พระมหานรินทร์ "เลือก" พระสังฆราช

 

 

อาจจะเป็นเรื่องประหลาด ที่ท่านผู้อ่านได้พบกับทัศนะของพระมหานรินทร์ ในหัวข้อ "เลือกพระสังฆราช" เพราะคงไม่เคยมีใครได้ยินว่ามีการเลือกพระสังฆราช ในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา ในประเทศไทย ยิ่งได้อ่านพระราชบัญญัติ หรือกฎหมายปกครองคณะสงฆ์ไทย ที่ใช้กันอยู่ในสมัยปัจจุบันนั้น "เขียนล็อกสเป๊ค" ไว้ว่า "สมเด็จพระสังฆราช ต้องมาจาก สมเด็จพระราชาคณะ ผู้มีอาวุโสทางสมณศักดิ์สูงสุด เท่านั้น" ก็ชัดเจนว่า ไม่มีทางเลือก

ดังนั้น ที่มีคนอ้างว่า "นายกรัฐมนตรี ไม่มีสิทธิ์ที่จะปฏิบัติเป็นอื่นใด นอกจากการนำ "มติ" จากมหาเถรสมาคม ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงโปรดสถาปนาหรือแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช เพียงประการเดียว" นั้น ก็ถูกเพียงครึ่งเดียว

เพราะความจริงแล้ว กรรมการมหาเถรสมาคม ก็ไม่มีสิทธิ์อื่นใดที่จะเลือกใครไหนอื่น นอกจาก "สมเด็จพระราชาคณะ ผู้มีอาวุโสทางสมณศักดิ์สูงสุด" ใครขืนไปโหวตหรือเลือกสมเด็จองค์อื่นๆ ที่มีอาวุโสรองลงไป ก็หมายถึง "ผิดกฎหมาย" แล้วใครจะกล้า

ผู้เขียนจึงบอกว่า "ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ถูกล็อกสเป๊คโดย พรบ.คณะสงฆ์ ฉบับ พ.ศ.2535" อย่างถาวร ถ้าไม่แก้กฎหมายฉบับนี้ นายกรัฐมนตรีก็มีหน้าที่เพียงประการเดียวคือ เป็นบุรุษไปรษณีย์ นำมติจากมหาเถรสมาคมขึ้นทูลเกล้าฯ เท่านั้น

แต่นี่ก็เขียนยั่วน้ำลายไปเท่านั้นเองดอก ผู้เขียน-พระมหานรินทร์ มิได้ติดอกติดใจในเรื่องคุณสมบัติของคนที่จะเป็นพระสังฆราช ตามที่ระบุไว้ 1-2-3-4-5 ฯลฯ ใน พรบ.คณะสงฆ์ ถึงจะเขียนไว้ว่า "ผู้จะดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ต้องเป็นพระอรหันต์ หรือได้อภิญญา" ผู้เขียนก็ไม่สนใจอีก เพราะถือว่าเป็น "คุณสมบัติส่วนตัว" เท่านั้น

ที่ผู้เขียนสนใจและตัดสินใจเขียนในวันนี้ ก็คือคุณสมบัติอีกด้านหนึ่ง ซึ่งได้แก่ คุณสมบัติในการเป็นผู้นำ หรือที่เรียกว่า Leadership เพราะผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชนั้น ต้องเป็น "หัวหน้า" หรือ "ผู้นำ" ของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย

แน่นอนว่า ในการคัดเลือกนั้น ก็ต้องมีการกำหนด "คุณสมบัติ" เหมือนตำแหน่ง ส.ส. หรือรัฐมนตรี ในทางการเมือง ใครมีคุณสมบัติครบหรือบกพร่องประการใด ก็ว่ากันไป เรื่องนี้ดูกันไม่ยาก แต่เรื่องที่ดูยากก็คือ "ความเป็นผู้นำ" นั่นเอง

จริงๆ แล้ว พระภิกษุสามเณรและพุทธศาสนิกชนชาวไทยทั้งปวง รับรู้รับทราบว่า เรามี "รัฐบาล" ของคณะสงฆ์ ที่เรียกว่า "มหาเถรสมาคม" เป็นองค์กรปกครองและคุ้มครองดูแลพระพุทธศาสนา พวกเราเชื่อมั่นว่า บรรดากรรมการมหาเถรสมาคมที่ได้รับแต่งตั้งเข้าไปดำรงตำแหน่งนั้น จะเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ เหมือนรัฐบาลที่บริหารประเทศ และมีผู้นำสูงสุด คือ "สมเด็จพระสังฆราช" เหมือนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ยังมีความพิเศษยิ่งไปกว่านั้นอีก เพราะตำแหน่งนี้เป็นถึง "ผู้นำทางจิตวิญญาณ" ของชาวพุทธไทยทั้งมวล

