ได้อ่านข่าววิเคราะห์ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันอังคารที่
24 คือเมื่อวานนี้ เรื่อง
"วิกฤติภาษาบาลี"
โดยทีมข่าวศาสนาแล้ว ผู้เขียนก็ตกใจ นึกไม่ถึงว่า
สิ่งที่เราเคยคุยกันในวงกาแฟเล็ก ๆ เมื่อหลายปีก่อนนี้
บัดนี้ดังไปถึงหูรู้ไปถึงสื่อมวลชนเช่นหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์อันดับที่ 1 ของประเทศไทยเราแล้ว
ข่าวเมื่อวานจึงเป็นเหมือนการจุดพลุในใจผู้เขียน
ซึ่งคลุกคลีอยู่กับวงการภาษาบาลีมาชั่วชีวิต ทั้งเรียนทั้งสอน
และที่ยังมีชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์มีศรีในโลกนี้กับเขาคนหนึ่งนั้น
ขอยืนยันว่า "เพราะภาษาบาลี"
เพียงอย่างเดียว ดังนั้น
วันนี้จึงขอนำเอาปัญหาภาษาบาลีมาประมวลทั้งคำถามและคำตอบตามแนวทางหรือแนวความคิดของผู้เขียน
(ย้ำ
! ของผู้เขียนเท่านั้น
ไม่ได้ลอกเลียนแบบใครหรืออยากให้ใครลอกเลียน) ซึ่งได้เกาะติดปัญหานี้มานานปี
บาลีเป็นภาษาที่รักษาพระพุทธพจน์
นักเลงบาลีเขาแปลกันอย่างนี้
คนที่ไม่เคยเรียนบาลีก็คงงงว่ารักษาพระพุทธพจน์ได้อย่างไร ? ก็ขอเฉลยว่า ที่ว่ารักษาก็คือ
เป็นภาษาที่ใช้บันทึกพระธรรมคำสอนและพระวินัยหรือกฎหมายของคณะสงฆ์ซึ่งชาวพุทธไทยสายเถรวาท
เช่น ศรีลังกา พม่า ไทย ลาว เขมร
เป็นต้น เชื่อว่า
ภาษาที่พระพุทธเจ้าทรงใช้แสดงธรรมนั้นคือภาษาบาลี ๆ
จึงเป็นภาษาของพระพุทธเจ้า ในฐานะที่พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทเป็นนิกายในฝ่ายอนุรักษ์นิยม
จึงทำการอนุรักษ์พระไตรปิฎกซึ่งเป็นหนังสือประมวลพระพุทธศาสนาเอาไว้ในรูปแบบของภาษาบาลี
เราไม่ทำเหมือนทิเบต จีน ญี่ปุ่น เป็นต้น
ที่พอพระพุทธศาสนาพ้นจากอินเดียเข้าสู่ประเทศเหล่านั้นแล้ว
นักปราชญ์ราชบัณฑิตในประเทศนั้นก็ตกลงใจปริวัตรหรือแปลไปเป็นภาษาของตนเองหมด
นิกายฝ่ายนี้เราเรียกว่า มหายาน
แต่ความจริงแล้วการรักษานั้นจะให้หยุดอยู่เพียงตัวหนังสือ คือว่าทำเป็นรูปหนังสือแล้วยัดใสตู้พระไตรปิฎกเอาไว้
โดยไม่ยอมนำมาอ่านเพื่อศึกษาหาความรู้และปฏิบัติตาม ทำอย่างนั้นไม่ได้
ไม่ใช่การอนุรักษ์ ดังนั้น
คำว่าอนุรักษ์ก็คือ
การศึกษาภาษาบาลีให้รู้หรือเข้าใจในความหมาย
ทั้งในรูปของไวยากรณ์คือหลักภาษาและอรรถสาระแห่งข้อความที่บรรจุอยู่ในภาษานั้นอีกทีหนึ่ง
สองชั้นนะ
นั่นแหละคือภาษาบาลี มีเรื่องเล่าอีกเยอะแยะ แต่ว่าวันนี้มีเวลาน้อย
จะขอเข้าเรื่องของ "ความเสื่อมโทรมทางการศึกษาภาษาบาลี" กันเลย
มีคำถามหลายข้อ ถามว่า ภาษาบาลีที่มีปัญหานั้นเพราะว่า
1.เป็นภาษาตาย
ไม่มีใครใช้เรียนเขียนอ่านหรือพูดกันเหมือนภาษาปัจจุบัน
2.เรียนไปไม่ได้อะไร
ท่องหนังสือแทบเป็นแทบตาย เรียนจบประโยคเก้า
ทางรัฐบาลให้การรับรองเป็นแค่ปริญญาตรีสาขาภาษาศาสตร์ อย่างอื่นก็ทำไม่เป็น
ถ้าเก่งอย่างมากสึกไปก็แค่ไปเกาะรุ่นพี่ที่อยู่ในกองอนุศาสนาจารย์ทหารเท่านั้น
นอกนั้นก็เป็นคนหลงโลก พูดไม่เข้าหูคน ฯลฯ ?
