ห้ามพระสงฆ์รับมรดกและครอบครองทรัพย์สิน

 

เมื่อวันที่ 21 ก.พ.2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจรัล ภักดีธนากุล คณะทำงานปรับปรุงกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ได้เสนอให้แก้ไข ร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 ใน 2 มาตรา คือ

มาตรา 1222 ระบุว่า การรับมรดกตกทอดของบุคคลที่บวชเป็นพระ ไม่ควรที่จะได้รับมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ เพราะไม่มีความเหมาะสม เนื่องจากไม่ได้เป็นฆราวาส

มาตรา 1223 เสนอว่า เมื่อบุคคลที่มาบวชเป็นพระ เมื่อได้รับปัจจัยต่างๆ ที่มีมูลค่ามาก ไม่ควรจะเก็บไว้เอง ควรจะเป็นของวัด หรือ ให้ตกเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน

ต่อนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จากนั้นก็ส่งให้คณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สนช. พิจารณา ซึ่งที่ประชุมกรรมาธิการฯ จึงได้มอบหมายให้นายสมพร เทพสิทธา ประธานอนุกรรมาธิการด้านการศาสนา ไปดำเนินการศึกษา จึงได้ตั้งคณะทำงานพิจารณาศึกษากฎหมายเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา พิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าว

 

กรอบข่าวจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ข้างต้น เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมานั้น ถือว่าเป็นข่าวสำคัญเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในระดับ "รากหญ้า" อีกข่าวหนึ่ง หลังจากเมื่อ 2 ปีก่อน คณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา มีนายไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นประธาน เคยมีการเสนอกฎหมาย "บริหารจัดการทรัพย์สินของวัดและของพระภิกษุ" มาแล้ว สาระสำคัญ เช่น ให้มีการเก็บภาษีพระที่มีรายได้ประจำ เกิน 20,000 บาท ต่อเดือน และห้ามพระสังฆาธิการ รับปัจจัยมูลค่าเกินกว่า 3,000 บาท รวมถึงมาตรการลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืน รวมทั้งการเก็บภาษีวัดที่มีรายได้เชิงพุทธพานิช เป็นต้น แต่ครั้งนั้นได้รับการต่อต้านจากพระสงฆ์ส่วนใหญ่ เรื่องก็เลยตกไป

มาวันนี้ คณะทำงานปรับปรุงกฎหมาย ที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ได้เสนอขึ้นมาอีก 2 ประเด็นใหญ่ ได้แก่

1. การรับมรดกตกทอดของบุคคลที่บวชเป็นพระ ไม่ควรที่จะได้รับมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ เพราะไม่มีความเหมาะสม เนื่องจากไม่ได้เป็นฆราวาส

2. เมื่อบุคคลที่มาบวชเป็นพระ เมื่อได้รับปัจจัยต่างๆ ที่มีมูลค่ามาก ไม่ควรจะเก็บไว้เอง ควรจะเป็นของวัด หรือ ให้ตกเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน

ผู้เขียนก็เลยต้องมานั่งพิจารณาดูอีกว่า กฎหมายที่จะออกมานี้มีผลกระทบเช่นไร ต่อพระสงฆ์องค์เณรและพระพุทธศาสนาโดยส่วนรวม

ข้อแรกนั้น เป็นเรื่องมรดกตกทอด ซึ่งผู้ที่จะได้รับมรดกนั้นย่อมจะต้องเป็นสายโลหิต คือเป็นลูกเป็นหลานของเจ้าของมรดก อันได้แก่ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นต้น การโอนมรดกให้นั้น เท่าที่ทราบ ก็น่าจะเป็นไปได้ 2 ทาง คือ โดยสิเนหา และโดยสายโลหิต

โดยสิเนหา ก็คือ บิดามารดาหรือญาติผู้ใหญ่ รักใคร่เอ็นดูลูกหลาน มีทรัพย์สมบัติที่พอจะแบ่งปัน ก็ยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ อาจจะยกให้ในตอนยังมีชีวิตอยู่ หรือเขียนเป็นพินัยกรรมไว้ก่อนตายก็ได้

โดยสายโลหิต ข้อหลังนี้ บางทีมิใช่โดยสิเนหา แต่ว่าบิดามารดาหรือญาติผู้ใหญ่ได้เสียชีวิตลงไป ผู้เป็นสายโลหิตย่อมมีสิทธิ์ได้รับมรดกของท่านผู้นั้น ตามกฎหมาย

การจะออกกฎหมาย "ห้ามพระสงฆ์รับมรดก" จึงถือว่า "ขัดแย้ง" กับกฎหมายมรดก ซึ่งถ้าจะออกจริงๆ ก็ต้องไปแก้ไขหรือเพิ่มเติมกฎหมายมรดกที่ว่านี้

ทีนี้ ถ้าว่าโดยมนุสสธรรมแล้ว การห้ามมิให้บุคคลใดบุคคลหนึ่ง รับมรดกจากบิดามารดา ถือว่าขาดมนุสสธรรม ก็ไม่ทราบว่า จะสามารถตรากฎหมายออกมาได้หรือไม่ เพราะการห้ามเช่นนี้ ก็เท่ากับว่า ตัดขาดความเป็นพ่อแม่ลูกระหว่างบิดามารดากับพระภิกษุสามเณร ซึ่งถ้าหากว่าไม่ให้รับ แล้ววันหลัง พระภิกษุสามเณรรูปนั้นเกิดเบื่อผ้าเหลืองแล้วลาสิกขาออกไป ก็จะสูญเสียสิทธิในกองมรดกไปโดยปริยาย

การออกกฎหมายข้อนี้มา จึงเท่ากับว่า เป็นการตัดความสัมพันธ์ทางสายโลหิตระหว่างบิดามารดาและบุตรที่จะออกบวช

แต่ในความเป็นจริงแล้ว การบวชของผู้ชายไทยนั้น ส่วนใหญ่แล้วบวชตามประเพณี มิได้มีความมุ่งหมายเพื่อสละโลกย์แต่อย่างใด พูดง่ายๆ ก็คือว่า เป็นการบวชเพื่อสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา หรือบวชเอาอานิสงส์ ให้พ่อแม่ได้เห็นชายผ้าเหลืองน้ำขมิ้น เพื่อเป็นผลบุญให้ได้ขึ้นสวรรค์หลังจากตายและไม่ต้องตกนรกในปรโลก หรือเพื่อทดแทนบุญคุณพ่อแม่ ที่เรียกว่า "ทดแทนค่าน้ำนม" นั่นเอง ทีนี้ เมื่อชายไทยมิได้มุ่งหมายจะบวชจนตาย ส่วนใหญ่บวชได้พรรษาเดียว (สี่เดือน) ออกพรรษา รับกฐินแล้ว ก็ลาสิกขา ไปครองบ้านครองเรือนต่อ ก็ถือว่าเป็นคนสุกแล้ว แล้วจะให้เขาตัดขาดจากกองมรดกได้อย่างไร ?

