|
อีแร้งภูเขาทอง

พระเจดีย์วัดภูเขาทอง
กรุงศรีอยุธยา

พระเจดีย์ภูเขาทอง วัดสระเกศ
กรุงเทพฯ
วันก่อนบรรยายเรื่องการประหารชีวิตด้วยการตัดคอไปแล้ว
วันนี้มีอะไรจะให้ดูอีก เป็นภาพที่ต้องเรียกว่า
"หาดูได้ยากจริงๆ"
เพราะแม้แต่ผู้เขียนแต่ไหนแต่ไรก็เคยได้ยินได้ฟังแต่คนพูด หรืออ่านเจอสำนวนไทยในหนังสือว่า
"แร้งภูเขาทอง"
บ้าง
"แร้งวัดสระเกศ
เปรตวัดสุทัศน์"
บ้าง
เด็กสมัยปัจจุบันไปไหว้พระบรมสารีริกธาตุบนบรมบรรพตหรือภูเขาทองวัดสระเกศ
เห็นสถานที่ร่มรื่นชื่นตา
ไม่มีวี่แววให้เห็นว่าที่นี่เคยเป็นสุสานหรือป่าช้ามาก่อน
แร้งภูเขาทองหรือแร้งวัดสระเกศเป็นแร้งกลุ่มเดียวกัน คือภูเขาทองนั้นสร้างไว้ในวัดสระเกศ
แต่เวลาคนจะเรียกแล้วบางทีก็เรียกเป็นแร้งวัดสระเกศ
หรือถ้าจะเอาให้ชัดเจนก็ชี้ขึ้นไปบนยอดดอยซึ่งมีพวกแร้งจับสุมกันอยู่บนนั้นว่า
"แร้งภูเขาทอง"
เป็นการกำหนดสถานที่ของแร้งให้แคบเข้า
วัดสระเกศนั้นแต่เดิมท่านว่าชื่อ
"วัดสระแก"
มีมาแต่สมัยอยุธยาหรือก่อนหน้านั้น ครั้นถึงสมัยต้นรัตนโกสินทร์
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
ทรงโปรดให้บูรณะขึ้นและให้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดสระเกศ
มีความหมายว่าเป็นที่สรงสนานพระเศียร
(มุธาภิเษก) เนื่องในคราวเสด็จจากนอกพระนคร
และถือว่าวัดสระเกศเป็นต้นทางการเตรียมเสด็จเข้าสู่พระนครด้วย
ถ้าเปรียบกับราชสำนักพระเจ้าเชียงใหม่สมัยโบราณแล้ว
วัดสระเกศก็เท่ากับวัดเจ็ดลินที่พระเจ้าเชียงใหม่ทุกพระองค์จะเสด็จมาสรงน้ำมุรธาภิเษก
ณ วัดนั้น จากนั้นทรงโปรดให้ขุดคลองขึ้นมาทางด้านเหนือของวัดสระแก แล้วพระราชทานนามว่า
"คลองมหานาค"
เป็นการถวายเกียรติแก่พระภิกษุรูปหนึ่งในสมัยอยุธยา
พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาบันทึกว่า
พ.ศ.2091 พระเจ้าตองอูเกตุมดีตะเบงชะเวตี้
ทรงโปรดให้เกณฑ์ทัพนับจำนวนพลทหาร 30 หมื่น ช้างเครื่อง 700 ม้ารบ 3,000
ให้พระมหาอุปราชเป็นกองหน้า ให้พระเจ้าแปรเป็นเกียกกาย ให้พระยาพสิมเป็นกองหลัง
ยกออกในวันอาทิตย์ เดือน 3 ขึ้น 2 ค่ำ เพลาอุษาโยค
มุ่งหมายจะตีเอาพระนครศรีอยุธยาไว้ในอำนาจ
ฝ่ายพระมหานาคบวชอยู่วัดภูเขาทอง
สึกออกรับศึกพม่า ตั้งค่ายกันทัพเรือตั้งแต่วัดภูเขาทองลงมาจนวัดป่าพลู
พวกสมกำลังญาติโยมทาสชายหญิงของมหานาคช่วยกันขุดคูนอกค่ายกันทัพเรือ
จึงเรียกว่า
คลองมหานาค
นั่นคือวีรกรรมของพระกู้ชาติในสมัยกรุงศรีอยุธยา นามของท่านคือ
พระมหานาค
หรือทิดมหานาค
จึงได้รับการจารึกไว้ในชื่อของลำคลองสองสาย