นั่นคือคำบ่นของคนเรียนภาษาบาลี ซึ่งทีจะให้เรียนนั้น
ครูบาอาจารย์ก็กล่าวขานกันใหญ่โตว่า เรียนแล้วจะได้เป็นมหา มันเท่ห์สุด ๆ
เป็นเกียรติประวัติแก่วงศ์ตระกูล
แต่เมื่อเรียนจบแล้ว ถ้าคิดจะสึก
จะเอาใบประกาศเปรียญธรรมไปทำอะไร ก็ไม่มีใครตอบได้ สุดท้ายพวกมหาก็เลยกลายเป็นบุคคลที่ไร้สมรรถภาพในทางโลก
อยู่ในวัดก็พูดอวดคุณสมบัติพอ ๆ กับพระอัครสาวก แต่พอสึกออกไปได้เมียน่ะหรือ
อะไร ๆ ก็ต้องให้เมียสอน นี่เป็นเรื่องจริง
ปัญหานี้มิใช่เกิดเฉพาะกับภาษาบาลีเท่านั้น
กับมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งก็เหมือนกันด้วย คือสมัยก่อนนั้น
คณะสงฆ์จัดการการศึกษากันเอง ใครไม่ต้องมายุ่ง อาตมาเก่งที่สุดในโลก
เหมือนสมเด็จพระสังฆราชปลดวัดเบญฯ
พูดปรามาสพระพิมลธรรมวัดมหาธาตุฯ
แต่ครั้นคนที่เรียนจบมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก
(เพราะมีสอนถึงพระอภิธรรมซึ่งคนฟังไม่เข้าใจ
ต้องนางมายาเทพธิดาพระพุทธมารดาเท่านั้นจึงจะฟังออก
และพระที่เรียนจบมาต้องเก่งไม่ด้อยกว่าเทวดาเป็นแน่) นำเอาใบประกาศมหาจุฬาฯ
มหามกุฏฯ ไปยื่นให้เถ้าแก่ดู กลับถูกถามว่า
ใบประกาศที่ไหนเนี่ย อั๊วไม่เคยเห็ง
ลื้อทำเองหรือเป่า ? พอพระ
เอ๊ย ทิดชี้แจงว่า มหาจุฬาฯ
มหาวิทยาลัยของคณะสงฆ์ที่วัดมหาธาตุและวัดบวรไง วัดหลังนี้เป็นวัดสังฆราชด้วย
ดังนี้ เถ้าแก่ก็ปัดลงโต๊ะว่า
"อั๊วไม่รู้จัก"
นั่นคือว่า
คณะสงฆ์ก้มหน้าก้มตาทำการเรียนการสอนไปตามแบบฉบับของตนเอง
ซึ่งวิธีการนี้เคยได้รับการยกย่องว่าทันสมัยเมื่อประมาณ
200 ปีที่ผ่านมา
และพระสงฆ์ไทยที่มีสันดานอวดดื้อถือดีอยู่ในตัว
แบบถ้าเลือดหัวไม่ออกก็ไม่รู้สึกนั้น
ก็ยังคงเชื่อและมั่นใจว่า
"วิถีทางนี้เท่านั้นที่จะรักษาพระพุทธศาสนาไว้ได้ นอกนั้นไม่มีทาง"
ปัญหาเรื่องศักดิ์และสิทธิ์ในใบปริญญาของมหาวิทยาลัยสงฆ์ทื้งสองแห่งได้รับการแก้ไขผ่านไปแล้ว
โดยทาง กพ.ได้ขอเข้าร่วมแก้หลักสูตรให้สอดคล้องกับหลักสูตรของมหาวิทยาลัยทั่วไป
ทั้งยังบังคับอีกหลายอย่าง ทางผู้บริหารมหาวิทยาลัยสงฆ์ก็ต้อง
"ยอม" เพราะไม่งั้นทั้งศิษย์เก่าศิษย์ใหม่ก็จะไร้อนาคต
ซึ่งผู้เขียนเคยประณามไว้ว่า "นี่คือผลงานอัปยศของพวกด๊อกเตอร์จากอินเดียทั้งหลาย"
ทำให้พณ ฯ ท่านด๊อกเตอร์ที่มีส่วนได้ส่วนเสียควันออกหูกันหลายท่านเลยเชียวล่ะ
