เป็นสำนวนนิยมมาก ใช้กันทันสมัยอยู่เสมอ แม้จะเกิดมานานแล้ว
แต่ปัจจุบันวันนี้ก็ยังมีผู้อ้างอิงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แสดงว่ายังขายได้
ผู้เขียนในฐานะผู้อยู่ในกระแสวัฏฏะก็จำต้องตามกระแส ไม่งั้นก็จะตกสำรวจ
พูดถึงเรื่องเลี่ยงบาลี ก็บ่งชี้อยู่แล้วว่า
"เลี่ยงบาลี"
มิได้เลี่ยงสิ่งอื่นใดไปนอกเหนือจากคำว่า
"บาลี"
ทว่าบาลีคืออะไรใครรู้บ้าง ? ขอเฉลยโดยไม่ถามซ้ำว่า
"บาลีก็คือภาษาที่ชาวพุทธสายเถรวาทเชื่อกันว่าเป็นภาษาที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ในการพูดและเทศนาสั่งสอนคน"
และคนในที่นี้ก็ต้องจ้ำจี้เข้าไปให้เป็นชนชาติเลยว่า
"ได้แก่คนอินเดียหรือแขก"
ผู้อาศัยอยู่ในชมพูทวีป
(ชื่อของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียเมื่อสามพันปีก่อน)
ร่วมสมัยเดียวกันกับพระพุทธเจ้า
ภาษาบาลีจึงเป็นภาษาโบราณสมัยพระพุทธเจ้าเรายังทรงพระชนม์อยู่
ปัจจุบันวันนี้ไม่มีภาษาบาลีในอินเดียอีกต่อไปแล้ว มีแต่ภาษาฮินดีและอื่นๆ
ส่วนภาษาบาลีนั้นกลับถูกบันทึกไว้ในพระไตรปิฎก
ซึ่งพระสงฆ์องค์เณรในบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้เป็นภาษาหลักของพระพุทธศาสนาสายเถรวาท
นี่คือบาลี ส่วนคำว่า "เลี่ยง"
นั้นเป็นไทยแท้ จึงไม่ต้องแปล
กล่าวถึงภาษาบาลีก็ต้องพูดเรื่องพระไตรปิฎก
พระไตรปิฎกนั้นเป็นคัมภีร์บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าและพระพุทธศาสนาทั้งหมด
เล่าเรื่องราวตั้งแต่ก่อนจะมีพระพุทธเจ้า จนมาถึงประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน
และถึงหลังปรินิพพาน บันทึกเพิ่มเติมครั้งหลังสุดน่าจะเป็นในพุทธศตวรรษที่ 3
คือประมาณ พ.ศ.300 เพราะในประวัติของพระอภิธรรมบันทึกไว้ว่า
"เมื่อเสร็จสิ้นการสังคายนาครั้งที่ 3 ใน
พ.ศ.300 ซึ่งได้รับการอุปถัมภ์จากพระเจ้าอโศกจักรพรรดิราชนั้น ท่านพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ
องค์ประธานในการทำสังคายนา ได้รวบรวมเอาลัทธินอกพระพุทธศาสนาจำนวน 16 ประการ
แต่งเป็นหนังสือไว้เป็นหลักฐานให้พระสงฆ์องค์เณรได้ศึกษา
ว่าลัทธิพวกนี้มิใช่พระพุทธศาสนา"
ปัจจุบันปกรณ์เล่มนั้นมีชื่อว่า
"กถาวัตถุ" เป็นหนึ่งในพระอภิธรรม 7
คัมภีร์ ที่พระสงฆ์ไทยใช้สวดศพอยู่ทุกศาลานั่นเอง (แสดงว่า
ในสมัยของพระพุทธเจ้า จนถึงก่อนการสังคายนาครั้งที่ 3 ใน พ.ศ.300
มีพระอภิธรรมแค่ 6 คัมภีร์เอง เพิ่งจะมาครบ 7 ก็เพราะได้ท่านพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระแต่งเสริมนี่เอง-รู้แล้วจะหนาว)
พระไตรปิฎกนอกจากจะบันทึกพระสูตร พระอภิธรรม แล้ว
