ด้วยได้รับเอกสารเป็นหนังสือจาก
สถานเอกอัครราชทูตไทย ในกรุงวอชิงตัน ดีซี
ประเทศ สหรัฐอเมริกา โดย
ท่านเอกอัครราชทูต กษิต ภิรมย์
ส่งไปถึงปลัดกระทรวงการต่างประเทศในประเทศไทย เป็นหนังสือพิเศษ
ว่าด้วยเรื่องพระสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา คือพระธรรมทูตไทย โดยเฉพาะ
เป็นหนังสือราชการ เป็นงานเป็นการ และเขียนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติการ
ทำให้ผู้เขียนต้องยอมเสียสละเวลามาอ่านเอกสารฉบับนั้นด้วยความสนใจ
ก่อนจะลงมือเขียนบทความนี้ ด้วยทัศนะอันเป็นปัจเจกคือว่าเป็นการส่วนตัว (Private)
มิได้เขียนในฐานะตัวแทนใครในสหรัฐอเมริกานี้
หรือถ้าจะให้มีฐานะก็ต้องขออ้างเพียง
"ตำแหน่งพระธรรมทูต"
ซึ่งติดตัวผู้เขียนอยู่ตลอดมา และคิดว่าจะยังคงอยู่ตลอดไป ก่อนอื่นก็ขอนำแฟนๆ
ไปพบกับจดหมายของเอกอัครราชทูตที่ว่านี้เสียก่อน ดังต่อไปนี้
จดหมายของเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี
ถึงปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ประเทศไทย
---------------

ที่ 56001/11/ 519
30 มีนาคม 2548
เรื่อง
ปัญหาเกี่ยวกับวัดและพระธรรมทูตไทยในประเทศสหรัฐอเมริกาและแนวทางการปรับปรุงแก้ไข
เรียน
ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ
สิ่งที่ส่งมาด้วย
เอกสารว่าด้วยปัญหาวัดพุทธและพระธรรมทูตไทยในประเทศสหรัฐอเมริกา
และแนวทางการแก้ไขปรับปรุง
ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมศกนี้
ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยือน ไต่ถามทุกข์สุข รับฟังประเด็นปัญหา
และเข้าร่วมกิจกรรมของวัดต่างๆ ชุมชนคนไทย ผู้อพยพจากอินโดจีน และคนอเมริกัน
อย่างค่อนข้างสม่ำเสมอ รวมทั้งได้มีโอกาสปรึกษาหารือกับสถานกงสุลใหญ่ทั้ง 3
แห่ง เป็นระยะๆ ก็ได้เห็นและตระหนักว่า
มีประเด็นปัญหาเกิดกับวัดและพระธรรมทูตไทยในสหรัฐอเมริกา ค่อนข้างมากมาย
ควรแก่การดำเนินการแก้ไขทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นทางคือที่ประเทศไทย จนถึงปลายทาง
คือประเทศสหรัฐอเมริกา และบทบาทของสถานเอกอัครราชทูตฯ
ควรมีการกำหนดอย่างแน่ชัด นอกเหนือจากการดูแลทุกข์สุข
การไปร่วมในงานพิธีการและสถานที่จัดงาน การต่ออายุหนังสือเดินทาง
การเป็นตัวกลางจัดส่งเงินช่วยเหลือของรัฐบาลไปยังวัดบางวัด
และแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ในการนี้ ผมและข้าราชการฝ่ายกงสุล
จึงได้ร่วมประมวลประเด็นปัญหาต่างๆ
พร้อมกับข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางและวิธีการแก้ไขปรับปรุง โดยแบ่งเป็น 3
หัวข้อหลัก คือ 1. พระธรรมทูต 2. วัด 3.
บทบาทของสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่ฯ
ความปรากฏดังกล่าวตามสิ่งที่ส่งมาด้วยแนบมาพร้อมนี้
การที่จำเป็นต้องมีการทบทวน ประมวลประเด็นปัญหาและแนวทางแก้ไข
เพราะเพื่อให้คงไว้ซึ่งจุดประสงค์ของการเผยแพร่พระพุทธศาสนาในประเทศสหรัฐอเมริกา
การรักษาทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา
และป้องกันการเสื่อมเสียต่อพระพุทธศาสนาและชื่อเสียงของวัด
คนไทยและสังคมไทยในสหรัฐอเมริกา
และเพื่อร่วมจรรโลงให้สังคมอเมริกันมีความสงบสุขยิ่งขึ้น
และเพื่ออำนวยให้การประสานงานสำหรับการพิจารณาเรื่องนี้มีความเห็นพ้อง
ทั้งที่ประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา ให้มีความราบรื่นแน่ชัด
เป็นประโยชน์ต่อพุทธศาสนิกชนและสังคมไทย
และความสัมพันธ์ในการสนองตอบด้านนโยบาย
จึงเรียนมาเพื่อกระทรวงฯ ได้โปรดพิจารณา และนำขึ้นหารือกับกระทรวงวัฒนธรรม
สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ และคณะกรรมการของมหาเถรสมาคม
ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อต่อไป ทั้งนี้ ในโอกาสที่คณะสงฆ์มหานิกาย
ซึ่งมีการปกครองในรูปแบบสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
จะมีการประชุมสมัชชาสงฆ์ฯ ประจำปี 2548 ในระหว่างวันที่ 8-9 มิถุนายน 2548 ณ
วัดไทย กรุงวอชิงตัน ดีซี มลรัฐแมรี่แลนด์ และโดยเอกอัครราชทูตฯ
ได้รับเชิญให้เข้าร่วม อีกทั้งได้มีการแต่งตั้งให้เอกอัครราชทูตฯ
ดำรำตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการบริหารของสมัชชาสงฆ์ฯ
ซึ่งเอกอัครราชทูตฯ จะใช้โอกาสดังกล่าวนั้น นำเสนอประเด็นปัญหา
พร้อมทั้งแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขดังกล่าวข้างต้น
ขึ้นหารือในการประชุมดังกล่าวต่อไป และนอกจากนั้น
ทางคณะสงฆ์ธรรมยุติก็จะมีการประชุมใหญ่ที่วัดอลาสก้าญาณวราราม เมืองแอนขอเรท
มลรัฐอลาสก้า ระหว่างวันที่ 18-19 มิถุนายน ศกนี้ ซึ่งถานเอกอัครราชทูตฯ
ได้รับเชิญเข้าร่วม และจำนำประเด็นปัญหาเข้าร่วมหารือในการประชุมด้วย
ขอแสดงความนับถือ
กษิต ภิรมย์
(นายกษิต ภิรมย์)
เอกอัครราชทูต
เอกสารว่าด้วยปัญหาวัดพุทธและพระธรรมทูตไทยในประเทศสหรัฐอเมริกา
และแนวทางแก้ไข
---------
1. พระธรรมทูต
1.1 ปัญหา
-
ความไม่แน่ใจเกี่ยวกับบทบาทของตนเอง
-
การมาอยู่เป็นการชั่วคราว คือมีวาระประจำการ
มีการหมุนเวียนมากกว่าการมาอยู่อย่างถาวร
- การมุ่งมาเพื่อมาขอ
Green Card
และเมื่อได้แล้วก็จะขอลาออกจากเพศบรรพชิต เท่ากับว่าใช้ผ้า
เหลืองและการเป็นพระธรรมทูตเพื่อมุ่งกลับสู่ทางโลก
และมาใช้ชีวิตในสหรัฐอเมริกา
-
การไม่รู้กฎเกณฑ์ของฝ่ายสหรัฐฯ
เกี่ยวกับสถานะของตนและสิ่งซึ่งควรปฏิบัติอย่างเพียงพอ
- การไม่รู้ภาษาอังกฤษ
