สำนวนนี้ติดมาแต่นามปี
สมัยเก่าไทยเราเรียกหรือขานนามปีกันตามปีนักษัตร เริ่มแต่ ปีชวด-หนู ฉลู-วัว
ขาล-เสือ เถาะ-กระต่าย มะโรง-งูใหญ่ มะเส็ง-งูเล็ก มะเมีย-ม้า มะแม-แพะ
วอก-ลิง ระกา-ไก่ จอ-หมา และ กุน-ปีหมู ทั้ง 12 ปีนี้
ถูกนำมาใช้ในการกำหนดอายุคนเป็นรอบๆ รอบละ 12 ปี
หรือใช้นับปีเป็นที่รู้กันทั่วไป เพิ่งจะมาเปลี่ยนก็เมื่อไม่นานมานี้
ที่พอถามถึงเรื่องปี ก็จะใช้ปีพุทธศักราชแทน
หรือไม่ก็ถ้าทันสมัยกว่านั้นต้องใช้คริสต์ศักราชไปเลย
มีบันทึกในประวัติศาสตร์เมืองนครศรีธรรมราชว่า สมัยโบราณประมาณพุทธศตวรรษที่
18 (พ.ศ.1800) นั้น
เมืองนี้มีหัวเมืองรายรอบเป็นเมืองขึ้นเป็นจำนวน 12 หัวเมืองด้วยกัน
พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช
จึงทรงโปรดให้ใช้ปีนักษัตรเป็นตราประจำเมืองเหล่านั้น ไล่ลำดับนับตั้งแต่
เมืองสายบุรี ใช้ตรา หนู (ชวด)
เมืองปัตตานี ใช้ตราวัว (ฉลู) เมืองกลันตัน ใช้ตราเสือ (ขาล) เมืองปะหัง
ใช้ตรากระต่าย (เถาะ) เมืองไทรบุรี ใช้ตรางูใหญ่ (มะโรง) เมืองพัทลุง
ใช้ตรางูเล็ก (มะเส็ง) เมืองตรัง ใช้ตราม้า (มะเมีย) เมืองชุมพร ใช้ตราแพะ
(มะแม) เมืองบันทายสมอ ใช้ตราลิง (วอก) เมืองสงขลา ใช้ตราไก่ (ระกา)
เมืองตะกั่วป่า ใช้ตราสุนัข (จอ) เมืองกระบุรี ใช้ตราหมู (กุน)
ทีนี้ก็มีสำนวนติดเรื่องชื่อปีดีดักนี่เข้าจนได้
เรื่องของเรื่องก็คงจะเนื่องมาจากชื่อมันพ้องกันเข้า ก็เลยเข้าสำนวนศรีธนญชัย
เขียนในหนังสือสัญญาว่าจะต้องใช้คืนในเดือน มะ...ให้แก่ลูกหนี้
แล้วภายหลังก็เปลี่ยนเอาตามใจชอบ จากมะโรงก็โกงเป็นมะเส็ง
หรือจากมะเส็งกลับไปเป็นมะโรง เลยถูกใช้เป็นสำนวนว่า
"โกงมะโรงมะเส็ง"