

|
|
|
พระพรหมโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ.9) วัดพิชยญาติการาม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง
บางคนก็ว่าผู้เขียนมีปัญหากับพระพรหมโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ.9) วัดพิชัยญาติ จึงได้เขียนโจมตีท่านอย่างเอาเป็นเอาตาย ซึ่งขอเรียนว่าเป็นการคาดเดาเอาเอง แต่ความจริงแล้ว ในอดีตที่ผ่านมา ผู้เขียนมีความเคารพนับถือพระพรหมโมลีมาก ในฐานะที่ท่านเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่โรงเรียนพระปริยัติธรรมชั้นสูงของคณะสงฆ์ไทยวัดสามพระยา ซึ่งผู้เขียนก็เคยเรียนกับท่านสมัยยังเรียนประโยค ป.ธ.8 ก็นับถือเป็นครูบาอาจารย์เรื่อยมา เคยมองท่านเป็นโมเดลหรือแบบอย่างของการเป็นพระนักศึกษาด้วยซ้ำ เพราะท่านจบทั้งเปรียญ 9 และปริญญาเอก แถมได้เป็นศาสตราจารย์อีกด้วย เมื่อเกิดกรณีธรรมกายขึ้นในปี พ.ศ.2541 นั้น พระพรหมโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ.9) วัดพิชยญาติการาม สมัยนั้นยังเป็น พระธรรมโมลี ตำแหน่งเจ้าคณะภาค 15 ได้รับแต่งตั้งให้รักษาการเจ้าคณะภาค 1 แทนพระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร ป.ธ.9) วัดยานนาวา ซึ่งถูกปลดออกไป ซึ่งการที่สมเด็จพระมหาธีราจารย์โยกพระธรรมโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม) วัดพิชยญาติการาม จากเจ้าคณะภาค 15 มากินตำแหน่งรักษาการเจ้าคณะภาค 1 ก็เพื่อให้มาดำเนินคดีหรือที่เรียกว่านิคคหกรรมพระธัมมชโย แห่งวัดพระธรรมกาย ในข้อหาทำพระธรรมวินัยให้วิปริต สอนว่า "พระนิพพานเป็นอัตตา"เรื่องมีอยู่ว่า วันที่ 16 เดือนกันยายน พ.ศ.2541 พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร ป.ธ.9) วัดยานนาวา เจ้าคณะภาค 1 ในฐานะประธานคณะกรรมการนิคคหกรรมพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ได้ตัดสิน "ยกฟ้อง"วันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2543 มหาเถรสมาคมโดยการเสนอของสมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม ในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ได้มีคำสั่ง "ปลด" พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร ป.ธ.9) วัดยานนาวา เจ้าคณะภาค 1 ออกจากตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 ด้วยข้อหาไม่ปฏิบัติตามมติมหาเถรสมาคมที่ให้ฆราวาสสามารถฟ้องพระสงฆ์ได้ โดยพระพรหมโมลี (วิลาศ) ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานศาลสงฆ์ในภาค 1 ในสมัยนั้น ไม่ยอมรับฟ้อง จึงต้องโดนปลดเมื่อปลดพระพรหมโมลี (วิลาศ) แล้ว เจ้าคณะใหญ่หนกลางก็แต่งตั้งให้ พระเทพสุธี (เอื้อน หาสธมฺโม ป.