|

ประกาศสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
เรื่อง แต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
ตามที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
มีพระอาการประชวรหลายระบบ และเสด็จเข้าประทับรักษาพระองค์ ณ ตึกวชิรญาณสามัคคีพยาบาล
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ต้นปี 2545
นั้น
คณะแพทย์ได้ถวายการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องมาตลอดจนพระอาการบางระบบดีขึ้น
สามารถเสด็จออกจากโรงพยาบาลไป ทรงปฏิบัติศาสนกิจได้เป็นครั้งคราว
แต่โดยเหตุที่ทรงดำรงตำแหน่งสกลมหาสังฆปริณายกตามกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์
จึงมีพระภารกิจหลายอย่างที่รัฐบาลและคณะสงฆ์
จำเป็นต้องถวายเพื่อทรงบัญชาการ ทรงตราพระบัญชา
ทรงวินิจฉัยสั่งการและทรงลงพระนาม
รวมทั้งการที่ต้องทรงปฏิบัติศาสนกิจในพระราชพิธี รัฐพิธี และพิธีต่างๆ
นอกจากนั้นยังต้องทรงปฏิบัติหน้าที่ ในฐานะประธานกรรมการมหาเถรสมาคม
เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร และพระอารามอื่นๆ เช่น วัดญาณสังวราราม
จังหวัดชลบุรี และประธานกรรมการมูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัย
ซึ่งงานในภาระหน้าที่เหล่านี้
หากถวายเพื่อทรงปฏิบัติหรือวินิจฉัยสั่งการทุกเรื่องก็จะเป็นการกระทบกระเทือนต่อพระสุขภาพ
ประกอบกับทรงมีพระชนมายุสูงถึง 90 พรรษา
ครั้นมิได้ถวายให้ทรงลงงาน หรือการดำเนินการล่าช้าไม่ทันต่อเหตุการณ์
ก็อาจกระทบต่อการปกครองคณะสงฆ์ เป็นเหตุให้มีผู้กล่าวอ้างยกขึ้นมาวิจารณ์
อันอาจกระทบต่อพระเกียรติยศได้ เหตุทั้งนี้
เนื่องจากยังมิได้มีการแต่งตั้งผู้ใดให้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช
รัฐบาลได้พิจารณาเห็นว่า
โดยที่สมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นรัตตัญญูมหาเถระ
เป็นที่เคารพนับถือและศรัทธาของบรรดาพุทธศาสนิกชนชาวไทยอย่างสูง
แม้แต่ชาวต่างประเทศและศาสนิกอื่นก็ยกย่องว่า
ทรงดำรงพระองค์เป็นแบบอย่างของผู้รอบรู้ด้านปริยัติและปฏิบัติ
เป็นปราชญ์ของพระศาสนาและชาติ แต่โดยที่พระสุขภาพทรุดโทรมลงตามพระวัสสายุกาล
สมควรจัดให้ประทับพักผ่อนเพื่อรับการถวายดูแลรักษาโดยคณะแพทย์อย่างเต็มที่และต่อเนื่องไม่มีภาระงานใดๆ
มารบกวน จนก่อให้เกิดความตรากตรำหรือความกังวลพระทัย
อีกทั้งเพื่อรักษาความต่อเนื่องของการบริหารพระศาสนามิให้ต้องสะดุด
เพราะขาดผู้รับผิดชอบวินิจฉัย สั่งการหรือบังคับบัญชา ประการสำคัญคือ
เพื่อเป็นการรักษาพระเกียรติยศ
มิให้มีผู้อ้างพระสุขภาพหรือพระอาการประชวร กระทำการใด
อันอาจก่อความเสียหายหรือแอบอ้างนำพระบัญชา พระลิขิต
หรือพระนามไปแสวงหาประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่น
อาศัยมาตรา 73
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
รัฐบาลจึงได้ขอความเห็นจากคณะแพทย์และคณะกรรมการวัดบวรวิหารมีพระเทพสารเวที
ผู้ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธาน
แล้วนำความเห็นดังกล่าวประกอบกับความเห็นของพุทธศาสนิกชนที่ห่วงใย
เสนอที่ประชุมกรรมการมหาเถรสมาคมในการประชุมเมื่อวันที่
9 มกราคม พ.ศ.2547
ซึ่งที่ประชุมมีมติตามมาตรา 10
แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2)
พ.ศ.2535 อนุโมทนาสนองข้อเสนอดังกล่าว
โดยให้แต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชเป็นการชั่วคราว
