|
ช่วงนี้รู้สึกว่าเรื่อง
"ถวายฎีกา"
จะฮิตกันมาก หลายท่านอ่านผ่านๆ แต่หลายท่านกลับติดใจในคำๆ
นี้ว่ามีที่ไปที่มาอย่างไร ทำไมต้องถวายเฉพาะฎีกา (อ่านว่า ดี-กา) พวกตับกา
เนื้อกา เป็นต้น คนจะถวายไม่ได้หรือไง แล้วถวายฎีกาเนี่ยจำต้องถวายพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้นหรือ
พระรูปอื่นๆ เช่น หลวงพ่อคูณ จะรับฎีกาไม่ได้หรือ ? และแปลกนะว่า
เวลามีงานบุญงานกุศล ก็จะพบพระสงฆ์ท่าน
"แจกฎีกาการกุศล" คือซองเรี่ยไรเงินเข้าวัด
คนก็จึงสงสัยว่า ทำไมเจ้าฎีกานี้ ถ้าจะถวายต้องถวายพระเจ้าอยู่หัว
และถ้าจะแจกต้องเป็นพระสงฆ์เท่านั้นที่แจกได้ นอกนั้นไม่มีสิทธิ์ อืม
! เรื่องมันน่าคิด
คำว่า ฎีกา
ในพจนานุกรมภาษาไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ท่านให้คำจำกัดความ (คำนิยาม) ไว้ว่า
คำอธิบายขยายความ เช่น ฎีกาพาหุง,
ชื่อคัมภีร์หนังสือที่แก้หรืออธิบายคัมภีร์อรรถกถา,
หนังสือที่เขียนนิมนต์พระสงฆ์, ใบแจ้งการขอเบิกเงินจากคลัง, ใบบอกบุญเรี่ยไร,
(กฎหมาย) คำร้องทุกข์ที่ราษฎรทูลเกล้าฯ ถวายต่อพระมหากษัตริย์,
ชื่อศาลยุติธรรมสูงสุดของประเทศไทย
ซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือวินิจฉัยชี้ขาดคดีในชั้นฎีกา เรียกว่า ศาลฎีกา,
การคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ที่คู่ความยื่นต่อศาลชั้นต้น
เพื่อเสนอให้ศาลฎีกาพิจารณาพิพากษาหรือวินิจฉัยชี้ขาด, (โบราณ)
ใบเรียกเก็บเงิน, (ปาก-ภาษาพูดทั่วไป) ยื่นคำร้องขอหรือคำคัดค้านต่อศาลฎีกา
เช่น คดีนี้จะฎีกาหรือไม่
นอกจากนั้นท่านยังอ้างอิงเป็นภาษาต่างประเทศไว้อีก คือ (ป. ซึ่งย่อมาจากคำว่า
ปาลิ หรือ ปาลี ที่พระไทยเรียนกันจนเป็นเปรียญหรือมหาเปรียญกันอยู่นั่นแหละ
ในพากษ์ภาษาบาลีคำว่า ฎีกา ท่านเขียนเป็น ฏีกา (ตอปะตัก) อ่านว่า ตี-กา
(ไม่รู้ว่าเหมือนตีงูหรือเปล่า เพราะถ้าตีงูต้องให้ตาย อย่าให้แค่หลังหัก
เพราะมันจะกลับมาหักหลังเราได้) ตกลงว่า ในภาษาไทยเรานั้นใช้ ฏ (ดอ-ชะ-ดา)
เขียนเป็น ฎีกา (อ่านว่า ดี-กา) แต่ถ้าเป็นภาษาบาลีท่านใช้ตัว ฏ (ตอ-ปะ-ตัก)
เขียนเป็น ฏีกา (อ่านว่า ตี-กา)
พวกบาลีไทยหรือไทยบาลีนั้น รู้สึกว่าจะสับสนปนเปกันมาก บางคำเป็นศัพท์ตลาด
คือใช้กันดาษดื่น (ไม่ใช่คำที่ใช้ในตลาดหรือเวลาจ่ายตลาดเท่านั้น)
แต่ผิดกันเป็นแถวๆ เช่นเวลาถวายสังฆทานนั้น พอท่องไปถึงคำว่า
ภิกขุสังฆัสสะ
คำนี้เป็นภาษาบาลี อ่านว่า
"พิก-ขุ-สัง-คัด-สะ"
แต่คนไทยอ่านคำว่า
"ภิกขุ=พิก-ขุ"
กันไม่ค่อยเป็น จึงเปล่งเสียงเป็น
"ภิกษุ
=
พิก-สุ"
กันเป็นแถวๆ จะขัดจังหวะก็กลัวจะเลยเพล ก็เลยปล่อยเลยตามเลย
และเมื่อเลยจังหวัดเลยก็เข้าลาวไปแล้ว หมดท่ากัน
นี่ว่าถึงภาษาไทยที่แปลงมาจากภาษาอื่น ยังมีอีกดาษดื่นนัก