ทั้งคลองมหานาคกรุงศรีอยุธยาและคลองมหานาคกรุงเทพมหานคร
วัดสระเกศนั้นสมัยนั้นเป็นวัดอยู่นอกกำแพงเมือง
ดังมีเรื่องเล่าว่า
ครั้นรัชกาลที่ 1
ทรงโปรดให้ขุดคลองมหานาคสำเร็จแล้ว
ก็ทรงมีพระราชดำริจะสร้างสะพานช้างตรงใต้ปากคลองมหานาคเพื่อเชื่อมเข้ามายังภายในกรุงเทพมหานคร
แต่พระพิมลธรรม
วัดโพธาราม (วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม)
ได้ถวายพระพรทัดทานว่า
"ซึ่งจะทรงสร้างสะพานช้างข้ามคูพระนครนั้นอย่างธรรมเนียมแต่โบราณมาไม่เคยมี
แม้มีการสงครามถึงพระนคร ข้าศึกก็จะข้ามมาถึงชานพระนครได้โดยง่าย"
ปรากฏว่าทรงเห็นชอบด้วย จึงทรงโปรดให้ยกเลิกเสีย
สำหรับประวัติการสร้างสุวรรณบรรพตหรือภูเขาทองขึ้นที่วัดสระเกศนั้นท่านว่าเป็นพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 3
หวังจะสร้างพระเจดีย์ภูเขาทองเหมือนอย่างในกรุงศรีอยุธยา
ซึ่งครั้งหนึ่งท่านสุนทรภู่ขณะบวชเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดราชบุรณะ
เคยเดินทางไปชมและได้แต่งนิราศภูเขาทองขึ้น
มีข้อความที่ท่านพรรณนาถึงวัดและพระเจดีย์ภูเขาทอง ดังนี้
ครั้นรุ่งเช้าเข้าเป็นวันอุโบสถ
ไปเจดีย์ที่ชื่อภูเขาทอง
อยู่กลางทุ่งรุ่งโรจสันโดษเด่น
ที่พื้นลานฐานบ้ทม์ถัดบันได
มีเจดีย์วิหารเป็นลานวัด
ที่องค์ก่อย่อเหลี่ยมสลับกัน
บันไดมีสี่ด้านสำราญรื่น
ประทักษิณจินตนาพยายาม
มีห้องถ้ำสำหรับจุดเทียนถวาย
เป็นลมทักขิณาวัฏน่าอัศจรรย์
ทั้งองค์ฐานราญร้าวถึงเก้าแสก
โอ้เจดีย์ที่สร้างยังร้างรัก
กระนี้หรือชื่อเสียงเกียรติยศ
เป็นผู้ดีมีมากแล้วยากเย็น |
เจริญรสธรรมาบูชาฉลอง
ดูสูงล่องลอยฟ้านภาลัย
เป็นที่เล่นนาวาคงคาใส
คงคาลัยล้อมรอบเป็นขอบคัน
ในจังหวัดวงแขวงกำแพงกั้น
เป็นสามชั้นเชิงชานตระหง่านงาม
ต่างชมชื่นชวนกันขึ้นชั้นสาม
ได้เสร็จสามรอบคำนับอภิวันท์
ด้วยพระพายพัดเวียนอยู่เหียนหัน
แต่ทุกวันนี้ชราหนักหนานัก
เผลอแยกสุดยอดก็หลุดหัก
เสียดายนักนึกน่าน้ำตากระเด็น
จะมิหมดล่วงหน้าทันตาเห็น
คิดก็เป็นอนิจจังเสียทั้งนั้น |
นั่นแหละคือพระเจดีย์วัดภูเขาทองกรุงศรีอยุธยาซึ่งต่อมาได้กลายเป็นแม่แบบของพระเจดีย์ที่วัดสระเกศ
แต่ท่านระบุว่า การก่อสร้างยังมิทันเสร็จ
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวก็สวรรคตไปเสียก่อน
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงสืบสานพระราชปณิธานก่อสร้างต่อมา
แต่ว่าก็ไม่ทันสำเร็จอีก ถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระเจดีย์ภูเขาทองจึงสำเร็จ รวมเวลาก่อสร้างนานถึง 3 รัชกาลด้วยกัน

