ปมปัญหาภิกษุณี ถ้าพระไม่ดูแลให้ดีก็มีสิทธิ์สูญเสียหนัก
 

 

    ขอยอมรับกับท่านผู้อ่านว่า นับแต่ก่อนประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา เดือนมิถุนายน ที่วัดไทยแอลเอ ในปีนี้ จนมาถึงบัดนี้ ผู้เขียนรู้สึกเพลียหนัก เลยทำให้คอลัมน์นี้ไม่มีข้อเขียนใหม่ๆ ให้สมใจท่านที่สนใจเข้ามาเยี่ยมเว็บนี้เลย ต้องขอกล่าวคำว่า "ขอโทษ" นับพันครั้ง หวังว่าคงไม่ทำให้แฟนๆ ผิดหวังเพราะหวังผิด

         เรื่องภิกษุณีนี้ ผู้เขียนให้ความสำคัญยิ่งเรื่องหนึ่ง ซึ่งได้ศึกษาหาข้อมูลมาเป็นเวลานาน ติดตามข่าวสารโดยตลอด ซึ่งท่านผู้อ่านก็คงทราบกันดีว่า พักหลังมานี้มีกระแส (เก่าที่กลับมาใหม่) ขอให้คณะสงฆ์ไทยยอมรับสถานะของพระภิกษุณี หมายความว่า ขอให้คณะสงฆ์ไทย โดยเฉพาะก็คือมหาเถรสมาคมและรัฐบาลไทย ออกกฎหมายรองรับสถานภาพนักบวชหญิงในพระพุทธศาสนา อันได้แก่พระภิกษุณีและสามเณรี และก็มีเรื่องราวร้อยพันที่ว่ากันมาไปไม่สิ้นสุด ปัญหาที่ว่าก็ยังค้างเติ่งอยู่กลางทางด่วน ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องรีบด่วนเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ของคณะสงฆ์ไทยที่ควรรีบตัดสินใจจะเอาอย่างไรก็ฟันธงลงไป ไม่ใช่กั๊กหรือกันกันไว้เหมือนไม่ทุกข์ไม่ร้อน อาศัยความไม่แน่นอนของมหาเถรสมาคมและองค์กรพุทธส่วนใหญ่ในเมืองไทยที่ใช้กระแสเป็นเครื่องนำ หรือแม้แต่สตรีหลายๆ ท่าน ซึ่งยังคงนิยมในเรื่องของจารีต (ที่ถูกผู้ชายสร้างให้มานมนาน) ก็ยังออกมาคัดค้านการบวชภิกษุณีกับเขาด้วย

     ประเด็นที่ผู้เขียนจะเขียนดังต่อไปนี้ ขอออกตัวก่อนว่า มิได้มีเจตนาที่จะสนับสนุนให้ผู้หญิงบวชเป็นพระภิกษุณี และก็มิได้มีเจตนาจะคัดค้านการบวชเป็นพระภิกษุณีของสตรีทั้งหลายด้วย (อ้าว ! งั้นก็แสดงว่าแทงกั๊กละสิ สงสัยกลัวมหาเถรสมาคมเล่นงาน) ก็ขอเรียนชี้แจงว่า "มิได้กลัว แต่เกรงใจ" ในที่นี้ผู้เขียนจะเขียนเกี่ยวกับความเป็นมาและเป็นไป แนวโน้ม และผลได้ผลเสียของการมีพระภิกษุณีรวมถึงสามเณรีในเมืองไทยเราด้วย โดยมิได้จำเพาะเจาะจงว่า สตรีต้องบวชเป็นภิกษุณีให้ได้เพียงสถานเดียว ฟังนะ

     ขอเล่าท้าวความว่า ว่าตามประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาแล้ว ผู้เขียนขอสันนิษฐานว่า ในพรรษาที่ 10 ภายหลังจากการตรัสรู้ และ 1 พรรษา ภายหลังจากเสด็จนิวัติกลับสู่มาตุภูมิเป็นครั้งแรก ภายหลังเสด็จหนีออกจากวังในกลางคืน ขึ้น 15 ค่ำ เดือนอาสาฬหะ (เดือน 8) ไปทรงเพศเป็นสมณะของเจ้าชายสิทธัตถะ โคตมะ ซึ่งภายหลังเราท่านรู้จักกันในพระนาม "พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระบรมศาสดาของพระพุทธศาสนา"