เพราะดันไปด่าด้วยเรื่องจริงเข้า
ตะทีนี้มาถึงเรื่องบาลี กลับปรากฏว่า
"ไม่มีการดิ้นรนอะไรเลย"
ทางมหาเถรสมาคมและแม่กองบาลีสนามหลวง (คือสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์
วัดปากน้ำภาษีเจริญ) ต่างก็ยังมั่นใจว่า
"ภาษาบาลียังไปได้ดี" ทั้ง ๆ
ที่จำนวนพระภิกษุสามเณรที่ศึกษานั้สาละวันเตี้ยลงไปอย่างฮวบฮาบทุกปี
ทั้งนี้เพราะมีปัญหาทั้งภายในและภายนอก
ปัญหาภายใน ปัญหานี้มีแน่นอน ซึ่งก็คือ
ความไร้วิสัยทัศน์ของผู้บริหารการศึกษาของคณะสงฆ์ ซึ่งก็คือมหาเถรสมาคม
ซึ่งมอบหมายให้แม่กองบาลีเป็นผู้รับผิดชอบอีกทีหนึ่ง
และแม่กองบาลีก็มอบให้เลขาและรองเลขา และฯลฯ เป็นผู้รับผิดชอบลดลงไปตามลำดับ
ก็อย่างที่บอกว่า ภาษาบาลีนั้นเป็นภาษาที่ตาย เอามาสื่อสารกับคนเป็นไม่ได้
ถ้าจะสื่อได้ก็เฉพาะกับผีเท่านั้น ดังนั้น
เพื่อจะให้พระไทยเอาภาษาที่ตายสื่อกับคนเป็น ๆ รู้เรื่อง
จึงมีการเสนอให้เพิ่มหลักสูตรภาษาบาลี เช่น เพิ่มวิชาภาษาอังกฤษ
(ซึ่งเคยถูกคณะสงฆ์ไทยประณามว่าเป็นภาษาเดียรถีย์
เพราะพระคริสต์เขาพูดภาษาอังกฤษ) คณิตศาสตร์ วาทศิลป์ ครุศาสตร์การสอน
เป็นต้น แล้วนับเวลาจากเรียนไวยากรณ์ภาษาไปจนจบนั้นเท่ากับ
10 ปี
ซึ่งเทียบจากมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 และอุดมศึกษาหรือปริญญาตรีอีก 4 ปี
จบมาก็จะได้ทั้งภาษาเป็นและภาษาตาย
ทำให้พระภิกษุสามเณรสามารถรู้ทั้งโลกนี้และโลกหน้าได้
เคยมีคนนำเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาพระมหาเถระที่เคยสอนบาลีประโยคสูง ๆ
ที่วัดสามพระยารูปหนึ่ง ท่านตอบสะบัดว่า
"กะแค่แต่งฉันท์แต่งไทย
พวกท่านก็หัวปั่นสอบตกกันแล้ว เอาแค่นี้ให้มันรอดก่อนเถิด"
ความฝันอันบรรเจิดที่จะเห็นภาษาบาลีมีรูปแบบการเรียนและการวัดผลที่ชัดเจนและแน่นอนก็เป็นอันสลายไปกับสายลม
ด้านภายนอกคือสิ่งแวดล้อมนั้น ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั้งของรัฐและเอกชน
ต่างก็มีนโยบายเปิดกว้าง รับคนเข้าเรียนไม่จำกัดเพศวัย
ทำให้พระภิกษุสามเณรถือเป็นโอกาสทองจะได้เป็นลูกศิษย์ในสำนักเหล่านั้นบ้าง
ปัจจุบันทั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหิดล ศิลปากร
สถาบันราชภัฏ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทั้งในและต่างประเทศ