ทำให้สื่อไม่ได้ ต้องพึ่งบุคคลที่สาม (โดยเฉพาะระดับเจ้าอาวาส) ซึ่งอาจถูกนำพาหรือแนะนำไปสู่ความเข้าใจที่ผิดพลาดหรือการกระทำที่มิบังควร
- การไม่รู้ภาษาอังกฤษ
ทำให้การมีบทบาทในการเผยแพร่พุทธศาสนาแก่คนอเมริกันมีข้อจำกัด และอาจก่อให้เกิดความเข้าใจว่า พุทธศาสนาแบบไทยนั้น เต็มไปด้วย
หรือกอปรด้วยพิธีกรรมทางกายมากกว่าจิต
- การโยกย้ายวัด
การถูกเชิญให้ไปอยู่วัดอื่น หรือไปตั้งวัดใหม่ดูค่อนข้างง่าย
และการรองรับวัดใหม่มักจะขาดความพร้อมต่างๆ
-
เจ้าอาวาสหรือพระธรรมทูต มิได้เป็นประธานวัด หรือมูลนิธิก่อตั้งวัด
อำนาจทางการบริหารวัดจึงตกอยู่ที่ฝ่ายฆราวาส
-
การขาดการติดตามว่าด้วยพระธรรมทูตอยู่ที่ไหน
หนังสือเดินทางมีอายุการใช้การได้หรือไม่ และสถานะการได้รับการตรวจตราหรือขอต่ออายุวีซ่า
-
การดำเนินการบริหารปกครองพระธรรมทูต โดยสมัชชาสงฆ์หรือองค์กรกลาง
ขาดความต่อเนื่องและทั่วถึง หรือขาดพละกำลัง หรือความศักดิ์สิทธิ์
1.2 แนวทางแก้ไข
ด้านกรุงเทพฯ/ต้นทาง
-
การฝึกอบรมให้สามารถให้การฝึกสอนเรื่องศีลธรรมและสมาธิปัญญา
-
การฝึกอบรมภาษาอังกฤษให้ได้ระดับที่สื่อได้ในการดำรงชีวิตและในการอธิบายคำสั่งสอนเบื้องต้น
-
การต้องย้ำให้รับรู้อย่างถ่องแท้เกี่ยวกับบทบาทและภารกิจ
-
การกำหนดและบอกกล่าวเกี่ยวกับการจำวัด การย้ายวัดได้หรือไม่
-
ก่อนการจัดส่งควรได้รับการรับรู้จากสมัชชาสงฆ์และองค์กรกลาง
และสถานเอกอัครราชทูต และควรได้รับความเห็นชอบจากเจ้าอาวาส และได้รับทราบบทบาท/ภาระหน้าที่
- ความสามารถเฉพาะด้าน
เพราะวัดยังต้องดำเนินการเองอยู่มาก เช่น ด้านการก่อสร้างซ่อมแซมของใช้ ด้านศิลปะไทย ด้านภาษาไทย/บาลี เป็นต้น
ด้านสหรัฐอเมริกา
-
สมัชชาสงฆ์หรือองค์กรกลาง
ควรมีการจัดปฐมนิเทศเมื่อแรกเดินทางมาถึงสหรัฐอเมริกา
-
การเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพิ่มเติม
- การต่อหนังสือเดินทาง
การต่อการตรวจลงตรา (วีซ่า) และการจะขอ
Green Card
ได้หรือไม่ ต้องผ่านการพิจารณาจากเจ้าอาวาสในชั้นต้น
2. วัด
2.1 ปัญหา
(สำหรับวัดที่เกิดขึ้นแล้ว)
-
วัดขาดความพร้อมแต่แรกเริ่ม และยังไม่สามารถแก้ปัญหาพื้นฐานได้ อาทิ การเช่าอพาร์ตเม้นท์
การเช่าบ้านแล้วแปลงเป็นวัด
-
วัดมีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานไม่เพียงพอ
แต่มุ่งจัดหาเงินเพื่อทำการก่อสร้างให้ใหญ่เกินความจำเป็น
-
วัดหมดเวลาไปกับพิธีกรรมทางภายนอก (กาย) และการจัดหาวัสดุสิ่งก่อสร้าง
ทำให้มีเวลากับเรื่องทางจิตใจจำกัด
- กรุงเทพฯ
การเข้าออกวัดของฝ่ายฆราวาสไม่แน่นอนแน่ชัด
สาเหตุผู้หญิงอาจมาสร้างปัญหาในวัดได้ และไม่มีลูกศิษย์หรือฝ่ายมัคทายก ที่จะดูแลสถานที่และจัดหาอาหาร
- แนวทาง
โดยมุ่งเรื่องการเฉลิมฉลองทางศาสนา และจัดประเพณีสำคัญของไทย และยังขาดแผนส่งเสริมพระพุทธศาสนา และส่งเสริมสุขภาพจิตใจ