ธ.9) วัดสามพระยา รองเจ้าคณะภาค 1 ขึ้นรักษาการในตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 เพื่อให้ดำเนินการนิคหกรรมกับพระธัมมชโย แต่ปรากฏว่าพระเทพสุธีขอลาออก สุดท้ายสมเด็จพระมหาธีราจารย์ได้โยกพระธรรมโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ.9) วัดพิชัยญาติ ตำแหน่งเจ้าคณะภาค 15 ให้มารักษาการในตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 แทน ดังกล่าวแรกนั้นพระธรรมโมลีก็ดูดี วันที่ 22 กันยายน 2543 ท่านได้เปิดศาลสงฆ์ที่วัดสามพระยา รับฟ้องพระธัมมชโยรวม 3 ข้อหาด้วยกัน คือ 1. บิดเบือนลบล้างคำสอนของพระพุทธเจ้า 2. อวดอุตริมนุษยธรรมที่ไม่มีในตน และ 3. ลักทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ ฉ้อโกง และหลอกลวงประชาชนตอนนั้นผู้เขียนก็เชียร์ หลวงพ่อพระธรรมโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ.9) รักษาการเจ้าคณะภาค 1 ว่าจะเป็นเปาบุ้นจิ้นแห่งยุคสมัย สามารถดำเนินการนิคหกรรมพระธัมมชโยให้ลุล่วงสมกับความมุ่งหวังของมหาเถรสมาคมและพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ ถึงกับเขียนเชียร์ลงในหนังสือจุลสารพระธรรมทูตของวัดไทยลาสเวกัส พ.ศ.2542 แต่ปรากฏว่าหลังจากรับฟ้องในวันที่ 22 ก.ย. 43 แล้ว ศาลสงฆ์ของพระธรรมโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ.9) ก็ปิดประตูลงกลอนนอนเงียบเชียบ ไม่ยอมเปิดทำการสอบสวนไต่สวนทวนหลักฐานพยานใดๆ ทั้งสิ้น ทิ้งเวลาให้ผ่านไปเป็นเดือนเป็นปี มีแต่ข่าวคั่นเวลาว่าทางศาลสงฆ์รอให้ทางบ้านเมือง "ชี้มูล" ความผิดของพระธัมมชโยก่อน จึงจะค่อยนำเอาการชี้มูลนั้นมาเป็นหลักฐานในการลงโทษพระธัมมชโยตามพระธรรมวินัย หมายถึงว่าถ้าศาลอาญาไม่ตัดสิน ศาลสงฆ์ก็ตัดสินไม่ได้ ถามว่าเกี่ยวอะไรกันด้วย ก็ตอบไม่ได้ว่าเกี่ยวกันยังไง แต่พระธรรมโมลีจะให้เกี่ยวก็เป็นสิทธิ์ของท่านต่อมาในปี พ.ศ.2544 ขณะคดีธรรมกายยังคาราคาซังกันอยู่นั้น ปรากฏว่า สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ได้เสนอแต่งตั้งให้ พระธรรมโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ.9) วัดพิชยญาติการาม รักษาการเจ้าคณะภาค 1 ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 ขณะเดียวกันก็โยก พระเทพสุธี (เอื้อน หาสธมฺโม ป.ธ.9) วัดสามพระยา รองเจ้าคณะภาค 1 ไปเป็นเจ้าคณะภาค 14 ส่วนตำแหน่งเจ้าคณะภาค 15 นั้นให้พระเทพปริยัติมุนี (ปัจจุบันคือพระธรรมปริยัติเวที) (สุเทพ ผุสฺสธมฺโม ป.