ประชาชนผ่านสื่อ ก็มีผู้รู้บางคนสนใจเกี่ยวกับการ "นั่ง" และ "แต่งกาย" ของนายกรัฐมนตรี ในบริเวณพิธี มีการวิจารณ์กันอย่างกว้างขวางอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งก็ไปเข้าเรื่อง "พระราชอำนาจ" อันสูงสุดอีกประเด็นหนึ่งด้วย รวมเป็นสองประเด็นด้วยกัน

     ในฐานะที่เป็นสื่อสารมวลชนคนทำข่าว นายสนธิ ลิ้มทองกุล และนางสาวสโรชา พรอุดมศักดิ์ จึงได้หยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นพูดในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ทางช่อง 9 อสมท. ซึ่งทั้งคู่เป็นผู้จัดรายการ แรกๆ ก็เป็นเพียงการวิจารณ์แบบผ่านๆ แต่นานๆ ไป เกิดไปขุดคุ้ยได้หลักฐานโน่นนี่เพิ่มเติมเรื่อยๆ รวมกับข่าวอื่นๆ อีก ทั้งเรื่องส่วนเนื้อส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตั้งแต่ครั้งยังมิได้เป็นนายกรัฐมนตรี ถูกนายสนธิ ลิ้มทองกุล นำมาเล่าผ่านรายการดังกล่าว ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ ใครเป็น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็คงจะอึดอัดน่าดู เนื่องเพราะบัดนี้ท่านนั่งอยู่บนหลังเสือ มิใช่บนภูจึงจะนิ่งดูดายได้ยาก โดยเฉพาะความเสื่อมเสียต่อภาพพจน์ของตนเอง ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณนั้นท่านก็เอกอุ ทั้งเก่งการค้า และการเมือง ไม่งั้นคงไม่เป็นคนไทยรวยเร็วที่สุด และเป็นนักการเมืองที่เล่นการเมืองประสบผลสำเร็จสูงสุดเร็วที่สุด การวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวเป็นที่แน่นอนว่า ย่อมต้องเกิดผลกระทบทั้งส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ รวมทั้งภาพลักษณ์ของรัฐบาล อันจะมีผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล ซึ่งถ้าหากว่าลดลงอย่างน่าใจหายแล้ว รัฐบาลก็จะทำงานยาก เป้าหมายหรือนโยบายที่หาเสียงไว้ก็จะไม่บรรลุผล คนไทยจะไม่หายจนภายใน 6 ปี สิ่งเหล่านี้ถ้าเกิดขึ้น พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ตั้งเป้าจะเป็นนายกรัฐมนตรีดีที่สุดของคนไทยในประวัติศาสตร์ ก็จะพลาด ซึ่งถ้าพลาดก็หมายถึงว่า จะหาโอกาสแก้ตัวยาก เพราะท่านประกาศไว้แล้วว่า ครั้งนี้เป็นเทอมสุดท้ายในการเล่นการเมืองบนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของท่านแล้ว หมายถึงว่า ท่านมีเวลาทำงานเหลือเพียง 3 ปีเท่านั้น เวลาแค่นี้หมิ่นเหม่ยิ่งนัก กับอภิมหาโปรเจ๊คนับร้อยนับพันที่ พ.ต.ท.ทักษิณ คิดค้นขึ้น และตั้งหน้าตั้งตาผลักดันให้สัมฤทธิ์ผล ซึ่งถ้าผลมันเสีย การเล่นการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ถือได้ว่า "ล้มเหลว" คนไทยรวยที่สุดก็ไม่สามารถทำให้ประชาชนร่ำรวยได้ดังหวัง แล้วต่อไปจะให้หวังอะไร นอกจากพระเกจิอาจารย์ผู้ใบ้หวยบอกเบอร์ และหมอดู