     พรรษาที่ 10 นั้น พระพุทธเจ้าทรงมีพระชนมายุประมาณ 39 พรรษา ปรากฏว่า พระเจ้า    สุทโธทนะ พระพุทธบิดา ทรงประชวรหนัก ข่าวด่วนส่งตรงถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้กำลังประทับเผยแผ่พระสัทธรรมอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เมืองไพศาลี แคว้นวัชชี ทำให้ทรงต้องเสด็จกลับพระนครกบิลพัสดุ์อีกครั้ง ทั้งๆ ที่เพิ่งเสด็จกลับเมื่อก่อนเข้าพรรษานี่เอง และครั้งหลังนี้มิได้เสด็จกลับช้าๆ เหมือนในคราวก่อนที่เสด็จพระดำเนินด้วยพระบาทไปวันละหนึ่งโยชน์ (16 กม.) เท่านั้น ทว่าเสด็จกลับโดยพลัน ใช้เวลาไม่เกิน 7 วันก็น่าจะเสด็จถึงกรุง กบิลพัสดุ์แล้ว ทั้งนี้เพราะพระเจ้าสุทโธทนะนั้นพระอาการอยู่ในขั้นโคม่า แต่ว่าเป็นเรื่องใดนั้นอย่าให้เล่าในที่นี้เลย โปรดอาราธนามาอีกกัณฑ์ จะเทศนากลางพรรษาให้ฉ่ำใจและแจ่มแจ้งแดงแจ๋ไปเลย สรุปก็คือว่า พอพบหน้าพระโอรสได้เพียงไม่กี่อึดใจ พระเจ้าสุทโธทนะก็เสด็จสวรรคตไปอย่างรีบร้อน

     พอพ้นจากงานถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว เหตุการณ์บ้านเมืองในเมืองกบิลพัสดุ์ผันผวนหนัก เพราะมีแคนดิเดทพระเจ้าแผ่นดินอยู่หลายพระองค์ ทั้งนี้เพราะสิ้นเชื้อพระวงศ์ในสายของพระเจ้าสุทโธทนะแล้ว คือหมายถึงว่า เจ้าชายสิทธัตถะก็ออกผนวชเป็นพระพุทธเจ้า เจ้าชายนันทะก็ออกผนวชเป็นพระอรหันต์ไปแล้ว เจ้าชายราหุลพระโอรสในเจ้าชายสิทธัตถะและพระนางยโสธราก็บรรพชาเป็นสามเณร เป็นอันสิ้นเชื้อขาดวงศ์ "โคตมะ" ในสายสกุลของพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางมายา-พระนางโคตมี แต่เพียงเท่านี้ ที่เหลือใครอยากเป็นก็ใช้หอกดาบปืนผาและหน้าไม้แย่งชิงกันเอาตามสะดวกเถิด

    แต่ว่าปัญหามันมิได้มีเพียงเท่านั้น นั่นก็คือว่า เมื่อสิ้นพระเจ้าสุทโธทนะแล้ว พระนางเจ้ามหาปชาบดีโคตมีอดีตพระมหาราชินีก็หมดอำนาจวาสนา หวังจะพึ่งบุญลูกชายๆ ก็บวชเป็นพระไปแล้ว ซ้ำตัวก็มาตกพุ่มหม้ายซึ่งเป็นที่รังเกียจในสังคมพราหมณ์แห่งอารยันอีก นี่เป็นประเด็นผลักดันให้พระนางมหาปชาบดีโคตมี ตัดสินใจพานางสากิยานี (สนมหรือสาวใช้) เป็นจำนวน 500 นาง ทำใจเด็ดเสด็จพระดำเนินด้วยเท้าเปล่า จากกรุงกบิลพัสดุ์มุ่งหน้าไปหาพระพุทธเจ้า ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เมืองไพศาลี แคว้นวัชชี โดยไม่มีกำหนดกลับ !

    พระอานนท์ได้พบกับพระนางเจ้ามหาปชาบดีโคตมี ในภาพของนักบวชหญิง คือ โกนศีรษะเกลี้ยง นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ มีเท้าเปลือยเปล่า เดินเท้ามาอย่างทุลักทุเล มีน้ำตาไหลนองหน้า ด้วยหวังว่า "จะได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากองค์สมเด็จพระบรมศาสดา ทรงประทานการบรรพชาอุปสมบทให้แก่สตรีเพศในพระพุทธศาสนา ด้วยพระเมตตาธิคุณเป็นล้นพ้น"

     ครั้นพระอานนท์ผู้คุ้นเคย ได้รับเอาคำวิงวอนของพระนางและหญิงบริวารไปทูลถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงภายในพระคันธกุฏี ก็ได้รับพระดำรัสตอบง่ายๆ เพียง "อย่าเลย อานนท์ เธออย่าชอบใจการที่ตรีเพศออกบวชในธรรมวินัยนี้เลย" ทรงตรัสย้ำอยู่ถึง 3 ครั้งด้วยกัน

