วันนี้เรามาลองวิเคราะห์กรณีตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นเวลา
6 เดือน ของรัฐบาลไทย ลงนามโดย นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี
(ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี) ซึ่งได้แต่งตั้งไปเมื่อวันที่ 13 มกราคม
2547 ที่ผ่านมา และพระมหาเถระที่ได้รับแต่งตั้งนั้นคือ สมเด็จพระพุฒาจารย์
(เกี่ยว อุปเสณมหาเถร ป.ธ.9) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
ซึ่งเป็นพระในฝ่ายมหานิกาย ประกาศแต่งตั้งนั้นมีข้อความดังนี้
ประกาศสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
เรื่อง แต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
ตามที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
มีพระอาการประชวรหลายระบบ และเสด็จเข้าประทับรักษาพระองค์ ณ ตึกวชิรญาณสามัคคีพยาบาล
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ต้นปี
2545 นั้น
คณะแพทย์ได้ถวายการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องมาตลอดจนพระอาการบางระบบดีขึ้น
สามารถเสด็จออกจากโรงพยาบาลไป
ทรงปฏิบัติศาสนกิจได้เป็นครั้งคราว
แต่โดยเหตุที่ทรงดำรงตำแหน่งสกลมหาสังฆปริณายกตามกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์
จึงมีพระภารกิจหลายอย่างที่รัฐบาลและคณะสงฆ์ จำเป็นต้องถวายเพื่อทรงบัญชาการ
ทรงตราพระบัญชา ทรงวินิจฉัยสั่งการและทรงลงพระนาม
รวมทั้งการที่ต้องทรงปฏิบัติศาสนกิจในพระราชพิธี รัฐพิธี และพิธีต่างๆ
นอกจากนั้นยังต้องทรงปฏิบัติหน้าที่ ในฐานะประธานกรรมการมหาเถรสมาคม
เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร และพระอารามอื่นๆ เช่น วัดญาณสังวราราม
จังหวัดชลบุรี และประธานกรรมการมูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัย
ซึ่งงานในภาระหน้าที่เหล่านี้
หากถวายเพื่อทรงปฏิบัติหรือวินิจฉัยสั่งการทุกเรื่องก็จะเป็นการกระทบกระเทือนต่อพระสุขภาพ
ประกอบกับทรงมีพระชนมายุสูงถึง
90 พรรษา ครั้นมิได้ถวายให้ทรงลงงาน
หรือการดำเนินการล่าช้าไม่ทันต่อเหตุการณ์ ก็อาจกระทบต่อการปกครองคณะสงฆ์
เป็นเหตุให้มีผู้กล่าวอ้างยกขึ้นมาวิจารณ์ อันอาจกระทบต่อพระเกียรติยศได้
เหตุทั้งนี้
เนื่องจากยังมิได้มีการแต่งตั้งผู้ใดให้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช
รัฐบาลได้พิจารณาเห็นว่า
โดยที่สมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นรัตตัญญูมหาเถระ
เป็นที่เคารพนับถือและศรัทธาของบรรดาพุทธศาสนิกชนชาวไทยอย่างสูง
แม้แต่ชาวต่างประเทศและศาสนิกอื่นก็ยกย่องว่า
ทรงดำรงพระองค์เป็นแบบอย่างของผู้รอบรู้ด้านปริยัติและปฏิบัติ
เป็นปราชญ์ของพระศาสนาและชาติ
แต่โดยที่พระสุขภาพทรุดโทรมลงตามพระวัสสายุกาล
สมควรจัดให้ประทับพักผ่อนเพื่อรับการถวายดูแลรักษาโดยคณะแพทย์อย่างเต็มที่และต่อเนื่องไม่มีภาระงานใดๆ
มารบกวน จนก่อให้เกิดความตรากตรำหรือความกังวลพระทัย
อีกทั้งเพื่อรักษาความต่อเนื่องของการบริหารพระศาสนามิให้ต้องสะดุด
เพราะขาดผู้รับผิดชอบวินิจฉัย สั่งการหรือบังคับบัญชา ประการสำคัญคือ
เพื่อเป็นการรักษาพระเกียรติยศ มิให้มีผู้อ้างพระสุขภาพหรือพระอาการประชวร
กระทำการใด อันอาจก่อความเสียหายหรือแอบอ้างนำพระบัญชา พระลิขิต
หรือพระนามไปแสวงหาประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่น
อาศัยมาตรา
73
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
รัฐบาลจึงได้ขอความเห็นจากคณะแพทย์และคณะกรรมการวัดบวรวิหารมีพระเทพสารเวที
ผู้ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธาน
แล้วนำความเห็นดังกล่าวประกอบกับความเห็นของพุทธศาสนิกชนที่ห่วงใย
เสนอที่ประชุมกรรมการมหาเถรสมาคมในการประชุมเมื่อวันที่
9 มกราคม พ.ศ.2547
ซึ่งที่ประชุมมีมติตามมาตรา
10 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่
2) พ.ศ.2535
อนุโมทนาสนองข้อเสนอดังกล่าว
โดยให้แต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชเป็นการชั่วคราว
และโดยที่สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี วัดราชบพิตร
สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุด โดยสมณศักดิ์มีอายุถึง
96 พรรษา
อีกทั้งยังอาพาธ ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่อันต้องตรากตรำได้เช่นกัน
จึงเห็นสมควรให้สมเด็จพระราชาคณะมีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ลำดับถัดไป ได้แก่
สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ ซึ่งพระราชาทรงไว้วางพระทัย
มอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในส่วนของประธานที่ประชุมมหาเถรสมาคมและปฏิบัติศาสนกิจบางเรื่องแทนพระองค์อยู่แล้ว
เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชไปพลางก่อน
โดยมีสมเด็จพระราชาคณะและพระราชาคณะอื่นอีก
5 รูป เป็นผู้ช่วยปฏิบัติหน้าที่
เป็นคณะร่วมกัน
เพื่อช่วยกันในการกลั่นกรองงานและรักษาความเรียบร้อยดีงามของคณะสงฆ์ ดังนี้
1.สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
2.สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม เป็นผู้ช่วยปฏิบัติหน้าที่
3.สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ เป็นผู้ช่วยปฏิบัติหน้าที่
4.สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ วัดมกุฎกษัตริยาราม เป็นผู้ช่วยปฏิบัติหน้าที่
5.สมเด็จพระญาณวโรดม วัดเทพศิรินทราวาส เป็นผู้ช่วยปฏิบัติหน้าที่
6.พระพรหมมุนี วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นผู้ช่วยปฏิบัติหน้าที่
ให้การปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวในรูปขององค์คณะ
มีการประชุมหารือและใช้มติร่วมกัน
โดยมีผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชเป็นประธาน
เว้นแต่เป็นการปฏิบัติศาสนกิจในพระนามสมเด็จพระสังฆราช
หรือการอันจำเป็นเร่งด่วนก็ให้ดำเนินการไปได้
โดยให้เลขาธิการมหาเถรสมาคมทำรายงานกราบทูลการปฏิบัติงานต่อสมเด็จพระสังฆราชทุก
30 วัน ในกรณีมีปัญหาสำคัญ
คณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชอาจพิจารณากราบทูลหารือสมเด็จพระสังฆราชได้
ในกรณีที่สมเด็จพระสังฆราชมีพระประสงค์โปรดมีพระบัญชาเรื่องใดตามที่เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช
เชิญมาแจ้ง ตามระบบการกลั่นกรองงานที่กำหนดขึ้นอย่างรอบคอบรัดกุม
ให้คณะปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชดำเนินการสนองพระบัญชานั้น
ทั้งนี้ให้การปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวมีกำหนดเวลาหกเดือน
เว้นแต่คณะแพทย์มีความเห็นก่อนครบกำหนดเวลาดังกล่าวว่า
สมเด็จพระสังฆราชทรงมีพระอาการดีขึ้นสามารถเสด็จกลับไปทรงงานได้เป็นปกติโดยไม่กระทบพระสุขภาพ
หรือมหาเถรสมาคมมีมติเป็นประการอื่น
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา
10 แห่งพระราชบัญญัติ พ.ศ.2505
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่
2) พ.ศ.2535 และมาตรา
160
แห่งพระราชกฎษฏีกา ทบวง กรม พ.ศ.2545
นายกรัฐมนตรีจึงขอประกาศนามผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชและคณะดังกล่าว
ขออำนาจคุณพระรัตนตรัย