      พูดให้ชัดก็คือว่า คุณสนธิ ลิ้มทองกุล นำเอาเรื่องราวส่วนตัวไปพัวพันกับเรื่องราวส่วนรวมหรือหน้าที่การงาน ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องหงุดหงิด และต่อมา คณะกรรมการบอร์ด อสมท. ของช่อง 9 ซึ่งนายสนธิ ลิ้มทองกุล ดำเนินรายการอยู่ ก็ออกมติ "ปลดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ไม่ยอมให้มีการถ่ายทอดอีกต่อไป ในฐานะทำหน้าที่เกินกว่าสื่อสารมวลชน" ตรงนี้แหละที่เริ่มเป็นเรื่องแล้ว ! เพราะสื่อสารมวลชนในบ้านเรานั้น ปัจจุบันมีฐานะเป็นฐานันดรที่ 5 ถือว่าเป็นหูเป็นตาของชาวบ้าน การเสนออะไรก็ตาม ย่อมเป็นสิทธิพื้นฐานที่สื่อสารมวลชนจะกระทำได้ ถ้าผิดก็ต้องไปฟ้องร้องพิสูจน์พยานหลักฐานกันที่ศาล แต่นี่บอร์ด อสมท. ประกาศปลดรายการออกจากช่อง 9 โดยอาศัยวิจารณญาณของกรรมการ หมายถึงว่า "อ้างเอง เออเอง" ภาษานักข่าวเขาเรียกว่า "ปิดสื่อ" ซึ่งสื่อนั้นมิใช่มีแค่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการฉบับเดียว แต่ยังมีอีกหลายร้อยฉบับ สื่อเหล่านั้น เมื่อนายสนธิโดน ก็หวาดเกรงว่า "ตนเองจะโดนด้วย" ดังนั้นจึงมีการรับลูกรับกระแสต่อต้านรัฐบาลผ่านรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล

     แต่แค่นั้นยังไม่พอ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังให้ทนายยื่นฟ้องร้องค่าเสียหายต่อศาลแพ่ง ให้ปรับนายสนธิ และนางสาวสโรชา ในข้อหา "ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงเกียรติยศ" เรียกค่าเสียหายนิดๆ หน่อยๆ แค่ 500 ล้านบาท ! และภายหลังก็เรียกเพิ่มเติมจนวงเงินสูงถึง 2,000 ล้านบาท ซึ่งเรียกได้ว่า บัดนี้ ทั้งรัฐบาลและส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ลงมาเล่นกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แล้วอย่างเต็มตัว ภาพจึงออกมาเป็นว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล กับคณะทีมงานหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ได้รับเกียรติให้เป็นคู่ชกกับรัฐบาลพรรคไทยรักไทยไปแล้วโดยปริยาย ความหมายก็คือว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีนั่นเอง ที่เป็นผู้ไปยกรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ให้ดำรงตำแหน่ง "ฝ่ายค้านของรัฐบาลโดยพฤตินัย" นายสนธิ นางสาวสโรชา และรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ซึ่งก็เป็นเพียงแค่ "คนทำข่าว-รายการโทรทัศน์ ธรรมดาๆ" ถูกยกระดับเป็นเสมือนพรรคการเมืองหรือองค์กรใหญ่ ยิ่งในสมัยทักษิณครองเมืองนั้น เขาก็รู้กันว่า "เสียอะไรทักษิณเสียได้ แต่อย่าเสียหน้า" ใครที่บังอาจทำให้ทักษิณเสียหน้า ก็จะโดนท่านนายกรัฐมนตรีใช้วาจากำราบจนหงอ แต่การกระทำเช่นนั้นมันได้ไม่ทุกคน โดยเฉพาะนายสนธินั้นเป็นถึงระดับปรมาจารย์สื่อสารมวลชน คนพวกนี้มีจิตวิญญาณที่ประหลาดชนิดหนึ่ง คือ คันปากถ้าหากเห็นใครทำอะไรไม่เข้าเรื่องเข้าราว ! โดยไม่เว้นว่าคนๆ นั้นจะยิ่งใหญ่ระดับไหน ยิ่งได้สอนสังฆราชเขายิ่งมีความภาคภูมิใจ ขอโทษที่ต้องกล่าวเช่นนี้

      สรุปแล้ว ทั้งสองประเด็นหลัก ก็มีเพียงแค่ "เรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" เท่านั้น นอกเหนืออื่นใดจากนี้ไปแล้ว ผู้เขียนเห็นว่า "เป็นเพียงประเด็นข้างเคียงเพื่อหาความชอบธรรมในการสะกดวิญญาณสื่อของนายสนธิให้อยู่หมัด" เท่านั้นเอง ซึ่งแรกๆ นั้น พ.ต.ท.ทักษิณ และบริวาร คงจะคิดว่า "ปากของสนธิคงจะปิดง่าย แค่ปิดจอทีวี ก็ไม่มีมุกเล่นแล้ว" แต่สนธินั้นมิใช่ธรรมดา เขากล้าเหมือนบ้าบิ่น เมื่อออกทีวีสดๆ ไม่ได้ เขาก็ใช้วิธีเก่าแก่ คือฉายหนังกลางแปลง เริ่มที่หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระดมทั้งศิลปินเพื่อชีวิตและเล่นทอล์คโชว์ เมื่อเห็นว่าคนติด จึงย้ายวิกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปเป็นสวนลุมพินี ซึ่งมีเนื้อที่มากกว่าและคนรู้จักมากว่า และทำสำเร็จล้นหลาม เพราะรัฐบาลยิ่งห้าม ผู้คนก็ยิ่งไป เพราะคนไทยเรานั้นมีนิสัยอยากรู้อยากเห็น ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ

     แต่ก็พอแล้วล่ะ แฟนๆ เขาถามเป็นคำถามสุดท้ายว่า เรื่องราวเหล่านี้จะสิ้นสุดอย่างไร ดีหรือร้าย ?