     "หมดหวัง" ท่านพระอานนท์ออกพระคันธกุฏีมาด้วยความท้อแท้และเหนื่อยอ่อน จะมีใครใดในโลกที่สามารถจะบังคับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ทรงยอมรับในสิ่งทรงปฏิเสธได้ ! แต่จะทำอย่างไร ในเมื่อพระแม่เจ้ามหาปชาบดีโคตมีซึ่งเป็นสตรีแท้ๆ พร้อมกับหญิงสาวชาววังตั้ง 500 นางเหล่านี้ ทรงสละทรัพย์สมบัติบรรดามีเสียสิ้น มีเพียงผ้า 3 ผืนครองกาย มุ่งหมายจะขอบรรพชาอุปสมบทในบวรพระพุทธศาสนา โดยมิมีทีท่าว่าจะกลับเช่นกัน ! มันเป็นปัญหาที่คนระดับพระอานนท์ซึ่งมีสมองไบรท์ที่สุดคนหนึ่งแห่งยุคต้องใคร่ครวญหนัก จะดันทุรังขอต่อพระพุทธเจ้าก็เข้าไม่ไหว จะไปบอกแก่พระนางมหาปชาบดีว่า "ไม่มีทาง" ทั้งๆ ที่รับปากพระนางมาแล้ว จะทำได้อย่างไร ? และยิ่งไปกว่านั้น ถ้าพระนางไม่ได้รับการบรรพชาอุปสมบทจริง ถามว่า พระนางมหาปชาบดีและสตรี 500 นางเหล่านี้จะไปอยู่ที่ไหน เพราะในกรุงกบิลพัสุด์นั้นถูกยึดอำนาจไปหมดสิ้นแล้ว

     สุดท้าย ท่านพระอานนท์จึงเล่นไม้ตาย ได้เข้ากราบทูลโดยปริยายว่า "ถ้าสตรีเพศออกบวชเป็นพระภิกษุณีในพระธรรมวินัยนี้ จะมีโอกาสได้บรรลุธรรมเช่นพระภิกษุสงฆ์หรือไม่ ?"

     คำตอบจากพระบรมศาสาก็คือว่า "มีโอกาสเท่ากัน"

     ท่านพระอานนท์จึงถามตามไปอีกข้อว่า "ก็ในเมื่อสตรีถ้าบวชแล้ว มีความสามารถบรรลุ ธรรมได้เช่นเดียวกับบุรุษแล้วไซร้ พระแม่นางมหาปชาบดีโคตมีนี้ ทรงเป็นพระแม่น้าของพระพุทธองค์ เมื่อครั้งแรกประสูติได้เพียง 7 วัน ครั้งนั้น พระนางเจ้ามายาได้เสด็จสวรรคต พระพุทธองค์จึงทรงดื่มขีรรสจากพระเต้าของพระนางจนเติบโตมา ด้วยคุณูปการดังพรรณามาฉะนี้ จะทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดให้พระนางพร้อด้วยกัญญาสากิยานี 500 นางเหล่านี้ รับบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนามิได้เทียวหรือ ?"

     พระพุทธองค์ทรงนิ่งอยู่นาน ท้ายที่สุดจึงตรัสว่า "เอาละ อานนท์ ถ้าหากว่า พระนางมหาปชาบดี โคตมี มีความประสงค์จะผนวชเป็นพระภิกษุณีในพระธรรมวินัยนี้จริงแล้วไซร้ เธอจงไปแจ้งแก่พระนางว่า จะทรงยินดีรับเงื่อนไขจำนวน 8 ข้อได้ไหม ?"

     ท่านพระอานนท์จึงรีบรับพระบรมพุทธโองการ พร้อมด้วยเงื่อนไขการบวชจำนวน 8 ข้อนั้น ซึ่งภายหลังเรียกว่า ครุธรรม มาเสนอแก่พระนางมหาปชาบดี มีดังนี้