และพระกุศลกรรมสัมมาปฏิบัติที่สมเด็จพระสังฆราชทรงกระทำบำเพ็ญมาแล้วอย่างยั่งยืนมั่นคง
จงอภิบาลรักษาสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ให้ทรงพระเกษมสำราญ มีพระสุขภาพพลานมัยดีโดยเร็ววัน เพื่อเป็นร่มโพธิ์
ร่มไทรแก่บรรดาคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนชาวไทยตลอดกาลนาน
ประกาศ ณ
วันที่ 13
มกราคม พ.ศ.2547
ลายมือชื่อ วิษณุ เครืองาม
(นายวิษณุ เครืองาม)
รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี
ประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์จากบุคคลอื่นซึ่งไม่ได้รับการแต่งตั้งและไม่ใช่คณะรัฐบาลก็คือ
ประเด็นทางกฎหมาย ในที่นี้ก็คือ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2535 มาตรา 10
มีข้อความดังนี้
มาตรา 10 ในเมื่อไม่มีสมเด็จพระสังฆราช
ให้สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์
เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
ถ้าสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
ให้กรรมการมหาเถรสมาคมที่เหลืออยู่เลือกสมเด็จพระราชาคณะรูปหนึ่งผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับ
และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
ในเมื่อสมเด็จพระสังฆราชไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร
หรือไม่อาจทรงปฏิบัติหน้าที่ได้
สมเด็จพระสังฆราชจะได้ทรงแต่งตั้งให้สมเด็จพระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่งปฏิบัติหน้าที่แทน
ในกรณีที่สมเด็จพระสังฆราช
มิได้ทรงแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนตาม
วรรคสาม
หรือสมเด็จพระราชาคณะซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช
ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชได้
ให้นำความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ประกาศนามสมเด็จพระราชาคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชตามมาตรานี้
ในราชกิจจานุเบกษา
นั่นละคือมาตรา 10 อันโด่งดัง เป็นเคสสตั๊ดดี้ที่คอกฎหมายคณะสงฆ์กำลังแกะกันจ้าละหวั่นอยู่ในเวลานี้
ทีนี้เมื่อเอามาตรา 10 มาวางไว้แล้ว ก็ต้องดูต่อไปด้วยว่า
เวลาใช้กฎหมายมาตราอะไรนั้น จะใช้เพียงมาตราเดียวเพียวๆ ได้ไหม
หรือมีอะไรอื่นอีกบ้างที่เกี่ยวข้องสามารถนำมาสนับสนุนหรือคัดค้านได้
เราก็ต้องดูสเตปต่อไป นั่นคือ มาตราที่
73 ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ศ. 2540 มีข้อความดังนี้
มาตรา 73
รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองแก่พระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น
ส่งเสริมความเข้าใจอันดีและความสมานฉันทร์ระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนา
รวมทั้งสนับสนุนการนำหลักธรรมของศาสนามาใช้เพื่อเสริมสร้างคุณธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิต
ก็สั้นๆ ง่ายๆ แต่ที่ไม่ง่ายนั้นก็เพราะ ข้อความในรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้น
"กำกวม"
คือว่ากว้างเกินไป ต้องใช้แว่นส่อง หมายถึงต้องตีความคำว่า
"รัฐต้องให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองแก่พระพุทธศาสนา"
ว่าหมายถึงอะไร
อะไรคือความอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา
การถวายสังฆทานถือว่าเป็นการอุปถัมภ์หรือไม่
คุ้มครองนั้นเล่าต้องเอาตำรวจทหารไปอารักขาพระสงฆ์สามเณรด้วยหรือเปล่า ??
พวกนี้สามารถนำมาตีความได้หมด ที่สำคัญก็คือว่า
มาตรานี้สามารถใช้ตีความไปถึงการตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สังฆราชด้วยได้หรือเปล่า
?