ธ.9) วัดพระปฐมเจดีย์ นครปฐม รองเจ้าคณะภาค 15 ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน ตรงนี้ผู้คนเข้าใจว่าสมเด็จพระมหาธีราจารย์วัดชนะท่านตั้งให้พระธรรมโมลีเป็นเจ้าคณะภาค 1 เพื่อจะได้มีอำนาจในการทำงานอย่างเต็มตัว ก็เลยต้องดูละครบทต่อไป แถมยังเข้าใจว่าเรื่องธรรมกายคงใกล้จบเต็มแก่แล้ว 11 มกราคม พ.ศ.2544 พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดยานนาวาและอดีตเจ้าคณะภาค 1 ได้มรณภาพกะทันหันที่เมืองทวาย ประเทศสหภาพพม่า ส่งผลให้สมณศักดิ์รองสมเด็จพระราชาคณะที่ "พระพรหมโมลี" ว่างลงอีก 4 ปีถัดมา วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2548 มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องเลื่อนสมณศักดิ์พระสงฆ์ เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ในบรรดาพระราชาคณะ 90 รูป ที่ได้รับการสถาปนา แต่งตั้ง และเลื่อนสมณศักดิ์ในปีนั้น ปรากฏว่า พระธรรมโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม เจ้าคณะภาค 1 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดสถาปนาขึ้นดำรงสมณศักดิ์ชั้นหิรัณยบัฏ หรือรองสมเด็จพระราชาคณะ ในราชทินนาม "พระพรหมโมลี" อย่างบังเอิญยิ่ง !บังเอิญว่าเป็น "พระพรหมโมลี" สมณศักดิ์เก่าของ "พระพรหมโมลี" (วิลาศ ญาณวโร) วัดยานนาวา อดีตเจ้าคณะภาค 1 นั่นเอง
วันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ.2549 ศาลอาญาได้ออกนั่งบัลลังก์ อนุญาตให้อัยการสูงสุด "ถอนฟ้อง" ต่อพระธัมมชโย ในข้อหายักยอกทรัพย์ของวัดพระธรรมกาย โดยอัยการอ้างว่าพระธัมมชโยได้นำเงินที่ยักยอกไปคืนให้แก่วัดพระธรรมกายหมดแล้ว เรื่องพระธรรมวินัยนั้นมีผู้ทรงคุณวุฒิทางศาสนาจำนวน 3 ท่าน ได้รับรองการสอนของพระธัมมชโยว่าตรงตามพระไตรปิฎกทุกประการ สามท่านที่ว่านั้นคือ 1.อธิบดีกรมการศาสนา 2.ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และ 3.เจ้าคณะภาค 1 รวมทั้งเวลานั้นบ้านเมืองกำลังต้องการความสมานฉันท์ปรองดอง อัยการเห็นว่าถ้าดำเนินคดีกับพระธัมมชโยต่อไปให้สิ้นสุดกระบวนการยุติธรรม ก็จะเป็นการสร้างความแตกแยกในศาสนจักรและคนไทยทั้งชาติ ปรากฏว่าศาลสงฆ์ของพระพรหมโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ.9) วัดพิชยญาติการาม เมื่อได้ฟังคำสั่งศาลอาญาแล้ว ก็รีบปิดคดีตามศาลอาญาไป จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังไม่ยอมวินิจฉัยว่าคดีธรรมกายนั้น "ผิด" หรือ "ถูก" แต่ที่แน่ๆ ทั้งตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 และสมณศักดิ์รองสมเด็จ "พระพรหมโมลี" ของพระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร ป.ธ.9) วัดยานนาวา ถูกผ่องถ่ายมาเป็นของพระธรรมโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ.9) วัดพิชยญาติการาม ทั้งสองอย่าง อย่างแยบยล