แต่เราลองมาทบทวนดู "บทบาท" ของมหาเถรสมาคม ในรอบ 10 ที่ผ่านมา ว่าได้ทำหน้าที่ "สมกับ" ที่ชาวพุทธทั้งปวง ไว้วางใจ และเชื่อมั่น ให้เป็นผู้บริหารกิจการพระศาสนาหรือไม่ประการใด

ก็ดังที่ได้รับรู้รับทราบ ผ่านข่าวสารในแทบทุกด้านว่า ในระยะ 10 ปี ที่ผ่านมานั้น มหาเถรสมาคม อันประกอบด้วยสมาชิก 2 ประเภท คือประเภทโดยแต่งตั้งและโดยสมณศักดิ์ ได้นำเอารัฐบาลของคณะสงฆ์ไทย ไปเป็น "คนรับใช้" ทางด้านนโยบาย ให้แก่วัดหนึ่ง ซึ่งมีชื่อว่า "วัดพระธรรมกาย" อันมีเจ้าอาวาสชื่อว่า พระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย

ว่าโดยยศแล้ว พระธัมมชโย เป็นเพียงพระราชาคณะ "ชั้นเทพ" ต่ำกว่าชั้นธรรมไป 1 ขั้น ต่ำกว่ารองสมเด็จไป 2 ขั้น ต่ำกว่าสมเด็จไป 3 ขั้น และต่ำกว่า "สมเด็จพระสังฆราช" ไปถึง 4 ขั้น

ว่าโดยตำแหน่งแล้ว พระธัมมชโย เป็นเพียงเจ้าอาวาส "วัดราษฎร์" แถมยังเป็นวัดในต่างจังหวัด คือปทุมธานี มิใช่เจ้าอาวาสวัดพระอารามหลวงในกรุงเทพมหานคร เช่น วัดสุทัศนเทพวราราม วัดบวรนิเวศวิหาร วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม วัดสระเกศ วัดชนะสงคราม  วัดปากน้ำ  วัดสามพระยา เป็นต้น แต่อย่างใด เทียบไปแล้ว "ธัมมชโย" ก็คงมีค่าเพียง "กำนันบ้านนอก" แห่งตำบลคลองสาม ขณะที่บรรดากรรมการมหาเถรสมาคมนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นถึงระดับ "นักเรียนนอก" หรือ "นายร้อย จปร." มีทั้งวุฒิศึกษาและตำแหน่งหน้าที่อันสูงส่ง ระดับ "เชื้อเจ้าเหง้าขุน" เทียบกันไม่ติด !

แต่..แต่ภาพที่เห็นกลับกลายเป็นว่า กรรมการมหาเถรสมาคม ทั้งสายมหานิกายและธรรมยุต กลับกลายเป็น "ลูกไล่" ให้แก่ธัมมชโย ถูกธัมมชโยต้อนตือ ให้ไปรับ "นโยบาย" ทางการบริหารกิจการคณะสงฆ์ และกิจกรรมช่วยชาติ จากวัดพระธรรมกาย คอยจดคอยจำ "น้ำลาย" ของธัมมชโยมาบอกต่อ สั่งต่อ สอนต่อ ต่อพระเณรและพุทธศาสนิกชนทั่วไทย

ภาพของการจัดกิจกรรม "ช่วยชาติ-กู้ศาสนา" ตั้งแต่บวชพระ บวชเณร บวชชี พันรูป หมื่นรูป แสนรูป การจัดกิจกรรมบิณฑบาตช่วยชาติ ช่วยเหลือภิกษุสามเณรใน 3 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งตกอยู่ในสภาวะวิกฤต ไม่สามารถออกหาบิณฑบาตได้โดยปกติ มีวัดพระธรรมกายเป็น "ผู้จัดการใหญ่" ทั้งด้านรูปแบบของโครงการและการบริหารโครงการอย่าง..เบ็ดเสร็จเด็ดขาด

มหาเถรสมาคม นับตั้งแต่ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชลงไป ไม่มีใครมีหัวคิดที่จะผลักดันโครงการต่างๆ เหล่านี้ให้เป็นนโยบายของมหาเถรสมาคมเลย ทุกรูปทำตัวเพียง "ไปนั่งเป็นแขก" ของงาน และเป็นคนเชียร์แขก พูดจายกยอปอปั้น "ธัมมชโย" ว่าเป็นบุคคลสำคัญของประเทศไทย และกล้าพูดอย่างไม่อายปากว่า "ถ้าไม่มีธัมมชโย พระพุทธศาสนาในประเทศไทย จะไปไม่รอด คือจะถูกมุสลิมกลืนกินสิ้นศาสตร์แน่นอน"