มีพระภิกษุสามเณรเรียนอยู่กระจัดกระจาย
ใบประกาศของมหาวิทยาลัยทางโลกนั้นน่าทึ่งจริง ๆ ที่ว่า
เมื่อจบมาแล้วเอาไปใช้สมัครงานได้ แต่ของคณะสงฆ์อาจจะได้ แต่ก็ยากกว่า
จึงทำให้พระสงฆ์องค์เณรไม่อยากเรียนมหาวิทยาลัยสงฆ์และไม่อยากเรียนบาลี
เพราะเขาเห็นว่าไม่มีประโยชน์ นี่เป็นเรื่องจริง
ถามว่า เคยมีการแก้ไขปัญหานี้จากแม่กองบาลีสนามหลวงบ้างไหม ? ตอบว่า
ก็พอมีร่องรอยอยู่บ้าง เช่น การลดข้อสอบที่ยากให้ง่ายลง สมัยก่อนนั้น
นักเรียนประโยค 1-2 และ ป.ธ.3 ต้องแปลหนังสือพระธรรมบทภาษาบาลีทั้ง 8
ภาคให้จบ การวัดผลก็จะใช้ข้อสอบทั้งท้องเรื่อง
(คือที่เป็นประโยคบอกเล่าแบบร้อยแก้ว เขียนดำเนินความเรื่อยไป)
ทั้งคาถาและแก้อรรถ (คาถาก็คือร้อยกรอง เป็นฉันทลักษณ์ เช่น ปัฐยาวัตร อินทรวิเชียร
อุเปนทรวิเชียร เป็นต้น แก้อรรถก็คือ
การวิเคราะห์ไขความหมายของศัพท์แสงที่ยาก ๆ ในคาถาหนึ่ง ๆ
ซึ่งมีรูปแบบของการแปลที่สลับซับซ้อน มีทั้งการแปลเข้า แปลออก
การไขความด้วยสำนวน คือ คือว่า
ได้แก่ เป็นต้น
ซึ่งต้องคนที่มีทั้งความจำดีและมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้เท่านั้นจึงจะเรียนรู้เรื่องและสอบผ่าน)
ครั้นไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในสมัยสมเด็จพระมหารัชชมังคลาจารย์
วัดปากน้ำภาษีเจริญ
ขึ้นดำรงตำแหน่งแม่กองบาลีสนามหลวง ปรากฏว่ามีการประกาศลดหลักสูตรการสอบ
(ไม่ใช่การเรียน) คือสำหรับประโยค 1-2 และ ป.ธ.3 นั้น ท่านยืนยันว่า
"จะไม่ออกข้อสอบที่เป็นคาถาและแก้อรรถซึ่งยาก"
ทั้งนี้วัตถุประสงค์ก็คือ ดึงความสนใจของนักเรียนให้หันมาเรียนมาบาลีมากขึ้น
จึงต้องทำให้มันง่าย ๆ เข้าไว้
ต่อมาอีก สมเด็จพระมหารัชชมังคลาจารย์ประกาศให้มีการสอบซ่อมวิชาภาษาบาลีสำหรับประโยค
1-2 และ ป.ธ.3 ได้
ซึ่งคิดว่าต่อไปก็คงจะมีการขยายผลไปจนชั้นประโยค 9 เมื่อทราบข่าวนี้แล้วผู้เขียนก็ใจแป้ว รู้ในใจทันที่ว่า
หายนภัยของภาษาบาลีมาถึงแล้ว
ทำไมจึงว่าอย่างนั้น
ถ้าท่านผู้อ่านเคยเรียนภาษาบาลีมา หรือยิ่งเคยสอนด้วยก็ยิ่งดี จะทราบดีว่า
การเรียนภาษาบาลีนั้นหัวใจก็คือ
ไวยากรณ์
และไวยากรณ์นั้นเขาเรียนกันที่ประโยค 1-2 และ ป.ธ.3
ประโยค 1-2 และ ป.ธ.3
จึงเป็นหัวใจของของวิชาภาษาบาลี เป็นฐานของการเรียนรู้ไปจนถึงประโยค 9 อนึ่ง