ก็ยังมีพระวินัยอยู่อีกส่วนหนึ่ง รวมสามส่วนเข้าด้วยกัน คนจึงเรียกว่า
ไตรปิฎก
แปลว่า
ตะกร้าสามใบ
และเราก็ใช้ชื่อนี้เรียกคัมภีร์หลักในพระพุทธศาสนาว่า
พระไตรปิฎก
ทีนี้ก็จะเข้าเรื่อง "เลี่ยงบาลี"
บาลีที่ถูกเลี่ยงในที่นี้น่าจะชี้ไปที่
"บาลีพระวินัย"
ซึ่งเป็นกฎหมายคณะสงฆ์
มีบทลงโทษพระภิกษุผู้ละเมิดตั้งแต่ตำหนิไปจนถึงหมดสิ้นสถานภาพของพระภิกษุ
ดังนั้น เมื่อพระภิกษุรูปใดกระทำผิดพระวินัย
และมีพระภิกษุอีกรูปหนึ่งมาพบเข้า รูปที่กระทำความผิดก็จะแก้ตัวว่า
"ไม่รู้ ไม่ทราบ"
หรือ "ไม่ได้ตั้งใจ"
แต่ถ้าเลี่ยงไม่พ้นจริงๆ ก็จะใช้สำนวนของ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
ว่า "เป็นความบกพร่องโดยสุจริต"
ผู้ที่เลี่ยงบาลีเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาน่าจะได้แก่
พระชาวเมืองไพศาลีรูปหนึ่ง ซึ่งทราบดีอยู่ว่า
มีพระบัญญัติห้ามมิให้พระภิกษุเสพเมถุน คือมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิง
พระรูปนั้นตีความแบบทนายว่า
"แสดงว่ามีกับอย่างอื่นที่ไม่ใช่ผู้หญิงได้"
จึงจับเอาลิงตัวเมียตัวหนึ่งมาเลี้ยงให้เชื่อง
แล้วก็กระทำชำเราด้วยนางลิงนั้น จนมีพระรูปอื่นไปพบเข้า เมื่อสอบถาม พระไพศาลีรูปนั้นก็อ้างว่า
"ข้าพเจ้าไม่ผิด
เพราะไม่ได้นอนกับผู้หญิง แต่นี่เป็นเพียงลิงเท่านั้น
พระพุทธเจ้ามิได้ห้ามไว้ ไม่มีในพระบัญญัติข้อไหนเลย ท้าให้เปิดตำราดูได้"
นั่นจึงเป็นสาเหตุให้พระพุทธองค์ทรงบัญญัติสิกขาบทหรือศีลเพิ่มเติมเพื่อกันคนหัวหมอ
เพราะรู้สึกว่าต่อๆ มาก็มีคนเช่นนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
สาเหตุที่มีคนชอบเลี่ยงบาลีมากนั้น ก็เพราะว่าบาลีเป็นภาษาที่ตายไปแล้ว
ไม่มีคนใช้พูด-เขียน หรือสื่อสารใดๆ ในสมัยปัจจุบัน
มีแต่เป็นภาษาบันทึกประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาจำนวน 45 เล่ม ที่เรียกว่า
พระไตรปิฎก เท่านั้น นอกนั้นพระสงฆ์ไทยต้องเรียนภาษาอังกฤษ จีน ญี่ปุ่น
รัสเซีย เพื่อให้ทันสมัยก้าวไกลไปกับโลกแห่งอินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี (IT)
นี่ขนาดพระวัดป่าอย่างหลวงตาบัว ยังตอบปัญหาธรรมะออนไลน์เลย
ล้ำสมัยไหมล่ะ
ก็เพราะว่าภาษาบาลีไม่มีคนใช้ดังกล่าว
จะมีพวกผู้รู้ก็เฉพาะมหาเปรียญที่เรียนมาโดยตรง จึงมีคนรู้ภาษาบาลีน้อยมาก
ทีนี้ถ้าจะพูดให้ถึงกึ๋นก็เห็นจะต้องขอบอกว่า
"พวกมหาเปรียญนั่นแหละที่เลี่ยงบาลีเก่ง"
เพราะคิดว่าคนอื่นโง่ที่ไม่รู้บาลี ส่วนว่าพวกเรารู้
เราจึงจะบิดเบือนเปลี่ยนแปลงความหมายให้กลายพันธุ์ไปอย่างไรก็ได้