    เอ..อันนี้ ผู้เขียนก็มิใช่คู่กรณี จะไปตรัสรู้ได้อย่างไรว่ามันจะเป็นเช่นใด ดูหมอก็ไม่เป็นด้วยสิ

    ในทัศนะส่วนตัวแล้วจึงคิดว่า ปัญหาทั้งปวงนี้ มีอยู่เพียงคนเดียวที่จะแก้หรือปลดชนวนแห่งความยุ่งยากออกไปได้ นั่นก็คือ ตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั่นแหละ ไม่มีใครไหนอื่นทำได้หรอก ปรบมือข้างเดียวหรือจะดัง

    ขอบอกว่า ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยอมลดวาราศอก ยอมนิ่งเหมือนอ้างดาวพุธ ทั้งนี้การนิ่งมิใช่การฟ้องแล้วนิ่ง หรือปล่อยให้บริวารออกมาเล่นงานรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้ย่อมไม่มีใครเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะมิรู้เห็นเป็นใจ

      ในฐานะที่ท่านอาสาเข้ามาทำงานเพื่อประชาชน ศักดิ์ศรีและเกียรติยศของท่านจึงอยู่ที่การทำงานเพื่อประชาชน มิใช่อยู่ที่การฟ้องร้องเพื่อปกป้องตนเอง แม้ว่าบางประการจะเสียหายต่อตนเองก็ตาม

      แต่ท่านต้องทำใจมาตั้งแต่คิดจะเล่นการเมืองแล้ว นักการเมืองก็เหมือนพระ คือเป็นคนของประชาชน ต้องทำตนให้เหมือนที่หลวงพ่อคูณสอน คือว่า ทำตัวเป็นถังขยะ ไม่ว่าดีหรือร้ายก็ไม่ยินดียินร้าย ถังขยะนั้น ไม่เคยกระดี้กระด้ากระโดดโลดเต้นเมื่อมีคนเผลอโยนเงินหรือทองเข้าใส่ และไม่ร้องไห้เสียใจถ้าใครทิ้งสิ่งโสโครกลงไป ในฐานะพุทธศาสนิกชนคนมีการศึกษา ท่านต้องทำให้เป็นให้ได้ มิใช่พูดอวดโวหารว่า ศึกษาและปฏิบัติธรรมมามากมาย แต่วันนี้บ้านเมืองร้อนร้ายเพราะอะไร ถ้ามิใช่โทสะของผู้นำ !

     ท่านไปทำบุญประเทศที่วัดพระแก้ว แล้วออกมาฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายแบบว่า "จนเขาอยู่ไม่ได้" ทั้งๆ ที่ปัจจุบันนั้น

1.ท่านมีเงินทองเหลือกินเหลือใช้

2.ท่านมีอำนาจวาสนาล้นฟ้าล้นแผ่นดิน

      การกระทำของท่าน มันเป็นการกระทำที่มองยังไงก็ไม่แฟร์ แค่คนเขาเอาปากพูด ท่านก็อัดเสียจนติดกำแพง แล้วถ้าเขาทำอย่างอื่นล่ะ จะมิหนักหนากว่านี้หรือ ? และนี่หรือคือการทำบุญระดับประเทศ ! ท่านต้องการการสมานฉันท์ ท่านต้องการบุญกุศล แต่ต้องถามด้วยว่า วิธีการกระทำของท่านในปัจจุบันนั้นมันสอดคล้องต้องกันกับวาจาที่ท่านแสดงออกมาโดยตลอดหรือไม่ ?

    ในฐานะส่วนตัว จึงขอเรียนต่อแฟนๆ ว่า ต้นตอปัญหามันอยู่ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพียงคนเดียวเท่านั้น ถ้าท่านทำเป็น ก็เย็นสงบ เหมือนอ้างดาวพุธ แต่ถ้าท่านทำไปทั้งๆ ที่รู้ ด้วยโลภะ โทสะ และโมหะ มันก็จะยิ่งไปกันใหญ่ ดังนั้น ในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ท่านนั่นแหละที่ต้องหาทางออก เพราะถ้าท่านไม่ยอมออก ถามว่าจะให้ใครออก ?