ไวยากรณ์ภาษานั้นถ้าไม่ทบทวนกันอย่างต่อเนื่อง
ละเลยไว้แค่เดือนสองเดือนก็ลืมเลือนหมดแล้ว ต้องมานับหนึ่งนับสองกันใหม่
ดังนั้น นักเรียนที่เรียนภาษาบาลีกันจริง ๆ
เขาจะท่องหลักไวยากรณ์ภาษาบาลีตลอดปี ไม่ใช่ถึงเวลาสอบก็ท่องกันเสียทีหนึ่ง
อย่างนั้นตายแน่
ทีนี้ เมื่อแม่กองบาลีประกาศให้มีการสอบซ่อมภาษาบาลีสำหรับประโยค 1-2 และ
ป.ธ.3 ได้นั้น ก็จะทำให้นักเรียนที่สอบบาลีไวยากรณ์ผ่านแล้ว
ไม่ต้องเรียนต่อไป คือได้เครดิตไปไม่ต้องเรียนซ้ำ
ก็จะไปมุ่งเรียนวิชาแปลพระธรรมบทเพื่อเก็บแต้มให้เต็มเป็นมหาเปรียญหรือเณรเปรียญกันอย่างง่าย
ๆ
นั่นละคือจุดอันตรายของภาษาบาลีที่ต้องตายเพราะฝีมือของแม่กองบาลีรูปนี้
ที่กล้ากล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่า
ถ้าหากนักเรียนประโยค 1-2 และ ป.ธ.3 สามารถสอบซ่อมได้
และส่วนมากจะผ่านวิชาไวยากรณ์ไปก่อน ก็จะพักไว้ไม่เรียน
จะไปเก็บเฉพาะแต่วิชาแปล ซึ่งอาจจะเป็นหนึ่งปี สองปี หรือสามปี
จึงผ่านประโยคหนึ่ง ๆ และเมื่อจะเรียนประโยคสูง ๆ ขึ้นไป ก็ปรากฏว่า
"ลืมหลักภาษาหรือไวยากรณ์ไปหมดแล้ว"
แล้วจะเอาอะไรไปไต่เต้าขึ้นประโยคสูง ๆ เพราะว่าฐานของภาษาบาลีไม่มีในหัวแล้ว
!
นี่แหละ ที่ผู้เขียนกล้าฟันธงว่า
สมเด็จพระมหารัชชมังคลาจารย์ แม่กองบาลีสนามหลวงรูปปัจจุบัน
คือผู้ทำลายการศึกษาภาษาบาลีอย่างย่อยยับ
การกระทำเช่นนี้ก็เหมือนกับคนปัญญาอ่อนแก้ปัญหา
ก็ไม่รู้ว่าทีมงานของแม่กองบาลีมีใครบ้าง
ทำไมถึงได้คิดอะไรที่มันบ้องตื้นออกมาเช่นนั้นก็ไม่ทราบ
ขอวิจารณ์ว่า
ภาษาบาลีนั้นมันยาก เพราะว่าเป็นภาษาตาย
แต่จะตายหรือไม่ตายมันไม่ใช่สาระของความยากความง่าย
ในความหมายที่แท้จริงแล้ว
ความยากง่ายไม่ใช่อุปสรรคที่ทำให้คนไม่สนใจเรียน หากแต่ว่า
ค่านิยมของการเรียนบาลีมันไม่มีแล้ว
ใครจบไปแล้วไม่มีศักดิ์และสิทธิ์เหมือนสมัยเก่า
ไม่มีใครให้ความสำคัญกับพวกมหาเปรียญสักเท่าไหร่
อย่างมากก็แค่ว่า
"อ๋อ เนี่ยเหรอมหา ที่เขาว่าเก่ง"
ก็แค่นั้น นอกจากนั้นก็สู้พวกพระครูปลัดที่เอาแต่แจกปลัดขิกเสกอีเป๋อขายไม่ได้ พวกนี้มันรวยเอา ๆ
ชาวบ้านเข้าวัดที่เป่ากระหม่อมมากว่าจะสอนพระธรรมวินัย
เราจึงกล้าขัดคอว่า
"ที่สมเด็จพระมหารัชชมังคลาจารย์ดำเนินนโยบายเกี่ยวกับการเรียนการสอนและการวัดผลของภาษาบาลีอยู่ทุกวันนี้นั้น