1. ภิกษุณีแม้อุปสมบทแล้วได้ 100 พรรษา ก็พึงเคารพกราบไว้พระภิกษุ แม้จะอุปสมบทได้วันเดียว
2. ภิกษุณี จะอยู่จำพรรษาในอาวาสที่ไม่มีพระภิกษุนั้นไม่ได้ ต้องอยู่ในวัดที่มีพระภิกษุ
3. ภิกษุณี จะต้องทำอุโบสถกรรม และรับฟังโอวาทจากสำนักภิกษุสงฆ์ทุกกึ่งเดือน
4. ภิกษุณี อยู่จำพรรษาแล้ว วันออกพรรษา ต้องทำปวารณาในสำนักสงฆ์ทั้งสองฝ่าย (ภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์)
5. ภิกษุณี ถ้าต้องอาบัติสังฆาทิเสส อยู่ปริวาสกรรม ต้องประพฤติมานัตในสงฆ์สองฝ่าย (คือให้ตั้งกรรมการจากสงฆ์สองฝ่ายควบคุมการอยู่ปริวาสกรรม)
6. ภิกษุณี ต้องอุปสมบทในสำนักสงฆ์สองฝ่าย หลังจากเป็นนางสิกขมานารักษาสิกขาบท 6 ประการ คือ 1. เว้นจากการฆ่าสัตว์ 2. เว้นจากการลักขโมย 3. เว้นจากการประพฤติผิดพรหมจรรย์ 4. เว้นจากการพูดเท็จ 5. เว้นจาการดื่มสุราเมรัยและของมึนเมา 6. เว้นจากการรับประทานอาหารในเวลาวิกาล ทั้ง 6 ประการนี้ มิให้ขาดตกบกพร่องเป็นเวลา 2 ปี ถ้าบกพร่องในระหว่าง 2 ปี ต้องเริ่มปฏิบัติใหม่
7. ภิกษุณี จะกล่าวอักโกสกถาคือ ด่าบริภาษภิกษุ ด้วยอาการอย่างใดอย่างหนึ่งมิได้
8. ภิกษุณี ตั้งแต่วันอุปสมบทเป็นต้นไป พึงฟังโอวาทจากภิกษุเพียงฝ่ายเดียว จะให้โอวาทภิกษุมิได้

     เมื่อพระนางมหาปชาบดีได้สดับครุธรรมทั้ง 8 ประการเหล่านี้แล้ว ทรงยกพระหัตถ์ไหว้พระอานนท์ด้วยพระดำรัสว่า "ข้าพเจ้ายินดีรับเอาพระครุธรรมทั้ง 8 ประการนี้ไว้ โดยไม่มีข้อแม้"

     ก็เป็นอันว่า พระนางมหาปชาบดีโคตมีได้เป็นพระภิกษุณีองค์แรกในพระพุทธศาสนา แต่ภายหลังมายังปรากฏว่า พระนางทรงหัวหมอ ได้เข้าไปขอแก้พรข้อที่ 1 เป็น "ขอให้พระภิกษุสงฆ์และพระภิกษุณีสงฆ์ จงลุกรับ กราบไหว้ ทำอัญชลีกรรม สามีจิกรรม (ทั้งหมดนี้เป็นการทำความเคารพ) แก่กันและกันตามอายุพรรษา" ปรากฏว่าพระพุทธองค์ทรงปฏิเสธ แต่หลังจากนั้นก็ยังมีสตรีออกบวชกันเรื่อยๆ จนมีปัญหาด้านที่อยู่อาศัย ถึงสมัยหนึ่ง ภิกษุณีรูปหนึ่ง ซึ่งทั้งสาวทั้งสวยและพ่อรวยด้วย ได้ออกบวช แต่ต้องไปพำนักในกระท่อมกลางป่า จึงถูกชายโฉดทำร้ายพรหมจรรย์ ทำให้พระพุทธองค์จำต้องเข้มงวดกวดขันพระภิกษุณีมากยิ่งขึ้น

     ว่ากันโดยศีลสิกขาบทแล้ว พระภิกษุณีต้องรักษาศีลถึง 311 ข้อ มากกว่าพระภิกษุถึง 84 ข้อ (พระภิกษุถือศีลเพียง 227 ข้อ) ทั้งๆ ที่ภิกษุณีเกิดทีหลัง แต่ก็ดังกว่าด้วยการประพฤติเสียหายหลายคดี พระพุทธองค์จำต้องทรงกวดขันกับลูกสาวมากเป็นพิเศษ โดยทรงขอกับพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า "ขอจงทรงสร้างอารามให้พระภิกษุณีอาศัยในพระนครอยู่เถิด เพื่อความปลอดภัย" และทรงตั้งกฎไว้ว่า "พระภิกษุณีจะอยู่ในอารามที่ขาดพระภิกษุสงฆ์ปกครองมิได้"

     สถานภาพของพระภิกษุณีในสมัยนั้น เราท่านเกิดไม่ทัน จึงไม่รู้ความเป็นไปเป็นมาแน่ชัด ได้ยินได้ฟังก็อาจจะรู้สึกขัดๆ ขืนๆ เอากับพระพุทธเจ้า แต่เราต้องทราบด้วยว่า บรรดาพระภิกษุณีแทบจะทั้งหมด ก็ยินดีที่จะประพฤติปฏิบัติตามที่ทรงมีพระบัญญัติไว้ มิได้คิดล้มล้างหรือฝ่าฝืนแต่ประการใด จนกระทั่งสมเด็จพระบรมศาสดาเสด็จปรินิพพาน

