"ดูก่อนภราดา" "ข้าแต่ภราดร" เป็นสำนวนไทยที่นุ่ม
ลุ่มลึก และคลาสสิกมาก
เคยอ่านตั้งแต่สมัยจับหนังสือกามนิต-วาสิฏฐี
ของท่านเสฐียรโกเศศและนาคประทีปอ่านเป็นครั้งแรก รู้สึกว่ามันสุภาพ
แต่แปลไม่ออก ไม่รู้ความหมายว่าหมายถึงอะไร สงสัยจะหมายถึงใครซักคน
เหมือนที่เขานิยมใช้คำว่า "เธอ" ในบทกลอนต่างๆ
แต่อาจจะไม่เจาะจงลงไปที่ใครคนใดคนหนึ่ง
แต่ก็ไม่ติดใจถึงกับขนาดว่าจะต้องไปค้นหาความหมายจากพจนานุกรมไทยเล่มไหนมาก่อนเลย
ก็ใครจะขยันขนาดนั้น
ศัพท์นี้จึงยังคงเป็นการแปลที่ออกจะทับศัพท์และทับใจของผู้เขียนมาเนิ่นนาน
ครั้นเมื่อไปประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ที่วัดไทย แอลเอ เมื่อวันที่
10-11 มิถุนายน 2547 ที่ผ่านมา ได้พบกับอาจารย์จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต
ซึ่งเดินทางมาร่วมงานด้วย ขากลับมีหนังสือสีแดงๆ เล่มหนึ่ง
หนาประมาณครึ่งเซ็นติเมตร ขนาดพับครึ่งของกระดาษพิมพ์ทั่วไป
ตั้งชื่อหนังสือเล่มนี้ว่า "ภาษาไทยกับพระพุทธศาสนา" พิมพ์โดย มจร.
หรือมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มูลนิธิจำนงค์ ทองประเสริฐ และสมาคมศิษย์เก่า
มจร. เนื่องในงานวันจำนงค์ ทองประเสริฐ ครั้งที่ 2 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 2
พฤษภาคม พ.ศ.2547 เขาแนบมากับหนังสือที่แจกให้แก่ผู้เข้าประชุม
ทีแรกก็คิดว่า คงจะเป็นประเภทพจนานุกรมของอาจารย์จำนงค์เสียละกระมัง
เพราะท่านเป็นราชบัณฑิต
คงมีหน้าที่หลักคือบัญญัติศัพท์แสงและให้คำนิยามของศัพท์ต่างๆ ในภาษาไทย
"ถ้างั้นเมื่อยังไม่จำเป็นใช้ศัพท์ก็ยังไม่ต้องอ่าน"
ผู้เขียนพยายามอธิบายตามความขยันอันน้อยนิดของตนเอง ยอมรับว่าช่วงหลังๆ
มานี้เป็นคนอ่านหนังสือยาก เรื่องมาก ถ้าหนังสือไม่เป็นที่สนใจจริงๆ
ก็แทบจะทิ้งจะขว้างกันเสียทีเดียว มีหลายสิบเล่มที่ซื้อมาแล้วไม่ได้อ่าน
ก็ทิ้งทับถมไว้ในห้องจนจำแทบไม่ได้แล้ว
บางทีไปซื้อหนังสือใหม่มาซ้ำกับเล่มเก่า (ที่มีอยู่แล้ว) ก็มี
แต่ก็คิดอีกที่ว่า
เห็นว่าอาจารย์จำนงค์นั้นแตกฉานลุ่มลึกในพากย์ภาษาไทยยิ่งนัก
เป็นถึงระดับปรมาจารย์ งานชิ้นนี้น่าจะไม่ธรรมดา
เพราะถ้าธรรมดาท่านคงจะไม่นำมาแยกพิมพ์ออกจากผลงานของราชบัณฑิตยสถาน
แถมผู้เขียนก็ไม่เคยอ่านหนังสือของอาจารย์จำนงค์เลยแม้แต่เล่มเดียวในชีวิต
จึงยังมิบังอาจแอบอ้างว่าเคยเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์
ด้วยความระแวงดังว่ามานี้จึงทำทีเป็นพลิกหน้าหลังดู
และดูที่สารบัญเป็นการลองใจว่าจะอ่านจริงหรือว่าอ่านเล่นๆ
พอเปิดหน้าสารบัญ (บางแห่งเขียน-สารบาญ) ซึ่งภาษาอังกฤษใช้ว่า
Content ก็ต้องแปลกใจ
เมื่อพบว่าเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้เป็นการปาฐกถา (คือการพูดบรรยายเดี่ยว)
โดยผู้ปาฐก (ถ้าเป็นพระหรือเชื้อพระวงศ์และองค์กษัตริย์จะใช้-องค์ปาฐก) คือนายวิษณุ
เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี
นี่ก็ทำให้ผู้เขียนสนใจยิ่งขึ้น แต่ก็ยังไม่ยอมอ่านแต่ต้น ต้องพลิกไปดูกลางๆ
แบบไม่ค่อยสนใจเท่าใดนัก เพราะหนังสือที่มาจากการถอดเทปบรรยายนั้น
ผู้เขียนมักจะให้ค่าเป็นหนังสือระดับสาม