ชายไทยมีหลายประเภท ที่สำคัญก็คือ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และพลเรือน ซึ่งต้องการจะบวช และราชการก็อนุญาตให้ลาบวชได้ อาจจะเป็นเวลาสั้นๆ เพียง 1 เดือน 2 เดือน 3 เดือน หรือบางทีก็แค่ 7 วัน 15 วัน เช่นการบวชในโครงการเฉลิมพระเกียรติต่างๆ เป็นต้น บุคคลเหล่านี้ จะต้องถูกตัดขาดจากกองมรดก และหลุดจากตำแหน่งหน้าที่การงานด้วยหรือเปล่า ?

สูงสุดก็คือ พระบรมวงศานุวงศ์ ที่มีพระประสงค์จะทรงผนวช ดังกรณีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ (ร.9) ซึ่งทรงลาผนวชเป็นระยะเวลา 15 วัน หลังจากเสด็จปริวัตรแล้ว ก็เสด็จกลับขึ้นครองราชย์ตามเดิม ถ้าหากมีกฎหมาย "ห้ามผู้บวชรับมรดก" จะต้องถือว่า ราชสมบัติเป็นมรดกด้วยหรือไม่ ?

ในกรณีการบวชลูกเล็กเด็กแดง เพื่ออบรมบ่มนิสัยในฤดูร้อน ที่เรียกว่า บวชภาคฤดูร้อน ซึ่งบิดามารดาก็นิยมให้ลูกบวช เพื่อไม่อยากให้ใช้เวลาหน้าร้อนไปเล่นซุกซน รวมทั้งบวชแก้บน บวชหน้าไฟ บวชถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันสำคัญทางศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์ (เช่น พระยานรรัตน์ราชมานิต บวชถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6) ฯลฯ บวชสามวันเจ็ดวัน ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ดารา ถ้าออกกฎหมายนี้มา ก็จะมีผลกระทบกับผู้ชายไทยตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ เกี่ยวพันกับทุกสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็น ชาวไร่ชาวนา พ่อค้าแม่ขาย นักธุรกิจ ข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ อัยการ ผู้พิพากษา ดารา ศิลปิน นักร้องนักแสดง นักการเมือง รวมทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ แบบว่า ถ้าเจอกฎหมายข้อนี้เข้าไป คงไม่มีใครสมัครใจบวช เพราะบวชแล้วต้องสละมรดกทั้งหมด สึกออกมาก็หมดสิทธิ์ในกองมรดกไปโดยอัตโนมัติ (กฎหมายบังคับตั้งแต่วันออกบวช) แต่ถ้าสึกออกมายังมารับมรดกได้อีก ก็แสดงว่ากฎหมายนี้ไม่มีผลจริง เป็นกฎหมายกำมะลอ พออยู่ในวัดก็ไม่มีสิทธิ์ แต่พอสึกออกมากลับได้สิทธิ์ แบบนี้ก็จะมีคน "บวชๆ สึกๆ" ซึ่งหนักกว่าไม่มีกฎหมายเสียอีก

ตรงนี้หมายความด้วยว่า การบวชสั้นๆ ตามที่กล่าวมาแล้ว จะมีไม่ได้ เพราะไม่มีจุดมุ่งหมายเพื่อหลุดพ้นจริง แต่เป็นการบวชเพื่อเอาอานิสงส์แบบฉาบฉวย (ถ้ามองว่าการไม่มุ่งหลุดพ้นแล้วบวช ถือว่านักบวชเหล่านั้นไม่ใช่พระเณรที่แท้ตามเป้าหมายดั้งเดิมของพระพุทธศาสนาในยุคเริ่มแรก) ดังนั้น เมื่อกฎหมายมาตรานี้ออกมา บรรดาโครงการบวชพระบวชเณรเพื่อเฉลิมพระเกียรติ หรือการบวชชั่วคราวต่างๆ ก็ต้องยกเลิกหมด ใครจัดก็ถือว่าขัดหรือผิดกฎหมาย (ผิดทั้งผู้บวชและผู้จัดโครงการ หรือผู้สนับสนุนให้บวช เพราะถือว่าทำลายพระพุทธศาสนาอันบริสุทธิ์ทางอ้อม) ซึ่งการบวชแบบนี้นั้น ทุกโครงการมีการกำหนด "วันสึก" ไว้พร้อมกับวันบวชด้วยซ้ำไป นั่นก็แสดงว่าเป็นการบวชหลอกๆ เช่นกัน ดังนั้น จึงมีไม่ได้

ย้ำไว้ด้วยว่า บรรดาการบวชทั้งสิ้นทั้งปวงนั้น ก็ยังไม่สำคัญเท่ากับ "การทรงผนวช" ของพระมหากษัตริย์ไทย ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย เชียงใหม่ อยุธยา เรื่อยมาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ถือเป็น "พระราชประเพณี" ที่พระมหากษ้ตริย์ซึ่งทรงเป็น "ผู้นำสูงสุด" ของชาวพุทธไทย จะต้องเสด็จออกบวช (ชั่วคราว) เพื่อทรงบำเพ็ญเนกขัมมบารมี จากนั้นจึงทรงพระปริวัตร (กราบลาพระราชอุปัธยาจารย์และหมู่สงฆ์ลาสิกขา) เพื่อเสด็จกลับขึ้นครองราชย์ ซึ่งเป็นพระราชประเพณีโบราณที่สืบเนื่องมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน ผู้เขียนกล้าที่จะบอกว่า "การทรงผนวชของพระมหากษัตริย์ เป็นการยกย่องและสืบทอดพระพุทธศาสนาอย่างสำคัญที่สุด" สำคัญกว่าการตั้งสังฆราชเสียอีก

ถ้าออกกฎหมายนี้มา ก็เท่ากับว่า ห้ามพระราชาทรงผนวช คือให้ยกเลิกพระราชประเพณีทรงผนวชนี้ลงอย่างสิ้นเชิง ลองนึกภาพดูก็แล้วกัน ถ้าผู้นำไม่บวช แล้วใครจะบวช เพราะสังคมมนุษย์ต้องมีผู้นำและผู้ตาม เมื่อผู้นำไม่นำ ผู้ตามก็ไม่ตาม เมื่อนั้น พระพุทธศาสนาก็แคะแกรน เหมือนต้นไม้ถูกลิดรอนกิ่งใบ จะค่อยๆ สูญสิ้นไปจากแผ่นดินไทย เพราะกฎหมายฉบับเดียว


 