ทีนี้ก็จะเข้าเรื่องเสียทีละ
เราเริ่มกันที่คำสั่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
ซึ่งอ้างเอาพระอาการประชวรของสมเด็จพระสังฆราชมาเกริ่นนำก่อนจะเข้าสู่คำสั่งแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
ในคำสั่งนั้นเกริ่นนำสาเหตุไว้หลักๆ 2 ประการ คือ
1. สมเด็จพระสังฆราชทรงพระประชวร ทำให้ทรงงานได้ไม่เต็มที่
2. รัฐบาลต้องการให้สมเด็จพระสังฆราชพักรักษาพระองค์ซักระยะ
จึงได้มีคำสั่งดังกล่าวออกมาข้างต้น นี่เป็นเหตุผลแวดล้อม
ส่วนอำนาจหน้าที่นั้น รัฐบาลอ้างเอารัฐธรรมนูญไทย พ.ศ. 2540 มาตราที่ 7.
และพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2535 มาตราที่ 10 มาใช้บังคับ
ทีนี้ก็จะมีคำถามว่า ถ้าว่ากันตาม พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. 2535 มาตราที่ 10 นั้น
การแต่งตั้งเช่นนี้มีกฎหมายบัญญัติไว้ให้ทำได้หรือไม่ นั่นคือว่า
ในเมื่อสมเด็จพระสังฆราชยังไม่สิ้นพระชนม์ (คือยังไม่ตาย)
ไม่ได้เสด็จออกนอกประเทศ หรือยังไม่ป่วยทุพพลภาพถึงขนาดว่าทรงงาน (ทำงาน)
ไม่ได้ รัฐบาลมีเหตุผลเพียงพอหรือไม่ในการออกคำสั่งดังกล่าว ?
มาตรา 10 นั้น แม้ในวรรคสุดท้ายจะเขียนไว้ว่า
"ในกรณีที่สมเด็จพระสังฆราช มิได้ทรงแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนตามวรรคสาม
หรือสมเด็จพระราชาคณะซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช
ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชได้
ให้นำความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม"
ซึ่งการจะใช้วรรคนี้ได้นั้น
เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือรัฐบาลต้องปฏิบัติตามวรรคแรก ๆ มาก่อน เช่น
ถ้าสมเด็จพระสังฆราชสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์
จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชทันที
ถ้าสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสทางสมณศักดิ์รูปนั้นก็ตกอยู่ในสภาพทุพพลภาพ
คือว่ารับงานไม่ไหว
คราวนี้ก็ให้อำนาจแก่มหาเถรสมาคมพิจารณาเลือกสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสทางสมณศักดิ์รองลงมา
ขึ้นปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชแทน ถ้าองค์มีอาวุโสรองนั้นยังไม่ไหวอีก
ก็ให้ลดอาวุโสลงมาจนกว่าจะได้ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
ถ้าสมเด็จพระสังฆราชเสด็จไปต่างประเทศ
หรือไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ได้ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่งก็ดี
ทรงมีอำนาจในการแต่งตั้งสมเด็จพระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน
(ตรงนี้มิได้ระบุว่า ต้องเป็นสมเด็จพระราชาคณะผู้อาวุโสโดยพรรษาหรือโดยสมณศักดิ์
เรียกว่าเป็นการให้สิทธิและอำนาจแก่สมเด็จพระสังฆราชเต็มๆ)
ทีนี้ก็มาถึงวรรคสุดท้ายที่ว่า
"ถ้าสมเด็จพระสังฆราชเสด็จออกไปนอกประเทศโดยมิได้ตั้งผู้รักษาการแทนพระองค์
หรือทรงประชวรจนไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ให้นำเอาข้อความตามวรรค 1
และวรรค 2 ในมาตราที่ 10 นี้มาบังคับใช้โดยอนุโลม" ตรงนี้หมายถึงว่า ถ้าไม่มีสมเด็จพระสังฆราช
(คือทรงสิ้นพระชนม์) ก็ให้สมเด็จพระราชาคณะผู้อาวุโสทางสมณศักดิ์สูงสุดขึ้นปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชแทนทันที
แต่ว่าวรรคนี้มิได้นำมาบังคับใช้ เพราะว่าสมเด็จพระสังฆราชยังมีอยู่
คือยังไม่สิ้นพระชนม์ รัฐบาลจึงอ่านข้ามไปอีกวรรคหนึ่ง จนถึงวรรคที่ 2 ที่ว่า
"ถ้าสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
ให้กรรมการมหาเถรสมาคมที่เหลืออยู่เลือกสมเด็จพระราชาคณะรูปหนึ่งผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับ
และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช"