ก็ตามคำหมายในพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถานนั้น ท่านให้คำจำกัดความเอาไว้
แต่ไม่ได้เล่าที่ไปที่มา ผู้เขียนก็จึงขอต่อกระทู้
ขอเล่าถึงปูมหลังของความหมายเหล่านั้น ดังต่อไปนี้
1. ฎีกา
ในความหมายว่า
คำอธิบายขยายความ
อันนี้สงสัยจะติดมาแต่ภาษาบาลีซึ่งมีการใช้คำว่า
ฎีกา
ในความหมายว่า
"ไขความ"
คืออธิบายความหมายของคำนั้นๆ
และรวมถึงการใช้เป็นชื่อหนังสือที่อธิบายความหมายของหนังสือเล่มเก่า
(ต้องใช้คำว่าเล่มเก่า เพราะว่าจะอธิบายหนังสือที่ใหม่กว่านั้นท่านไม่นิยม)
สาเหตุที่ต้องอธิบายขยายหรือไขความ ก็คือเพื่อไขข้อข้องใจ ในสมัยโบราณนั้น
ภาษา ศัพท์แสง สำนวน ล้วนแต่เก่าๆ เราเกิดไม่ทัน พอโตขึ้นมา
ไปเจอคำศัพท์หรือหนังสือทั้งแก่และเก่า เหล่านั้นเข้าก็ไม่เข้าใจ
ก็จำต้องนำคำศัพท์เก่าๆ เหล่านั้นมาหาความหมาย คือคำที่ทำให้เข้าใจ
แต่การใช้คำศัพท์ในความหมายนี้ท่านว่ามีหลายชั้น
ชั้นแรก
จะเป็นหนังสือหลัก
เป็นปกรณ์เริ่มต้น
ที่คนให้การยอมรับว่ามีการแต่งขึ้นเป็นเล่มแรกหรือครั้งแรกสุด (Original)
เช่น พระไตรปิฎก
ซึ่งยอมรับนับถือกันว่าเป็นหลักฐานทางพระพุทธศาสนาชั้นแรกสุด
ซึ่งเราท่านก็ทราบกันดีว่า พระไตรปิฎกได้รับการรวมรวมไว้เป็นหมวดหมู่ในปีแรก
หลังจากการปรินิพพาน (สิ้นพระชนม์หรือตาย) ขององค์สมเด็จพระโคดมพุทธเจ้า
ผู้ค้นพบและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ถ้านับถึงปัจจุบันวันนี้ก็เป็นปีที่ 2549
ชั้นต่อมา เป็นยุคอรรถกถา ก็คือว่า เนิ่นนานเข้า ผ่านไปเป็นร้อยเป็นพันปี
ศัพท์แสงสำนวนโวหารที่ใช้เป็นภาษาบาลีในพระไตรปิฎกนั้นตกยุค
คนยุคต่อมาอ่านไม่เข้าใจ หรือเข้าใจไม่กระจ่าง ติดๆ ขัด ๆ บางแห่ง บางตอน
บางสูตร หรือบางศัพท์ ก็จึงมีนักวิชาการจำเพาะหรือเทคนิเชี่ยล หรือเทคโนแครต
ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนั้นๆ มาช่วยชี้แจงแถลงไขให้ทราบความเป็นไปเป็นมา
จะถูกหรือผิดก็ไม่รู้ละ ขอเพียงแต่ว่า
"ได้ความหมายใจความเป็นที่พึงพอใจของคนส่วนใหญ่"
ก็คือได้ข้อยุติ จึงจดบันทึกจารึกถ้อยคำที่อธิบายความหมายดั้งเดิมนั้นๆ
ไว้ในหนังสือหรือปกรณ์อีกเล่มหนึ่งต่างหาก
ปกรณ์ที่แต่งขึ้นมาใหม่ใช้บันทึกคำอธิบายความหมายของพระไตรปิฎกนั้น
ท่านเรียกว่า
อรรถกถา และครูบาอาจารย์ผู้ทำการอธิบายและเขียนไว้นั้น
ท่านเรียกว่า
พระอรรถกถาจารย์
ยุคที่แต่งหนังสืออรรถกถานั้นท่านก็เรียกว่า
ยุคอรรถกถา
ต่อมาอีก
เมื่อผ่านยุคอรรถกถามาระยะหนึ่ง
คนอีกยุคหนึ่งนอกจากจะอ่านหนังสือพระไตรปิฎกไม่รู้เรื่องแล้ว ยังติดๆ ขัดๆ
กับอรรถกถาซึ่งตกยุคซ้ำเข้าไปอีก ก็จึงมีผู้รู้ยุคใหม่เกิดขึ้น
ท่านเหล่านั้นได้ทำการอธิบายความหมายของหนังสืออรรถกถาให้คนรุ่นใหม่