    วิธีการก็คือ ถอนฟ้องเสีย แล้วปล่อยให้คุณสนธิ ดำเนินรายการต่อไปเถิด ก่อนหน้านั้นเขาก็เคยพูดเชียร์รัฐบาลและตัวท่านมามากมายมิใช่หรือ ไฉนเมื่อเขาเชียร์ท่านไม่ชม แต่เมื่อเขาด่าท่านกลับทำร้าย แล้วอะไรล่ะคือวิถีทางประชาธิปไตยที่ท่านอ้างเป็นคาถาในการเข้ามาบริหารบ้านนี้เมืองนี้

     ท่านสู้อุตส่าห์ออกทัวร์นกขมิ้น ไปนอนกลางดินกินกลางทราย ทนทุกข์ทรมานเพื่อหาคะแนนนิยม ทุ่มเทเงินทอง ขนลูกขนเมียออกเดินด้อมๆ ยกมือไหว้คนทั้งเมือง ทั้งๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน ทั้งหมดทั้งมวลเพื่อหาเสียงสร้างความชอบธรรม แต่หาเสียงง่ายๆ แค่ปล่อยสหายเก่า "นายสนธิ" เพียงคนเดียว ท่านกลับทำไม่ได้ มันเป็นอะไรที่เหลือเชื่อ !

     ปรมาจารย์ทางการเมืองผู้เปรื่องปราดนั้น เขา..ไม่ แปรมิตรให้เป็นศัตรู หรือถ้าจำเป็นจริงๆ ก็ไม่ควรผลักไสให้อยู่ตรงกันข้ามถึง 100 องศา เพราะในทางโหราศาสตร์กล่าวว่า "ร้ายพอๆ กับดาวกุมลัคน์" ดังนั้น ท่านจึงต้องระมัดระวังดาว 2 ดวง คือ

1.ดาวกุมลัคน์หรือดาวบริวารว่านเครือพี่น้องและพวกพ้องของท่าน และ

2.ดาวเล็งลัคน์ คือฝ่ายตรงกันข้าม 100 องศา

      ทั้งสองดวงนี้มีผลต่อ "ชีวิต" ของท่านอย่างทัดเทียมกัน จะเชื่อหรือไม่ มิใช่หน้าที่ของผู้เขียนที่จะสอนนายกรัฐมนตรีผู้เก่งกาจที่สุด

     แต่ต้อง "ขอเขียน" เพื่อเป็นบทเรียนสอนใจ

    ถ้าท่านบริสุทธิใจ ใครก็ทำอะไรท่านไม่ได้ ไม่ว่าจะร้อยหรือล้านสนธิ !

   ทว่าถ้าท่านเริ่มต้นด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่ภายหลังกลับเพิ่ม โลภะ โทสะ โมหะ เข้าไป ก็แสดงว่า ท่านเองนั่นแหละที่แปรเปลี่ยนไป มิใช่ใครทำให้เปลี่ยน

    "ยอมไม่เป็น เย็นไม่ได้" นักปราชญ์ท่านกล่าวแนวทางสร้างสมานฉันท์ไว้เช่นนี้ หลวงพ่อพุทธทาสก็สอนนักสั่งหนาว่า "ตัวกู ของกู" มันเป็นปัญหาหลัก ถ้าไม่ติด "กู" เสียอย่างเดียว ก็ไม่มี "มึง" ก็จบแค่นั้น ท่านเองก็อ้างอิงอยู่บ่อยๆ มิใช่หรือ ว่า "เป็นศิษย์พุทธทาส" แต่ท่านอาจจะลืมไปกระมังว่า หลวงพ่อพุทธทาสท่านย้ำว่า "ถ้าไม่ทำตามที่สอน อย่ามาอ้อนเรียกอาจารย์" ดังนั้นก็ขอเจริญพรว่า "ทำให้ดูเป็นตัวอย่างสิ อย่าเอาดีแต่พูด"

