SPECIAL FROM ALITTLEBUDDHA

 

YANTRA TODAY

ยันตระ อมโร

อดีตพระภิกษุนัมเบอร์วันของไทย ในปี 2527-2537

คนลือว่า "เป็นอริยบุคคล" ปูพรมให้เหยียบ

แย่งกันถวายปัจจัย จนเหลือกินเหลือใช้ และกลายเป็นตำนาน

 

วันนี้ อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

จะนำท่านไปพบกับบุคคลในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาหน้านั้น

 


 

ช่วงปี พ.ศ.2527-2537 คงไม่มีใครในประเทศไทยที่ไม่รู้จัก "พระอาจารย์ยันตระ อมโร" พระหนุ่มรูปงาม เคร่งครัดในศีลาจารวัตร เป็นพระปฏิบัติกรรมฐาน มีสำนักชื่อว่า "สุญญตาราม" ตั้งอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี มีพุทธศาสนิกชนแห่ไปกราบไหว้และทำบุญกับพระอาจารย์ยันตระล้นหลาม กระทั่งต้อง "จองคิว" ขณะลงจากรถนั้นยังต้องมีการ "ปูพรม" ถวายให้เหยียบ ญาติโยมแทบจะเหยียบกันตายเพราะคลั่งไคล้ "พระอาจารย์ยันตระ" ถึงกับมีเพลงประจำองค์ของท่านว่า "พระอาจารย์ยันตระ อมโรภิกขุ ท่านเป็นภิกษุ สุปฏิปันโน ฯลฯ"

แต่แล้วในปี พ.ศ.2537 ก็เกิดกรณีอื้อฉาวขึ้นกับพระอาจารย์รูปงามท่านนี้ มีการโจทย์ฟ้องท่านด้วยข้อหา "ปาราชิก" ถ้าผิดก็ถึงกับต้องลาสิกขาขาดจากความเป็นพระ และข้อหานั้นก็เป็นข้อหาอมตะเสียด้วย นั้นคือการเสพเมถุน หรือมีเพศสัมพันธ์กับสตรีเพศ

ระหว่างที่การสอบสวนของคณะสงฆ์กำลังดำเนินไปอยู่นั้น ก็เกิดความพิพาทขัดแย้งขึ้นอย่างรุนแรงในบรรดาลูกศิษย์ของพระอาจารย์ยันตระ ส่งผลให้ลูกศิษย์แตกออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งเชื่อว่าอาจารย์ยันตระทำผิดจริง แต่อีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่าพระอาจารย์ยันตระถูกกลั่นแกล้ง ทางคณะสงฆ์เห็นว่า ถ้าจะรอให้คดีความดำเนินไปจนถึงที่สุดตามกระบวนการปกติ ก็อาจจะเกิดความขัดแย้งในพุทธศาสนิกชนเป็นวงกว้าง วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ.2538 มหาเถรสมาคม องค์กรปกครองคณะสงฆ์ไทย จึงได้ออกกฎมหาเถรสมาคม (มีผลเสมอด้วยกฎหมาย ทำนองมติคณะรัฐมนตรี) ฉบับที่ 21 หรือเรียกสั้นๆ ว่า ม.21 เรียกชือ่ว่า "กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 21 ว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศ"

เนื้อหาสาระนั้นมีว่า ถ้ามีการฟ้องร้องพระภิกษุรูปใดด้วยครุกาบัติ (อาบัติปาราชิก) ในขณะที่คดีความกำลังดำเนินอยู่ (ยังไม่สิ้นสุด) หากทางมหาเถรสมาคมพิจารณาเห็นว่า หากให้พระภิกษุรูปนั้นยังคงดำรงอยู่ในสมณเพศต่อไป ก็อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงแก่พระศาสนาและการปกครองคณะสงฆ์ได้ มหาเถรสมาคมมีอำนาจวินิจฉัยให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศได้ ทั้งนี้ คำสั่งของมหาเถรสมาคมนั้นไม่มีผลต่อผลการพิจารณาของคณะพระวินยาธิการผู้วินิจฉัยคดีความนั้นอยู่ และเมื่อมหาเถรสมาคมวินิจฉัยแล้ว พระภิกษุรูปนั้นต้องสละสมณเพศ (ลาสิกขา) ภายในเวลา 3 วัน นับจากวันที่ลงวินิจฉัย