ถ้าคำพูดเหล่านี้ ออกจากปากของกรรมการมหาเถรสมาคม ไม่ว่ารูปใดก็ตาม ก็ไม่รู้ว่ากรรมการมหาเถรสมาคมทุกรูปที่ได้ยินได้ฟังจะ "อายใจ" หรือไม่ ในฐานะที่ตนเองดำรงตำแหน่ง "ผู้บริหาร" คณะสงฆ์ไทย แต่กลับมีคนยกย่อง "ธัมมชโย" ว่ามีบทบาทสำคัญกว่า..มหาเถรสมาคม

คือน่าจะพูดว่า "ถ้าไม่มีมหาเถรสมาคม พระพุทธศาสนาในประเทศไทย (รวมทั้งวัดพระธรรมกาย) จะไปไม่รอด"

แต่กลับกลายเป็นว่า "ถ้าไม่มีธรรมกาย พระพุทธศาสนาในประเทศไทย จะไปไม่รอด"

ไม่รอดทั้งวัดปากน้ำ วัดบวรนิเวศวิหาร วัดสระเกศ วัดชนะสงคราม วัดพิชยญาติการาม วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ วัดราชบพิธ วัดไตรมิตรวิทยาราม ฯลฯ ไม่มีวัดใดอยู่รอดเลย

แล้วถามว่า เราจะมีมหาเถรสมาคมไปทำไม ?

เสียยศถาบรรดาศักดิ์ ทำตาลปัตรให้ เสียเบี้ยหวัดเงินเดือนให้กินให้ใช้ เสียแม้กระทั่งพระอารามหลวงให้เป็นที่พำนัก เหมือนเป็นเรือนรับรองของคณะรัฐมนตรี ขณะที่ธัมมชโยไม่ได้สิทธิพิเศษอะไรเหล่านี้เลย แต่กลับกลายเป็นว่า ธัมมชโยมีบทบาทสำคัญกว่ากรรมการมหาเถรสมาคม

ก็ยกตำแหน่งผู้นำคณะสงฆ์ไทยให้แก่ "ธัมมชโย" ไปเสียซี จะรีรออะไร !

นี่แค่บทบาทของ "มหาเถรสมาคม" นะ

 


 

ต่อไปก็จะพูดถึง "บทบาท" ของผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช คือ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ซึ่งเป็นแคนดิเดทสมเด็จพระสังฆราช อยู่ในขณะนี้

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2557 ที่ผ่านไป มีการประกาศมอบรางวัล "ผู้นำพุทธโลก" โดยองค์การยุวพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ซึ่งมี นพ.พรชัย พิญญพงษ์ ศิษย์เอกของธรรมกาย เป็นประธานโครงการ และมีพิธีมอบรางวัลที่หอประชุมใหญ่พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม

แต่กลับปรากฏว่า ก่อนถึงวันมอบรางวัล คือในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2557 ได้มีพิธีมอบรางวัลผู้นำพุทธโลก "ล่วงหน้า" ที่สภาธรรมกายสากล วัดพระธรรมกาย โดยมีการมอบรางวัลให้แก่ "ธัมมชโย" เพียงคนเดียว !

ตกวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2557 สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช จึงทำพิธีมอบรางวัลผู้นำพุทธโลก ให้แก่ผู้ได้รับรางวัลท่านอื่นๆ

ถามว่า นี่คืออะไร ?

มารยาทไทย ระเบียบ-ประเพณีไทย ที่สอนกันมานานว่า ให้เคารพนับถือผู้ใหญ่ ห้ามนั่งสูงกว่าผู้ใหญ่ ห้ามกินก่อนผู้ใหญ่ ห้ามเดินแซงหน้าผู้ใหญ่ ห้ามพูดแทรกแซงหรือตัดคำผู้ใหญ่ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มิใช่กฎหมาย แต่เป็น "เหนือกฎหมาย" ดังที่ท่านวางลำดับเป็น กฎ กติกา และมารยาท

เช่น งานพระราชพิธีตั้งพระราชาคณะ หากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ยังมิได้ทรงพระราชทาน ใครไหนจะบังอาจ "รับก่อน" ผู้ที่ไม่สามารถไปรับในพระราชพิธีได้นั้น ต้องรับ "ภายหลัง" เท่านั้น