    หลังจากองค์สมเด็จพระบรมศาสดาเสด็จปรินิพพานแล้ว เรื่องราวของพระภิกษุณีก็ดูทีว่าจะเงียบเซาไปไม่เป็นข่าวเลย มาปรากฏอีกทีก็ในสมัยพุทธศตวรรษที่ 3 หรือราว พ.ศ.300 ในสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช ผู้ทรงปรีชาสามารถรวบรวมอินเดียตอนเหนือ ตอนกลาง และตอนล่าง ทั้งสิ้นทั้งปวงเข้าเป็นอาณาจักรหนึ่งเดียวกันได้ จึงได้รับการขนานพระนามว่า พระเจ้าอโศกจักรพรรดิราช

     ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาใน พ.ศ.236  นั้นบันทึกว่า พระเจ้าอโศกมหาราชทรงส่งภิกษุณีสงฆ์ ซึ่งมีพระนางสังฆมิตตา พระราชธิดาของพระเจ้าอโศกเอง ไปประดิษฐานวงศ์ภิกษุณีที่ประเทศศรีลังกา และภายหลังจากนั้นมาก็ดูเหมือนว่า อินเดียจะขาดการติดต่อกับศรีลังกาว่าด้วยพระพุทธศาสนา สาเหตุนั้นก็เพราะว่า อินเดียเปลี่ยนนิกายไปเป็นมหายาน ส่วนศรีลังกายังคงรักษาความเก่าเอาไว้ได้ จึงเป็น "วิภัชชวาทหรือเถรวาท" สมบูรณ์ที่สุด ตามที่พระมหาโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ได้สังคายนาไว้ในสมัยพระเจ้าอโศก ชาวพุทธในอินเดียเปลี่ยนไปใช้ภาษาสันสกฤตจารึกและสอนพระพุทธศาสนาใน พ.ศ.500 รัชกาลของพระเจ้ากนิษกะ ส่วนชาวพุทธในศรีลังกาก็ยังคงรักษาจารีตเดิม นั่นคือใช้ภาษาบาลีบันทึกและสอนพระพุทธศาสนา กระทั่งถึง พ.ศ.1750 ซึ่งเป็นปีที่มุสลิมยกทัพเข้ามีตีอินเดียได้ทั้งหมด พระพุทธศาสนาจึงสูญสิ้นไปจากอินเดีย

     เพิ่งจะมาขุดพบซากปรักหักพังของถาวรวัตถุต่างๆ ซึ่งประกาศว่า "นี่คือดินแดนของพระพุทธศาสนา" อีกครั้งก็ในสมัยอังกฤษยึดครองอินเดียได้ (อังกฤษตีได้อินเดียทั้งหมดในปี พ.ศ.2420 อินเดียประกาศเอกราชจากอังกฤษเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ.2490 รวมเวลาตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ 70 ปี) แล้วนักโบราณคดี-นักประวัติศาสตร์ ชาวอังกฤษ จึงอาศัยใบเบิกทางทางการเมืองเข้าไปขุดค้นกันใหญ่ จนพบว่า ดินแดนมหาภารตะแห่งนี้ เคยมีศาสนาที่ยิ่งใหญ่ครอบครองอยู่ก่อนมา นั่นคือพระพุทธศาสนา นั่นจึงเท่ากับเปิดให้ชาวพุทธทั่วโลกได้หันไปสนใจอินเดียซึ่งเป็นแดนดินถิ่นกำเนิดของพระพุทธเจ้า จากการต่อสู้เรียกร้องของมหาบุรุษชาวศรีลังกาผู้หนึ่ง นามว่าอนาคาริกธัมมปาละ ทำให้รัฐบาลท้องถิ่นรัฐพิหารของอินเดีย ยินยอมให้ชาวพุทธเข้าไปทำพิธีกรรมในเขตซึ่งเชื่อกันว่าเป็นที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าได้ ซึ่งเราท่านรู้จักกันดีในบัดนี้ว่า ได้แก่ บริเวณพุทธคยา

     ขอตัดภาพไปยังศรีลังกา ทางศรีลังกาเองนั้น ขนาดว่าลอยล่องอยู่กลางทะเลก็ใช่ว่าจะไร้เสี้ยนหนาม ตามประวัติศาสตร์นั้น ศรีลังกาประเทศเล็กกระจิ๊ดริดเท่าหยดน้ำตานี้ เคยถูกรุกรานและยึดครองโดยฝรั่งมังค่าหลายชาติหลายภาษาเป็นเวลากว่า 400 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2048-2200 ตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งชาติโปรตุเกส รวมแล้ว 152 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2201-2338 ตกเป็นเมืองขึ้นของฮอลันดา รวมเวลานาน 137 ปี และตั้งแต่ พ.ศ.2339-2491 ตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ รวมเวลานานถึง 152 ปี และรวมอีกทีก็เป็นเวลาที่ศรีลังกาตกเป็นขี้ข้าเขาทั้งหมดถึง 441 ปี