และทีนี้ก็จะเข้าเรื่องแร้งว่ามายังไงไปยังไงถึงได้จับจองภูเขาทองวัดสระเกศไปเป็นเขาอีแร้งแข่งกับเขาคิชฌกูฏเมืองราชคฤห์ประเทศอินเดีย
มูลเหตุนั้นท่านว่าวัดสระเกศในตอนต้นรัตนโกสินทร์มาถึงประมาณ รัชกาลที่ 5
ปลายๆ นั้น เป็นป่าช้าผีดิบ คือนำเอาศพไปทิ้งสดๆ ไว้ในบริเวณนั้น
และนั่นเองที่เป็นแรงดึงดูดให้ฝูงแร้งชักชวนกันมากินศพ
และเพื่อให้ง่ายต่อการทำมาหากินก็จึงบินขึ้นไปจับเจ่าอยู่บนยอดภูเขาทองคอยเวลาคนจะนำศพมาทิ้ง
แร้งนั้นเป็นสัตว์ปีกขนาดใหญ่ มีปกติออกหากินในเวลากลางวัน
ต่างกับนกฮูกซึ่งนิยมออกหากินในเวลากลางคืน
แร้งจึงเป็นสัตว์สายตาดีที่สุดในตอนกลางวัน
ส่วนนกฮูกนั้นก็ดีที่สุดในตอนกลางคืน
นักดูนกยอมรับว่าแร้งมีสายตาดีกว่ากล้องเทเลสโคปที่ใช้ส่องดูนกเสียอีก
แร้งสามารถมองเห็นซากสัตว์ในระยะห่างไกลกว่า
1 ไมล์
หรือ 2 กิโลเมตรโดยประมาณ
คนสมัยโบราณเวลาเดินทางกลางป่า
ถ้าแหงนขึ้นไปบนท้องฟ้าแล้วเห็นฝูงอีแร้งบินวนอยู่ตรงไหนก็เข้าใจได้ว่า
"ตรงนั้นมีซากสัตว์ตาย"
ส่วนสายพันธุ์ของแร้งนั้นท่านว่ามีหลายสี ทั้งสีดำ
สีแดง สีเทา สีน้ำตาล
บางชนิดมีสีขาวแซมปีกด้วย และอาศัยอยู่ทุกทวีป
เพียงแต่รูปร่างลักษณะอาจจะแตกต่างกันบ้าง หากแต่พฤติกรรม
"กินศพ"
นั้นเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว แร้งพันธุ์ตัวใหญ่ที่สุดนั้นท่านเรียกว่า
พญาแร้ง