พระอาจารย์ยันตระเจอมาตรา 21 เข้าไปก็หมดฤทธิ์ แต่ยังไม่ยอมสละสมณเพศ โดยได้เดินทางไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา และขอลี้ภัยในทางศาสนาที่นั่น

นับจากวันนั้นถึงวันนี้ ก็เป็นเวลา 19 ปีแล้ว ที่อดีตพระอาจารย์ยันตระไม่มีโอกาสได้กลับแผ่นดินไทย เพราะหนีคดีหมิ่นสมเด็จพระสังฆราชและการแต่งกายคล้ายพระภิกษุสงฆ์ (ไม่ยอมลาสิกขาตามคำสั่งมหาเถรสมาคม)

คนไทยหลายๆ คนคงอยากจะรู้ว่า อาจารย์ยันตระมีชีวิตเป็นอย่างไร อยู่ดีสบายหรือลำบากยากแค้น จะเปลี่ยนไปจากเดิมมากหรือน้อยเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งอดีตญาติโยมที่เคยอุปัฏฐากพระอาจารย์ยันตระ ก็คงอยากจะเห็นหน้าค่าตาว่าเป็นอย่างไร หรือแม้แต่คนที่เกลียดอาจารย์ยันตระก็คงอยากจะเห็นหน้าค่าตาว่าเป็นอย่างไรเช่นกัน

วันนี้ อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม ขอฝ่ากระแสสังคม นำเอาภาพและคำสัมภาษณ์ของ "อาจารย์ยันตระ" มาเสนอ โดยขอออกตัวว่า เราไม่ได้เชียร์อาจารย์ยันตระ และไม่ได้ต่อต้าน แต่เราเพียงทำหน้าที่ "สื่อ" ให้แก่คนทุกฝ่ายได้รับทราบข้อมูลข่าวสาร ส่วนเมื่อทราบแล้วจะรู้สึกหรือคิดเห็นเช่นใด ก็เป็นสิทธิของแต่ละบุคคล

 

 

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553 อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ มีแขกมาจากยุโรป และมีโปรแกรมจะเดินทางไปเยี่ยมวัดพุทธจักรมงคลรัตนาราม เมืองเอสคอนดิโด รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเมืองเอสคอนดิโดนั้นเป็นทางผ่านไปยังเมืองซานดิเอโก หรือแซนดิเอโก หัวเมืองใหญ่ชายแดนทิศตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา

เราวิ่งรถออกจากลาสเวกัสกันแต่เช้า พักฉันเพลกลางทาง แล้วแวะเข้าไปเยี่ยมท่านอาจารย์ ดร.พระมหาสมโภช ฐิติญาโณ วัดรัตนปัญญา เมืองวิลโดมาร์ ซึ่งมีกำหนดจะทำบุญลาตายในวันที่ 7 มีนาคม ปีเดี่ยวกัน จากนั้นเราก็บ่ายหน้าลงใต้มุ่งเข้าสู่เมืองเอสคอนดิโด้

พอถึงบริเวณสะพานโค้ง ซึ่งมีเพียงแห่งเดียวถ้าวิ่งรถบนถนนสาย 15 ลงใต้เข้าไปแซนดิเอโก้ เขาจะทำสะพานเป็นรูปวงแหวนหรือพระจ้นทร์ครึ่งเสี้ยว เป็นที่สะดุดตาเพราะจำง่าย อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ก็บรรยายว่า เจ้าสะพานวงพระจันทร์ที่เห็นนี่แหละ ที่เป็นเส้นทางเข้าสู่วัดสุญญตาราม ของอาจารย์ยันตระ ผู้โด่งดังในอดีต ทางแขกจากยุโรปเมื่อได้ฟังก็อยากจะเข้าไปเยี่ยมดู เผื่อเจอตัวอาจารย์ยันตระ อะลิเติ้ลบุ๊ดด่ะ ก็ขัดคอใครไม่เป็น จึงหมุนพวงมาลัยหลายรอบ แล้วไปจอดอยู่ในบริเวณวัดสุญญตาราม อันอยู่ทางด้านซ้ายมือของถนน