ส่วนข้อต่อมาที่ว่า "เมื่อบุคคลที่มาบวชเป็นพระ เมื่อได้รับปัจจัยต่างๆ ที่มีมูลค่ามาก ไม่ควรจะเก็บไว้เอง ควรจะเป็นของวัด หรือ ให้ตกเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน" ข้อนี้ก็ต้องมองดูว่า เงินทองที่เรียกว่า "ปัจจัย" ของพระภิกษุสามเณรนั้น มีที่มาที่ไปอย่างไร และจำนวนเท่าใด

เรื่องที่มาที่ไปและจำนวนที่ว่านั้น : ปัจจัยที่พระภิกษุสามเณรได้เป็นการส่วนตัว ที่เรียกว่า โยมถวายให้ใช้จ่ายเป็นการส่วนตัวนั้น เท่าที่ทราบแล้ว พระเณรจะมีรายได้จากกิจกรรมทางศาสนาเหล่านี้ เช่น

1. ออกบิณฑบาต ซึ่งโยมจะนำปัจจัยใส่ซองที่ละ 10 บาท 20 บาท (นานทีได้ซองละ 100) ยิ่งเป็นเณรน้อยแล้วได้น้อยกว่าเพื่อน แต่ถ้าเป็นหลวงตาแล้วจะได้มากกว่า เพราะผู้ที่ใส่บาตรเขาก็มีวิจารณญาณว่า หลวงตาท่านบวชมาจนแก่แล้ว สังขารร่างกายก็อ่อนล้า ถวายท่านไปให้ซื้อหยูกยารักษาเนื้อรักษาตัว ปัจจัยในส่วนนี้จึงแทบจะมองไม่เห็น เพราะส่วนใหญ่แล้ว โยมจะใส่บาตรเฉพาะข้าวปลา แบบว่า หนึ่งในสิบ หรือ หนึ่งในยี่สิบ ถึงจะใส่ปัจจัยด้วย

2. ทำพิธีสวดมนต์ ซึ่งโยมจะนิมนต์ไปในงานมงคลเช่น งานแต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น และงานอวมงคล เช่น งานศพ ซึ่งงานเหล่านี้มิได้มีทุกวัน (เว้นแต่วัดที่มีเมรุ เช่น วัดธาตุทอง วัดพระศรีมหาธาตุบางเขน วัดหัวลำโพง เป็นต้น) ยิ่งวัดบ้านนอกด้วยแล้ว กิจนิมนต์ต่างๆ แทบว่ามีปีละไม่กี่ครั้ง แบบว่าญาติโยมไม่ตายก็ไม่ได้สวดศพ โยมไม่สร้างบ้านใหม่ หรือสร้างยังไม่เสร็จ ก็ไม่ได้ทำบุญบ้าน ซึ่งแต่ละงานนั้น โยมก็ใส่ซองถวายเพียง 100-200-500 บาท ได้แค่นี้ก็ดีใจแทบแย่แล้ว เชื่อไหมล่ะว่า พระเณรส่วนใหญ่ที่บวชเรียนนั้น ยังต้องขอเงินพ่อแม่ใช้ ไม่งั้นไม่พอค่าดินสอปากกา

3. กิจนิมนต์อื่นๆ ประเภทนี้คงไม่ต้องพูดถึง ขนาดรายได้ประจำยังนานๆ ที แล้วกิจนิมนต์ประเภทจร เช่นว่า เจิมเครื่องบิน หรือ อภิมหาเศรษฐี หรือ นายกรัฐมนตรี จะมาทำบุญที่วัด แบบนี้คงร้อยปีมีครั้งหนึ่ง

ตรงนี้ต้องขอย้ำว่า "เพื่อความรอบคอบ ท่านผู้จะออกกฎหมาย ควรทำการสำรวจหาข้อมูลที่แน่นอน" แต่ผู้เขียนบอกได้เลยว่า รายได้ของพระภิกษุสามเณรนั้น "ไม่แน่นอน" เพราะ

1. ไม่มีงานประจำ จึงไม่มีเงินเดือนเหมือนข้าราชการ หรือพนักงาน เงินประจำที่พระสังฆาธิการท่านได้รับนั้น ท่านเรียกว่า "นิตยภัต" ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงโปรดพระราชทานถวาย เป็นค่าภัตตาหาร (แปลว่า ค่าอาหาร) ซึ่งก็เป็นค่าอาหารจริงๆ เพราะคงเพียงพอเฉพาะอาหารเท่านั้น จะซื้ออย่างอื่นก็ไม่พอ ขนาดตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเป็นพระประมุขของสงฆ์ ยังทรงถวายเพียงเดือนละ 37,700 บาทเอง ตำแหน่งอื่นๆ ก็ลดหลั่นลงไป สามัญที่สุดก็คือ เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ หรือวัดบ้านนอก ได้เดือนละ 1800 บาท ต้องซื้ออาหารทั้งเดือนเลย (เฉลี่ยวันละ 60 บาท ถ้าฉัน 2 มื้อ ก็ตกมื้อละ 30 บาท ไม่รวมน้ำดื่มและของหวาน) มากหรือน้อยก็ขอให้พิจารณาเอาเอง ถ้านึกไม่ออกก็ลองเอาไปเทียบกับค่าอาหารเด็กนักเรียน ก็คงเห็นส่วนต่างได้ชัดเจน ว่าเจ้าอาวาสกับเด็กนักเรียน ใครได้ค่าอาหารมากกว่ากันในแต่ละวัน

2. ที่ได้ก็ไม่แน่นอน พระเณรได้รับนิมนต์ไป "เทศน์ สวด บังสุกุล" ซึ่งเจ้าภาพก็มีฐานะต่างกัน การถวายก็เป็นไปตามฐานะ บางทีให้ร้อย บางทีให้ 10-20 พระเณรก็ไม่มีสิทธิ์เรียกร้อง เพราะการถวายปัจจัยนั้น "ตามอัธยาศัย" แน่นอนว่าอาจจะมีคนถวายมากกว่านั้น แต่นั่นก็เอาแน่ไม่ได้อีก ลองระบุไว้บนกระดานสิว่า "ต้องถวายงานละพันถึงจะรับนิมนต์" รับรองว่าโดนประท้วงอย่างแรง เห็นไหมว่าการเป็นพระเณรนั้นต้องทำใจ ถึงไม่ได้ดั่งใจก็ตาม

