สำนวนนี้ท่านใช้ในความหมายรู้อะไรก็ไม่จริงเหมือนเป็ด
จะเป็นนกก็ไม่ใช่ จะว่าไก่ก็ไม่เชิง จะบินก็ไม่คล่อง
ลองลงน้ำก็ว่ายสู้ปลาไม่ได้ ใครที่ทำอะไรได้ประมาณดังว่ามานี้ ท่านเรียกว่า
"งูๆ ปลาๆ"
แต่ก็ยังน่าข้องใจว่า ทำไมต้องเป็นงูเป็นปลาด้วย จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้หรือ
เช่น จิ้งจกตุ๊กแก ตำแยตำลึง เป็นต้น อันนี้ท่านเฉลยว่า
เห็นจะเป็นเพราะมีปลาชนิดหนึ่งรูปร่างเหมือนงูมาก
หรืองูบางอย่างก็รูปร่างเหมือนปลา
เลยหยิบเอาสัตว์สองชนิดนี้มาเข้าคู่กันใช้ในสำนวนดังว่า
เพื่อเป็นคำนิยามสำหรับคนที่เป็นอะไรก็ไม่ได้ดีหรือเอาดีไม่ได้
รู้โน่นนิดรู้นี่หน่อย แต่พอปล่อยให้ร่ายยาวแล้วเป็นพังทุกที นี้กระมัง
เหมือนอย่างนักมวยบางคนนั้น ขณะซ้อมก็ดูดีมีทีท่าว่าจะชนะแบบขาดลอย
แต่พอปล่อยขึ้นเวทีทีไร แบบว่านกกระจอกยังมิทันจะกินน้ำ
ก็ปล่อยกราดเปิดคางให้คู่ต่อสู้ห้ำหั่นเหมือนหมูเจอปังตอเสียแล้ว เลยเป็น
"หมูสนามจริง
สิงห์สนามซ้อม"
ทั้งๆ ที่ควรจะเป็น
"เสือสนามจริง
สิงห์สนามซ้อม"
มากกว่า
"รู้แค่หางอึ่ง"
ท่านก็ว่า
ในศรีสวัสดิ์วัดคำกลอนท่านสอนว่า
วิชาอย่าสงสัย
สำหรับแก้อับจน
จะรู้ให้รู้แท้
รู้แท้อย่าสงกา |
เรียนไว้ได้จะเป็นผล
จะรอดตนด้วยวิชา
อย่ารู้แต่งูงูปลาปลา
ไปเบื้องหน้าจะเห็นคุณ |
ดังนั้นจึงควรเรียนรู้ให้จริงให้แท้แก้สงสัยใครต่อใครได้ โบราณท่านจึงสอนสั่งเอาไว้ว่า
"อันวิชาแม้รู้จริงเพียงสิ่งเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล"
ก็จะพ้นจากคำครหาว่ารู้แค่
"งูๆ ปลาๆ" ดังพรรณามาฉะนี้แล