รองลงมาจากหนังสือที่ผู้แต่งตั้งใจแต่งเป็นเรื่องราว และหนังสือแปล
แต่เมื่ออ่านแล้วก็ติดใจ เพราะคารมของท่านรองวิษณุในหนังสือเล่มนั้นไม่ธรรมดา
สำคัญเสียกระทั่งว่าผู้เขียนต้องคิดใหม่ทำใหม่ ยอมกลับไปอ่านตั้งแต่ต้นจนจบ
และได้สำนวนไทยมาฝากท่านผู้ชมในวันนี้
อาจารย์วิษณุ เครืองาม พูดเรื่องภาษาไทยกับพระพุทธศาสนา ไล่ไปไล่มาหลายศัพท์
จนมาถึงเรื่องพระราชสาส์นตราตั้ง ซึ่งท่านก็วิเคราะห์คำว่าพระราชสาส์นว่า
ราชบัณฑิตท่านกำหนดให้ใช้ "พระราชสาสน์" ไม่ใช่
"พระราชสาส์น"
เพราะหลักภาษาไทยเรานั้น การใช้การันต์จะใช้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ
"ฆ่าพยัญชนะไม่ให้มีเสียง" และต้องใช้ฆ่าพยัญชนะอันอยู่ท้ายศัพท์เท่านั้น
เช่น การณ์ (อ่านว่า กาน ไม่ใช่ กา-รน) สถิตย์ (อ่านว่า สะ-ถิด ไม่ใช่
สะ-ถิ-ตะ-ยะ หรือ สะ-ถิต-ยะ) นรินทร์ (อ่านว่า นะ-ริน ไม่ใช่ นะ-ริน-ทอน)
เป็นต้น นี่เป็นหลักการ แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน
ทรงพระราชทานพระราชดำริว่า การเขียนตามหลักภาษาไทยเดิมที่ว่า สาสน์ (อ่านว่า
สาด ไม่ใช่ สาน) นี้ "มันฟังดูแปล่งๆ" ซึ่งแต่เดิมมานั้น คำว่า สาส์น
(อ่านว่า สาน) ก็เคยมีคนใช้
เช่นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นต้น ตรงกับคำว่า สาร
ซึ่งแปลว่าหนังสือหรือจดหมายในทำนองเดียวกัน ก็สรุปว่าให้ใช้ว่า
"สาส์น"
ต่อไป "เป็นข้อยกเว้นในภาษาไทย" ว่างั้น
ต่อมาก็เข้าเรื่องภราดา อาจารย์วิษณุท้าวความว่า
ในพระราชสาส์นตราตั้งตำแหน่งเอกอัครราชทูตไปประจำในต่างประเทศนั้น
จะมีข้อความลงท้ายแบบแปลกๆ ว่า
"แต่เราผู้เป็นภราดาอันประเสริฐ"
อาจารย์วิษณุจึงเรียกเลขานุการมาถามไถ่ว่า
"สำนวนนี้ท่านได้แต่ใดมา"
ท่านเลขาก็ตอบว่า
"ได้มาแต่ออกพระวิสูตรสุนทรหรือเจ้าพระยาโกษาปาน
นำพระราชสาส์นไปถวายพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี"
อาจารย์วิษณุจึงไล่เลียงที่ไปที่มา ท่านเลขาก็รายงานว่า
"คำว่าภราดาหรือว่าภราดรนั้น มาจากคำในภาษาอังกฤษคือ
Brother ที่แปลว่าพี่ชายน้องชาย และคำว่า
"แต่เราผู้เป็นภราดาอันประเสริฐ" ก็มาจากประโยคในภาษาอังกฤษที่ว่า
From your beloved
brother
และสมัยอยุธยานั้นท่านแปลว่า
แต่เราผู้เป็นภราดาอันประเสริฐ" ทำให้ผู้เขียนเพิ่งจะถึงบางอ้อ ว่า
"อ๋อ"
มันมีที่ไปที่มาอย่างนี้นี่เองเจ้าภราดรนี่
อย่างไรก็ตาม คำว่า ภราดา-ภราดร นั้น
ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานได้ให้คำนิยามเอาไว้ว่า แปลว่า
ความเป็นฉันพี่น้องกัน ซึ่งท่านว่ามาจากรากศัพท์ในภาษาบาลีว่า "ภาตา-ภาตุ
แปลว่า พี่ชายน้องชาย" และในภาษาสันสกฤตว่า "ภฺราตฺฤ" แปลเช่นเดียวกัน
ซึ่งทั้งสองศัพท์นี้ก็ตรงกับคำว่า Brother
ในภาษาอังกฤษ ไม่ผิดพ้องหมองใจกันแต่อย่างใดเลย คำว่า ภราดา-ภราดร นี้
ยังอาจจะแผลงศัพท์หรือนำไปใช้ในรูปแบบอื่นได้อีก เช่น ภาดา ภาดร ภราดรภาพ
เป็นต้น
นี่ก็เป็นสำนวนไทยเก็บตกอีกคำหนึ่ง จึงขอบันทึกไว้ให้อ่านเล่น ณ ตรงนี้
ผิดพลาดประการใดก็ขอความกรุณาไปไล่ดอลล่าห์ (ไม่ใช่ไล่เบี้ย) เอากับท่านอาจารย์จำนงค์
ทองประเสริฐ ราชบัณฑิต และท่านอาจารย์วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี
ผู้ปาฐกเอาเองเถิด