มีภาษิตโบราณว่า "ลาภพระ อาหารเสือ" ซึ่งท่านอธิบายว่า การได้ลาภผลของพระนั้น ก็คล้ายๆ กันกับเสือ เสือนั้น เวลาหิวถึงออกหาอาหาร และจะจับเฉพาะสัตว์ใหญ่ เช่น เก้ง กวาง เป็นต้น จับแล้วก็กินทีเดียวเสียอิ่มไปหลายวัน เรียกว่าเสือนอนกิน (ความจริงน่าจะเป็น "เสือกินนอน" เพราะกินแล้วนอน) พออิ่มแล้วต่อให้หมูสามชั้นวิ่งผ่านหน้าก็เอาตามองเฉยๆ ต้องรอให้หิวจริงๆ จึงจะออกล่าเหยื่ออีกครั้ง แต่เสือนั้นจะไม่จับสัตว์เล็กๆ เช่น หนู กระต่าย กบ เขียด กิน เสือตัวไหนไปจับเขียดกินก็เป็นเสือกระจอก ต้องถูกไล่ออกจากสมาคมเสือเหลือฐานะแค่ "แมว" ซึ่งมีหนวดเหมือนกัน แต่กินไม่เหมือนกัน อาหารของพระเณรก็เช่นกัน บางวันเป็นวันพระใหญ่ เช่น เข้าพรรษา ออกพรรษา วันตักบาตรเทโว ญาติโยมเฮโลใส่บาตรจนรับกลับวัดไม่ไหว เหมือนจะให้พระฉันให้หมดในวันเดียว ซึ่งถ้าทำได้ก็คงท้องแตกตายเหมือนชูชก หลังจากนั้นแล้วโยมก็นัดกัน "ลืม" ลืมว่าพระก็ยังต้องฉันอยู่ทุกวัน ครั้นมีภาพพระได้อาหารเยอะในบางวัน พวกเดินเฉียดกำแพงวัด ก็เอาไปนินทากันสนุกปากว่า "พระไทยสมัยนี้อยู่ดีกินดี กินทิ้งกินขว้าง" ทั้งๆ ที่จริงแล้ว วันที่พระอิ่มน่ะคนรู้ แต่วันที่พระอดนั้นคนไม่ค่อยรู้ ตั้งแต่ผู้เขียนบวชมาจนอายุเกือบถึงเลข 5 ก็ยังไม่เคยมีใครถามว่า วันนี้บิณฑบาตได้ไหม หรือมีใครเปิดบาตรดู ในวันที่ต้องเดิน "บาตรเปล่า" กลับวัด แต่เพราะความเป็นพระ อยู่ในเพศสมณะ บวชมาแล้ว จะเพื่อสวรรค์เพื่อนิพพานหรือบวชแก้บนก็ถือว่าสมัครใจ ต้องสงบเสงี่ยมเจียมเนื้อเจียมตัวและเจียมใจ จะตอบจะโต้ไปก็ไม่เหมาะ เพราะมีแต่เสียกับเสีย ป่วยการจะไปต่อล้อต่อเถียงกับข้อหาอมตะ "บวชไม่เสียสละ บวชมาทำไม" ทีแรกก็นึกว่าคนต่างศาสนาว่าให้ พอเหลียวไปดู ที่ไหนได้ ก็ชาวพุทธเรานี่เองที่ด่าพระว่าไม่เสียสละ ทั้งๆ ที่ตัวเองยังไม่เคยบวชเลย พุทธด่าพุทธด้วยกันมีประโยชน์อะไร ผ้าเหลืองท่านไม่ให้วิจารณ์ผ้าลาย คิดในใจได้แต่เพียงว่า "เอาที่สบายใจก็แล้วกันนะโยม" คิดเห็นดังนี้จึงสู้เงียบไว้สบายใจกว่า นี่ยังไม่นับถึง "คุณภาพ" อาหารที่ใส่บาตรพระในแต่ละวัน ซึ่งทางการแพทย์ก็ออกสำรวจแล้ว พบว่า เป็นอาหารคุณภาพต่ำ มีไขมันสูง น้ำตาลมาก ผงชูรสเยอะ ซึ่งญาติโยมนิยมซื้อหาจากแม่ค้าริมทาง จัดไว้เป็นชุดๆ แล้วก็นำมาจบใส่บาตร เดี๋ยวนี้คงไม่มีแล้วล่ะ ที่จะตื่นแต่ตีสี่ตีห้า หุงข้าวทำแกง เตรียมไว้ใส่บาตรพระเณรน่ะ มันล้าสมัย

ดังที่บอกว่า รัฐบาลถวายนิตยภัตค่าอาหารก็เฉพาะ "พระสังฆาธิการ" คือ เจ้าอาวาส เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ ไปจนถึงสมเด็จพระสังฆราช พระที่มีสมณศักดิ์ ซึ่งก็ไม่ได้มากมาย ขนาดประโยคเก้ายังได้เดือนละสี่พันกว่าบาทเอง เลี้ยงพระเลี้ยงเณรได้ไม่กี่มื้อ นอกนั้นก็คือพระที่มีหน้าที่การงาน เช่น สอนหนังสือ ซึ่งก็ต้องทำงานหนัก แบบว่าต้องช่วยงานวัด งานพระศาสนา จึงได้ลาภผลมา มิใช่ได้มาโดยมิได้ทำอะไร พูดให้ชัดเลยว่า "ไม่มีหรอก เสือนอนกินในวัดน่ะ พระเณรทุกรูปทุกองค์ ถ้าไม่ทำงานเพื่อสวัสดิการแล้ว ก็ต้องออกบิณฑบาตทั้งสิ้น ไม่งั้นไม่มีกิน"

แน่นอนว่า พระสังฆาธิการนั้น เป็นที่น่าจับตาของสังคม เพราะมีฐานะ มีอำนาจ มียศ สามารถให้คุณให้โทษแก่ผู้อื่นได้ ถ้าเอาตำแหน่ง ยศ หรืออำนาจ นั้นๆ มาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่วัดวาอารามและพระศาสนา ก็จะทำได้มาก แต่ถ้าหากนำมาใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน ก็ถือว่าอันตราย และเป็นการบ่อนทำลายทรัพย์สมบัติทางพระศาสนาอย่างร้ายแรง ถ้าจะมีการออกกฎหมายมาควบคุม ก็ควรควบคุมเฉพาะพระที่มีตำแหน่งและยศถาบรรดาศักดิ์ ส่วนพระหนุ่มเณรน้อยนั้น เพิ่งบวชเพิ่งเรียน ยังไม่มีตำแหน่งแห่งหน ยังขอเงินพ่อแม่ครูบาอาจารย์ใช้อยู่ จะออกกฎหมายบังคับตั้งแต่ก่อนบวชก็ถือว่าเกินไป กฎหมายข้อนี้จึงควรพิจารณาถึง เพศ วัย อายุ พรรษา ตำแหน่ง เพื่อจำแนกว่าควรออกกฎหมายแก่บุคคลประเภทใดบ้าง ดังข้าราชการและนักการเมือง ที่ถือว่าเป็นตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับภาษีอากรของประชาชน หรือของรัฐ ควรจะควบคุมดูแล แต่สำหรับประชาชนทั่วไป เขาหาเช้ากินค่ำอย่างสุจริต และรัฐก็ไม่ได้ไปเลี้ยงดู การจะเข้าไปบังคับเรื่องรายได้ รวมทั้งยึดเป็นของหลวงเหมือนประเทศคอมมิวนิสต์นั้น ก็ถือว่าไม่เป็นประชาธิปไตย