มาตรานี้แหละที่ถูกรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีทักษิณ
ชินวัตร
นำมาอนุโลมบังคับใช้ในการแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2547 ที่ผ่านมา จนเกิดปัญหาวุ่นวายไปทั่ว
ปัญหานั้นก็มาจากการตีความพระราชบัญญัตินี้ในมาตราที่ 10 ตามลำดับนั่นแหละ
คือผู้คัดค้านเขาถามว่า
ในเมื่อสมเด็จพระสังฆราชยังไม่สิ้นพระชนม์ มิได้เสด็จไปต่างประเทศ
และยังไม่ทุพพลภาพถึงขนาดว่าทรงงานไม่ได้
(เพราะปรากฏว่ายังสามารถตรัสได้ และเสด็จลงอุโบสถสดับพระปาฏิโมกข์ได้อย่างปกติภาพ)
แล้วรัฐบาลอ้างได้อย่างไรว่า
พระองค์ทรงไม่สามารถจะปฏิบัติพระภารกิจได้
คำถามนี้
นายวิษณุ เครืองาม
นักกฎหมายมือหนึ่งของเมืองไทย อธิบายว่า
"ที่ว่าสมเด็จพระสังฆราชไม่สามารถทรงงานได้นั้น
มิได้หมายความว่าทรงป่วยถึงขั้นนอนให้น้ำเกลือหรือใช้อ๊อกซิเจ้นช่วยหายใจ
หากแต่ว่าทรงไม่สามารถจะปฏิบัติงานได้อย่างเป็นปกติ"
กรณีนี้นายวิษณุยกตัวอย่าง
นายกรัฐมนตรีที่ติดภารกิจอื่นหรือเจ็บป่วยด้วยโรคเล็ก ๆ น้อย ๆ
ก็สามารถจะตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนได้
ทางฝ่ายผู้คัดค้านก็ค้านว่า
นั่นมันกรณีที่ทรงแต่งตั้งผู้รักษาการแทน
หากแต่ในกรณีแต่งตั้งครั้งนี้ ปรากฏว่านายวิษณุลงมือเซ็นต์เองเสร็จสรรพ
โดยที่สมเด็จพระสังฆราชไม่ทรงรับทราบมาก่อนเลย
แสดงว่ารัฐบาลนี้ย่ำยีพระเกียรติยศสมเด็จพระสังฆราช
เป็นการตั้งสังฆราชซ้อน
!
จึงต้องขอคัดค้านว่า
คำสั่งดังกล่าวผิดกฎหมาย
!
ถามว่า ผิดกฎหมายอะไร ? ก็ตอบว่า กฎหมายพระราชบัญญัติคณะสงฆ พ.ศ. 2535
มาตราที่ 10 นี่แหละ เพราะข้ออ้างของรัฐบาลนั้นฟังไม่ขึ้น
!!! อีกมาตราหนึ่งซึ่งรัฐบาลทำผิดอย่างจัง ก็คือ
รัฐธรรมนูญไทยมาตราที่ 11 มีข้อความดังนี้
มาตรา 11
พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะสถาปนาฐานันดรศักดิ์และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์
คำว่า
ฐานันดรศักดิ์
นั้นนับรวมถึงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชด้วย
การที่รัฐบาลทำอุกอาจแต่งตั้งผู้ปฏิบ้ติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชเสียเอง
จึงน่าจะผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญข้อนี้ด้วย
รัฐบาลก็อ้างเอารัฐธรรมนูญมาครอบจักรวาลลงไปว่า
รัฐบาลตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชครั้งนี้ไม่ผิด
เพราะว่ารัฐต้องให้ความอุปถัมภ์และคุ้มครองแก่พระพุทธศาสนา
ตามรัฐธรรมนูญมาตราที่ 73 พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ 2535 เป็นเพียงกฎหมายลูก
จะขัดกับรัฐธรรมนูญไม่ได้ ถ้าขัดก็แสดงว่า พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ 2535 นั้น
เป็นโมฆะ จะต้องแก้ไข
ในกรณีนี้ก็มีกรณีเทียบเคียง สด ๆ ร้อน ๆ
ที่เราท่านคงจะทราบกันดีก็คือเรื่องนามสกุล
ซึ่งมีนางผณินทรา ภัคเกษม
ผู้ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า
การที่กฎหมายบังคับให้สตรีผู้แต่งงานต้องใช้นามสกุลสามีนั้น
ขัดกับรัฐธรรมนูญไทย พ.ศ. 2540 มาตราที่ 30 ซึ่งมีข้อความว่า
มาตรา 30
บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน
ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน
การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด
เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล
ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา
การศึกษาอบรมหรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
จะกระทำมิได้
ดังนั้น
กฎหมายหรือพระราชบัญญัติชื่อบุคคล ซึ่งออกใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2505
ก็เป็นอันว่า "โมฆะ" เพราะว่าขัดกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งเพิ่งจะคลอดออกมาในปี พ.ศ.
