เป็นสำนวนอินเตอร์ไทยในวันนี้ พักนี้เราได้ยินได้ฟังบ่อยๆ เกี่ยวกับเรื่องธรรมาภิบาล
จนเป็นศัพท์สำเร็จรูปติดปากนักปาฐกถาทั้งหลาย
แม้กระทั่งพระในวัดก็ยังฮิตนำไปใช้กับเขาด้วย
เราตามไปดูว่าสำนวนนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร
ธรรมาภิบาล
เป็นภาษาบาลีไทย หมายถึงว่า เป็นศัพท์ในภาษาบาลีมาแต่เดิม แล้วถูกดัด
แปลงให้เป็นภาษาไทยโดยไม่ต้องเปลี่ยนอะไรมากมายนัก
เพราะรากภาษาไทยส่วนใหญ่ก็เป็นบาลีและสันสกฤตอยู่แล้ว เช่น
ภิกฺขุ
ซึ่งแปลว่า พระ ก็นำมาใช้ในภาษาไทยเป็น
พระภิกษุ ก็ไม่ต้องแปล วิชฺชา
แปลว่า ความรู้ ก็นำมาใช้ในภาษาไทยเป็น วิชา
อรหนฺต
แปลว่า ผู้สำเร็จมรรคผลขั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนาแล้ว ก็นำมาใช้ในภาษาไทยเป็น
พระอรหันต์ ก็ไม่ต้องแปลอีก (ยกเว้นบิ๊กจิ๋วพูด)
ธรรมาภิบาลนี้ก็เช่นเดียวกัน เดิมนั้นต้องแยกศัพท์ๆ
นี้ออกมาวิเคราะห์ตามสไตล์นักเลงภาษาบาลีให้ถูกกรรมวิธีเสียก่อน ศัพท์นี้
สามารถกระจายออกเป็น ธมฺม+อภิ+ปาล
รวมเป็น ธมฺมาภิปาล,
ธมฺม แปลว่า เป็นธรรม หรือโดยเที่ยงธรรม หรือโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม, อภิ
แปลว่า ยิ่ง เป็น คำอุปสรรค
ใช้นำหน้าคำที่ต้องการให้มีความหมายแปลกหรือพิเศษออกไป
ในที่นี้ท่านใช้นำหน้าคำว่า ปาล ซึ่งแปลว่า รักษา-คุ้มครอง-ป้องกัน
และความหมายปัจจุบันอาจจะหมายถึง การบริหารหรือการจัดการ ด้วยก็ได้ ธมฺมาภิปาล
จึงแปลว่า การรักษา การคุ้มครอง-ป้องกัน หรือการบริหาร การจัดการ
(สิ่งใดสิ่งหนึ่ง) ซึ่งเป็นธรรม หรือยุติธรรม แล้วถูกนำมาใช้ในภาษาไทยเป็น
ธรรมาภิบาล
ในความหมายเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม แต่เดิมนั้นท่านว่ายังไม่มีธรรมาภิบาล หากแต่ศัพท์ๆ
นี้ถูกตีความมาจากภาษาอังกฤษอีกทอดหนึ่ง ซึ่งเจ้าศัพท์นั้นชื่อว่า
Good
Governance
(อ่านว่า กู๊ด กั๊ฟเว่อร์เน่นซ์)
ความหมายพื้นๆ ก็เหมือนที่บอก
แต่ถ้าตีความตามฝรั่งแล้วก็คงต้องกางตำรากันตาลาย ส่วนในสำนวนไทยเรานั้น
มีหลายท่านยกเอาทศพิธราชธรรม
คือธรรมสำหรับนักปกครองขึ้นมาเป็นตัวขยายความของคำว่า
ธรรมาภิบาล
นักปกครองของโลกในยุคดึกดำบรรพ์นั้น เรา (และเขา) เรียกว่า ราจ๊ะหรือราชา
ซึ่งพระราชาที่ดีที่ประเสริฐนั้น
ตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนาจะต้องปกครองบ้านเมืองด้วยทศพิธราชธรรม คือธรรมะ 10
ข้อ ได้แก่
ทานํ สีลํ ปริจฺจาคํ
อาชวํ มทฺทวํ ตปํ
อกฺโกธํ อวิหึสญฺจ ขนฺตี จ อวิโรธนํ ฯ
แปลว่า พระราชาที่ดีต้องมีคุณธรรม 10 ประการ คือ 1. ให้ทานแก่สมณพราหมณ์โดยไม่หวังผลตอบแทน
2. รักษาเบญจศีลเป็นนิตย์ 3.
บริจาคพระราชทรัพย์ให้แก่ราษฎรและผู้เข็ญใจทั้งหลาย
4.มีความซื่อตรงทั้งต่อตนเองและผู้อื่น 5.มีอัธยาศรัยอ่อนโยน
ไม่แข็งกร้าวหรือแข็งกระด้าง 6.มีความเพียรไม่ย่อหย่อน
เหมือนราชสีห์ที่ไม่เคยมีความอิดโรย 7.ไม่เป็นคนมักโกรธ ไม่ฉุนเฉียวง่าย
ไม่เป็นคนอารมณ์ร้าย 8.ไม่เบียดเบียนผู้อ่อนอำนาจกว่า คือไม่เกะกะระราน
ไม่ว่าจะด้วยกริยาวาจาใดๆ ก็ตาม 9.อดทนอดกลั้นต่ออารมณ์ยั่วยวนทั้งปวง และ
10.มีความเที่ยงธรรม ถือธรรมเป็นอำนาจ ไม่ถือเอาญาติมิตรคนสนิทหรือบริวาร
หรือแม้แต่ความคิดของตนเองเป็นใหญ่
นั่นละคือสาระของคำว่า ธรรมาภิบาล
ที่ใช้กันอยู่ในสมัยปัจจุบัน แต่ท่านว่า คำๆ นี้มีใช้มาแต่
สมัยพระเจ้าเหาโน่นแล้ว คือตั้งแต่มีคนอยู่ร่วมกันบนโลก ก็เริ่มมีการใช้ธรรมาภิบาล
เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เป็นธรรม กระจายอำนาจ
แชร์ผลประโยชน์ทั้งเขาทั้งเราอย่างเท่าเทียมกัน ไม่เอารัดเอาเปรียบกันและกัน
ไม่ว่าจะเป็นระหว่างตัวบุคคล องค์กร ไปจนถึงระหว่างชนชาติ
นั่นเป็นสารัตถะที่ต้องว่ากันยาว
เอาเป็นว่า คำว่า ธรรมาภิบาล
ถูกนำมาใช้เป็นคำนิยามของการมีรัฐบาลที่ดี มีคุณธรรม
ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนซ่อนเงื่อนในเรื่องของการบริหาร การจัดการ
การออกกฎหมาย การวินิจฉัยกฎหมาย การใช้อำนาจ ของผู้มีอำนาจอันได้นามว่า
"รัฐบาล"
เป็นรัฐบาลโปร่งใส ไม่ใช่รัฐบาลมืดดำหรือรัฐบาลสีเทา
ธรรมาภิบาลจึงคู่กับรัฐบาล ส่วนว่าใครเป็นรัฐบาลนั้นก็ขอได้โปรดพิจารณาเอาเอง
สำนวนไทยวันนี้เห็นที่ต้องขอยุติลงคงไว้แต่เพียงเท่านี้ เอวํ
ก็มีด้วยประการฉะนี้ฯ