     ก็หมดถ้อยคำจะจำนรรจาในปัญหาบ้านเมืองเรื่องที่แฟนๆ อยากรู้จากมุมมองของพระมหานรินทร์แล้วล่ะ ผู้เขียนเชื่อว่า วันนี้ ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยินยอมถอนฟ้อง นายสนธิ ลิ้มทองกุล และปล่อยให้รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ออกอากาศอีกต่อไป บ้านเมืองไทยก็จะเข้ารูปเข้ารอย "สงบสุข" ดังที่ท่านเองก็ปรารถนา และผู้คนเขาจะเชื่อใจว่า "ท่านคือผู้บริสุทธิ์" และหนึ่งในผู้เชื่อเช่นนั้น ย่อมจะมี นายสนธิ ลิ้มทองกุล รวมอยู่ด้วย

     ถึงแม้การกระทำนั้นจะมิใช่น้ำใสใจจริงของท่านก็เถิด แต่เพื่อเห็นแก่บ้านเมือง เพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งท่านได้ตั้งปณิธานไว้ตั้งแต่แรกแล้วมิใช่หรือว่า "จะทำงานเพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์" มิใช่เพื่อตัวของท่านเอง เวลานี้ไง ถึงทีที่ท่านจะกระทำตามอุดมการณ์แล้วล่ะ โอกาสทองของท่านมาถึงแล้ว ท่านปรารถนาจะเป็นอะไรก็ได้ แม้กระทั่งพระโพธิสัตว์ ขอเพียง อภัย ! และถ้าท่านทำได้ 8 ปีก็ยังนับว่าน้อยไปในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ท่านย่อมจะมีสิทธิ์เป็นถึง รัฐบุรุษ !

     ประสบการณ์ชีวิตจริงของผู้เขียนเรื่องหนึ่งที่ขอเรียนให้ทราบ คือว่า หลายปีก่อนนั้น ผู้เขียนเคยเขียนหนังสือโจมตี (ด่า) พระผู้ใหญ่ในสหรัฐอเมริกา 2 ท่าน คือ พระเทพกิตติโสภณ ประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา และ พระวิเทศธรรมรังษี (หลวงตาชี) วัดไทย ดีซี ที่ปรึกษาสมัชชาสงฆ์ไทย แบบว่าสาดเสียเทเสีย ขุดคุ้ยและใช้ถ้อยคำที่หยาบๆ คายๆ แน่นอนว่า "ไม่ว่าใครคงต้องโกรธ" แต่เชื่อหรือไม่ ภายหลังจากนั้น ท่านหลวงตาชีได้เดินทางมาเยี่ยมวัดไทย ลาสเวกัส เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่เคยตำหนิติเตียนผู้เขียน ด้วยท่านเห็นว่าเป็นเด็ก "มันคงจะห่ามๆ ห้าวๆ ก็ปล่อยมันไปเถอะ" ท่านคงคิดเช่นนี้ และพระเทพกิตติโสภณก็เช่นเดียวกัน ไม่เห็นท่านถือโทษโกรธเคือง หลังๆ มานี้ท่านเหมือนยิ่งเอ็นดูผู้เขียนมากกว่าตอนก่อนด่าท่านเสียอีก เออแปลก นี่แหละผู้ใหญ่ ท่านใช้น้ำเย็นดับร้อน ตอนหลังมา ผู้เขียนจะเขียนอะไรก็ต้องระมัดระวัง ด้วยว่า ท่านเป็นผู้มีคุณธรรม หลายเรื่องอาจจะผิดๆ ถูกๆ เพราะการทำงานนั้นมันพลาดกันได้ แต่เรื่องคุณธรรมน้ำใจแล้ว เป็นเสมือนยารักษาแผลแก้ได้ทุกโรค โดยเฉพาะโรคคนเกลียดเรา ในใจของผู้เขียนแล้ว จึงรู้สึกเคารพพระเถระทั้งสองอย่างที่สุด

   ที่สุดของที่สุดนี้ ก็ขอเรียนแฟนๆ ว่า "การให้ทานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนั้น คือการให้อภัย" เมืองไทยวันนี้ต้องการที่สุด คือ เมตตา และปรานี .. และเมืองไทยจะเป็นเมืองพุทธจริงหรือไม่ ก็ดูกันที่ตรงนี้..

ดังนั้น

ทางออกระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล

จึงเห็นมีก็แต่ทางเดียวเท่านั้น

คือ..ทางธรรม

 

พระมหานรินทร์ นรินฺโท
วัดไทย ลาสเวกัส รัฐเนวาด้า สหรัฐอเมริกา
30 พฤศจิกายน 2548
เวลาแปซิฟิกโซน 03:30 a.m.

 

 

 
E-Mail ถึง บก.
peesang2003@hotmail.com

All Right Reserved @ 2003
This Website Sponsored by

 

www.alittlebuddha.com เจ้าของ : วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264