เป็นสำนวนทางกฎหมายไทยที่ฮิตสุดๆ เกิดขึ้นเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา
ท่ามกลางศาลรัฐธรรมนูญผู้กำลังพิจารณาคดีทางการเมืองเรื่อง
"ซุกหุ้น"
ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
นายกรัฐมนตรี ผู้มีคะแนนนิยมกว่า 10 ล้านเสียง ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา
พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ปปช.
สรุปสำนวนว่า "มีมูล"
ในการทำผิดกฎหมายเลือกตั้งว่าด้วยการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งในทางการเมือง
เรื่องมันเกี่ยวพันกันไปหลายตลบ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ
ในขณะนั้นกำลังได้รับความนิยมอย่างสุดๆ ใครๆ
ก็อยากให้ได้เป็นนายกเพื่อโชว์ฝีมืออันเลื่องลือกันนักว่า
บริหารกิจการโทรศัพท์มือถือจนรวยเป็นที่หนึ่งในเมืองไทยแล้ว
จะทำให้ประเทศไทยรวยด้วยได้หรือไม่ ? ถ้าหากว่าศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่า
พ.ต.ท.ทักษิณทำผิดกฎหมายเลือกตั้งจริง
พ.ต.ท.ทักษิณก็จะต้องเว้นวรรคทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี โดยไม่มีข้อแม้ แน่ละ
การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องชวดตำแหน่งนายกไปโดยยังมิทันได้โชว์ฝีมือ
คนก็ฮือฮาพากันเสียดาย
เพราะขณะนั้นกำลังเบื่อหน่ายชวนเชื่องช้าอยู่อย่างเต็มกลืน
ย้อนหลังกลับไปอีกนิด
ช่วงเวลาหาเสียงระหว่างการรณรงค์เลือกตั้งครั้งที่ผ่านมานั้น พ.ต.ท.ทักษิณ
ถูกเผยไต๋ว่ามีอะไรแอบแฝงอยู่ไม่รู้ว่าจะผิดกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่ ?
ข้อสงสัยนั้นก็คือ มีคนตรวจสอบการทำธุรกรรมการเงินของ พ.ต.ท.ทักษิณแล้ว
ปรากฏว่ามีการโอนเงิน โอนหุ้น ไปให้บุคคลอื่นถือหรือครอบครองไว้
และบุคคลเหล่านั้นก็หาใช่ใครที่ไหน หากแต่เป็นคนใช้ คนทำครัว
พนักงานทำความสะอาด พนักงานขับรถ ภายในบ้านของ พ.ต.ท.ทักษิณ เอง
แถมยังไม่ยอมรายงานรายการเหล่านี้ให้แก่ ปปช.ทราบตามระเบียบด้วย
เมื่อเป็นเช่นนั้นก็เข้าข่ายว่าด้วยการปกปิดทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งในทางการเมือง
โทษหนักสูงสุดก็คือต้องถูกห้ามเล่นการเมืองเป็นเวลา 5 ปีเต็ม เสธ.หนั่นเจอมาแล้วสดๆ
ร้อนๆ
ตอนที่แถลงแก้ตัว เอ๊ย แก้ข้อกล่าวหาของ ปปช.ในศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 18
มิถุนายน 2544 นั้น
พ.ต.ท.ทักษิณ ได้กล่าววาทศิลป์อันเกริกไกรว่า
...ท่านตุลาการที่เคารพเอง
ก็ได้เคยถวายสัตย์ปฏิญาณด้วยสัจวาจาทำนองเดียวกันว่า
จะปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ประชาชน
และความสงบสุขแห่งราชอาณาจักร ผมและท่านตุลาการจึงมีพันธกิจเดียวกันครับ
แต่ผมจะมีโอกาสได้ใช้ความตั้งใจจริง ความมุ่งมั่น อุดมการณ์ ประสบการณ์
ความรู้ ความสามารถ เวลาและความคิด
ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนต่อไป
ตามที่ได้ตั้งปณิธานไว้
และตามที่พี่น้องประชาชนมอบความไว้วางใจหรือไม่นั้น
มาถึงบัดนี้ก็สุดแล้วแต่ดุลพินิจที่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาว่า
จะเชื่อคำยืนยันด้วยเกียรติยศของผมว่า
ผมไม่มีเจตนาปกปิด
เป็นเพียงความบกพร่องที่สุจริต
และอยู่ที่ดุลพินิจของท่านตุลาการ
ที่จะให้โอกาสนายกรัฐมนตรีคนนี้ทำงานเพื่อชาติ ประชาชน พระเจ้าอยู่หัว
อันเป็นที่รักยิ่งต่อไปหรือไม่ เพียงใดครับ ขอขอบคุณครับ..."
สิ้นคำสารภาพ
"ผิด"
แต่ไม่ยอมรับผิด เพราะ
"เป็นความผิดโดยไม่ได้เจตนา" ของ
พ.ต.ท.ทักษิณนี้ไปไม่กี่วัน ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญพิพากษา
"ตามกระแส"
ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ "พ้นผิด"
ไปด้วยคะแนน 8 ต่อ 7 เสียง
"บกพร่องโดยสุจริต"
จึงเป็นสำนวนใหม่ที่ฮิตในวงการนิติศาสตร์บ้านเรา
เกิดขึ้นจากบุคคลคนหนึ่งซึ่งดำรงตำแหน่งสูงสุดของประเทศไทยในเวลานี้ เขาคือ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
นายกรัฐมนตรีคนที่ 23
นับเป็นสำนวนโวหารอันควรแก่การบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์โดยแท้