-
โฉนดที่ดินไม่ได้อยู่ในชื่อวัดหรือมูลนิธิวัด และอำนาจของผู้จัดซื้อให้
รวมถึงเจ้าอาวาสวัดด้วย
-
ปัญหาทางด้านบัญชีและรายรับรายจ่าย แผนการจัดหารายได้และการใช้สอย
และผู้มีอำนาจในการสั่งจ่ายและการว่าจ้างผู้ประเมิน
-
มักจะไม่มีการแจ้งและขอความเห็นชอบจากสมัชชาสงฆ์/องค์กรกลาง
ในการตั้ง/โอนพระภิกษุ
/พระธรรมทูตจากอีกวัดหนึ่ง
- ปัญหาเรื่องที่ดิน/โฉนด
ยังอยู่ในชื่อของผู้อื่น (ฝ่ายฆราวาส)
2.2 แนวทางแก้ไข
- สมัชชา/องค์กรกลาง
(อาจร่วมกับสถานเอกอัครราชทูต และสถานกงสุลใหญ่/กิตติมศักดิ์) สำรวจความพร้อมของวัด สำรวจแผนงานประจำปี สำรวจสถานะการเงิน
สถานะของวัด/มูลนิธิทางกฎหมายอเมริกัน และการดำเนินการทางกฎหมายอเมริกัน
สำรวจสถานะของพระธรรมทูต/ภิกษุสงฆ์ และผู้มาอยู่อาศัย
- การแจ้งกรุงเทพฯ
เกี่ยวกับการจะตั้งวัดใหม่
โดยเฉพาะเงื่อนไขให้มีความพร้อมในระดับหนึ่งเกี่ยวกับสถานที่ และการให้สัญญาเช่า/ซื้อขายเป็นของวัด/มูลนิธิ แต่แรกเริ่ม
- การสำรวจโบสถ์ (Church)
ซึ่งร้างหรือเลิกกิจการ หรือจัดซื้อ/เช่า เป็นวัดพุทธไทย เพราะเป็นที่ที่ได้รับอนุญาตให้เป็นศาสนสถานแล้ว
เนื่องจากโดยทั่วไปต้องขออนุญาตและทำประชาพิจารณ์ใหม่
- สมบัติของวัดใดๆ
หากมีการเลิกล้ม ให้กำหนดให้โอนมาเป็นของสมัชชา/องค์กรกลาง หรือ
เถรสมาคม
3. บทบาทของสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่
3.1 บทบาทในปัจจุบัน
มีอาทิ การต่อหนังสือเดินทาง การเข้าร่วมในพิธีทางศาสนาและงานประเพณีของไทย
และการร่วมแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เฉพาะกรณี
โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาหากเกิดความขัดแย้ง
การชักชวนโน้มน้าวให้วัดมีภารกิจฝึกสมาธิปัญญา
การตรวจสอบเรื่องความโปร่งใสทางการเงิน การโอนที่ดิน/โฉนด เป็นของวัด/มูลนิธิ
การมีแผนงานประจำปี และการฝึกธรรมภาษาอังกฤษ เป็นต้น
3.2
บทบาทที่ควรได้รับมอบหมาย
-
การสำรวจความพร้อมเพรียงของวัด รวมทั้งแผนงานและสถานะของพระภิกษุสงฆ์
เกี่ยวกับการเผยแพร่พระพุทธศาสนา ระยะเวลาการประจำการ
-
การประสานงานกับฝ่ายสหรัฐฯ ทั้งรัฐบาลกลางและท้องที่
เพื่อให้ได้รับทราบถึงกฎหมายเกี่ยวกับวัด/ภิกษุสงฆ์ ในแง่ของไทย
บทบาทของวัด/พระธรรมทูต ปัญหาสำคัญในการดูแล ลู่ทางการร่วมมือ/ติดตามดูแล
เพื่อทางวัด/พระธรรมทูตปฏิบัติตามกฎหมายทางการสหรัฐฯ ทั้งนี้
เพื่อป้องกันปัญหาหรือแก้ไขปัญหา
- มีส่วนร่วมในการประชุม
และการจัดทำยุทธศาสตร์ ร่วมกับฝ่ายภิกษุสงฆ์มหานิกายและธรรมยุติ
เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยถูกต้อง
และเพื่อสร้างฐานพระพุทธศาสนาให้มั่นคงในสังคมอเมริกันยิ่งขึ้น
3.3
เกี่ยวกับทางกรุงเทพฯ และสมัชชา/องค์กรกลาง