    ระยะเวลาอันยาวนานเท่ากับประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาเหล่านี้ มีผลเสียต่อพระพุทธศาสนาอย่างมหาศาล ชาวพุทธถูกกดดันสารพัด ทั้งพระสงฆ์องค์เณรและพระภิกษุณีต้องหนีตาย แม้แต่พระเขี้ยวแก้วองค์จริงที่นำไปจากอินเดียและประดิษฐานอยู่ที่เมืองศิริวัฒนบุรีนั้น ก็ว่ากันว่าถูกโปรตุเกสทุบทิ้งไม่เหลือหลอแล้ว นั่นเป็นข้าศึกภายนอก แต่ท่านว่าปัญหาหนักนั้นมาจากชาวศรีลังกาเอง พูดแบบทุบโต๊ะก็คือ เป็นปัญหาทางการเมืองเรื่องภายใน

    คือท่านเล่าว่า พ.ศ.2070 พระเจ้าวิชัยพาหุ ได้ครองราชย์สืบต่อจากพระภาดา คือพระเจ้าธรรมปรักกมพาหุ แลพระเจ้าวิชัยพาหุนั้นมีพระโอรสประสูติแต่พระอัครมเหสีอยู่ 3 พระองค์ ต่อมา พระอัครมเหสีเกิดสิ้นพระชนม์ จึงทรงมีพระมเหสีใหม่ ๆ นอกจากจะไฉไลแล้วยังทรงให้กำเนิดพระโอรสอีกองค์หนึ่ง ซึ่งเรื่องก็เข้าเค้ากับปฐมกำเนิดของศากยวงศ์ของพระพุทธเจ้า นั่นก็คือว่า พระเจ้าวิชัยพาหุทรงหลงคารมเมียใหม่ ตัดใจยกราชบัลลังก์ให้แก่พระโอรสผู้ไร้เดียงสา ว่ากันว่าพระนางทรงขอบัลลังก์ให้ลูกตอนอยู่บนเตียงบรรทม

     แต่ประวัติศาสตร์ไม่ยอมซ้ำรอยเดิม เพราะราชโอรสซึ่งโตเป็นหนุ่มรุ่นกระทงทั้งสาม เมื่อเห็นว่าพ่อหลงแม่ใหม่ก็แค้นใจ จึงรวมกันทำการปฏิวัติจับพระบิดาประหารชีวิตพร้อมกับพระมเหสีใหม่และราชโอรสผู้ไร้เดียงสาด้วย แล้วก็ยกพระเชษฐาองค์โตที่สุดขึ้นครองราชย์ ในปี พ.ศ.2085 ทรงพระนามว่า พระเจ้าภูวเนกขพาหุ

     พระเจ้าภูวเนกขพาหุ ทรงจัดให้พระอนุชาทรงพระนามว่ามายาธนะ ให้ไปครองเมืองเสตวัตจะ และอีกองค์ทรงพระนามว่าทันธาระให้ไปครองเมืองราชคาม ต่อมาพระธิดาของพระองค์ทรงมีพระโอรส ทรงโปรดปรานหนักถึงขั้นจะให้เป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ต่อไป พระอนุชาทั้งสองพระองค์ได้ข่าวพี่ชายยกราชสมบัติให้หลานก็ไม่พอใจ จึงยกทัพมารวมกันหวังจะจับตัวพี่ชายมาสังหารให้หายแค้น พระเจ้าภูวเนกขพาหุเห็นเหลือกำลัง จึงหันไปขอความช่วยเหลือจากฝรั่งชาติโปรตุเกส โดยสัญญาว่าจะให้ความช่วยเหลือคริสตศาสนา ขณะรบพุ่งกันนั้น ฝรั่งโปรตุเกสยกกำลังพลไปถึงไหน พบพระสงฆ์องค์เณร ภิกษุณี-สามเณรี ก็ถือดาบปรี่เข้าไปฆ่าฟัน ปล้นสะดมภ์วัดวาอารามซึ่งร่ำรวยกันยกใหญ่ เป็นการปล้นฆ่าอย่างถูกกฎหมายด้วย

    ข่าวการทำร้ายพระพุทธศาสนาดังไปถึงเมืองมายาซึ่งอยู่กลางเกาะ ชาวมายาจึงส่งกำลังสนับสนุนเจ้ามายาธนะ ทำการรบพุ่งกับภูวเนกขพาหุจนมีชัย มายาธนะจึงได้เป็นเจ้าเมืองชัยวัฒนบุรีพระองค์ใหม่