พอเข้าไปถึงก็พบว่า มีพระพำนักอยู่หลายรูป ซึ่งได้ออกมาต้อนรับคณะของเรา นิมนต์แขกจากยุโรปและอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ เข้าไปภายในอาคาร พร้อมทั้งกล่าวว่า "วันนี้ถือว่าโชคดี เพราะพระอาจารย์ยันตระท่านเพิ่งกลับมา" จากนั้นก็บรรยายว่า โดยปกตินั้น อาจารย์ยันตระจะขึ้นไปอยู่ทางตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย และหาตัวยากมาก นานเป็นปีถึงกลับมาเยี่ยมสุญญตารามเสียครั้งหนึ่ง จึงถือว่าเป็นความบังเอิญยิ่งที่พบตัวอาจารย์ยันตระในวันนั้น เวลาที่เราเข้าไปถึงสุญญตารามก็คือ 14.30 น. โดยประมาณ

พระลูกศิษย์เมื่อจัดเก้าอี้ให้คณะของเรานั่งแล้ว ก็หาน้ำชาชนิดดีที่สุดในโลก คือชาผู่เอ้อ หรือผู่เอ๋อ ซึ่งว่ากันว่าราคาแพงพอๆ กับทองคำ นำมาต้มด้วยน้ำร้อนจัด ต้อนรับแขกจากยุโรป พลางบรรยายสรรพคุณของเจ้าชาผู่เอ่อนั้น อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ฟังแล้วก็ทึ่ง โดยเฉพาะเรื่องราคา ถ้าทานทั้งกากได้ก็อยากจะทาน ไม่งั้นไม่คุ้มค่าเงิน

เลี้ยงน้ำชาพอเป็นพิธีแล้ว พระลูกศิษย์ก็ขอตัว "ไปเชิญ-อาจารย์ยันตระ" เจ้าสำนัก ให้มาพบกับแขกจากต่างประเทศ เป็นกรณีพิเศษ ในวันนั้น และเป็นวันที่อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ มีโอกาสได้เก็บภาพของอาจารย์ยันตระไว้ชุดใหญ่ เก็บไว้จนเกือบลืมไปแล้ว พอมีข่าวเณรคำก็มีคนโยงไปถึงข่าวอาจารย์ยันตระ เลยนึกขึ้นได้ว่ามีภาพอาจารย์ยันตระอยู่ชุดใหญ่ ก็ชั่งใจอยู่ 2-3 วัน ว่าจะนำเสนอดีหรือไม่ดี และสุดท้ายก็ตกลงใจว่า "เรื่องดีหรือไม่ดีไม่ได้มีในหัวเรา เพราะเราเป็นสื่อ ต้องนำเสนอไปตามความจริง ส่วนใครจะชอบหรือชังนั้นเป็นเรื่องของเขา" และนั่นเอง ภาพชุดนี้จึงหลุดออกจาก "เซฟ" ของอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ หลังจากเก็บไว้นานถึง 2 ปีเต็มๆ

 

 

เมื่อทักทายปราศัยกันพอเป็นพิธีการแล้ว ทางอาจารย์ยันตระก็นิมนต์พระสงฆ์ให้นั่ง พร้อมกับสอบถามแต่ละท่านว่ามาจากไหน ไล่ไปถึงวัดวาอาราม ผสมผสานกับประสบการณ์ของอาจารย์ยันตระเองทีเคยเดินทางไปรอบโลก อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ก็รอจังหวะอยู่ตั้งนาน ผ่านไปได้ซักสามสิบนาทีละกระมัง จึงได้โอกาสถามบ้าง

คำถามแรกที่เราถามก็คือว่า "ตกลงว่าเดี่ยวนี้อาจารย์เป็นอะไร ?"

อาจารย์ยันตระครุ่นคิดนิดๆ ก่อนออกปากด้วยน้ำเสียงเบาๆ ว่า "ก็เป็นอย่างที่เห็นนี่แหละครับ เป็นอย่างที่เป็น"

อืม..ก็คงเป็นอะไรที่ไม่ต้องอธิบายแล้วล่ะ เพราะภาพก็ชัดเจนอยู่แล้วนี่ แล้วจะถามกันทำไมให้กินใจ เราก็เลยเถลไถลไปเรื่องอื่นๆ ซึ่งอาจารย์ย้นตระนั้นก็เล่าให้ฟังอย่างอารมณ์ดี มีหลายเรื่องที่ผู้คนไม่ค่อยทราบ แต่อาจารย์ย้นตระได้เล่าให้ฟังอย่างน่าสนใจ เช่นเล่าว่า "ในชีวิตผม ติดคุกมาแล้ว 2 ครั้ง และโดนรถชนปางตายอีก 2 ครั้ง"