ในการทบทวนยกร่างระเบียบกฎหมายและหลักการประสานงานต่างๆ ใหม่
ในการดูแลจัดการบริหารงานวัดและพระธรรมทูต/ภิกษุสงฆ์
4. เรื่องอื่นๆ
-
ปัญหาภิกษุสงฆ์ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง อยู่อย่างคนเร่ร่อน
ควรได้รับการพิจารณาควบคู่กับเรื่องการออก/ต่ออายุหนังสือเดินทาง
และยกเลิกหนังสือเดินทาง
-
เงินทุนที่จะนำมาวางมัดจำในสหรัฐอเมริกา ไม่ควรนำมาจากประเทศไทย
เพราะประเทศไทยยังยากจนอยู่ และวัดในประเทศไทยยังต้องได้รับการบูรณะดูแล
ซึ่งเงินทุนควรมาจากศรัทธาของคนไทยและคนไทยใน/อเมริกันในสหรัฐอเมริกาเอง
-
พระภิกษุสงฆ์ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าอาวาสในสหรัฐฯ ทำให้การดูแลไม่ทั่วถึง
และผู้รักษาการไม่ สามารถบริหาร/จัดการวัดได้อย่างเต็มที่
ควรมีการแต่งตั้งเจ้าอาวาสที่ประจำวัดจริง
และพระอาวุโสที่ประเทศไทยอาจมีตำแหน่งในมูลนิธิวัดได้
-
การจะสร้างวัดที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลและราชวงศ์นั้น
ควรมีการปรึกษาหารือกับสถานเอกอัครราชทูตฯ และสถานกงสุลใหญ่เสียก่อน
แทนการเสนอเรื่องให้มีการเห็นชอบในประเทศไทยแล้วมามอบให้สถานเอกอัครราชทูต/สถานกลสุลใหญ่
ดำเนินการหรือมาแต่งตั้งให้เอกอัครราชทูตหรือกงสุลใหญ่เป็นกรรมการ
โดยไม่ทราบเรื่องราวมาก่อน
สถานเอกอัครราชทูต ณ
กรุงวอชิงตัน
29 มีนาคม 2548
ทัศนะจากพระมหานรินทร์
จบแล้ว
!
สำหรับปัญหาของสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา/วัดไทยในสหรัฐอเมริกา
และพระธรรมทูตไทยในสหรัฐอเมริกา ที่ท่านเอกอัครราชทูต คือ
ท่านกษิต ภิรมย์
ได้ศึกษาค้นคว้ารวบรวมและเรียบเรียง จนถึง
"นำส่ง"
เจ้านายใหญ่ คือท่านปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ที่ประเทศไทย
เอกสารชุดนี้จำแนกออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.
หนังสือนำส่งถึงปลัดกระทรวงการต่างประเทศ จำนวน 2 หน้า
2.เอกสารว่าด้วยปัญหาวัดพุทธและพระธรรมทูตไทยในประเทศสหรัฐอเมริกาและแนวทางแก้ไข
อีกจำนวน 5 หน้า หรือ 5 แผ่น รวมทั้งหมดเป็น 7 แผ่นพอดี หนังสือนี้ลงวันที่
29 มีนาคม 2548 ดังนำเสนอแล้วข้างต้น
เอกสารเหล่านี้ถูกเสนอในการประชุมคณะสงฆ์ธรรมยุติ ที่วัดอลาสก้าญาณวราราม
เมืองแองคอเรจ รัฐอลาสก้า วันที่ 18-19 มิถุนายน 2548 ทั้งๆ
ท่านเองก็รับทราบมาตั้งนานว่ามีคิวปาฐกถา
โดยเป็นแขกรับเชิญของสมัชชาสงฆ์ไทยในการประชุมใหญ่ที่วัดไทย ดีซี
ซึ่งอยู่ชิดติดกับสถานเอกอัครราชทูตไทยของท่านทูต (วันที่ 8-9 มิถุนายน
ก่อนการประชุมของคณะธรรมยุติ 10 วัน)
แต่กลับไม่ปรากฏตัวของท่านทูตในที่ประชุม
ผู้เขียนทราบจากตัวแทนของท่านที่ส่งมา คือท่าน รท.จอมพละ เจริญยิ่ง
ว่าสาเหตุที่ท่านทูตมาไม่ได้นั้น
คือติดราชการ
แต่จะป่วยการเมืองหรือไม่ ?