อดีตนั้นคือ พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดยานนาวา ปัจจุบันนี้คือ พระพรหมโมลี (สมศักดิ์ อุปสมโม ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม สง่างามในนามศิลปิน ในทางธรรมไม่รู้ว่าเขามีศัพท์เรียกพฤติกรรมเช่นนี้ว่าอย่างไร แต่ถ้าเป็นในทางโลกแล้ว เขาเรียกว่า "ปล้น" ครับ
คำถามที่เกิดขึ้นต่อจากนี้จึงมิใช่เรื่องว่าธรรมกายผิดหรือถูกอีกต่อไป แต่เป็นคำถามในทางจริยธรรมและจริยาพระสังฆาธิการ เนื่องเพราะเมื่อพระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร) ไม่ยอมปฏิบัติตามมติมหาเถรสมาคมที่ให้ฆราวาสสามารถฟ้องพระภิกษุได้นั้น ท่านโดนปลดจากตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 แล้วจึงให้พระธรรมโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม) ขึ้นมาเป็นแทน เพื่อให้ทำการรับฟ้องพระธัมมชโย ซึ่งพระธรรมโมลีก็ทำจริงๆ คือรับฟ้องเท่านั้น นอกนั้นไม่ยอมทำอะไรเลย เก็บใส่ลิ้นชักพร้อมกับล็อกกุญแจ แต่จะว่าไม่ทำก็ไม่ได้ คือหน้าที่ในศาลสงฆ์นั้นท่านไม่ยอมทำ แต่เรื่องอื่นๆ ที่นอกเหนือหน้าที่คือ การขอเป็นเจ้าคณะภาค 1 ก็ดี การขอเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นพระพรหมโมลีก็ดี ท่านรีบทำและได้ก่อนคดีธรรมกายจะสิ้นสุดด้วยซ้ำ หนำซ้ำท่านพระพรหมโมลี ในฐานะเจ้าคณะภาค 1 ซึ่งเป็นประธานศาลสงฆ์ในคดีวัดพระธรรมกาย กลับไปเป็นพยานให้แก่ศาลอาญาว่าพระธัมมชโยมิได้สอนผิดหลักพระธรรมคำสอนในพระไตรปิฎกเสียอีก พระพรหมโมลีเป็นประธานศาลสงฆ์ไปช่วยเป็นพยานในศาลอาญาให้พระธัมมชโยพ้นมลทิน แล้วก็เอาคำสั่งศาลอาญามาปิดศาลสงฆ์ นับเป็นพฤติกรรมอำพรางระดับโลก แต่ถามว่า มลทินที่เกิดขึ้นกับพระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร ป.ธ.9) อดีตเจ้าคณะภาค 1 วัดยานนาวา นั้นเล่า จะอธิบายต่อสังคมไทยอย่างไร ? คำถามนี้มิใช่ถามเฉพาะพระพรหมโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ.9) เท่านั้น แต่ยังถามวิญญาณของ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสฺสโร ป.ธ.9) วัดชนะสงคราม ได้อีกด้วยว่า เหตุใด เมื่อพระพรหมโมลี (วิลาศ) วัดยานนาวา ไม่ยอมรับฟ้องพระธัมมชโย สมเด็จพระมหาธีราจารย์จึงกระเหี้ยนกระหือรือรีบปลดพระพรหมโมลี (วิลาศ) ออกจากตำแหน่งแบบที่เรียกว่าฟ้าผ่า แต่พอพระพรหมโมลี (สมศักดิ์) ลูกศิษย์ของสมเด็จพระมหาธีราจารย์ได้เป็นประธานศาลสงฆ์แทน กลับไปช่วยพระธัมมชโยให้พ้นข้อหาเสียอีก ทำไมสมเด็จพระมหาธีราจารย์ไม่ยอมปลดพระพรหมโมลีวัดพิชัยญาติออกจากตำแหน่งเหมือนปลดพระพรหมโมลีวัดยานนาวาเล่า ทำไมยังอุ้มชูไว้ หรือว่าถ้าเป็นพระวัดอื่นนั้นทำอะไรก็ผิด แต่ถ้าเป็นพระวัดชนะสงครามแล้วไม่ผิด (พระพรหมโมลี-สมศักดิ์ เคยสังกัดวัดชนะสงคราม ก่อนจะย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดพิชัยญาติ) แล้วไหนล่ะ ใครว่าสมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสฺสโร ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม นั้นท่านเป็นพระที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ปกครองคณะสงฆ์โดยเที่ยงธรรม ไม่ลำเอียง หรือว่าคณะสงฆ์ไทยจะหาพระดีไม่มีเสียแล้ว ผลงานของพระพรหมโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดพิชัยญาติ ยังไม่หยุดเพียงแค่นั้น ต้นปี พ.ศ.2548 ท่านได้ทำการช็อควงการพระกรรมฐาน โดยการเชิญ แม่ชีธนพร ชัยประคอง (นางมาลินี ชัยปกรณ์) ซึ่งอ้างว่าสามารถเห็นกรรมเก่าของบุคคลได้เหมือนมีตาทิพย์ ให้มาเป็นหัวหน้าในการแสดงธรรมและปฏิบัติธรรมในสำนักวัดพิชยญาติการาม ปรากฏว่ามีคนศรัทธาไปหาแม่ชีวันละ 700-800 คน ภายหลังแม่ชีได้เปลี่ยนทั้งชื่อทั้งนามสกุลเป็น ทศพร เทวาพิทักษ์ธรรม ซึ่งตอนนั้น ผู้เขียนก็เขียนเตือนท่านแล้วว่าอย่าทำ อย่าอยากเป็น "พระดีที่เสียแล้ว" ของสังคมสงฆ์ไทยไปอีกรูปหนึ่งเลย แต่ท่านคงไม่ได้อ่านบทความกระจอกๆ ของผู้เขียนหรอก แล้วจู่ๆ ปลายเดือนเมษายน พ.ศ.2554 (ปีนี้) ก็มีข่าวดัง เมื่อมีคนนำเอาเทปวีดิโอการสอนแก้กรรมของแม่ชีทศพร เทวาพิทักษ์ธรรม วัดพิชัยญาติ ไปอัพโหลดขึ้นในเว็บไซต์ยูทู๊ป ฉายให้เห็นการแสดงธรรมเพื่อแก้กรรมของแม่ชีทศพรที่แนะนำหญิงสาวนางหนึ่ง ซึ่งมีปัญหาชีวิต โดยแม่ชีได้บอกว่า สตรีนางนั้นเคยมีอคติต่อคนแก่ จะแก้กรรมได้ก็ต้อง "นอนกับผู้ชายอายุอ่อนกว่า 2 ครั้ง หรือ 2 ที" พอวิธีแก้กรรมนี้แพร่กระจายไป ก็ถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวางในสาธารณชนในทำนองว่าขัดต่อหลักพระธรรมคำสอนในบวรพระพุทธศาสนาว่าด้วยการแก้กรรม ร้อนถึง นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ต้องเดินทางไปยังวัดพิชัยญาติ ขอเข้าพบพระพรหมโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดพิชัยญาติ เพื่อขอสอบสวนแม่ชีทศพร ต่อกรณีที่สอนไปเช่นนั้น ปรากฏว่าแม่ชียอมรับว่าสอนผิด และขอโทษ ส่วนพระพรหมโมลีก็อ้อมแอ้มออกตัวว่า "เคยเตือนแม่ชีแล้ว" ทำได้แค่นั้น ทั้งๆ ที่ท่านเป็นเปรียญธรรม 9 ประโยค เป็นพระวิปัสสนาจารย์ เป็นศาสตราจารย์สอนมหาวิทยาลัยสงฆ์ เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม เป็นหัวหน้าพระธรรมทูต สารพัดจะเป็น ถามว่าจำเป็นอย่างไรต้องเอาแม่ชีมานำหน้าสอนในเรื่องวิปัสสนาและอวดอุตริมนุสธรรม ไม่อายครูบาอาจารย์ที่สอนสั่งมาหรือ ?
