ข้อคิดในเทศกาลออกพรรษา
 

 

     สัปดาห์นี้เป็นที่รู้กันดีว่า เป็นเทศกาลออกพรรษา ซึ่งชาวพุทธยึดถือปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลนานแล้ว สิ่งหนึ่งซึ่งจะมีต่อจากเทศกาลออกพรรษาก็คือ เทศกาลหาผ้ากฐินของพระสงฆ์

          ความจริงแล้ว กฐินเป็นเรื่องของพระสงฆ์องค์เณรล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับฆราวาสญาติโยมเลย กฐินแปลว่าไม้สะดึงที่ใช้ขึงเย็บผ้า ที่ต้องใช้ไม้ก็เพราะว่า ผ้าของพระนั้นผืนใหญ่ ต้องใช้เครื่องช่วยจึงจะสำเร็จโดยเร็ว ไม้สะดึงจึงมีความสำคัญถึงกับนำมาใช้เป็นชื่อของกฐิน

          ย้อนไปในสมัยพุทธกาล เวลานั้นอุตสาหกรรมยังไม่เจริญ นายเจมส์ วัตร และนายบิล เกต ยังไม่เกิด เครื่องจักรไอน้ำและไมโครซอฟจึงยังไม่มี ชาวบ้านต้องใช้กี่ในการทอผ้า ซึ่งผ้าในสมัยพุทธกาลนั้นนับว่าเป็นของมีค่าหายาก เรื่องราคาก็ไม่ต้องพูดถึง แค่มีนุ่งห่มก็ถือว่าบุญโขแล้ว ใครใส่เสื้อผ้าดีก็นับเป็นผู้ดี ไม่ต้องท้าวความไปถึงเรื่องเงินทองคล้องคอ เสื้อผ้าจึงถือว่าเป็นอาภรณ์คือเครื่องประดับ ในพระวินัยปิฎกมีกฎหมายคณะสงฆ์เรื่องผ้าอยู่มากมาย กฐินก็เป็นเหตุหนึ่งซึ่งเนื่องมาแต่เรื่องของผ้า

          เมื่อผ้าเป็นสินค้าหายากและราคาแพง แถมคนอินเดียสมัยนั้นยังใช้ผ้านุ่งและห่มแบบเดียวกันทั้งหญิงและชาย เหมือนชายพม่านุ่งโสร่งและผู้หญิงนุ่งผ้าซิ่นนั่นแหละ ไม่มีการแยกเป็นกางเกงและกระโปรงตามเพศเหมือนสมัยนี้ ทีนี้ก็จะกระทบไปถึงเรื่องผ้า เมื่อผ้ามีราคาหายาก คนก็อยากได้ จึงไม่สนใจว่าจะเป็นผ้าสีอะไร ขอให้เป็นผ้าเป็นใช้ได้ การลักเล็กขโมยน้อยจึงเกิดขึ้น ซึ่งมีสิกขาบทหลายข้อบัญญัติไว้เพื่อป้องกันอันตรายอันเกิดจากผ้า เช่น เวลาอาบน้ำตามแม่น้ำต่าง ๆ นั้น ห้ามมิให้พระภิกษุหันหลังให้ตาฝั่ง เพราะพระมีผ้าใช้เพียงแค่ 3 ผืน เวลาอาบน้ำก็ต้องแก้ผ้าไว้บนบก ลงไปแต่ตัวเปล่า ๆ โดยไม่ต้องอายเทวดาหรือนางฟ้านางไหน ถ้าพระหันหลังให้ตาฝั่ง พอเหลียวหลังกลับมาผ้าก็อาจจะอันตรธานไปแล้วก็เป็นได้ มีหลายครั้งที่พระถูกปล้นผ้า จึงทรงอนุญาตให้พระที่ถูกปล้นนั้นนุ่งห่มใบไม้แทนผ้าไปจนกว่าจะได้ผ้าใหม่มาทดแทน กรณีนี้ยังทรงอนุญาตให้พระที่ถูกปล้นขอผ้าจากญาติโยมมานุ่งห่มได้ แต่ในคราวปรกตินั้นห้ามปรามไว้กวดขันนัก นี่เพราะว่าผ้ามีราคาแพง เวลาอาบน้ำนั้นก็ห้ามมิให้ดำน้ำ เพราะขืนดำผลุบ ๆ โผล่ ๆ พอโผล่ขึ้นมาผ้าก็จะอันตรธานไปไกลอีก คราวนี้ก็จะกลายเป็นชีเปลือยไป