เรื่องนี้ไม่มีใครซักไซ้ไล่เลียง
เพราะเฉพาะเรื่องที่ท่านรองทูตจอมพละต้องตอบแทนนั้นลองสอบถามท่านดูสิ
จะได้รู้ว่าหนักหนาสาหัสไม่แพ้การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเลยทีเดียว
ก็แปลกนะ ทั้งๆ ที่วัดไทย ดีซี อยู่เมืองเดียวกับสถานเอกอัครราชทูต
ท่านกลับไม่ไป ที่น่าแปลกใจก็คือว่า
ถ้าท่านไม่มีความนัยอื่นแอบแฝง ใยจึงไม่ฝากเอกสารเหล่านี้ให้ท่าน รท.จอมพละ
เจริญยิ่ง นำมาแจกที่วัดไทย ดีซี
เพราะถ้าคนไม่มา เอกสารหรือสิ่งของก็ควรต้องมา นี้ว่ากันตามสถานการณ์ปกติ
แต่ท่านกลับแสดงความผิดปกติด้วยการงดมาแสดงปาฐกถาและแม้แต่เอกสารชุดนี้ก็เก็บเงียบ
นำไปแจกให้แก่คณะธรรมยุติที่อลาสก้าโน่น
ทำให้ข้อเขียนในคอลัมน์นี้จึงล่าช้ามาจนป่านนี้
ทีนี้ ผู้เขียนก็จะขอวิเคราะห์-วิจารณ์ งานของท่านเอกอัครราชทูต
ผ่านสายตาของมหาบ้านนอก (เพราะไม่เคยเรียนวิชาการทูต) เกิด-บวช-เรียน-อยู่วัดบ้านนอก
และเกิดจับพลัดจับผลูได้มาเมืองนอก จึงต้องขอออกตัวก่อนว่า
"นี่คือทัศนะแบบนอกๆ"
ไม่มีระเบียบแบบแผนเหมือนงานของสถานเอกอัครราชทูต
ความรู้-ความเข้าใจ หรือภูมิภาวะ
จึงอาจจะยังไม่ถึงระดับท่านเอกอัครราชทูตเป็นแน่แท้ ดังนั้น
จึงต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่า
นี่เป็นทัศนะส่วนตัวของพระมหานรินทร์เพียงคนเดียวเท่านั้น
มิได้เกี่ยวข้องหนองยุ่งกับบุคคลอื่นใด
ขอเริ่มด้วยการอ่านจดหมายของท่านเอกอัครราชทูตไปตามลำดับ ดังนี้
ก็ตามเอกสารที่ท่านเอกอัครราชทูตแจ้งไปยังปลัดกระทรวงการต่างประเทศนั้น
ในจดหมายนำ ท่านกล่าวว่า
ท่านได้เริ่มสัมผัสกับชุมชนไทยในสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่
เดือนกรกฎาคม
ศกนี้ ก็ไม่ทราบว่าศกไหน
สงสัยจะตั้งแต่ พ.ศ.2547
เพราะวันที่ท่านเขียนหนังสือไปถึงท่านปลัดกระทรวงการต่างประเทศนั้นลงวันที่
29 มีนาคม 2548
เพิ่งเริ่ม พ.ศ.2548
ได้เพียง 3 เดือนเอง
ยังไม่ถึงเดือนกรกฎาคมใน
พ.ศ.2548
แต่อย่างใด ถ้างั้นเราก็จะนับระยะเวลาการศึกษา-รวบรวม
ข้อมูลเกี่ยวกับพระธรรมทูตไทยในสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่เดือน
กรกฎาคม 2547
และเมื่อนับถึงเดือน มีนาคม 2548
ก็จะได้เวลา 9 เดือน
โดยประมาณ ระยะเวลา 9 เดือน
ที่ว่ามานี้ ท่านเอกอัครราชทูตเกิดดวงตาเห็นธรรม
แน่ใจว่ารู้แจ้งเห็นจริงแล้ว จึงดำริสร้างเอกสารราชการฉบับนี้ขึ้นมา
เพื่อนำเสนอ
"เจ้านาย"
อย่างเป็นทางการ ถ้าเอกสารเหล่านี้ถูกต้องประมาณ
70
%
ขึ้นไป ก็ต้องนับว่าท่านกษิต
ภิรมย์
ท่านเป็นอัจฉริยะคนหนึ่งของเมืองไทย
น่าจะได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไปอย่างแน่แท้
สาระของจดหมายนั้น
นอกจากจะวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับบทบาทและหน้าที่ของพระธรรมทูตไทยในสหรัฐอเมริกา
อันว่าด้วยปัญหาและแนวทางการแก้ไขแล้ว ท่านยังได้
"ร้องขอเพิ่มอำนาจ"