2540 นี่เอง แต่รัฐธรรมนูญก็ใหญ่กว่ากฎหมายลูก
และตรงนี้จะตีชิ่งไปถึงพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2535 มาตรา 10
ซึ่งถ้าจะเอามาตีความแข่งกับมาตรา 73 ก็น่าจะเป็นโมฆะ
คือว่าฝ่ายรัฐบาลย่อมชนะแหง ๆ
แต่เราก็ต้องมาตีความกันต่อไปว่า พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2535 มาตราที่ 10
นั้น ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 73 หรือไม่ ?
ถ้าไม่, ก็แสดงว่า รัฐบาลทำผิดทั้งกฎหมายคณะสงฆ์ พ.ศ. 2535
และผิดรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ต้องยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่งสถานเดียว
!
แต่ถ้าหากว่า
พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2535 มีเนื้อหาที่ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ
คือว่าขัดกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ก็แสดงว่า รัฐบาลทำถูกต้องแล้ว
ถึงจะไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2535 ก็อย่าไปใส่ใจ
เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญย่อมสูงสุดอยู่แล้ว
แต่ยังก่อน
การจะชี้ว่า "ขัดหรือไม่ขัด"
"ผิดหรือไม่ผิด"
นี้ นายวิษณุ หรือนายทองก้อน หรือหลวงตาบัว ก็ไม่มีสิทธิ์ชี้ขาด
ผู้มีอำนาจชี้ขาดนั้นก็คือ ศาลรัฐธรรมนูญ
หมายความว่า ถ้าจะให้คำสั่งนี้เคลียร์
ว่ารัฐมีอำนาจในการตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชหรือไม่
ก็ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความสถานเดียว ซึ่งก็ออกหวาดเสียวอยู่
เพราะถ้าศาลรัฐธรรมนูญตีความเข้าข้างรัฐบาลก็ถือว่าโชคดีไป
แต่ถ้าหากศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า
"รัฐบาลทำผิดพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2535
และผิดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตราที่ 73"
ดังนี้ ก็ซี้ม่องเท่งกันทั้งคณะแน่
และโดยเฉพาะนายวิษณุ เครืองามนั้น ก็จะตกชั้นจากมือกฎหมายอันดับที่ 1
ไปเป็นอันดับบ๊วยในสารบัญนักกฎหมายไทย
อันจะส่งผลให้เก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายต้องเด้งจากก้นไปอีกต่างหาก
นี่..เดิมพันมันสูงฉะนี้แหละโยม
อย่างไรก็ตาม เมื่อจะมีการลากเอาคำสั่งนี้ไปสู่กระบวนการตีความ
ว่ารัฐบาลมีความชอบธรรมในการแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชหรือไม่
ซึ่งฝ่ายที่ไม่ยอมรับก็หาเหตุผลอ้างอิงว่า
รัฐบาลละเมิดอำนาจสมเด็จพระสังฆราช
เพราะ
1.
สมเด็จพระสังฆราชยังไม่สิ้นพระชนม์
2.
