พระเทพโสภณได้เป็นศาสตราจารย์
 

 

    แหมไม่ได้ข้องแวะกับมหาจุฬาฯ มาเสียนานเลย โดยเฉพาะก็คืออธิการบดี ที่มีนามพระราชทานว่า พระเทพโสภณ ชื่อจริง ๆ คือ พระมหาประยูร ฉายา ธมฺมจิตฺโต นามสกุล มีฤกษ์ วิทยฐานะ เปรียญธรรม 9 ประโยคขณะเป็นสามเณร คือหมายถึงว่าเป็นเณรนาคหลวง พระเจ้าอยู่หัวทรงบวชให้ในปี พ.ศ. 2519 เข้าโบสถ์วัดพระแก้วรุ่นเดียวกับสามเณรประกอบ วงศ์พรนิมิตร วัดชนะสงคราม (ปัจจุบันคือพระธรรมเจดีย์ เจ้าคณะภาค 13 และเจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตร) และสามเณรสุชาติ สอดสี วัดปากน้ำภาษีเจริญ (ปัจจุบันคือพระเทพมุนี เจ้าคณะภาค 5 และเลขานุการแม่กองบาลีสนามหลวง)

     หลังจากได้เปรียญธรรม 9 ประโยค และจบ พธ.บ. (พุทธศาสตร์บัณฑิต) เกียรตินิยมอันดับ 1 จากมหาจุฬาลงกรณาราชวิทยาลัย วัดมหาธาตุแล้ว พระมหาประยูรก็บินไปต่อยอดปริญญาที่มหาวิทยาลัยเดลลี ประเทศอินเดีย จนจบด๊อกเตอร์ในภาควิชาปรัชญา กลับมาเมืองไทย ไปทำงานที่มหาจุฬาฯ เพราะว่าเป็นศิษย์เก่า ไต่เต้าตั้งแต่ผู้อำนวยการกองวิชาการ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ ถึงปี 2540 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นอธิการบดีมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และปีต่อมาก็ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 2 อันเป็นงานในสายปกครองของคณะสงฆ์ไทยอีกต่างหาก ปี 2532 ได้เป็นเจ้าคุณชั้นสามัญในราชทินนาม พระเมธีธรรมาภรณ์ และปี 2539 ก็เลื่อนขึ้นเป็นพระราชวรมุนี ซึ่งเป็นราชทินนามเดิมของพระเดชพระคุณพระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) และปี 2542 ก็ขึ้นหิ้งเป็นพระเทพโสภณ พร้อมทั้งต่ออายุในตำแหน่งอธิการบดีมหาจุฬาฯ อีกสมัยหนึ่ง

     เจ้าคุณประยูรนั้น เคยได้รับการกล่าวขวัญถึงความเก่งกาจสามารถ ทั้งในประวัติเป็นสามเณรประโยค 9 ทั้งจบ พธ.บ. เกียรตินิยมอันดับ 1 แล้วก็ไปจบด๊อกเตอร์จากมหาวิทยาลัยเดลลี ก็ได้ดีกรีเกียรตินิยมกลับมาอีก ก็ไม่ผิดนักที่หนังสือพิมพ์ข่าวสดจะระบุคุณสมบัติทั้งหมดนี้ว่า "เป็นพระนักวิชาการที่หาตัวจับยาก"

     เมื่อพระเดชพระคุณพระราชรัตนโมลี (นคร เขมปาลี) อธิการบดีองค์เก่าอ่อนล้า เพราะว่าทำงานมามาก จึงมีเสียงเรียกร้องจากพระหนุ่มเณรน้อยชาวมหาจุฬาฯ อยากให้พระราชวรมุนีขึ้นดำรงตำแหน่งแทน เพราะว่าท่านเก่งมาก

     ทำงานวิชาการในมหาจุฬาฯ มาเรื่อยๆ ก็ราบรื่นดี เพราะว่ามหาวิทยาลัยนั้นเขาไม่เล่นการเมืองกันมาก ถึงจะมีเสียงสาบแช่งอยู่แถวๆ ริมกำแพงวัดมหาธาตุฯ ว่ามีการเล่นเส้นเล่นสายกันในมหาจุฬาฯ ถ้าไม่ใช่เส้นอธิการบดีแล้วก็กินแห้วกันเป็นเข่ง ๆ แต่ว่าพระสงฆ์นั้นยังกระมิดกระเมี้ยนเก่ง ไม่ค่อยจะโหวกเหวกโวยวายเหมือนนักการเมือง เรื่องร้อนๆ เกี่ยวกับเก้าอี้หรือกิตติศัพท์ของพระเทพโสภณจึงไม่มี

     มาประทุคุกรุ่นก็อีตอนเกิดกรณีธรรมกาย ในปี พ.ศ. 2542 ซึ่งตอนนั้นพระนักปราชญ์อันดับ 1 ของประเทศไทย คือพระเดชพระคุณพระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต ป.ธ.9 พธ.บ) ได้ออกมาแสดงจุดยืนหลักของสารธรรมในพระไตรปิฎกว่า "พระนิพพานเป็นอนัตตา-อ่านว่า อะ-นัต-ตา) แล้วต่อมาก็บานปลายกลายเป็นไฟลามทุ่ง แวดวงนักปราชญ์ราชบัณฑิตนิสิตนักศึกษา ไม่ว่าใครก็ต้องนำเอากรณีนี้มาศึกษาหาความจริง

   แต่ครั้นเหลียวมองไปทางวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มหาวิทยาลัยสงฆ์อันดับที่ 1 ของประเทศไทย กลับมิปรากฏว่า ทางมหาวิทยาลัยแห่งนี้จะได้แสดงจุดยืนในทางพระธรรมวินัยว่าอย่างไรเลย อธิการบดีคือพระเทพโสภณ (ประยูร) ท่านไม่ชอบยืน จึงไม่มีจุดยืน เอาแต่นั่งเล่นบทพระเตมีย์ใบ้ ไม่เอาเรื่องเอาราวอะไรทั้งสิ้น อัตตาก็ไม่ว่า อนัตตาก็ไม่ว่า อึดอัดนัก คณาจารย์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งสู้อุตสาห์สละเวลามาช่วยสร้างและช่วยสอนพระสงฆ์องค์เณรของมหาจุฬาฯ วิทยาเขตเชียงใหม่ หวังจะยกระดับพระสงฆ์ไทยให้มีการศึกษา เขาเอือมระอาในบทบาทอัจฉริยภาพของเจ้าคุณประยูร จึงขอลาออกจากตำแหน่งกันเป็นแถวๆ พระมหาประยูรก็แก้เกี้ยวด้วยการออกประกาศในนามของมหาวิทยาลัย รับรองว่า "พระนิพพานเป็นอนัตตา" ทั้งๆ ที่ถั่วและงานั้นไหม้ไปนานแล้ว

     ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ภาพพจน์อันสดใสของพระเทพโสภณหรือพระมหาประยูร มีฤกษ์ ก็เริ่มเสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ เหมือนดาวฤกษ์แคระ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการร่างพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฉบับใหม่ ก็ถูกหลวงตาบัวกับนายทองก้อนถอนร่างออกไป จนกระทั่งวันนี้ วันที่พระเทพโสภณได้ดิบได้ดีอีกครั้ง ได้รับแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์องค์แรกของพระสงฆ์ไทยในสาขาปรัชญา

     ก็น่าภูมิใจแทนชาววัดประยุรวงศาวาส และชาวสุพรรณถิ่นเกิดของพระเทพโสภณนะ เพราะว่าตำแหน่งศาสตราจารย์นั้นเป็นเกียรติยศสูงส่งและสูงสุดในทางวิชาการ พระเทพโสภณได้มาโดยไม่ต้องผ่านการเป็น ผศ. หรือ รศ. อะไรทั้งสิ้น นับว่าเป็นบุญญาธิการหรือปาฏิหาริย์โดยแท้

     ในเกียรติคุณที่ทำเป็นรายงานผ่านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เพื่อขอมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ นั้น ท่านบรรยายว่า พระเทพโสภณมีผลงานทางวิชาการมากกว่า 50 เล่ม โอโฮ ปานนั้นเชียวหรือ ? ท่านระบุว่ามีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ได้รับความเชื่อถือในด้านวิชาการนำไปอ้างอิงกันมาก !

     แหมผู้เขียนเป็นพระบ้านนอก อ่านเป็นแต่หนังสือจักรๆ วงศ์ๆ คงไม่เคยรู้จักและไม่เคยเห็นหนังสือระดับอินเตอร์ของพระเทพโสภณว่าคลาสสิกขนาดไหน อย่างไรก็ตามก็ขอตั้งข้อสังเกตไว้ว่า การได้ตำแหน่งศาสตราจารย์สาขาปรัชญานั้น เกี่ยวข้องอะไรกับพุทธศาสนาเล่า ? ก็ในเมื่อเราเป็นพระ ก็น่าจะจบวิชาเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ถ้าได้รับตำแหน่งทางวิชาการก็น่าจะเป็นสาขาพระพุทธศาสนา แต่ว่าพระเทพโสภณได้รับแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์สาขาปรัชญา ผู้เขียนก็เลยเป็นงง !!!

     นิติธรรมนั้นเป็นตัวนำสังคม วันนี้พระเทพโสภณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์ในสาขาปรัชญา คนทั่วไปก็นำมาสรรเสริญ แต่ต่อไปภายหน้ามิคิดหรือว่าจะเป็นตัวอย่างอันไม่เหมาะสม เพราะถ้าสาขาปรัชญาได้รับการเชิดชูในมหาวิทยาลัยสงฆ์ ต่อไปก็ย่อมจะมีพระสงฆ์ได้รับแต่งตั้งในสาขาอื่น ๆ เช่น นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ครุศาสตร์ ฯลฯ แม้แต่วิชาการอันพระพุทธศาสนาถือว่าเป็น "เดรัจฉานวิชา" ก็ย่อมถูกยกย่องในมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งนี้ เพราะว่าเคยมีตัวอย่างแล้ว ณ วันนี้ โดยอธิการบดีของมหาจุฬาฯ เอง

 

พระมหานรินทร์ นรินฺโท
วัดไทย ลาสเวกัส รัฐเนวาด้า สหรัฐอเมริกา
15 กุมภาพันธ์ 2547

 

 

 
E-Mail ถึง บก.
peesang2003@hotmail.com

All Right Reserved @ 2003
This Website Sponsored by

 

www.alittlebuddha.com เจ้าของ : วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264