    ต่อมาอีก พระเจ้ามายาธนะเกิดมีปัญหากระทบกระทั่งกับพระโอรสผู้ทรงพระนามว่า ราชสิงหะ ๆ จับพ่อประหารสำเร็จจึงได้เป็นพระเจ้าราชสิงหะ ๆ (รัชกาลที่ 159) ขึ้นครองบัลลังก์ได้ไม่กี่วันก็เกิดกลัวว่า การฆ่าพ่อในครั้งนี้คงจะมีบาปหนักเหมือนประวัติพระเจ้าอชาตศัตรู จึงทรงประสงค์จะล้างบาปจากพระทัย ทรงเผดียงพระสงฆ์และพราหมณาจารย์ในศาสนาพราหมณ์เพื่อหาทางล้างบาป ปรากฏว่าพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาถวายวิสัชนาว่า "อันว่าการฆ่าพ่อนั้นเป็นอนันตริยกรรม ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน เป็นกรรมหนักเกินแก้ สุดวิสัยจะแก้ไขได้" พระเจ้าราชสิงหะได้ฟังดังนั้นก็พิโรธ จึงทรงหันไปเข้ารีตพราหมณ์ รับสั่งให้ทำลายล้างพระพุทธศาสนา วัดวาอาราม พระสงฆ์องค์เณร ถูกฆ่าและทำลายอย่างถอนรากถอนโคนอีกครั้ง นับเป็นการสูญสิ้นพระพุทธศาสนาในศรีลังกา ถามว่า แล้ววงศ์ของพระภิกษุณีล่ะ ? นั่นน่ะ เข้าเรื่องเลย

     อย่าว่าแต่พระภิกษุณีเลยท่าน แม้แต่พระภิกษุสงฆ์ไม่คงค้างเหลือบนเกาะลังกาแม้แต่เพียงรูปเดียว มีเพียงสามเณรเพียงไม่กี่องค์ที่ยังคงเพศสมณะไว้ได้ แต่ก็ห่มเพียงผ้าเหลืองเท่านั้น ส่วนเรื่องธรรมะธัมโมนั้นไม่มีใครรู้เรื่องเลย จำต้องไปขอศึกษาภาษาบาลีกับฆราวาสที่ชื่อ เลวุเก ราละหะมี ซึ่งต้องคดีฉกรรจ์ติดตารางอยู่ สามเณรองค์นั้นชื่อว่า สรณังกร เป็นเณรโค่ง มีอายุรุ่นพ่อแต่ก็ยังต้องเป็นเณร เพราะไม่มีพระสงฆ์ทำการอุปสมบทให้ ด้วยความยากแค้นดังว่ามานี้ จนถึงปี พ.ศ.2293 พระเจ้ากีรติราชสิงห์ (รัชกาลที่ 163) ตั้งราชธานีศรีลังกาอยู่ที่สิงขันธนคร อันนี้เป็นภาษาบาลี แต่ภาษาปัจจุบันท่านว่าเป็นเมืองแคนดี้  (Kandy) มีพระประสงค์จะฟื้นพระพุทธศาสนา ทรงทราบจากพวกพ่อค้าชาวฮอลันดาว่า ที่กรุงศรีอยุธยาประเทศสยามนั้นพระพุทธศาสนากำลังเจริญรุ่งเรือง บ้านเมืองเต็มไปด้วยวัดวาอารามและผ้ากาสาวพัสตร์ จึงทรงส่งราชทูตนามว่า "ปัตตะโปละ" มาเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ กษัตริย์รัชกาลที่ 32 แห่งพระนครศรีอยุธยา ขอทรงมีพระมหากรุณาส่งพระสงฆ์พระไตรปิฎกไปฟื้นพระพุทธศาสนาในศรีลังกา ซึ่งเป็นการเริ่มต้น "สยามวงศ์" คือวงศ์พระสงฆ์จากประเทศสยาม หรือเรียกอีกนามหนึ่งว่า "อุบาลีวงศ์" ตามชื่อของพระอุบาลี หัวหน้าคณะสงฆ์สยามจากวัดธัมมาราม ผู้ไปตั้งวงศ์พระสงฆ์ไทยขึ้นในศรีลังกา

     สามเณรสรณังกรพร้อมด้วยสามเณรอีก 5 รูป ได้รับการอุปสมบทโดยคณะสงฆ์สยาม มีพระอุบาลีเถระเป็นพระอุปัชฌาย์ ณ คามสีมา เมืองวัฒนบุรี ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 (วันอาสาฬหบูชา ก่อนเข้าพรรษา 1 วัน) ปี พ.ศ. 2295 แสดงว่ากว่าคณะสงฆ์จากกรุงศรีอยุธยาจะเดินทางไปถึงศรีลังกาก็กินเวลาเกือบ 2 ปี ที่เล่ามาทั้งหมดนี้เป็นประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในอินเดียและศรีลังกา ต่อมาก็จะเป็นสยามเมืองยิ้มบ้าง