แต่สำหรับพิธีมอบรางวัลผู้นำพุทธโลกของวัดพระธรรมกายที่ผ่านไปนั้น ทำให้เห็นว่า "ธัมมชโย" มีความสำคัญกว่า "สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์" ผู้มีตำแหน่งเป็นถึงผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และได้รับอาราธนาให้มาเป็นประธานในงานดังกล่าว

หรือไม่ก็ ตัวสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์นั่นเอง ที่ทำตัวเป็น "ผู้ใต้บังคับบัญชา" ของธัมมชโย จึงยอมให้ธัมมชโยรับรางวัลก่อน ส่วนตัวเองจึงค่อยไปทำพิธีมอบให้แก่คนอื่นๆ ในวันหลัง

พฤติกรรมของมหาเถรสมาคม ซึ่งเป็นรัฐบาลของคณะสงฆ์ไทย และของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเป็นประมุขของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย ดังนำเสนอมานี้ ชี้ให้เห็นว่า ทั้งมหาเถรสมาคมและสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ มิได้ดำรงตนให้อยู่ในฐานะอันเหมาะสมสำหรับการเป็นผู้นำของชาวพุทธไทยทั้งประเทศ แต่กลับนำเอามหาเถรสมาคมและตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ไปรับใช้ "ธัมมชโย" เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย

ตรงนี้ต่างหากที่ผู้เขียนติดใจ และไม่ไว้วางใจมหาเถรสมาคมและสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ว่าพวกท่านจะสามารถ "นำพา" พระพุทธศาสนาไปตลอดรอดฝั่ง สมดังที่ชาวพุทธเราไว้วางใจ

ดังนั้น ไม่ว่ามหาเถรสมาคมจะเลือกใครในบรรดาสมเด็จพระราชาคณะทั้ง 8 รูป ให้เป็นสมเด็จพระสังฆราช และจะเลื่อนจะตั้งใครให้มาเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม "เพิ่มเติม" มันก็ไม่ได้มีค่าอะไรในสายตาของพระมหานรินทร์ มันเป็นแค่เกม "เก้าอี้ดนตรี" ที่พวกท่านเล่นกันอยู่ในวงแคบๆ เท่านั้น พอองค์หนึ่งเลื่อนขึ้นไป ก็ดึงเอา "เด็กเส้นเด็กสาย" ยัดเข้าไปสืบอำนาจ

เพราะไม่ว่าจะเลือกใครมาเป็นสังฆราช จะตั้งใครมาเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม ทุกรูปทุกองค์ก็ทำตัวเป็น "เบ๊" รับใช้ธัมมชโยทั้งสิ้น แม้แต่กรรมการมหาเถรสมาคมฝ่ายธรรมยุต ที่ว่าเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ถึงจะไม่ไปรับใช้ธัมมชโย แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรที่เป็นคุณต่อประเทศชาติพระศาสนาเลย ทำตัวเป็นแค่ "ตาอยู่" รอจังหวะวัดปากน้ำพลาด ก็จะคว้าพัดสังฆราชไปครอง เท่านั้น มันสิ้นหวังจริงๆ

มีคนถามว่า พระมหานรินทร์ นรินฺโท เป็นพระในสังกัดมหานิกาย ไม่สนับสนุนสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) วัดปากน้ำ เป็นสมเด็จพระสังฆราชหรือ ?

ผู้เขียนก็ตอบว่า

ผม-พระมหานรินทร์ นรินฺโท เลือก และเชียร์ ให้สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ได้เป็นสมเด็จพระสังฆราช ตำแหน่งผู้นำสูงสุดของชาวพุทธไทย อย่างสง่าผ่าเผย

แต่..ผม-พระมหานรินทร์ นรินฺโท ไม่เลือก และไม่เชียร์ ให้สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เป็นสังฆราชนอมินี ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลการครอบงำของธัมมชโย ดังกรณีที่ยอมให้ธัมมชโยรับรางวัลผู้นำพุทธโลกไปก่อนคนอื่นๆ ที่นำเสนอแล้ว

 

ได้ฟังคำตอบเช่นนี้แล้ว บรรดาท่านที่รักและเคารพทั้งหลาย จะเข้าใจฉันใด

พระมหานรินทร์ "เชียร์" หรือ "ไม่เชียร์" สมเด็จช่วง เป็นสังฆราช ?

 

 

 

อ่านเล่นๆ

 

พระมหานรินทร์ นรินฺโท
8 กุมภาพันธ์ 2559

 

 

 

E-Mail To BK.

peesang2555@hotmail.com

ALITTLEBUDDH.COM HOMEPAGE WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DRIVE LAS VEGAS NEVADA 89121 U.S.A. (702) 384-2264