ในวันที่ 21 มีนาคม 2554
ที่ผ่านมา
พระพรหมโมลี
ดวงพุ่งสูงสุด
ได้รับการแต่งตั้งจากมหาเถรสมาคมให้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลาง
ปกครองคณะสงฆ์ภาคกลางจำนวน 6 ภาค 23 จังหวัด ได้แก่
แต่หลังจากนั้นอีกเพียง 1 เดือน วันที่ 20 เมษายน พ.ศ.2554 พระพรหมโมลี ได้เสนอชื่อ พระโสภณปริยัติเวที (สายชล ฐานวุฑฺโฒ ป.ธ.9) อายุ 45 พรรษา 25 พระราชาคณะชั้นสามัญ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม ตำแหน่งรองเจ้าคณะภาค 1 ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 แทนตนเอง ท่ามกลางเสียงครหาดังกระหึ่มทั่วโลก พฤติกรรมของพระพรหมโมลีที่ผู้เขียนได้ลำดับมานี้ เป็นวิทยาศาสตร์ที่มีสถิติบันทึกไว้อย่างชัดเจน เป็นอาจิณกรรมหรือพฤติกรรมซ้ำซาก มิใช่เรื่องที่ผู้เขียนกุขึ้นมาเพื่อใส่ร้ายป้ายสีต่อท่านพระพรหมโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ.9) แต่อย่างใด ถามตัวพระพรหมโมลีเลยก็ได้ ว่าที่กระผมเขียนมาทั้งหมดนี้จริงไหม หรือเรื่องไหนไม่จริง หลวงพ่อลองตอบมาสิ เอาพยานหลักฐานมาหักล้างกัน จะได้พิสูจน์ต่อหน้าสาธารณชนว่ากระผมโกหก บางคนบอกว่า ท่านต้องเป็นพระดีสิ ไม่งั้นจะได้เลื่อนเป็นรองสมเด็จฯ และเจ้าคณะใหญ่หนกลางด้วยหรือ เรื่องนี้ผู้เขียนไม่เถียง แต่ขอเรียนต่อท่านผู้อ่านว่าความดีมี 2 อย่าง คือ 1.ความดีส่วนตัว เช่นเป็นคนดี ไม่เคยทำผิดกฎหมาย ไม่เคยต้องคดีความ เป็นพลเมืองดี หรือศาสนิกชนที่ดี เป็นต้น 2.ความดีส่วนรวม เป็นคนดีประเภทที่ 1 และมีตำแหน่งหน้าที่การงาน หรือมียศถาบรรดาศักดิ์ สามารถให้คุณให้โทษแก่คนอื่นๆ ได้ ท่านใช้อำนาจหน้าที่ไปในทางซื่อสัตย์สุจริต จึงถือว่าเป็นคนดีตามความหมายนี้ แต่ถ้าทำตรงกันข้ามก็กลายเป็นคนเลว รวมความว่า คนดีมี 2 ประเภท คนเลวก็มี 2 ประเภทด้วย อย่าเหมารวมว่าถ้าเป็นคนดีประเภทที่ 1 แล้ว ก็ต้องเป็นคนดีประเภทที่ 2 ด้วย เพราะเป็นคนละส่วนกัน กลับกัน คนดีประเภทที่ 1 อาจจะเป็นคนเลวประเภทที่ 2 ก็ได้ ตรงนี้ต้องอ่านช้าๆ และเรียงความเข้าใจให้กระจ่าง เช่น นักการเมืองที่มีสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. นั้น ก็ต้องเป็นคนดี ไม่เคยต้องคดีความติดคุกติดตะรางหรือทุจริตใดๆ มาก่อน และมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่พอได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. หรือแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีแล้ว ปรากฏว่าหลายคนใช้อำนาจหน้าที่นั้นไปในทางฉ้อฉลทุจริต โกงบ้านโกงเมือง รวมทั้งโกงอำนาจอีกด้วย การแต่งตั้งโยกย้ายโดยไม่เป็นธรรมนั้นถือว่าเป็นการทุจริตประเภทหนึ่งแน่นอน