          อีกเรื่องก็คือ เขตจีวรวิปวาส แปลว่า เขตอยู่ปราศจากไตรจีวร ซึ่งปัจจุบันพระสงฆ์ไทยเกือบจะไม่รู้เรื่องแล้ว ความจริงสิกขาบทเหล่านี้มีกำหนดไว้เพื่อปกป้องเรื่องผ้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ก็อย่างที่บอก ถึงจะอยู่ในวัด แต่ถ้าไม่รักษาผ้าแล้ว เกิดหายขึ้นมาก็จะเดือดร้อน จึงทรงมีพระบัญญัติห้ามมิให้พระภิกษุอยู่ห่างจากผ้าในระยะเท่าใด ห่างจากนั้นไปก็ต้องนำผ้าติดตัวไปไม่ให้ห่าง ไม่งั้นก็เป็นอาบัติ เรื่องที่พระภิกษุต้องทำพินทุ (แปลว่าจุด) คือตำหนิบนผ้าจีวรแห่งใดแห่งหนึ่งนั้น ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งทรงบัญญัติไว้ป้องกันไม่ให้มีการใช้ผ้าปนกัน เพราะผ้ามันผืนเท่า ๆ กัน แถมยังสีเดียวกันอีกด้วย เมื่อมีเครื่องหมายของใครของมัน ก็ไม่ต้องมั่ว ไม่ต้องถกเถียงกันว่าของใครผืนไหน ซึ่งบางทีก็บานปลายถึงกับชกต่อยกันก็มี ยิ่งภายหลังมีภิกษุณีเพิ่มเข้ามาอีก เรื่องผ้าก็ต้องมากเรื่องเปลืองพระบัญญัติไปด้วย

          กฐินก็เช่นเดียวกัน ธรรมเนียมเดิมก่อนจะมีพระพุทธศาสนาขึ้นมาในโลกนี้นั้น นักบวชชาวชมพูทวีป นิยมใช้เวลาหน้าฝนสามเดือนในการพักจำพรรษาอยู่ในที่แห่งใดแห่งหนึ่ง แต่ถึงเวลามีพระพุทธศาสนาขึ้นมาแล้ว พระอริยสาวกได้รับคำสั่งจากพระบรมศาสดาให้ "จาริกไปเพื่อประโยชน์สุขแก่ชาวโลก" โดยมิได้มีพระบัญชาว่า "ให้หยุดในวันนั้นวันนี้" ทีนี้พระอริยสาวกเหล่านั้นถึงจะบรรลุนิติภาวะแล้ว แต่เพราะความซื่อสัตย์ซื่อตรง เมื่อไม่มีพระบัญชาให้หยุดก็ต้องเดินต่อไป ไม่ว่าหน้าไหน ร้อนถึงชาวบ้านต้องนำเรื่องไปฟ้องว่า ไฉนพระสมณะศากยบุตรจึงไม่ยอมหยุดในหน้าฝน คนทั่วไปรวมถึงนกหนูก็ยังทำรังเพื่อพักผ่อน ความทราบถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ "ให้พระสงฆ์หยุดจำพรรษาในที่แห่งใดแห่งหนึ่งตลอดสามเดือน"

         ทีนี้ เมื่อออกพรรษาแล้ว ก่อนจะจาริกไปสู่ถิ่นอื่นอีก ก็จะมีปัญหาว่าด้วยผ้า จึงทรงโปรดให้พระสงฆ์ใช้เวลาหน้าฝนที่เหลืออีกหนึ่งเดือนนั้นหาผ้า เหตุที่ทรงกำหนดไว้แต่เพียงหนึ่งเดือนก็เพราะจะป้องกันไม่ให้พระสงฆ์พะวงแต่เรื่องผ้า แบบว่าหากฐินทั้งปีไม่มีที่สิ้นสุด กฐินจึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับผู้ไม่มีผ้าหรือมีแต่ว่าเก่าคร่ำคร่าไม่น่าใช้แล้ว

         วิธีการทำผ้ากฐินก็คือ พระสงฆ์ทั้งวัดต้องระดมกำลังกันหาผ้ามาให้พร้อม เตรียมเครื่องย้อมเครื่องเย็บให้ครบครัน แล้วดำเนินการเย็บ-ย้อมให้เสร็จภายในวันเดียว ถ้าเกินเวลาไปก็ถือว่าใช้ไม่ได้ กฐินเดาะ พระสงฆ์วัดนั้นจะไม่ได้อานิสงส์กฐิน ซึ่งมีข้อหนึ่งว่า "จาริกไปโดยไม่ต้องถือไตรจีวรไปครบ" ข้อนี้เพราะบางทีออกพรรษาแล้วฝนยังตกอยู่ ถ้าพระถือจีวรไปแบบอีลุงตุงนัง ผ้าก็จะเปียก จึงทรงอนุญาตให้ไม่ต้องเอาไตรจีวรไปครบ เพราะสมัยนั้นคนเขาเปลือยท่อนบนอยู่เป็นปกติทั้งชายหญิงอยู่แล้ว