สิ่งที่ต้องคำนึงเพิ่มเติมเกี่ยวกับพระสังฆาธิการ โดยเฉพาะพระเจ้าอาวาสก็คือว่า ความรับผิดชอบของท่านมีมาก พระเณรเดือดร้อน ป่วยเป็นไข้ไม่สบาย หรือมีกิจธุระจำเป็นอื่นใด เมื่อเรื่องราวมาถึงเจ้าอาวาสๆ ก็จะต้องสงเคราะห์เกื้อกูลไปตามฐานานุรูป โดยไม่จำกัดเวลา จะบอกปัดไม่รับผิดชอบก็ถือว่าขาดความเมตตา รวมทั้งงานการดูแลวัด ซึ่งก็นับตั้งแต่การบริหารจัดการ ทั้งด้านการก่อสร้างภายในวัด การบำรุงรักษาเสนาสนะ การปกครองดูแลพระภิกษุสามเณร รวมทั้งแม่ชี ภาระหน้าที่ "ทุกอย่าง" จะรวมอยู่ที่ "เจ้าอาวาส" หมด ญาติโยมเขารู้ดีถึงภาระหน้าที่อันหนักอึ้งของเจ้าอาวาส การถวายปัจจัยให้แก่ท่านเจ้าอาวาสจึงอาจจะ "มากกว่า" พระลูกวัด เพราะเห็นว่าท่านเจ้าอาวาสต้องรับผิดชอบหรือมีภาระค่าใช้จ่ายมากกว่านั่นเอง ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า ถ้าไปตลาด ซื้อของ 5 บาท 10 บาท แต่พระเณรไปกันหลายรูป หลวงพ่อเจ้าอาวาสก็จะเมตตา "จ่ายให้" ยิ่งไปกันเยอะก็ต้องจ่ายเยอะ การเป็นหัวหน้าคนจึงมีความรับผิดชอบในส่วนที่มองไม่เห็น ไม่งั้นเป็นเจ้าอาวาสไม่ได้ วัดใดเจ้าอาวาสตระหนี่ถี่เหนียว พระเณรหนีหมด

บุคคลากรสำคัญในพระพุทธศาสนานั้น กำลังสำคัญอยู่ที่ "สามเณร" อายุยังไม่ครบ 20 ส่วนใหญ่แล้วจบชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 อายุ 12-13 ปี ก็เข้ามาบวช ซึ่งการบวชในวัยดังกล่าว ถือว่าเป็นคุณแก่พระศาสนา เพราะสมองของเด็กๆ นั้น มีความจำมากและแม่นยำ เหมาะที่จะนำมากล่อมเกลาและศึกษาพระพุทธศาสนา ตามหลักสูตรของคณะสงฆ์ไทย โดยมีเป้าหมายสุดท้ายอยู่ที่ "พระไตรปิฎก" ซึ่งเป็นเอกสารที่เก่าแก่ จารึกไว้ด้วยภาษาบาลี อันเป็นภาษาอินเดียโบราณ แถมยังหนาตั้ง 45 เล่ม แทบจะเรียกว่าเรียนกันทั้งชีวิตเลยทีเดียว

ที่ว่า "สามเณรสำคัญ" ก็เพราะเป็นไม้อ่อน ดัดง่าย ถ้าบวชตอนอายุมากถึง 20-30 ปีแล้ว ความอุตสาหะในการศึกษาพระปริยัติธรรมก็จะน้อย ความจำก็ลดลง ส่งผลให้ไม่เรียนแล้วมุ่งหน้าปฏิบัติ ถ้าเข้าสำนักที่ถูกตามหลักศาสนาก็ถือว่าโชคดีไป แต่ถ้าเข้าในสำนักที่ผิดเพี้ยน ก็เสี่ยงเป็นภัยพระศาสนาในอนาคต ดังนั้น สามเณร จึงถือว่าเป็นกลุ่มบุคคลสำคัญในทางพระศาสนาที่จะมองผ่านไปไม่ได้

ถ้าหากรัฐบาลออกกฎหมาย ห้ามพระรับเงินทองและมรดก ก็จะส่งผลกระทบต่อ "สามเณร" เป็นอันดับแรก เพราะพ่อแม่ก็คงไม่ยินยอมให้ลูกบวช เพราะไม่อยากให้ลูกลำบาก อาจจะมีข้อกำหนดไว้ "บังคับใช้เฉพาะพระภิกษุเท่านั้น" ก็ตาม แต่นั่นก็เท่ากับว่า "ห้ามบวชพระ" เพราะสามเณรที่มีอายุครบบวชพระ ก็จะไม่ยอมบวช เพราะกลัวถูกตัดจากกองมรดกดังกล่าว ก็เลยกลายเป็นปัญหาที่มองไม่เห็นอีกประเด็นหนึ่ง ถึงขั้นทำลายบุคคลากรทางพระศาสนาถึงรากเหง้าเลยทีเดียว ว่ากันตามจริง ทุกวันนี้ก็หาเด็กมาบวชเรียนยากเย็นอยู่แล้ว แล้วรัฐบาลจะมาออกกฎหมายรับจับเงินจับทอง ห้ามรับมรดก เข้าไปอีก ต้องบอกว่าเป็นการซ้ำเติมปัญหาเก่าที่เรื้อรังอยู่แล้วให้หนักหนาสาหัสขึ้นไป เรียกว่าทั้งฝังทั้งเผากันเลยทีเดียว