     ว่ากันตามหลักฐานดั้งเดิมแล้ว พระพุทธศาสนาเข้าสู่แคว้นแดนที่คนไทยครอบครองอยู่ ในบริเวณลุ่มแม่น้ำโขง ปิง วัง ยม น่าน เจ้าพระยา จนจดหัวเมืองใหญ่ในภาคใต้ นั่นคือนครศรีธรรมราช ท่านระบุว่า มีอยู่ 2 สาย คือ สายพม่ากับสายลังกา

     สายพม่านั้น นับเอาสมัยพระเจ้าอโนรธามังช่อเป็นปฐม พระองค์ทรงนำทัพอันเกรียงไกรตีเมืองหลวงของมอญคือเมืองสุธรรมหรือสะเทิ้มได้ใน พ.ศ.1587 ทรงนำเอาพระสงฆ์และพระไตรปิฎกฉบับมอญ รวมทั้งตัวหนังสือของมอญไปเป็นของพม่า แล้วทรงเผยแพร่พระพุทธศาสนาแบบพุกาม (ทรงตั้งพุกามเป็นราชธานี) ไปทั่วดินแดนแถบนี้ รวมถึงหัวเมืองเหนืออันกินกินดินแดนหริภุญไชยหรือลำพูนเข้าไปด้วย

     สายนครศรีธรรมราช สายนี้มีการสั่งตรงพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทจากประเทศศรีลังกาเข้ามาเมื่อประมาณ พ.ศ.1789 ซึ่งการนำพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทแบบลังกา (ลังกาวงศ์) เข้ามาในครั้งนั้น จิตร ภูมิศักดิ์ ระบุว่า "เป็นการทำสงครามเพื่อศาสนา" เหมือนพม่าในสมัยพระเจ้าอโนรธามังช่อนั่นเอง สงครามศาสนาระหว่างนครศรีธรรมราชกับศรีลังกาในครั้งนั้น ปรากฏว่า ศรีลังกาขอเจรจาเป็นไมตรี ทางนครศรีธรรมราชโดยพระยาจันทรภาณุเจ้าเมืองได้ขอพระพุทธสิหิงค์มาเป็นที่ระลึกด้วย แต่พอได้พระพุทธสิหิงค์มาไม่นาน นครศรีธรรมราชก็ถูกพ่อขุนรามคำแหงแห่งกรุงสุโขทัยรุกราน จำต้องสูญเสียพระพุทธสิหิงค์ให้แก่กรุงสุโขทัยไปอีกทอดหนึ่ง

     ต่อมา เมืองเชียงใหม่ของพระยามังรายรุ่งเรืองขึ้น มีพระยางำเมืองแห่งพระยา พระยาร่วงแห่งสุโขทัย เป็นสามสหายรักใคร่ปรองดองกัน รวมถึง "เมืองอโยธยา" และลพบุรี ซึ่งเป็นญาติของพระร่วงด้วย เมื่อทางการเมืองถูกต้องคล้องจองกันดังนี้แล้ว การค้าการขายก็ไหลรื่นเหมือนเป็นตลาดเดียวกัน พระพุทธศาสนาก็แลกเปลี่ยนกันไปมาด้วยความทัดเทียม และในตอนปลายกรุงสุโขทัย สมัยนั้นกรุงศรีอยุธยาอ้าขาบุกรุกเข้าไปในแคว้นพระร่วง กษัตริย์ในราชวงศ์พระร่วงหรือสุโขทัยไม่พอใจพฤติกรรมของอยุธยา จึงเอื้อมมือไปสานสัมพันธ์กับเจ้าเมืองเชียงใหม่ ให้ยกกองทัพลงมาช่วยยันกันอยุธยาที สงครามระหว่างพระเจ้าติโลกราชและพระบรมไตรโลกนาถ กินเวลานานหลายปี อยุธยาเพลี่ยงพล้ำ จำที่พระบรมไตรโลกนาถต้องเสด็จขึ้นไปครองเมืองพิษณุโลกสองแควอยู่หลายปี สุดท้ายทรงทำไมตรีกับเมืองเชียงใหม่ โดยเสด็จออกผนวชที่วัดจุฬามณี

     ในการสานสัมพันธไมตรีระหว่างเชียงใหม่และสุโขทัยขับไล่อยุธยานี้ ชาวสุโขทัยมอบของที่ระลึกให้แก่ชาวเชียงใหม่แบบไม่เคยให้ใครมาก่อน นั่นคือพระพุทธสิหิงค์ หรือพระสิงห์ ซึ่งปัจจุ&#