คำว่าไม่เป็นธรรมนั้นผู้เขียนคงไม่ต้องอธิบาย เพราะว่าผู้ที่อ่านคอลัมน์นี้เป็นปัญญาชน มิใช่พาลชนคนโง่ ความดีประเภทที่หนึ่งนั้นเป็นความดีเฉพาะตน คนดีหรือไม่ดีประเภทนี้มีผลต่อสังคมในวงแคบ แต่คนดีประเภทที่สองคือคนที่มีตำแหน่งนั้น มีผลกระทบสังคมในวงกว้าง คนดีประเภทที่สองจึงต้องระมัดระวังยิ่งกว่าประเภทที่หนึ่ง ต้องคอยตักเตือนห้ามปรามมิให้กระทำความผิด ความทุจริตในหน้าที่การงาน อันให้คุณและให้โทษแก่ประเทศชาติศาสนาและสาธารณชนได้ เมื่อประมวลประวัติและพฤติกรรมของพระพรหมโมลีดังนำเสนอมานี้แล้ว ก็ขอตั้งเป็นคำถามต่อพระพรหมโมลีว่า เหตุปัจจัยอันใดที่ทำให้ท่านกระทำไปเช่นนั้น พระพรหมโมลีอาจมิได้มองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความเสื่อมเสียทั้งต่อตัวท่านเอง ต่อวัดพิชยญาติการาม และต่อคณะสงฆ์ไทย กลับกันอาจจะหลงระเริงภาคอกภูมิใจไปกับยศถาบรรดาศักดิ์และตำแหน่งหน้าที่การงานอันสูงส่งขึ้นเรื่อยๆ จนใกล้จะเป็นสมเด็จในปลายปีนี้แล้ว วันๆ ฟังแต่คำว่า "พระเดชพระคุณฯ" จากพวกพระสอพลอ ไม่อิ่มทิพย์ก็น้องๆ ในอดีต สมเด็จพระสังฆราชก็เคยถูกปลด สมเด็จพระราชาคณะที่เคยถูกจับสึกก็มี รองสมเด็จฯยิ่งไม่ต้องพูดถึง พระราชาคณะหลายรูปที่มียศตำแหน่งสูงกว่าหลวงพ่อ แต่ปัจจุบันยังแป๊กอยู่ที่เดิม ก็มีมากมายหลายรูป หลวงพ่อก็รู้และเห็น หลวงพ่อเป็นถึงรองสมเด็จฯ และเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ซึ่งใหญ่ที่สุดในเมืองไทยเวลานี้ ถือว่าสูงสุดยอดแล้วในบรรดาพระสงฆ์ไทย แค่คิดก็เนรมิตอะไรก็ได้ดังใจจง เพียงแค่ใช้อำนาจหน้าที่ให้เป็นธรรมเท่านั้น ชื่อเสียงเกียรติคุณก็ล้นฟ้าแล้ว ถามว่ายังอยากจะได้อะไรอีกในโลกนี้ หลวงพ่ออาจจะเสียใจว่าลูกศิษย์ที่เคยสอนหนังสือมามันด่าครูบาอาจารย์ แต่กระผม-กระผมรู้สึกเสียใจมากกว่านั้น ที่เห็นครูบาอาจารย์เสียผู้เสียคน จึงทนไม่ได้ และที่เสียใจยิ่งก็คือว่า เมื่อมีผู้ทักท้วงว่าสิ่งที่หลวงพ่อกระทำไปนั้นไม่ถูกต้อง น่าที่หลวงพ่อจะรับฟังและรีบแก้ไขให้ทันท่วงที แต่หลวงพ่อกลับไม่ยอมฟัง หนำซ้ำยังดันทุรังเดินหน้าแบบว่ากูคิดถูกทำถูกแล้ว หลวงพ่ออาจจะคิดว่ามันไม่เสีย มันดีเสียอีก มีมหานรินทร์เท่านั้นมันขวางโลก เห็นผิดเป็นชอบ มันยังเด็ก ไม่มีประสบการณ์ในการบริหารการปกครอง มันจึงไม่รู้ว่าถ้าเป็นผู้ใหญ่จะต้องทำอย่างไร แถมมันนึกอยากจะเขียนอะไรก็เขียนไป ไม่เข้าใจถ่องแท้ ก็สุดแต่หลวงพ่อจะคิด แต่สำหรับกระผมแล้ว ผมฟังเสียงชาวบ้าน ฟังเสียงพระเสียงเณรนอกวัดชนะสงครามและวัดพิชัยญาติ และมองหลวงพ่อในฐานะครูบาอาจารย์ที่พวกกระผมซึ่งเคยศึกษาในโรงเรียนพระปริยัติธรรมชั้นสูงของคณะสงฆ์ไทยในระดับเปรียญเอก คือ ป.