เดี๋ยวนี้ วัดใหญ่ๆ ที่มีสำนักเรียนนักธรรม-บาลี มีพระเณรศึกษาจำนวนมาก จะมีค่าใช้จ่ายแค่ ที่พัก อาหาร หนังสือหนังหาและค่าครูสอน นั้น ไม่เพียงพอแล้ว เช่น หลวงพ่อพระราชปริยัตยาลงกรณ์ (ช้วน ชวนปญฺโญ) อดีตเจ้าอาวาสวัดบางนาใน ท่านมีศูนย์การศึกษาพระปริยัติธรรมอยู่ที่จังหวัดสระแก้ว ท่านต้องวิ่งรถจากกรุงเทพฯ ไปดูแล อาทิตย์ละครั้งสองครั้ง ต้องจ่ายทั้งค่ารถ ค่าน้ำมัน และค่าคนขับรถ ไปแต่ละทีก็ไม่กล้าไปมือเปล่า ต้องซื้อทั้ง ผัก ผลไม้ ขนม นมเนย ฯลฯ ติดไม้ติดมือไปฝากพระฝากเณร แถมยังต้อง "มีทิป" ถวายเป็นค่าน้ำปานะในเวลาบ่ายๆ ให้พระเณรได้ฉันเป็นกำลังใจ ซึ่งเมื่อให้ก็ต้องให้ "อย่างทั่วถึง" ด้วย ถึงจะมิใช่ลูกของท่าน แต่ท่านก็รักเสมอกัน ไปแต่ละทีก็หมดทีละ "เป็นหมื่น" ตกเดือนละเท่าไหร่ แต่ผลการสอบออกมาในแต่ละปีก็น่าชื่นใจ เพราะพระเณรได้รับการดูแลดีก็มีกำลังใจ ทุ่มเทเพื่อการศึกษาเล่าเรียน ไม่เกกมะเหรกเกเร จะเห็นได้ว่า การบริหารจัดการวัดวาอารามและสำนักเรียนในสมัยนี้นั้น จะใช้แต่พระเดช คือสั่งบังคับบัญชา ถ้าว่าไม่ฟังก็ลงไม้เรียว เหมือนสมัยโบราณนั้น ไม่ได้หรอก ลูกเขามีพ่อมีแม่ พ่อแม่ไว้วางใจจึงให้มาบวช บวชแล้วก็ต้องเลี้ยงดูลูกเขาให้ดี ให้สมกับที่เขาไว้วางใจ ต้องใช้ทั้งพระเดชและพระคุณ พระเณรจึงจะเคารพและยำเกรง

ตอนที่หลวงพ่อช้วน วัดบางนาใน ท่านมรณภาพลงอย่างกะทันหันด้วยโรคหัวใจ ในเดือนธันวาคม ปี พ.ศ.2554 นั้น ทราบจากพระอุปัฏฐากว่า ท่านไม่มีเงินในบัญชีส่วนตัวเลย เงินที่มีในย่ามไม่กี่หมื่น ก็กันเอาไว้สำหรับเลี้ยงพระเลี้ยงเณรไปวันๆ เท่านั้น ทั้งๆ ที่มีพระเณรในวัดต้องดูแลนับร้อยๆ รูป นั่นเองจึงเป็นเหตุให้ต้อง "เก็บศพ" หลวงพ่อเอาไว้อีกเป็นปี เพื่อจะรวบรวมปัจจัยใช้ในงานพระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อต่อไป ถามว่า เรื่องนี้ รัฐบาล และ สนช. รู้เรื่องหรือไม่ ว่าวัดวาอารามต่างๆ ท่านบริหารจัดการกันอย่างไร และรัฐบาลได้เข้าไปช่วยเหลือเกื้อกูลงานพระศาสนาอย่างไรบ้าง ?

ประเทศไทย มีวัดอยู่ประมาณ 35,000 - 40,000 วัด แบ่งออกเป็นวัดในกรุง วัดในเมือง และวัดบ้านนอก (ตามหมู่บ้านชานเมือง) ในอัตราเท่าไหร่ ผู้จะออกกฎหมายต้องรู้ และต้องรู้ลึกลงไปถึงความแตกต่างกันในด้านฐานะการเงินและความรับผิดชอบอีกด้วย เพราะกฎหมายที่ออกมา จะมีผลบังคับทุกวัด และพระเณรทุกรูป "โดยเท่าเทียมกัน" มิได้แบ่งแยกว่าอยู่วัดไหน ในเมืองหรือนอกเมือง รวยหรือจน คนจะมุ่งมองเฉพาะว่า "วัดรวย พระรวย" ทั้งๆ ที่จริงนั้น มันมีเพียงไม่กี่วัด

อีกประเภทหนึ่งก็คือ พระเณรที่เดินทางไปศึกษาและปฏิบัติงาน ที่เรียกว่า ปฏิบัติศาสนกิจ ในต่างประเทศ ซึ่งต่างประเทศนั้น จะมีกฎหมายเป็นของตน ไม่เหมือนประเทศไทย ปัจจุบันมีวัดไทยในต่างประเทศ ทั้งในเอเชีย (อินเดีย ญี่ปุ่น ฮ่องกง ไต้หวัน ฯลฯ) ทั้งในยุโรป (อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมันนี เนเธอแลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ รัสเซีย ฯลฯ) ทั้งในโอเชียเนีย (ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์) ทั้งในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา รวมแล้วน่าจะถึง 500 วัด จำนวนพระธรรมทูตก็ต้องเกิน 1000 รูป ขึ้นไป

สถานะของพระธรรมทูตในต่างประเทศเหล่านั้น แน่นอนว่าต้องแตกต่างจากประเทศไทย บางรูปไปอยู่นานจนมรณภาพในต่างประเทศ ถือกรีนคาร์ดและซิติเซ่น เพื่อพิทักษ์สมบัติทางศาสนาเอาไว้ หากไม่เป็นซิติเซ่นก็ไม่มีอำนาจเต็มทางกฎหมาย รายรับ-รายจ่าย ก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายของประเทศนั้นๆ อีก ซึ่งคงแตกต่างจากประเทศไทย การออกกฎหมายควบคุมการเงินของพระ รวมทั้งการให้ทรัพย์สินของพระตกเป็นของหลวงนั้น จึงอาจจะมีผลกระทบในส่วนอื่นๆ ทั้งภายในและนอกประเทศ

เพราะต้องยอมรับว่า วัดในต่างประเทศทุกวัด สร้างโดยพระไทย และพุทธศาสนิกชน ล้วนๆ ไม่มีเงินสนับสนุนจากรัฐบาล ถึงมีก็น้อยมาก และไม่ทั่วถึง การมุ่งควบคุมพระสงฆ์ในด้านการเงินอย่างเข้มเกินไปนั้น ถึงเจตนาจะดี ที่มุ่งหมายป้องกันความเสียหายอันจะบังเกิดแก่พระศาสนา ซึ่งก็มีตัวอย่างอยู่บ่อยๆ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็จะทำให้พระเณรแหยง ไม่กล้ายุ่งเกี่ยวกับการเงิน และก็จะเกิดความสันโดษ ไม่กระตือรือร้น ในการสร้างหรือทำนุบำรุงวัดวาอาราม ปล่อยไปตามยถากรรม หรือให้ชำรุดทรุดโทรม ไม่เป็นที่เชิดหน้าชูตาแก่ชุมชนนั้นๆ วัดใดมีสภาพเช่นนี้ ชาวบ้านก็นินทาว่า "สมภารเจ้าอาวาสไม่เก่ง"