การกินศพของแร้งนั้นถ้ามองด้วยสายตาธรรมดาๆ ก็เห็นว่า
"เป็นพฤติกรรมน่ารังเกียจ"
เพราะศพหรือซากสัตว์ที่ตายแล้วเป็นของเน่าเหม็น
แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งก็จะเห็นว่า
"แร้งเป็นสัตว์มีคุณธรรม"
จะไม่กินสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่ คือถ้าไม่ตายแล้วแร้งจะไม่แตะ
แต่พฤติกรรมของสัตว์อื่นๆ นั้นจะฆ่าสัตว์อื่นเพื่อกิน แต่แร้งไม่เคยฆ่าใคร
เพียงแต่ว่าพฤติกรรมการกินของแร้งค่อนข้างจะมูมมามหน่อยเท่านั้น
จุดที่แร้งจะแย่งกันกินเป็นอันดับแรกนั้นท่านว่าคือ
"ตา"
ไม่ว่าจะเป็นตาของสัตว์หรือคน
ถ้าแร้งตัวไหนไปถึงศพก่อนก็จะจิกกินลูกกะตาก่อนเพื่อน
นับเป็นพฤติกรรมที่แปลก
มีสำนวนไทยเกี่ยวกับแร้งอยู่มากมาย เช่น
เวลาฝูงแร้งลงแย่งศพนั้นท่านว่าเป็นมหกรรมที่สนุกสนานมาก
เพราะแร้งจะจิกตีทะเลาะเบาะแว้งแย่งกันกินศพเป็นที่สับสนอลเวง
เสียงของแร้งในเวลาแย่งกันนั้นท่านว่าฟังไม่ได้ศัพท์
เอาแม่ค้าเป็นกองทัพมาด่าแข่งกับแร้งแล้วยังสู้ไม่ได้ สำนวนไทยที่ว่า
"แร้งทึ้ง"
จึงหมายถึงการแก่งแย่งกันจนน่าขยะแขยง
ไม่มีกติกาและมารยาทเหมือนการเมืองไทยสมัยปัจจุบัน
แร้งนั้นไม่ว่าสีอะไรก็สามารถอยู่และหากินร่วมกันได้โดยสันติไม่เอาเป็นเอาตาย
ต่างกับคนบางประเทศพอใส่เสื้อต่างสีนิดหน่อยก็แบ่งเป็นมึงเป็นกูถึงกับฆ่ากันตาย
ทั้งนี้เพราะเคยมีคนเห็นแร้งต่างพันธุ์ต่างสีอยู่รวมกลุ่มและกินซากศพด้วยกัน
แม้ว่าจะทะเลาะเบาะแว้งกันบ้างเหมือนลิ้นกับฟัน แต่ก็ไม่ถึงกับฆ่ากันตาย
เอ๊ะเขียนไปชักจะไม่ใช่เรื่อง
"อีแร้ง"
เสียแล้ว แต่กลายเป็น "อีเหลือง-อีแดง"
แทน


"สาบแร้งสาบกา"
ก็เป็นอีกสำนวนหนึ่ง
ซึ่งนำเอากลิ่นของแร้งซึ่งเน่าเหม็นเหมือนศพนั้นมาเปรียบเทียบกับกลิ่นของคน
ใครมีกลิ่นตัวระดับ
"สาบแร้งสาบกา"
ก็หมายถึงว่าเหม็นไม่ต่างจากซากศพ
มีประวัติเล่าว่า
สมเด็จพระพุฒาจารย์
(โต พฺรหฺมรํสี) วัดระฆังโฆสิตาราม
และหลวงปู่ภู
วัดอินทรวิหาร
ก็นิยมมาเจริญอสุภกรรมฐาน คือพิจารณาศพเป็นมรณานุสติที่ป่าช้าวัดสระเกศแห่งนี้
ซึ่งแน่นอนว่าท่านต้องเคยเห็นอีแร้งพวกนี้แน่
แต่ถึงปัจจุบันนั้นไม่มีใครเคยเห็น
เพราะว่าที่วัดสระเกศนั้นสร้างเมรุเผาศพไว้อย่างดี
มิใช่ป่าช้าผีดิบเหมือนสมัยโบราณอีกต่อไปแล้ว
ภาพที่จะนำเสนอด้านล่างนี้ เป็นภาพศพและแร้งที่มากินศพในวัดสระเกศ
สภาพของศพนั้นท่านบรรยายว่าเป็นศพเดียวกัน
โดยภาพแรกนั้นเป็นศพสมบูรณ์อยู่
แต่ศพที่สองนั้นมีการเฉือนศพให้แร้งกินเพื่อถ่ายภาพด้วย
พวกแร้งในภาพนั้นอาจจะสังเกตยากซักหน่อย เพราะฟิล์มสมัยเก่าเป็นขาวดำ
แร้งซึ่งมีโทนสีออกดำอยู่แล้ว เดินเกะกะอยู่รอบๆ กำแพงซึ่งโทนดำด้วยกัน
ยิ่งทำให้ดูยากยิ่งขึ้น แต่ถ้าดูให้ดีก็จะเห็นหลายสิบตัวทีเดียว
ผู้ชายที่ยืนอยู่ในรูปนั้นต้องถือไม้ไว้กันอีกแร้งไม่ให้แย่งศพในเวลาถ่ายรูป
อีแร้งวัดสระเกศ
บันทึกภาพในปี พ.ศ.2440
ภาพที่ 1

ภาพที่ 2

ภาพจากหนังสือ
"เปิดกรุภาพเก่า"
ของ เอนก นาวิกมูล
|