ธ.7-8-9 พวกเราต่างก็มุ่งหวังว่าครูบาอาจารย์จะเป็นตัวอย่างที่ดี ไม่มีใครมาตำหนิดูหมิ่นเหยียดหยาม เพราะครูเสียก็เสียถึงนักเรียน เหมือนเจ้าอาวาสเสียก็เสียถึงพระลูกวัด เหมือนพ่อเสียก็เสียถึงลูก หลวงพ่อทำงานเสียหายในวันนี้ มีผลไปถึงโรงเรียนพระปริยัติธรรมชั้นสูงของคณะสงฆ์ไทยวัดสามพระยา หมายถึงว่าเสียหายไปจนถึงพระเณรเปรียญ 7-8-9- ทั่วประเทศไทย จะให้ตอบแก่สังคมได้อย่างไรว่าพวกเราจบมาจากไหน แล้วครูบาอาจารย์สอนอะไร ยิ่งเป็นพระธรรมทูตสายต่างประเทศ ต้องไปสอนทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ จะสอนใครได้ว่าให้ใช้หลักธรรมนั้นๆ ในพระไตรปิฎก เพราะตัวอาจารย์ใหญ่ของยูยังใช้แม่ชีแสกนกรรมอยู่ที่วัดพิชัยญาติอยู่ทุกวี่วัน แถมยังได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยสงฆ์ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อีกด้วย พระพุทธศาสนาและวงการพระธรรมทูต ถูกท้าทาย เพราะพฤติกรรมของหลวงพ่อในจุดนี้ คำถามย้อนกลับไปถึงวันที่หลวงพ่อได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะภาค 1 ซึ่งต้องดำรงตำแหน่งประธานศาลสงฆ์ในคดีธรรมกายอีกตำแหน่งหนึ่ง ซึ่งคดีธรรมกายนั้นปัญหาใหญ่ก็คือ "ทำพระธรรมวินัยให้วิปริต" สอนว่าพระนิพพานเป็นอัตตาวันนั้น หลวงพ่อเป็นประธานศาลสงฆ์ มีหน้าที่วินิจฉัยให้ตรงตามหลักการในพระไตรปิฎก แต่วันนี้ หลวงพ่อกลับมีปัญหาว่าด้วยการเอาแม่ชีมาสอนว่า "สามารถแสกนกรรมและแก้กรรมได้" นี่ถามว่าเป็นหลักธรรมคำสอนที่ต้องตามพระไตรปิฎกตรงไหน มันก็ไม่ต่างไปจากรณีธรรมกายที่สอนว่า "พระนิพพานเป็นอัตตา" เช่นกัน ต่างก็แต่ว่า ผู้ที่ทำพระธรรมวินัยให้วิปริตไปในวันนี้ กลับเป็น "พระพรหมโมลี" อดีตประธานศาลสงฆ์
แบบว่าเป็นเสียเอง ! เท่าที่ประมวลมาทั้งหมดนี้ ก็เหลือจะรับประทานแล้วล่ะครับ กระผม-พระมหานรินทร์ นรินฺโท ในฐานะที่จบการศึกษาจากสถาบันแห่งนี้ จึงจำเป็นต้องลุกขึ้นตั้งคำถามต่อพรหมโมลีวัดพิชัยญาติ เพื่อปกป้องสถาบันการศึกษาภาษาบาลีของคณะสงฆ์ไทยเอาไว้ เพราะพระพุทธศาสนามิใช่สมบัติของพระพรหมโมลีเพียงคนเดียว แต่เป็นสมบัติของชาวพุทธชาวไทยทั้งชาติ ขอกราบเรียนว่า พฤติกรรมทั้งปวงนี้ชี้ว่า พระพรหมโมลี หมดความชอบธรรม ในตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่หนกลางและกรรมการมหาเถรสมาคมแล้ว นิมนต์ลาออกเสียเถิดครับ อย่าอยู่ให้เป็นที่เสียหายแก่พระศาสนาอีกต่อไปเลย
ด้วยความเคารพอย่างสูง
|
|
พระมหานรินทร์ นรินฺโท |
E-Mail
ถึง บก.
peesang2003@hotmail.com
All Right Reserved @
2003
|
alittlebuddha.com วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264 |