ให้แก่สถานเอกอัครราชทูต มากกว่างานรูทีนที่ได้รับ คือ การไปร่วมศาสนพิธี
ถวายผ้าป่า-กฐิน เป็นประธานงานวัด งานการกุศลอื่น ๆ เช่น คิงส์บอล ควีนส์บอล
ของสมาคมต่างๆ รวมถึงกล่าวสุนทรพจน์
แต่ไม่มีอำนาจในการบัญชาการเกี่ยวกับวัด
งานวัดๆ ที่ท่านได้รับมอบหมายอำนาจให้จัดการได้ก็มีแค่
ต่ออายุพาสปอร์ต ตรวจตราลงนาม (วีซ่า)
และไกล่เกลี่ยข้อพิพาท
ซึ่งข้อหลังนี้อาจจะไม่ใช่หน้าที่เต็มร้อย และเรื่องรองๆ อื่นๆ เช่น
เป็นตัวกลางนำเงินของรัฐบาลส่งให้วัดต่างๆ
เป็นต้น ก็หมดอำนาจและหน้าที่อันใหญ่โตมโหฬารในสายตาของชาวบ้านแล้ว
มิน่า ถ้าอายุพาสปอร์ตไม่หมด
จึงไม่ค่อยมีใครคิดถึงสถานเอกอัครราชทูตเท่าไหร่ สู้ไปวัดไม่ได้
เพราะที่วัดไทยเรานั้น...มีตั้งแต่
-
ศาสกิจ มีทุกระดับนับตั้งแต่ทำวัตร-สวดมนต์
เทศน์ธรรมวัตร-ปาฐกถา พระเทศน์แหล่ เทศมหาชาติ ผ้าป่า-กฐิน ถวายสังฆทาน ดูหมอ
แจกพระเครื่องของดี น้ำมูกน้ำมนต์ ฯลฯ
-
ด้านบันเทิงเริงรมย์
ก็มีเอนเตอร์เทนเม้น ตั้งแต่โขน ลิเก ฟ้อนรำไทยไปยันร็อคสะแด่ว ลูกทุ่ง ลูกกรุง คาราโอเกะ
และแม้แต่เสี่ยงเซียมซีก็มีบทกลอนปลอบใจให้ความหวังได้บ้าง
ดีกว่าไม่มีอะไรให้หวังเลย
-
ด้านโภชนาการ
ก็มีให้ชิมตั้งแต่ ไก่ย่าง-ส้มตำ ยำใหญ่ ซุปหน่อไม้ น้ำพริก ผักสด ผักลวก
ฟักแฟงแตงกวา กล้วยแขก ขนมจีนน้ำเงี้ยวน้ำยา ฯลฯ
ดังสุนทรภู่ท่านพรรณนาไว้ในตอนออกบิณฑบาตว่า
อิมัสมิง ริมฝั่ง อิมัง ปลาร้า กุ้งแห้งแตงกวา อีกปลาดุกย่าง ช่อมะกอก
ดอกมะปราง เนื้อย่างยำมะดัน ข้าวสุกค่อนขัน น้ำมันครึ่งโถ ส้มโอครึ่งผล
เป็นยอดกุศล เอ้า..สังฆัสสะ เทมิ ฯ
สารพันจะหาชม-หาชิม ได้ที่วัดไทยในสหรัฐอเมริกา แบบว่าได้ทั้งบุญได้ทั้งกุศล ซึ่งผู้เขียนก็หวังว่า
บทบาทอันออกจะเกินหน้าสถานเอกอัครราชทูตนี้
คงไม่ใช่ประเด็นที่ทำให้ท่านเอกอัครราชทูตอยากได้อำนาจเพิ่มเติม
โดยการ
"ขอคุมวัด-ขอคุมพระ"
ไปไว้ที่สถานเอกอัครราชทูตด้วยนะ
ท่านกษิต ภิรมย์ ย้ำว่า
"การที่จำเป็นต้องมีการทบทวน ประมวลประเด็นปัญหาและแนวทางแก้ไข
เพราะเพื่อให้คงไว้ซึ่งจุดประสงค์ของการเผยแพร่พระพุทธศาสนาในประเทศสหรัฐอเมริกา
การรักษาทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา
และป้องกันการเสื่อมเสียต่อพระพุทธศาสนาและชื่อเสียงของวัด
คนไทยและสังคมไทยในสหรัฐอเมริกา
และเพื่อร่วมจรรโลงให้สังคมอเมริกันมีความสงบสุขยิ่งขึ้น
และเพื่ออำนวยให้การประสานงานสำหรับการพิจารณาเรื่องนี้มีความเห็นพ้อง
ทั้งที่ประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา ให้มีความราบรื่นแน่ชัด
เป็นประโยชน์ต่อพุทธศาสนิกชนและสังคมไทย
และความสัมพันธ์ในการสนองตอบด้านนโยบาย"
ก็ชัดเจนว่า
ท่านอยากเห็นพระศาสนาและสังคมไทยในประเทศสหรัฐอเมริกา มีความเจริญมั่นคง
มีศักดิ์ มีศรี มีเกียรติ และเป็นเกียรติแก่ประเทศชาติศาสนา
มากกว่าจะมาเสื่อมเสียเกียรติยศ
เพราะทางการทูตนั้นท่านถือยศและเกียรติเป็นสำคัญ
!