(ในยุคนั้น) ได้เข้าใจง่าย แบบว่าไม่ต้องพกพจนานุกรมไปฟังพระเทศน์
และยุคนี้แหละที่ท่านเรียกว่า
ยุคฏีกา
หนังสือที่แต่งประเภทนี้เป็นหนังสือฎีกา
ซึ่งมีความหมายตามที่บอกไว้ข้างต้นแล้ว พระที่แต่งหนังสือฎีกาท่านเรียกว่า
พระฎีกาจารย์
สรุปความตรงนี้ก็จึงมีว่า หนังสือที่อธิบายข้อความจากพระไตรปิฎกเรียกว่า
อรรถกถา
หนังสือที่อธิบายข้อความจากอรรถกถาเรียกว่า
ฏีกา
2. ฎีกา
ในความหมายว่า
หนังสือที่เขียนนิมนต์พระสงฆ์
อันนี้ท่านเรียกว่า
ฏีกานิมนต์
ซึ่งคำว่านิมนต์นั้นเป็นคำที่นิยมใช้กับพระสงฆ์สามเณรโดยเฉพาะ
ถือว่าเป็นคำสุภาพ ถ้าเป็นศัพท์อื่นก็คือ เชิญ เชื้อเชิญ ทูลเชิญ เชิญชวน
เป็นต้น หนังสือนิมนต์พระสงฆ์จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ฎีกานิมนต์
3.
ฎีกา
ในความหมายว่า
ใบแจ้งการขอเบิกเงินจากคลัง
ซึ่งก็คือหนังสือทำเรื่องขอเบิกเงินเดือน หรือเงินงบประมาณอะไรก็ตามแต่
จากคลังหลวงหรือจากทางราชการ
จะเอาเงินไปใช้ทางไหนก็แจ้งหรือบอกเขาไปให้ชัดเจน
หรือกรอกแบบตามที่เขากำหนดไว้แล้ว เป็นฎีกาในความหมายนี้ ฎีกาเบิกเงิน
4.
ฎีกา
ในความหมายว่า
ใบบอกบุญเรี่ยไร
ความหมายนี้เจอบ่อย ก็เจ้าซองขาวๆ ที่บินเกลื่อนเมืองไทยนั่นแหละ
บอกบุญไปทำผ้าป่า กฐิน สร้างโบสถ์ สร้างวิหาร การเปรียญ
หนังสือเรี่ยไรระดมเงินในทำนองนี้ ภาษาทางการท่านเรียกว่า
ฎีกา
ทั้งสิ้น
5.
ฎีกา
ในความหมายว่า
คำร้องทุกข์ที่ราษฎรทูลเกล้าฯ
ถวายต่อพระมหากษัตริย์
ตรงนี้เห็นทีจะเป็นเรื่องยาว
เพราะคนอยากรู้กันมากว่า มีที่มาที่ไปอย่างไร ทำไมต้องถวายฎีกา
และใครเป็นคนถวายคนแรก หรือผู้รับฎีกาเป็นพระองค์แรก
ในหนังสือ "อัจฉริยลักษณะของภาษาไทย"
ของ อาจารย์จำนงค์
ทองประเสริฐ
ราชบัณฑิต พิมพ์เป็นที่ระลึกในงานฉลองอายุครบ 80 ปี พระครูบริหารสรวัฒน์
เจ้าอาวาสวัดศรีอุทัย ต.บ้านยาง อ.เสาไห้ จ.สระบุรี ปี พ.ศ.2539 หน้า 254
ท่านเล่าเรื่องถวายฏีกานี้ไว้ได้ความว่า
จากข้อความในหนังสือ
"รวมเรื่องและข้อปฏิบัติเกี่ยวกับราชสำนัก"
ของสำนักพระราชวัง จัดพิมพ์ในปี พ.ศ.2528 มีเรื่องการทูลเกล้าฯ
ถวายฎีกานี้รวมอยู่ด้วย โดยท่านได้ยกข้อความเก่ามาประกอบเรื่องว่า
"เมื่อผู้ใด ได้รับความเดือดร้อน หรือได้รับความไม่เป็นธรรม
ก็ต้องดิ้นรนและแสวงหาความเป็นธรรมสำหรับตน มีพระราชประเพณีมาแต่โบราณว่า
ถ้าราษฎรไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือเดือดร้อนอย่างใดอย่างหนึ่ง
ที่บ้านเมืองหรือข้าราชการผู้มีหน้าที่ ไม่ช่วยและละเลยหน้าที่
ราษฎรสามารถทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาต่อพระมหากษัตริย์
เพื่อร้องขอความเป็นธรรมต่อพระองค์ ในรัชกาลที่ 4 ทรงประกาศไว้ว่า
พระมหากษัตริย์ต้องรับฎีกาของราษฎร จะห้ามมิได้.."