สมเด็จพระสังฆราชมิได้เสด็จออกนอกประเทศ
3.
สมเด็จพระสังฆราชมิได้ป่วยทุพพลภาพถึงขนาดว่าปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้
(ถึงจะป่วยก็ไม่หนักหนาสาหัสอะไร ยังคงมีพระปฏิสัณฐานคือคุยได้
ทั้งยังเสด็จลงพระอุโบสถได้ด้วย)
4.
การแต่งตั้งครั้งนี้ รัฐบาลรวบรัดตัดความทำไปแต่ฝ่ายเดียว
โดยสมเด็จพระสังฆราชมิได้รับรู้ด้วย
แสดงว่ารัฐบาลไม่เห็นสมเด็จพระสังฆราชในสายตา
เป็นการจาบจ้วงพระอำนาจอย่างบังอาจที่สุด
5.
ถ้ารัฐบาลบริสุทธิ์ใจ ไฉนจึงไม่นำความขึ้นขอคำปรึกษาจากสมเด็จพระสังฆราชก่อน
6.
การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชนั้นเป็นพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ถ้าให้ชอบธรรมแล้ว รัฐบาลควรจะนำความขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบก่อน
ก็จะเป็นการสวยงาม ดีกว่าทำแบบหักพร้าด้วยเข่าอย่างนี้
7.
มหาเถรสมาคมมีอำนาจมากว่าสมเด็จพระสังฆราช
เพราะว่าบังอาจออกมติตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
โดยที่สมเด็จพระสังฆราชผู้ยังทรงมีพระสติสัมปชัญญะสมบูรณ์อยู่แท้ ๆ
ยังไม่รู้เรื่องเลย และ
8. ในคำสั่งนั้นระบุว่า
"ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชเป็นการชั่วคราว"
มิได้บอกว่า
"ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช"
คือไม่มีคำว่า
"แทน"
ก็แสดงว่าสมเด็จพระพุฒาจารย์เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์จริงเสียงจริง
คำสั่งของรัฐบาลจึงเป็นการตั้งสังฆราชซ้อนขึ้นมาอีกองค์
รวมความตามข้อ 8 นี้ก็คือว่า ปัจจุบันวันนี้มีสมเด็จพระสังฆราชแล้ว 2 พระองค์
คือ สมเด็จพระญาณสังวร
(เจริญ สุขวฑฺฒโน ป.ธ.9) วัดบวรนิเวศวิหาร (ฝ่ายธรรมยุติ)
สถาปนาโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2532 และองค์ที่
2 คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์
(เกี่ยว อุปเสณมหาเถร
ป.ธ.9) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร (ฝ่ายมหานิกาย) รัฐบาลแต่งตั้งในวันที่ 13
มกราคม 2547
และข้อสุดท้ายนี้ยังตีชิ่งไปถึงพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2535 มาตราที่ 11
เกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งของสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งมีข้อความว่า
มาตรา
11
สมเด็จพระสังฆราชพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
(1) มรณภาพ
(2)
พ้นจากความเป็นพระภิกษุ
(3) ลาออก
(4) ทรงพระกรุณาโปรดให้ออก
ทีนี้เมื่อสมเด็จพระสังฆราชยังไม่มรณภาพ
ยังไม่สึก ยังไม่ลาออกเอง และยังไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ
ให้ออกจากตำแหน่ง แล้วถามว่า
รัฐบาลเอาอำนาจอะไรไปปลดพระองค์ไม่ให้ทรงงาน
!
ประมวลปัญหาข้อกฎหมายคณะสงฆ์และรัฐธรรมนูญทั้ง 8 ข้อนี้
รัฐบาลนายกทักษิณ ชินวัตร
แก้ตัว เอ๊ย แก้ต่างว่า
รัฐบาลจำเป็นต้องออกคำสั่งแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
เพราะว่า
1.
ทรงป่วยด้วยพระโรคหลายโรค รัฐบาลได้รับคำแนะนำจากแพทย์โรงพยาบาลจุฬาฯ ว่า
สมเด็จพระสังฆราชพระชนมายุมากถึง 90 กว่าพรรษาแล้ว
ควรพัก |