อีกด้านหนึ่ง ถ้าหากยกเอาเรื่องการเงินไปไว้ในมือของกรรมการวัดที่มาจากโยมทั้งหมด ก็ต้องระมัดระวังไว้ให้จงหนัก เพราะถ้าโยมคุมเงินวัด ก็แน่ใจหรือว่าจะไม่โกง แถมยังไม่รู้เรื่องวัดอีก จะบริหารสร้างโบสถ์ศาลาการเปรียญแบบไหน ใครจะรู้ดีเท่ากับพระเจ้าอาวาส พระเณรเจ็บป่วยกลางค่ำกลางคืน จะไปตะโกนเรียกใครที่ไหน หน้าที่เหล่านี้ต้องตกอยู่กับ "เจ้าอาวาส" ทั้งหมด ถ้ายึดอำนาจเจ้าอาวาสไปเสีย ก็ไม่มีอำนาจในการบังคับบัญชา และการดูแลสวัสดิการพระภิกษุสามเณรภายในวัด ยกตัวอย่าง วัดบวรนิเวศวิหาร ของอดีตสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งมีมูลนิธิมหามกุฏตั้งอยู่ ก็ต่อสู้แย่งตำแหน่ง "ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิ" กันหลายยก แต่ละครั้งก็ดังสนั่นเมือง เพราะเงินมันมากมายหลายพันล้าน ตามด้วยปัญหาสนามกอล์ฟอัลไพน์เข้าไปอีก มูลนิธิธรรมกายที่กำลังร้อนเป็นไฟนั่นก็ใช่ นี่มิใช่วิตกวิจารณ์เกินเหตุ แต่มีเหตุเกิดขึ้นก่อนแล้ว มีหลักฐานยืนยันชัดเจน สุดแต่ว่าทางรัฐบาลจะให้ความสำคัญหรือไม่

ถ้ารัฐบาล หรือ สนช. จะเอาจริงเอาจังให้ได้ ก็ไม่เป็นไร ยินดีให้ออกกฎหมาย จะเอาถึงขนาดไม่ให้แตะเงินเลยก็ได้ แต่จะออกกฎหมาย "ห้าม" อย่างเดียวนั้น ถือว่าผิดหลักกฎหมาย เพราะเมื่อห้ามทางนี้แล้ว ก็ต้องให้อีกทางหนึ่ง เช่นว่า

ถ้าพระภิกษุสามเณร มีความจำเป็นต้องใช้ปัจจัยในมูลค่าเท่าไหร่ ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การเดินทาง การศึกษาร่ำเรียน การรักษาพยาบาล หรืออื่นใดที่จำเป็น รัฐจะต้องจัดสวัสดิการถวายให้แก่พระภิกษุสามเณรอย่างทั่วถึง จึงจะเป็นธรรม โดยเฉพาะพระธรรมทูตสายต่างประเทศ ซึ่งเดินทางไปปฏิบัติงานพระศาสนาต่างบ้านต่างเมือง รัฐก็ต้องดูแลอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง จึงจะถือว่ารัฐเข้ามาบริหารจัดการพระศาสนาอย่างบูรณาการ

ปัญหาสำคัญก็คือว่า ถ้าออกกฎหมายอย่างเข้มข้น ห้ามพระเณรจับจ่ายใช้สอยเงินทอง หรือมีทรัพย์สินเงินทองไว้ รวมทั้งมีบทลงโทษกำกับด้วย แน่นอนว่า ต้องกระทบกับประชากรพระภิกษุสามเณรที่จะบวช คือจะมีผู้บวชน้อยลงเรื่อยๆ ขนาดปัจจุบัน ที่ยังไม่มีกฎหมายนี้ออกใช้ สถิติพระเณรก็ลดลงเรื่อยๆ และวัดร้างก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน ซึ่งเมื่อนั้น รัฐบาลก็อาจจะต้องออกกฎหมาย "บังคับให้ผู้ชายไทยต้องบวช" อีกมาตราหนึ่งด้วย เพื่อช่วยให้มาตราห้ามพระจับเงินและรับมรดกนี้มีผลบังคับใช้จริง

การห้ามพระภิกษุสามเณรมิให้มีทรัพย์สิน ดูเหมือนจะเป็นอุดมการณ์อันสูงส่งของรัฐบาล ที่ต้องการปฏิรูปพระพุทธศาสนา ถือว่าเจตนาดี แต่วิธีการอาจจะกระทบในอีกด้านหนึ่งซึ่งหนักหน่วง เผลอๆ จะได้ไม่คุ้มเสีย รัฐอาจจะต้องจ้างคนไปนอนเฝ้าวัด ซึ่งทยอยกันร้างลงไปเรื่อยๆ สวนทางกับประชากรที่เพิ่มขึ้นทุกวัน นี่ยังไม่นับปัญหาชายแดนใต้ ที่พระสงฆ์สามเณรออกบิณฑบาตไม่ได้ รัฐก็ต้องเข้าไปดูแล ทั้งเรื่องอาหาร สวัสดิการ ฯลฯ

การห้ามพระภิกษุสามเณรมิให้รับมรดก ย่อมจะเป็นกฎหมาย "ตัดสายโลหิต" ระหว่างบิดามารดากับลูกชาย ที่แค่มุ่งหมายให้บวช "แทนคุณน้ำนม" แต่ถ้าถึงกับว่าจะต้อง "ตัดออกจากกองมรดก" แล้ว ทั้งครอบครัวก็คงต้องคิดหนัก พอๆ กับ "บวชแล้วห้ามสึก" การออกกฎหมายมาตรานี้มา ก็เท่ากับว่า รัฐบาลไทย รัฐสภาไทย ออกกฎหมาย "ห้ามชายไทยบวช" ดีๆ นี่เอง เขากลัวสูญเสียทรัพย์สินมรดก จึงไม่กล้าบวช รวมทั้งพ่อแม่ญาติพี่น้องก็ไม่อยากให้บวช ยกเว้นแต่คนอนาถา ไร้ญาติขาดมิตร ไม่มีสมบัติพัสถานใดๆ ก็คงเต็มใจบวช แต่ต้องดูด้วยว่า คนประเภทนี้เป็นคนมีคุณภาพและเป็นที่ต้องการของพระศาสนาหรือไม่ด้วย

มีเรื่องเล่าว่า หลวงพ่อพรหม ถาวโร ชาวพระนครศรีอยุธยา บวชแล้วเดินธุดงค์ไปถึงเขาช่องแค นครสวรรค์ เกิดพอใจในภูมิประเทศเขตนั้น ท่านตัดสินใจเดินทางกลับบ้าน ไปขายนาซึ่งเป็นมรดกของพ่อแม่ แล้วนำเงินนั้นไปสร้างวัดขึ้นมา ชื่อว่า วัดช่องแค