นานไปก็อาจจะคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของภาษาบาลีเสียด้วยซ้ำ
เพราะถ้าใครพูดผิดคิดผิดไปจากตน ก็จะเหมาเอาว่า
"คนนั้นไม่รู้จริง"
นับว่าเป็นการผูกขาดทางด้านภาษา
ถ้าเป็นสมัยปัจจุบันก็อาจจะถูกฟ้องร้องในข้อหาไร้ธรรมาภิบาลเอาได้
ว่ากันว่าพวกทนายในวงการนักกฎหมายก็คิดเช่นนี้
"ศัพท์ๆ เดียว มีอรรถตั้งร้อย
ผู้รู้น้อยบอกว่าไม่ถูก"
เป็นสูตรสำเร็จของนักการเปรียญที่สำเร็จวิชาภาษาบาลีในเมืองไทย
ทีนี้เมื่อคิดว่าตัวเอง
"รู้มากกว่าคนอื่น" ก็จึงจะ "เปลี่ยนความหมายคือเล่นสำนวนบาลีให้แผลงแปลงไปอย่างไรก็ได้"
ครั้นภายหลังมีคนอุตริแปลบาลีแบบมั่วๆ มั่ง
ท่านผู้รู้เหล่านั้นก็ระดมกันออกมาตราหน้าคนอุตรินั้นว่าเป็นผู้ทำลายพระธรรมวินัย
ที่ไหนได้กลับถูกย้อนกลับว่า
"พวกนี้ไม่รู้จริง เพราะศัพท์ๆ หนึ่งมีอรรถตั้งร้อย
ผู้รู้น้อยเท่านั้นจึงบอกว่าอย่างนี้ไม่ถูก"
เล่นเอาเจ้าของลิขสิทธิ์ภาษาบาลีทั้งหลายจุกเสียดแน่นท้องไปตามๆ กัน
นั่นเป็นผลของการเล่นสำนวนแบบไม่บันยะบันยัง
จากกรณีมีการเลี่ยงภาษาบาลีตีความพระธรรมวินัยไปตามใจฉัน
และเป็นประเด็นสำคัญที่คนสนใจ นานไปวิธีการนี้ก็ถูกนำไปใช้นอกกำแพงวัดมั่ง
และเมื่อนั้น
เมื่อมีการกระทำการตีความหมายให้กลายประเด็นจากจุดนี้ไปยังจุดโน้น
และย้ายจุดมุ่งหมายไปเรื่อยๆ ตามแต่ลิ้นจะปลิ้นท่า
ผู้คนได้เห็นก็เอือมระอาในความกะล่อนของจอมเลี่ยง จึงให้ฉายาพ่อจอมว่า
"เลี่ยงบาลี"
คำว่า "เลี่ยงบาลี"
จึงมีความหมายไปในทางไม่ดี บ่งถึงความไม่ซื่อสัตย์ไม่ซื่อตรงต่อหลักธรรม
คำสอนหรือหลักการอันดีงามดั้งเดิม หากแต่เป็นการทำลายหลักการ
โดยใช้หลักการอื่นเข้ามาเปรียบเทียบ
เพื่อจะดึงตัวเองให้พ้นผิดโดยไม่คิดถึงสิ่งอื่นใด
และผู้ที่ทำได้เช่นนี้ก็เห็นจะมีแต่
"ศรีธนญชัย" เพียงคนเดียวเท่านั้น
เราลองไปสำรวจดูสำนวนการเลี่ยงระดับ
"ครู" ดูบ้างไหม ไวๆ
นี้ก็มีรองนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ วิษณุ
เครืองาม มือวางกฏหมายอันดับ 1
ของเมืองไทย ออกมาให้สัมภาษณ์นักข่าว กรณีที่รัฐบาลประกาศปลดนายแพทย์ประกิต
วาทีสาธกกิจ ออกจากตำแหน่งรองประธานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
ว่า
"คณะรัฐมนตรีมีมติให้นายแพทย์ประกิต พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20 (3)
โดยสาเหตุเป็นเรื่องสถานเบา
เท่าที่ไปตรวจสอบถือว่าเป็นการบกพร่องต่อหน้าที่เท่านั้น
ไม่ได้บอกว่าเป็นการทุจริต หรือเข้าข่ายประพฤติเสื่อมเสีย
หรือหย่อนความสามารถ ซึ่งการบกพร่องต่อหน้าที่
ก็ไม่ได้เป็นข้อขัดข้องหรือเป็นข้อห้ามว่าจะกลับมาในภายหลังไม่ได้..."
ยอดเยี่ยมกระเทียมดองไหมเอ่ย
?