ผิดทั้งหมด และท่านต้องรับผิดชอบโดยการลาออกไป อย่าให้เป็นเยี่ยงอย่างว่า
บาลีตายในมือของท่าน เมื่อท่านทำไม่ได้ก็นิมนต์ลาออกเสียเถิดครับ
จะสง่างามในนามลูกศิษย์หลวงพ่อสด"
ขอย้ำว่า
ปัญหาภาษาบาลีมิใช่ปัญหาเรื่องการเรียนการสอน
หรือว่าเป็นเรื่องของความยากความง่าย หากแต่อยู่ที่
"ค่านิยม"
เพียงประการเดียวเท่านั้น ดูอย่างวิชาการด้านอื่นในทางโลกสิ
ที่ยากกว่าภาษาบาลีก็มี แต่ทำไมคนเขาใฝ่ฝันอยากเรียนกัน
ทำไมไม่มีใครท้อถอยทั้ง ๆ ที่มันยาก ความจริงก็คือว่า
เพราะวิชาการเหล่านั้นเมื่อเรียนมาแล้วมันได้ผลทันตาเห็น ทำงานเงินเดือนแพง
มีศักดิ์สิทธิ์ทางใบปริญญาแน่นอน
แต่คนที่เรียนจบภาษาบาลีไม่มีสิ่งเหล่านี้ค้ำชูเขา
การเรียนบาลีที่ว่ายากก็เลยกลายเป็นตัวหักเหให้นักเรียนไม่สนใจ
นั่นเป็นประเด็นต่อเนื่องไปอีก
ดังนั้น ถ้าสมเด็จพระมหารัชชมังคลาจารย์และกรรมการมหาเถรสมาคมมีวิสัยทัศน์จริง
ก็น่าจะหาทางออกที่มันถูกทาง โดยการ
"สร้างค่านิยมของการเรียนภาษาบาลีให้ดีดังเดิม"
โดยการเชิญนายกรัฐมนตรีมารับฟังปัญหาพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะวิกฤติภาษาบาลี
ขอให้หลวงหรือรัฐบาลช่วยสนับสนุนพระพุทธศาสนา
โดยการหาตำแหน่งสำหรับมหาเปรียญที่เรียนจบแล้ว ตามมหาวิทยาลัย วิทยาลัย
สถาบันราชภัฏ และโรงเรียนมัธยมต่าง ๆ
ขอให้มีอัตราสำหรับผู้สำเร็จวิชาการทางพระพุทธศาสนา
เช่นครูสอนวิชาศีลธรรมจริยธรรมนั้น
จะพิจารณาผู้สำเร็จการศึกษาภาษาบาลีเป็นอันดับแรก เป็นต้น
เมื่อดำเนินการด้านค่านิยมรองรับกับผู้จบการศึกษาแล้ว
ก็ต้องหันไปดูระบบการศึกษาว่ามีความรัดกุมหรือไม่เพียงใด
นี่ต้องว่ากันทั้งระบบนะครับ เช่น
ค่าตอบแทนครูบาลี ปรากฏว่าไม่มีเป็นเม็ดเป็นหน่วย สำนักเรียนต่าง ๆ
ทั่วประเทศไม่เว้นแม้แต่สำนักเรียนวัดปากน้ำเอง
มีสวัสดิการครูบาอาจารย์ในด้านนี้น้อยมาก แทบจะเรียกว่าไม่เป็นระบบ เหมือนรถแท๊กซี่
คือวันไหนออกแรงวิ่งก็ได้ค่าเหนื่อย ถ้าหยุดก็อด
ครูสอนภาษาบาลีจึงอยู่กันอย่างอด ๆ อยาก ๆ
ไม่มีใครเขาอยากเป็นกันเท่าไหร่ถ้าไม่รักศาสนาจริง สู้เรียนทางโลกจบปริญญาตรี
โท เอก ไม่ได้ นั่นเขาได้ค่าตอบแทนเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ถามว่าภาษาบาลี
ถ้าคณะสงฆ์ไม่ออกมาจัดการด้านนี้เอง
จะให้รัฐบาลไหนเขารับรอง ?