แขกทั้งหมดก็รุมถาม อาจารย์ยันตระจึงขยายความให้ฟังว่า ผมติดคุกครั้งแรก ตอนที่เข้าไปในเขตพม่า ติดอยู่นานกว่าจะออกมาได้ ส่วนครั้งที่สองก็ตอนที่ขับรถชนคนตาย (เหตุเกิด พ.ศ.2543 ที่รัฐมินิโซตา) แต่ว่าเวลาติดคุกนั้นทางเรามิได้ซักไซ้

เรื่องต่อไป อาจารย์ยันตระเล่าว่า "ผมขับรถชนคนในครั้งแรกที่มินิโซตานั้น เพราะรีบไปทำพิธี ไม่มีเวลาพักผ่อน ก็เลยเกิดอุบัติเหตุน่าเศร้าใจ" ซึ่งครั้งนั้นมีหญิงสาวอเมริกันวัย 21 ปี ถึงกับเสียชีวิต แต่เคราะห์กรรมยังไม่สิ้นสุดเพียงเท่านั้น เพราะช่วงที่กลับมาพักอยู่ที่สุญญตาราม เอสคอนดิโด้ วันหนึ่ง ตนเอง (อาจารย์ยันตระ) เกิดใจร้อน ขับรถออกไปนอกวัด แล้วเกิดอุบัติเหตุ กว่าจะรู้สึกตัวก็อยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว

"แต่อาจารย์ยังรอดตายมาได้" อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ถาม อาจารย์ยันตระก็พยักหน้ารับ จากนั้นก็เล่าประสบการณ์ต่างๆ เรื่องเก่าเรื่องหลัง ให้แขกฟัง สังเกตว่า ยังมีความจำดีเยี่ยม ขนาดว่าสมองกระทบกระเทือนเพราะอุบัติเหตุอย่างแรงถึง 2 ครั้ง และอายุของอาจารย์ยันตระนั้นก็ปาเข้าไปถึง 56 ปีแล้ว (ใน พ.ศ.2553) ซึ่งอาจารย์ยันตระยังบอกว่า "สมัยก่อนนั้นผมจำอะไรได้เยอะ เดี๋ยวนี้หัวไม่ค่อยดีแล้ว ฯลฯ" แต่ตามที่สังเกตเห็นนั้น ต้องยอมรับว่า สมองและความทรงจำของอาจารย์ยันตระนั้น ไม่ธรรมดา

สนทนากันได้พักหนึ่ง อาจารย์ยันตระก็อาสานิมนต์แขกจากยุโรปและอะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ขึ้นไปชมบนชั้นสองของอาคาร ซึ่งลูกศิษย์ก็บอกว่า "นี่เป็นครั้งแรกเลยนะครับ ที่อาจารย์เป็นไกด์เอง"

 

อาจารย์ยันตระ ภาพแรกๆ

 

 

 

ไว้หนวดเคราเหมือนฤษี ใช้ผ้าจีวรสีออกเขียว

 

อาจารย์ยันตระ เกิดปี พ.ศ.2497 บวชพระในปี พ.ศ.2517 และถูกสั่งให้สละสมณเพศในปี พ.ศ.2537 ดูเหมือนเลข 7 จะเป็นเลขมงคลและเลขอาถรรพ์สำหรับอาจารย์ยันตระ

 

 

วันนี้ยิ้มแย้มแจ่มใส เพราะมีแขกมาเยี่ยมจากยุโรป

 

 

หลับตา นึกถึงความหลัง ครั้งยังเป็น "อมโรภิกขุ"

 

 

เล่าด้วยสายตาบรรเจิด

 

เหมือนเห็นความหลังเรืองรองอยู่ตรงหน้า

 

ภพชาตินั้นดูเหมือนจะวนเวียนอยู่ในความทรงจำนี่เอง

ไม่ต้องระลึกชาติไปไกล ลำพังชาตินี้ก็มีเรื่องให้ระลึกไม่หมดสิ้นแล้ว

 

ถามว่า เป็นอะไรในวันนี้ ?

ตอบว่า เป็นอย่างที่เห็น อย่างที่เป็น

 

เป็นอะไรที่ไม่ต้องตอบ เพราะตอบว่าให้ดูเอาเองว่า ผมเป็นเช่นไร ?

 

 

อยากจะถามว่า อยากจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมไหม ?

แต่ก็..ไม่กล้า !

