Thai Idiom - Thai Slang

 


สำนวนไทยในวันนี้
 

    


ผลประโยชน์ทับซ้อน
 

    

     เป็นสำนวนไทยใหม่สุดๆ เช่นกัน นิยมใช้กันเกร่อแทบทุกวงการ แปลตรงๆ มาจากภาคภาษาอังกฤษว่า "Conflict of Interest" ซึ่งให้ความหมายว่า "a situation in with you can not legally be involved in one business activity, because you have connections with another business that would gain an unfair advantage from your involvement" แปลว่า สถานภาพทางกฎหมายที่คุณไม่สามารถจะทำการค้าร่วมกันกับหุ้นส่วนได้ ทั้งนี้ เพราะคุณมีการติดต่อกับอีกคนหนึ่ง ซึ่งทำให้คุณได้เปรียบเพื่อนร่วมทุนของคุณ (Longman Dictionery of American English 1997)

     อเมริกันแสลง (อ่านว่า สะ-แลง ไม่ใช่ สะ-แหลง) บทนี้แหละ ที่ถูกนำมาเปลี่ยนเป็นสำนวนไทยว่า ผลประโยชน์ทับซ้อน ถ้าหาความหมายตามสำนวนภาษาอังกฤษก็คงจะได้ความว่า เป็นการทำธุรกิจที่ไม่จริงใจต่อเพื่อนร่วมทุนหรือหุ้นส่วน โดยการละเมิดกฎหมายว่าด้วยหุ้นส่วนทางธุรกิจการค้า นับเป็นปัญหาใหม่ในโลก

     สำนวนนี้ถูกนำมาใช้ในวงการเมืองเรื่องผลประโยชน์บ้านเรา เมื่อมีนายกรัฐมนตรีเป็นนักธุรกิจ และคณะรัฐมนตรีส่วนใหญ่ก็เป็นนักธุรกิจ หรือไม่ก็เกี่ยวพันกับธุรกิจ หรือมีธุรกิจอื่นทำสำรอง นอกเหนือจากงานหลักคือรับราชการเป็นทหาร ตำรวจ ฯลฯ และนักการเมือง

     ตรงนี้มีปัญหาทางด้านกฎหมายและศีลธรรม ว่าด้วยจรรยาบรรณของผู้มีอำนาจอยู่ในมือ หรือเป็นผู้ถือกฎหมาย ออกกฎหมาย เพื่อใช้บังคับกับประชาชนคนสามัญทั่วไป หรือไม่ก็เป็นผู้บังคับให้เป็นไปตามที่กฎหมายระบุให้อำนาจไว้ แล้วคนเหล่านี้กลับทำผิดกฎหมายเสียเอง ซึ่งนับว่าผิดมหันต์แล้ว แต่พฤติกรรมทางการเมืองสมัยใหม่ยังไฉไลกว่านั้น นั่นก็คือว่า อาศัยความมีอำนาจในการออกกฎหมาย หรือมีเสียงสนับสนุนในสภามาก ก็ออกกฎหมาย "เอื้ออาทร" ในทางธุรกิจให้แก่ตนเอง แก่ครอบครัว แก่ญาติ และแก่เพื่อนร่วมพรรค หรือผู้สนับสนุนตนเองหรือพรรคของตนจนได้เป็นรัฐบาล

      เคยมีสำนวนไทยอยู่คำหนึ่งว่า "นักการเมืองอาชีพ" ถ้าแปลอย่างง่ายๆ กลับไปกลับมาก็อาจจะได้ความว่า มีอาชีพเป็นนักการเมือง คือไม่ทำธุรกิจการงานอื่นใดอะไรเลย เอาแต่เล่นการเมืองลูกเดียว แต่รวยเอาๆ มีหุ้น ที่ดิน เงินสด และทรัพย์สินอื่นๆ พองออกๆ ทั้งๆ ที่เงินเดือน ส.ส.นั้นก็แค่ไม่กี่หมื่นบาทเอง สงสัยจะรวยเพราะกระเม็ดกระแหม่ เพราะกาแฟแก้วเดียวไม่เคยเลี้ยงใคร

     ความแตกต่างระหว่าง "นักการเมืองอาชีพ" กับ "นักธุรกิจการเมือง" คงจะไม่เหมือนกันในทางสถานภาพ แต่ก็คงไม่ต่างกันนักกับเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน นักการเมืองอาชีพนั้นอาศัยอาชีพนักการเมืองเป็นแหล่งเลี้ยงตัว (ถึงตัวไม่รวย แต่เมียรวย) แต่นักธุรกิจการเมืองนั้นใช้การเมืองเป็นธุรกิจหรือใช้การเมืองปกป้องธุรกิจของตนไม่ให้เสียเปรียบคู่แข่งขัน (อันนี้รวยทั้งตัวเอง ทั้งเมีย ทั้งลูก ทั้งคนใช้ คนขับรถ ไม่แน่นักว่าหมาบ้านนั้นอาจจะมีหุ้นอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ด้วยก็เป็นได้) แถมยังสามารถอาศัยอำนาจวาสนานั้นสานต่อผลประโยชน์ให้กว้างไกลไปอีก

     คำว่า ทับ ก็คือ กดลง ; ซ้อน ก็คือ ขี่หรืออยู่ข้างบนเป็นคนที่สอง เช่น นั่งมอเตอร์ไซด์ซ้อนสอง ซ้อนสาม ตามแต่จำนวน ทับซ้อนก็คือ ทั้งทับทั้งซ้อน แบบว่าได้สองต่อ ทั้งขึ้นทั้งล่อง ทำธุรกิจทางการเมือง ได้ทั้งตำแหน่ง ทั้งผลประโยชน์ส่วนตัวและคะแนนเสียงในทางสังคม ขณะเดียวกันก็กีดกันคนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมิใช่พรรคพวกของตัวเอง ไม่ให้ได้รับผลประโยชน์ที่พึงได้อย่างยุติธรรมหรือทำให้เขาสูญเสียผลประโยชน์ เป็นความเอารัดเอาเปรียบทั้งทางด้านกฎหมายและศีลธรรม

     ประชาชนจึงจำต้องตรวจสอบดูให้ชัดว่า บุคคลๆ นั้นเขาเข้ามาอาสาทำงานให้บ้านเมือง เพื่อตน เพื่อเครือญาติ เพื่อเพื่อนผู้ร่วมธุรกิจ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ในทางธุรกิจของตน หรือเพื่อชาติบ้านเมืองอย่างบริสุทธิ์จริงใจ ไม่หวังแม้กระทั่งชื่อเสียง แต่อย่าถามเสียงดังล่ะ ประเดี๋ยว พณฯ ท่านจะไม่สบอารมณ์ ขืนถามมากๆ อาจจะถูกตวาดเอาได้ว่า "แล้วมันทับหัวแม่ตีนใคร"

 

พระมหานรินทร์ นรินฺโท
August 15, 2004

 

¿¿¿¿¿¿¿¿¿¿¿¿¿¿¿¿¿¿¿¿¿¿¿¿¿¿¿¿¿¿¿¿¿¿¿¿¿

 

www.alittlebuddha.com เจ้าของ : วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264

 
E-Mail ถึง บก.
peesang2003@hotmail.com

All Right Reserved @ 2003
This Website Sponsored by