 

ถ้ามีกฎหมาย "ห้ามพระรับมรดก" เสียแต่ตอนนั้น "วัดช่องแค" ก็คงไม่มี เหมือนอย่างวันนี้ แต่เพราะมีมรดก จึงมีวัดช่องแค

แน่นอนว่า พุทธศาสนิกชนก็มุ่งหวังอยากจะได้ "พระดี-เณรดี" เป็นศรีแก่ศาสนา แต่ว่าวิธีการสรรหาพระเณรนั้น โบราณเขาก็มีวิธี เช่น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) เมื่อทรงทราบจาก สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ว่า "พระมหาชื่น สุจิตฺโต" ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์นั้น เบื่อผ้าเหลือง จะลาสิกขา จึงทรงสู้อุตส่าห์ เสด็จดำเนินด้วยพระบาทไปยังกุฏิของพระมหาชื่น และทรงรับสั่งว่า "คนอย่างคุณ ถ้าสึกออกมา ก็จะหาได้ไม่ยาก แต่ถ้ายังอยู่ในผ้าเหลือง ก็จะหาได้ยาก" ปรากฏว่า พระมหาชื่นตัดสินใจไม่ยอมสึก สุดท้ายได้เป็น "สังฆราช"

ครูบาอาจารย์บางรูปนั้น ท่านเห็นเรื่อง "ศาสนทายาท" สำคัญสูงสุด ถึงกับต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพันเลยทีเดียว เช่น หลวงปู่บุญ สุสมโณ วัดบ้านนา อ.แกลง จ.ระยอง นั้น มีประวัติว่า คราวหนึ่ง ลูกศิษย์ที่ไว้วางใจของท่านจะลาสิกขา ท่านทราบข่าวก่อนหน้า ตกวันจะสึก ลูกศิษย์ท่านนั้นก็ยกเอาดอกไม้ธูปเทียนจะเข้าไปขอสึกกับหลวงปู่ ก็พบว่าหลวงปู่กำลังเก็บของพะรุงพะรัง ด้วยความสงสัยจึงถามว่า "ท่านพ่อทำอะไรครับ" หลวงปู่บุญก็หันมาถามว่า "แล้วท่านล่ะจะทำอะไร" พระรูปนั้นก็กราบเรียนว่า "กระผมจะมาขอลาสิกขา" หลวงปู่ก็บอกว่า "ถ้าท่านสึก ผมก็สึกด้วย ผมเก็บข้าวของเตรียมไว้แล้วเช่นกัน" พระรูปนั้นเห็นว่าหลวงปู่เอาจริง ก็ไม่กล้าสึก เพราะกลัวหลวงปู่จะสึก ต่อมาก็ได้เป็นผู้ดูแลวัดแทนเมื่อหลวงปู่มรณภาพไปแล้ว

วัดหนึ่งๆ จึงเหมือนครอบครัวหนึ่งๆ หากได้ผู้นำดี ก็สามารถจะนำพาวัดนั้นๆ ไปได้นาน แทบว่าชั่วอายุคนเลยทีเดียว ดังนั้น การหาศาสนทายาทมาดำรงตำแหน่ง "เจ้าอาวาส" จึงเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด ก็คงไม่ต่างไปจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเท่าไหร่ วัดไหนมีเจ้าอาวาสดี วัดนั้นก็เจริญรุ่งเรืองไปนานปี พระสงฆ์องค์เณรก็สุขสบาย ญาติโยมก็ปลื้มอกปลื้มใจ มีร่มโพธิ์ร่มไทรให้พึ่งพาทั้งหน้าร้อนหน้าหนาว

เราจะทำอย่างไรกับปัญหาพระศาสนา ซึ่งมีทั้งวิกฤติและโอกาส อยู่พร้อมหน้า เมืองไทยไม่สิ้นไร้ปัญญาชน พระสงฆ์เถรานุเถระ ที่มีความรู้ เป็นเถรภูมิ ก็ยังคงมีอยู่มาก อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะฟังท่านหรือไม่

ผู้เขียน บวชเรียนมาตั้งแต่อายุ 12 ปี พ่อแม่พี่น้องก็ไม่เคยบังคับว่าจะต้องบวชจนตาย อยู่เป็นพระต่อไปได้ก็ดี อยู่ไม่ได้ก็สึกออกมา แต่ที่ยังอยู่ในผ้าเหลืองถึงทุกวันนี้นั้น ก็เพราะมีภาระผูกพัน สร้างวัดสร้างวาขึ้นมา งานไม่เสร็จก็ทิ้งไม่ได้ สร้างวัดได้ 5 ปี 10 ปี ไม่มีศาสนทายาท ขาดพระเณรสืบทอด เราซึ่งเป็นเจ้าอาวาสก็ทิ้งไปไม่ได้อีก ความรับผิดชอบมันอยู่ในใจอย่างนี้ และไม่มีวัดไหนในโลกที่สร้างเสร็จโดยสมบูรณ์ เพราะแค่สร้างได้ใหม่ๆ ข้าวของเครื่องใช้ก็ทยอยเสื่อมโทรมไปวันต่อวัน ถามว่าใครรับผิดชอบ ?

ที่เขียนเช่นนี้มิใช่อวดดี เพราะผู้เขียนก็ไม่มีคุณวิเศษอันใด มีเพียงความรู้ที่ศึกษาจากตำรับตำราและครูบาอาจารย์มาพออ่านออกเขียนได้เท่านั้นเองดอก แต่อยากจะบอกว่า พระเณรไทยหลายร้อยหลายพันหลายหมื่นรูปนั้น ท่านรักวัดวาอาราม รักพระศาสนา ทั้งๆ ที่ตอนแรกนั้น มิได้ออกบวชเพื่อสละกิเลส แต่เมื่อบวชแล้ว ได้รับรสพระธรรมตามอุปนิสัย ได้รับความเมตตาจากครูบาอาจารย์ ได้รับความอุปถัมภ์จากญาติโยม กลายเป็นความรักวัดรักวา อยู่ดูแลช่วย จนล่วงเลยวัยหนุ่มวัยสาวเข้าวัยชรา กลายเป็นหลวงพ่อหลวงตา สุดท้ายก็ตายในผ้าเหลือง ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ก็มีให้เห็นเยอะ สุดท้าย สมบัติที่ท่านหาและสั่งสมไว้ ก็กลายเป็น ของวัด ของพระศาสนา หมายถึงว่า ของแผ่นดินไทย นั่นเอง

 

พระมหานรินทร์ นรินฺโท
24 กุมภาพันธ์ 2560

 

 

 

E-Mail To BK.

peesang2555@hotmail.com

 


ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DR. LAS VEGAS NV 89121 U.S.A. 702-384-2264