ดังนั้น ท่านซึ่งรักชาติและพระศาสนามากที่สุดคนหนึ่ง จึงจำต้องทำหน้าที่นี้
ทั้งๆ ที่ยังไม่เคยมีเอกอัครราชทูตไทยคนไหนเคยทำมาก่อน ถ้าดูตรงนี้
ก็จะเห็นว่า ท่านกษิต ภิรมย์
ท่านเป็นสุดยอดของเอกอัครราชทูตไทย ที่เราเคยมีมา
เพราะนอกจากว่าท่านจะมีสปิริตของความเป็นพุทธอยู่เต็มตัวแล้ว
ท่านยังมีวิสัยทัศน์อันยาวไกล มองปัญหาอย่างเป็นระบบ
ล้วงลึกไล่ตั้งแต่เรื่องส่วนตัวบุคคลไปจนถึงระดับนโยบาย
โยงไยไปจนถึงรัฐบาล-มหาเถรสมาคม ที่เมืองไทย ส่วนองค์ประกอบอะไรต่างๆ
ในสหรัฐอเมริกานี่ ท่านก็ชี้ได้ชัด เหมือนหลวงพ่อคูณตีหัวดังโป๊ะๆๆๆ
จึงขออนุโมทนาสาธุในกุศลเจตนาของท่านเอกอัครราชทูต
กษิต ภิรมย์
และคณะในสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี มาเป็นเบื้องต้นก่อน
และทีนี้ก็จะเข้าสู่ส่วนที่ 2 คือส่วนของปัญหาและการแก้ไข
ตามที่ท่านเอกอัครราชทูตไทยได้นำเสนอปลัดกระทรวงการต่างประเทศข้างต้น
โดยท่านได้แบ่งเอกสารชุดนี้ออกเป็น 3 ส่วน คือ 1.พระธรรมทูต
(ปัญหาและการแก้ไข) 2.วัด (ปัญหาและการแก้ไข)
3.บทบาทของสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่
(มีการขอเพิ่มอำนาจเพื่อแก้ไขปัญหาพระธรรมทูตไทยในสหรัฐอเมริกา
แสดงว่าสถานทูตไม่มีปัญหาให้แก้ไข มีก็แต่ปัญหาของพระให้แก้ไข)
ปัญหาว่าด้วยพระธรรมทูต
ท่านกษิต ภิรมย์ ประมวลได้ความว่า
พระธรรมทูตไทยในสหรัฐอเมริกาทั้งปวงนี้มีปัญหามาก สิ่งแรกคือ
"ความไม่รู้และไม่เข้าใจในบทบาทและภาระหน้าที่ของตนเอง-คือของพระธรรมทูต"
ข้อนี้ก็ขอวิจารณ์ว่า "มันคลุมเครือ"
คือว่า
"เป็นข้อหาครอบจักรวาล"
แบบว่าพูดอีกก็ถูกอีก เหมือนกำปั้นทุบดิน ทั้งนี้ต้องถามย้ำด้วยว่า
"ซึ่งท่านว่าพระธรรมทูตไทยในสหรัฐอเมริกาไม่รู้จักบทบาทและหน้าที่ของตนเองนั้น
บทบาทหน้าที่ตรงไหน อย่างไร และใครบ้าง ยกตัวอย่างได้ไหม ?"
เพราะถ้าจะพูดกำหนดเอาเฉพาะคำว่า
"บทบาทและหน้าที่ของพระธรรมทูต" แล้ว
เราก็อาจจะต้องถามไปยังประชุมชนรอบข้างด้วย ว่าเขารู้สึกเช่นไร พอใจหรือไม่ ?
กับภาระหน้าที่ที่พระธรรมทูตไทยดำรงอยู่และปฏิบัติอยู่ ?
ผู้เขียนค่อนข้างแน่ใจว่า ส่วนใหญ |