"...โดยระเบียบปฏิบัติ ผู้ประสงค์ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาต่อองค์พระมหากษัตริย์
ต้องทำหนังสือรายงานทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาส่งผ่านสำนักราชเลขาธิการ
ซึ่งมีกระบวนการดำเนินงานตรวจสอบพิจารณาผ่านกองนิติการ
ไปจนถึงการพิจารณาของคณะองคมนตรี แต่บางครั้งราษฎรมักจะทูลเกล้าฯ
ถวายฎีกาในโอกาสเฝ้าฯ ในการเสด็จพระราชดำเนิน
ซึ่งจะต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบเสียก่อน ในกรณีนี้ ส่วนมากมักจะปกปิด
ไม่ยอมแจ้งให้เจ้าหน้าที่ เพราะ (ถ้า) แจ้งให้ทราบแล้ว กลัวจะไม่ได้ทูลเกล้าฯ
ถวาย"
ฎีกาในความหมายนี้จึงเป็นฎีการ้องทุกข์ แต่ฎีกาที่ทำทูลเกล้าฯ
ถวายในทำนองนี้ยังมีอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งมิใช่ร้องทุกข์ หากแต่เป็นฎีกาหาทุกข์
คือว่าเป็นฎีกาใส่ความข้าราชการ
โดยบุคคลผู้สูญเสียผลประโยชน์จากการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบธรรมของข้าราชการผู้นั้น
ผู้ถวายฎีกาประเภทนี้ถือว่าบังอาจมาก
หากสอบสวนได้ความเป็นสัตย์จริงก็ต้องยิ่งกว่าศาลฎีกาสั่งประหาร
6.
ฎีกา
ในความหมายว่า
ชื่อศาลยุติธรรมสูงสุดของประเทศไทย
ซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือวินิจฉัยชี้ขาดคดีในชั้นฎีกา เรียกว่า
ศาลฎีกา,
การคัดค้านคำพิพากษา หรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ ที่คู่ความยื่นต่อศาลชั้นต้น
เพื่อเสนอให้ศาลฎีกาพิจารณาพิพากษาหรือวินิจฉัยชี้ขาด,
ยื่นคำร้องขอหรือคำคัดค้านต่อศาลฎีกา เช่น คดีนี้จะฎีกาหรือไม่
ความหมายสุดท้ายนี้ยืดยาวยิ่งกว่าหนังสือฎีกา
แต่เพราะเห็นว่ามีความหมายคาบเกี่ยวกัน จึงนำมารวมไว้ด้วยกัน
จะได้ไม่ต้องฎีกาต่อไปอีก ความหมายชั้นนี้ก็ชัดเจนแล้วว่า
เป็นคำร้องขอของโจทก์หรือจำเลยผู้ฟ้องร้อง ทำผิดหรือทำถูกในคดีนี้
แต่ว่าศาลชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์ ตัดสินยังไม่เป็นธรรม
คือไม่เป็นที่พอใจของสองฝ่าย หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
อาจจะเป็นโจทก์หรือจำเลยก็ได้ ถ้าเป็นโจทก์ เมื่อฟ้องจำเลยแล้ว ศาลพิพากษาว่า
"คำร้องอ่อนไป
หรือจำเลยไม่ได้กระทำผิดตามที่ฟ้อง"
เป็นต้น โจทก์ยังไม่พอใจก็มีสิทธิ์ฟ้องใหม่ (เพิ่มเติม)
เพื่อเอาผิดจำเลยให้ได้ ฝ่ายจำเลยก็เช่นกัน ถ้าเห็นว่าศาลตัดสินแล้วไม่แฟร์
คือไม่ยุติธรรม ก็จำต้องร้องขอความเป็นธรรมในชั้นต่อไป
ถ้าฟ้องต่อจากศาลชั้นต้นท่านเรียกว่า
อุทธรณ์
แต่ถ้าฟ้องต่อจากศาลอุทธรณ์ท่านเรียกว่า
ฏีกา
และศาลฎีกานี้ถือเป็นศาลสูงสุด จะฟ้องอีกต่อไปไม่ได้
ถ้าไม่พอใจก็ฟ้องได้อีกเพียงศาลเดียว คือศาลพระภูมิ
เรื่องฎีกาก็เห็นจะต้องลาไปในบัดนี้
ยังเหลือตีนกาจะนำมาเล่าเก้าสิบในโอกาสหน้า
|