 

 

เชื่อว่า..อาจารย์ยันตระจะอยากกลับไป

แต่ถ้า.เป็นไปไม่ได้ ก็ไม่ควรถาม

 

ถามเรื่องที่สบายใจกันดีกว่า

เพราะถ้าเขาอยากจะบอกก็คงบอกเอง

 

ช่วงหนึ่งนั้น อาจารย์ยันตระเปรยว่า

"กำลังรอเวลา เพื่อกลับไปเมืองไทย"

แสดงว่า ก็ยังคิดถึงบ้าน

 

ออกเดินนำแขกชมอาคารสองชั้นอย่างละเอียด

 

 

พระประธานองค์แรกของสุญญตาราม เอสคอนดิโด้

 

 

พระประธานองค์ที่สอง

 

 

ระฆังเกาหลี

 

 

มุมนี้สำคัญ เพราะเป็นที่เก็บเอกสารเก่าๆ

เหมือนที่เก็บความทรงจำในอดีตของอาจารย์ยันตระ

 

 

เปิดและเล่าให้ฟังเรื่องราวในอดีต

ครั้งยังโด่งดังเป็นดาวพราวพร่างอยู่กลางเมืองไทย

 

 

เสียดาย .. มันผ่านไปหมดแล้ว

เหลือก็แต่..ความทรงจำ

 

 

ชี้อาณาบริเวณอันกว้างใหญ่ใน "สุญญตาราม"

 

 

ยันตระ ทูเดย์

 

โดยสรุปตามที่เห็นและสัมผัสก็คือ

"อาจารย์ยันตระยังแข็งแรงดีมาก"

 

 







มุมนี้สว่าง ช่างภาพเลยเก็บไว้เซ็ตใหญ่

 

 

อีกมุมหนึ่งซึ่งน่าสนใจก็คือ มุมกระดานกิจกรรมของวัด

 


แสดงให้เห็นว่า ยังมีผู้คนศรัทธาในตัวอาจารย์ยันตระ

 

 

จึงมาร่วมงานของสุญญตารามไม่ขาด

 

 

ส่วนพระสงฆ์นั้น..

 

ส่วนหนึ่งเป็นลูกศิษย์ที่เลี้ยงมาแต่เด็ก จึงเคารพนับถือเหมือนพ่อ

 

 

อีกส่วนหนึ่งนั้น รู้จักมักคุ้นกันมาก่อน และไม่ทอดทิ้งกันในยามยาก

 

ก็เป็นเรื่องปัจเจกบุคคล

 


 

ส่วนท่านผู้ชม เห็นแล้ว จะคิด-พิจารณา เช่นใด ก็สุดแต่ใจ ?

 

เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ มีหน้าที่เพียง "นำเสนอ"

 

YANTRA TODAY

 

 

ขอเรียนว่า หาภาพยากมากๆ

ภาพชุดนี้อาจจะเป็นชุดแรกในรอบ 19 ปีของอาจารย์ยันตระ ที่ถ่ายอย่างเป็นทางการ

โดยทีมงาน อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

 

 

เรา..อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ขอนำเสนอต่อสาธารณชน

อย่างน้อยก็เพื่อให้รู้ข่าวคราวของ "อดีต" พระอาจารย์ยันตระ อมโร

ว่าหนึ่งในคนที่หายไปจากเมืองไทยเมื่อ 19 ปีที่ผ่านมานั้น เขาเป็นเช่นไร ?

 

 

ไม่ต้องเดากันต่อไป

วันนี้ คำถามที่ท่านเคยถาม มีคำตอบให้พร้อมแล้ว เคลียร์ !

 

 

ก็ดังที่เล่าว่า

ช่วงหนึ่งนั้น อาจารย์ยันตระ เปรยให้ฟังว่า กำลังรอเวลากลับเมืองไทย ซึ่งอาจจะเป็นเวลาที่ได้พาสปอร์ตอเมริกันแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ รู้แต่ว่า อาจารย์ยันตระคิดถึงบ้าน

อืม.. จริงสินะ บ้านคือวิมานของเรา Hometown-บ้านเกิดเมืองนอน ใครๆ ก็คิดถึง ไม่ว่าจะร่ำรวยเพียงไหน ถ้าไม่ได้กลับบ้าน ก็เหมือนขาดใจ

..ถึงตายก็อาจจะ..

"ตาไม่หลับ"

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม
16 กรกฎาคม 255
6

 

 

E-Mail To BK.

peesang2003@hotmail.com

alittlebuddha.com เจ้าของ : วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264