          เมื่อกำหนดการทำกฐินบังคับว่า "ต้องให้เสร็จภายใน 1 วัน" เช่นนี้ ก็มีปัญหาว่าด้วยการทำผ้า เพราะว่าผ้าผืนใหญ่ขนาดนั้น ถ้าใช้กำลังคน ๆ เดียวก็ไม่เสร็จ สองคนก็ไม่ทัน สามคนก็ยังลำบาก เพราะนอกจากวิธีการทำผ้าแล้ว เรื่องอาหารบิณฑบาตก็สำคัญ เดี๋ยวก็จะอดฉันกันทั้งวัด จึงทรงบัญญัติให้ต้องมีพระภิกษุ 5 รูปขึ้นไป นับเป็นองค์สงฆ์สามารถทำผ้ากฐินได้ นี่คือสาเหตุว่าทำไมต้องมีพระครบองค์สงฆ์จึงจะสามารถทำกฐิน (ไม่ใช่รับกฐิน) และที่บังคับให้ทำเพียงแค่ผืนเดียวก็เพราะต้องการให้เสร็จเร็ว ๆ ภายในหนึ่งวัน ขืนทำกันคนละผืน ๆ ก็ไม่มีทางเสร็จ เมื่อเสร็จแล้วก็ห้ามโมเมเอามาเป็นของตนโดยอภิสิทธิ์ แต่ต้องมอบให้เป็นของสงฆ์ และให้พระสงฆ์ประชุมกันลงคะแนนว่าจะมอบให้แก่ผู้ใดที่ไม่มีจีวรใช้ หรือมีแต่เก่ากว่าเพื่อน สาระสำคัญก็แค่นี้

          เมื่อเรื่องกฐินเป็นกิจธุระของพระเท่านั้นดังว่ามาฉะนี้ ทีนี้ก็มีญาติโยมมาพบเข้า ก็อยากช่วยเหลือ เพราะเป็นห่วงพระจะอดเพลบ้าง จึงนำเอาข้าวปลาอาหารมาเลี้ยง และนานเข้าก็ถึงกับปวารณาขอถวายผ้ากฐินเอง โดยพระไม่ต้องตัด เย็บ ย้อม แบบเดิมอีก ซึ่งก็ทรงมีพระบรมพุทธานุญาตให้พระสงฆ์รับได้ แต่ก็ไม่ได้ลดจำนวนพระสงฆ์ที่จะรับกฐินลงไป

          ในปัจจุบัน มีโรงงานผลิตผ้าสำเร็จรูป สามารถซื้อหาได้ทั่วไป และผ้าก็มิได้มีราคาค่างวดแบบในสมัยพุทธกาล งานกฐินจึงไม่ใช่เรื่องสำคัญที่จะต้องนำมาโฆษณาหาผลประโยชน์อื่นแอบแฝง โดยเฉพาะที่บอกว่า "กฐินเป็นกาลทาน จะถวายได้เพียงปีละครั้ง และกำหนดเวลาถวายเพียง 1 เดือนเท่านั้น ใครถวายไม่ทันก็ไม่ได้มหาบุญ และในโลกนี้ถ้าใครได้ถวายกฐินซักครั้งหนึ่งในชีวิตก็จะได้บุญมาก ตายไปจะไม่ต้องตกระกำลำบาก" คำโฆษณาเช่นนี้ไม่มีในพระไตรปิฎก แต่พระรุ่นหลังเอามาโกหกให้ชาวบ้านชาวเมืองเขาหลงกันไปทั่ว ซึ่งความจริงแล้ว ผ้ากฐินน่ะไม่สำคัญอะไรหรอก แต่บริวารกฐินซึ่งเป็นแบงค์แดงๆ หรือดอลล่าห์เขียวๆ นั่นนะสิยั่วน้ำลายมากกว่า หรือใครจะปฏิเสธว่าไม่จริง

          การหาผ้ากฐินในปัจจุบันจึงผิดไปจากรูปแบบเดิม ยิ่งผ้ากฐินพระราชทานยิ่งไปกันใหญ่ วัดใดไปขอได้มาก็โฆษณาว่า เป็นมหาบุญ ต้องการผู้มีบุญมากมาเป็นประธาน ในการนี้ก็ต้องให้สมกับกฐินพระราชทาน คือผู้เป็นประธานนั้นต้องลงขันมากหน่อย นี่แหละคือความเหลวไหลของงานกฐิน เป็นการทำลายพระธรรมวินัยอย่างไม่รู้สึกรู้สา ถ้าเราไม่เขียน ญาติโยมก็จะโง่ และหลงบุญอันมิใช่บุญ

          จึงขอบอกแก่พุทธศาสนิกชนให้ได้รับทราบว่า จริงอยู่ เราปฏิเสธเรื่องประเพณีและความจำเป็นในการหาเงินบำรุงวัดไปไม่ได้ แต่ก็ต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้อย่างเพียงพอ ไม่ใช่หลงคำโฆษณาของพระที่โลภมากอยากได้เงินทอง ถึงกับต้องวิ่งเต้นหาผ้ากฐินพระราชทาน เพื่อจะนำมาขายให้ได้ราคากว่ากฐินธรรมดา และเมื่อนั้นคำว่า "กฐินเป็นกาลทาน มีอานิสงส์หาประมาณมิได้" ก็จะหมดสิ้นไป พร้อมๆ กับแสงสว่างทางปัญญาของชาวพุทธอันบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ดังพรรณามาฉะนี้
 

พระมหานรินทร์ นรินฺโท
วัดไทย ลาสเวกัส รัฐเนวาด้า สหรัฐอเมริกา
10 ตุลาคม 2546

 

 

 
E-Mail ถึง บก.
peesang2003@hotmail.com

All Right Reserved @ 2003
This Website Sponsored by

 

www.alittlebuddha.com เจ้าของ : วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264