มีมาทุกสมัย ลองใครได้เป็นโตเป็นใหญ่
ก็จะมีใครต่อใครอีกหลายคน อ้างว่าเป็นญาติบ้าง เป็นเพื่อนบ้าง
เป็นเพื่อนของเพื่อนบ้าง เป็นคนเคยรู้จักกันบ้าง หรือแม้แต่
"เคยเห็นหน้าในหนังสือพิมพ์"
นั่นนับเป็นเริ่มต้นของสำนวนไทยที่จะนำเสนอในวันนี้
สำนวนที่ว่านี้มีความหมายว่า
เมื่อเจ้าใหญ่นายโตคนใดคนหนึ่งพูดไปในทางใดแล้ว
ก็จะมีคนเห็นคล้อยต้อยตามไปเป็นขบวน
บางทีพูดยังมิทันจบก็มีคนรับลูกรับหลานแล้ว
คนพวกนี้แหละที่ท่านเรียกว่า
"ขี้ข้า"
เป็นสำนวนไทยสมัยทาส
ซึ่งยุคนั้นยังมีการกักกันคนเหมือนกันไว้ใช้งานเหมือนวัวควาย
ทาสแต่ละคนก็มีนายของตน เวลานายพูดจาอะไรไป
ทาสผู้ฉลาดก็จะรีบผสมถ้อยผสมคำสนับสนุนน้ำคำสำเนียงของเจ้านายทันที
เหมือนลูกคู่ในลำตัดหวังเต๊ะและแม่ประยูร จะผิดหรือถูกก็ไม่รู้ละ
ขอเพียงให้ได้ประจบเท่านั้นก็เป็นพอ
เพราะบำเหน็จบำนาญที่จะพึงได้จากความพึงพอใจของเจ้านายนั้นเป็นผลพลอยได้ที่สำคัญยิ่ง
มีบทกลอนในรามเกียรติตอนพิเภกสอนบุตร ดังนี้
มันเจ็บใจไม่ชั่วผัวของเขา
เหมือนแกล้งเอาไฟจี้เข้าที่ฝอย
ทั้งเมียหลวงล่วงว่าขี้ข้าพลอย
แต่เห็นมากกว่าร้อยย่อมเรื้อรัง
ปัจจุบันในวงการเมืองและทั่วไป เราก็จะได้เห็นภาพดังกล่าวมา
ว่ามีพวกลิ่วล้อหรือลูกขุนพลอยพยัก ทำตัวเป็นเจ้าของสำนวน
"นายว่าขี้ข้าพลอย"
นี้
เมื่อเจ้านายว่าอย่างไร
พวกบริวารก็จะทำการรับลูก-ผสมโรง
เออออห่อหมกเห็นดีเห็นงามไปตามทุกเรื่อง และใครพูดขัดกันกับเจ้านายของตัว
ตัวเองก็รีบออกหน้ารับแทน เถียงแทน ด่าแทน เป็นเดือดเป็นแค้นแทน
เหมือนว่าเป็นพ่อเป็นแม่ก็มิปาน ทั้งๆ ที่ทาสในเมืองไทยได้หมดไปนานแล้ว
แต่ยังมีคนผู้มีจิตวิญญาณของความเป็นทาสอยู่ให้ดูหน้าอยู่อีก
"พวกบริวารกฐิน" ท่านก็ว่า