สำนักเรียนภาษาบาลีทั่วประเทศก็เป็นสำนักอิสระ ใครอยากจะสอนก็สอน
อยากจะหยุดก็หยุด ไม่มีมาตรการอะไรจริงจัง เป็นอุดมคติส่วนตัวของเจ้าอาวาส
ปีไหนหาเงินไม่ได้หรือไม่มีอารมณ์ก็หยุดเอาเสียดื้อ ๆ ที่ร้ายหนักก็คือ
พักหลังมานี้มีการศึกษาของสงฆ์จะว่านอกระบบก็ไม่เชิง แต่ว่าเป็นคนละระบบ
คือโรงเรียนปริยัติสามัญที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติประกาศให้ค่าเล่าเรียนเป็นรายหัวนั่นแหละ
โรงเรียนประเภทนี้คือตัวบี้ภาษาบาลีให้ตกไป ไม่มีใครเขาอยากเรียน
ยิ่งบางสำนักเรียนมีทั้งบาลีมีทั้งปริยัติธรรมและนักธรรมให้เรียนทีเดียวสามสาขารวด ถามว่าอัจฉริยะคนไหนจะสามารถรับกับระบบบ้า ๆ
พวกนี้ได้
ต้องแก้กฎหมายคณะสงฆ์
หรือออกเป็นมติมหาเถรสมาคม
ให้พระสงฆ์องค์เณรทุกองค์ต้องเรียนบาลีเป็นวิชาหลัก
ไม่ใช่วิชารองหรือวิชาเลือกอย่างที่เห็นเช่นนี้
อีกทางหนึ่ง ในด้านการบริหารการปกครองของคณะสงฆ์ พระสังฆาธิการ เช่น
เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด เป็นต้น
ต้องออกระเบียบมหาเถรสมาคมกำหนดไว้ให้ชัดเจน เช่นว่า
ถ้าตำแหน่งเจ้าคณะตำบล
ต้องเป็นเปรียญธรรม 3 ประโยคขึ้นไป ถ้าเป็นเจ้าคณะอำเภอ ต้องเป็นเปรียญธรรม 5
ประโยคขึ้นไป ถ้าเป็นเจ้าคณะจังหวัดต้องเป็นเปรียญธรรม 7 ประโยคขึ้นไป
และถ้าเป็นรองเจ้าคณะภาคหรือเจ้าคณะภาคขึ้นไป
ต้องสำเร็จวิชาภาษาบาลีเป็นเปรียญ 9 เพียงประการเดียว
อย่างนี้เราจึงจะได้คนดีมีการศึกษาในสายตรงของพระพุทธศาสนามาปกครองและดำเนินนโยบายพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง
ไม่ใช่ดังที่เจ้าคุณเสนาะกล่าวว่า
"การใช้เงินซื้อสมณศักดิ์นั้นไม่ผิด
จะผิดก็เพียงแต่ว่าไม่เหมาะสมเท่านั้น"
นั่นดูเป็นพูดที่สะเหร่อที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา
ย้ำอีกครั้ง
วิกฤติภาษาบาลีมีทางออกแน่นอน
แต่ต้องมองเห็นปัญหาอย่างถ่องแท้ มิใช่ไม่เคยรู้เรื่องอะไรเลย
แต่ว่าได้ตำแหน่งแม่กองบาลีมาด้วยวาสนาบารมีและเงินตรา
เมื่อได้มาแล้วก็ให้เด็ก ๆ อย่างมหาสุชาติคุม ส่วนแม่กองบาลีนั้นก็คอยแต่ร่างสาส์นสวย
ๆ ไว้เปิดสอบอย่างเป็นทางการประจำปีเท่านั้น
นี่คือการแก้ปัญหาแบบที่เรียกว่า
"บูรณาการ"
ต้องแก้ที่ตัวปัญหา อย่าไปแก้อ้อมเมือง
และการแก้ก็ต้องใช้เทคนิควิธีการทุกอย่างเข้าช่วย ไม่ใช่คิดง่าย ๆ
เหมือนเด็กเลี้ยงควาย ที่พอนักเรียนตะโกนบอกว่า
"ภาษาบาลีมันยาก
ไม่อยากเรียน" แม่กองก็ตะลีตะลานลดหลักสูตรและข้อสอบให้มันง่ายลง
แล้วเป็นไง
มันแก้ได้ไหมกับมาตรการที่ท่านทำมาสิบกว่าปีแล้วน่ะ
ทบทวนบทบาทได้แล้วล่ะครับ สมเด็จพระมหารัชชมังคลาจารย์ที่เคารพ
วิกฤติจะเป็นโอกาส หรือว่าโอกาสจะกลายเป็นวิกฤติก็อยู่ที่ท่านจะพิจารณา
หรือว่ายังหาที่ลงให้วัดพระธรรมกายไม่เจอ
!
|