และโดยที่สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี วัดราชบพิตร
สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุด โดยสมณศักดิ์มีอายุถึง
96 พรรษา อีกทั้งยังอาพาธ
ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่อันต้องตรากตรำได้เช่นกัน
จึงเห็นสมควรให้สมเด็จพระราชาคณะมีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ลำดับถัดไป
ได้แก่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ ซึ่งพระราชาทรงไว้วางพระทัย
มอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในส่วนของประธานที่ประชุมมหาเถรสมาคมและปฏิบัติศาสนกิจบางเรื่องแทนพระองค์อยู่แล้ว
เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชไปพลางก่อน
โดยมีสมเด็จพระราชาคณะและพระราชาคณะอื่นอีก 5 รูป
เป็นผู้ช่วยปฏิบัติหน้าที่ เป็นคณะร่วมกัน
เพื่อช่วยกันในการกลั่นกรองงานและรักษาความเรียบร้อยดีงามของคณะสงฆ์
ดังนี้
1. สมเด็จพระพุฒาจารย์
วัดสระเกศ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
2. สมเด็จพระมหาธีราจารย์
วัดชนะสงคราม เป็นผู้ช่วยปฏิบัติหน้าที่
3. สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์
วัดปากน้ำ เป็นผู้ช่วยปฏิบัติหน้าที่
4.
สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ วัดมกุฎกษัตริยาราม
เป็นผู้ช่วยปฏิบัติหน้าที่
5.
สมเด็จพระญาณวโรดม วัดเทพศิรินทราวาส เป็นผู้ช่วยปฏิบัติหน้าที่
6. พระพรหมมุนี
วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นผู้ช่วยปฏิบัติหน้าที่ |
ให้การปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวในรูปขององค์คณะ
มีการประชุมหารือและใช้มติร่วมกัน
โดยมีผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชเป็นประธาน
เว้นแต่เป็นการปฏิบัติศาสนกิจในพระนามสมเด็จพระสังฆราช
หรือการอันจำเป็นเร่งด่วนก็ให้ดำเนินการไปได้
โดยให้เลขาธิการมหาเถรสมาคมทำรายงานกราบทูลการปฏิบัติงานต่อสมเด็จพระสังฆราชทุก
30 วัน ในกรณีมีปัญหาสำคัญ
คณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชอาจพิจารณากราบทูลหารือสมเด็จพระสังฆราชได้
ในกรณีที่สมเด็จพระสังฆราชมีพระประสงค์โปรดมีพระบัญชาเรื่องใดตามที่เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช
เชิญมาแจ้ง ตามระบบการกลั่นกรองงานที่กำหนดขึ้นอย่างรอบคอบรัดกุม
ให้คณะปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชดำเนินการสนองพระบัญชานั้น
ทั้งนี้ให้การปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวมีกำหนดเวลาหกเดือน
เว้นแต่คณะแพทย์มีความเห็นก่อนครบกำหนดเวลาดังกล่าวว่า
สมเด็จพระสังฆราชทรงมีพระอาการดีขึ้นสามารถเสด็จกลับไปทรงงานได้เป็นปกติโดยไม่กระทบพระสุขภาพ
หรือมหาเถรสมาคมมีมติเป็นประการอื่น
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 10
แห่งพระราชบัญญัติ พ.ศ.2505
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2)
พ.ศ.2535 และมาตรา 160
แห่งพระราชกฎษฏีกา ทบวง กรม พ.ศ.2545
นายกรัฐมนตรีจึงขอประกาศนามผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชและคณะดังกล่าว
ขออำนาจคุณพระรัตนตรัย
และพระกุศลกรรมสัมมาปฏิบัติที่สมเด็จพระสังฆราชทรงกระทำบำเพ็ญมาแล้วอย่างยั่งยืนมั่นคง
จงอภิบาลรักษาสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ให้ทรงพระเกษมสำราญ มีพระสุขภาพพลานมัยดีโดยเร็ววัน เพื่อเป็นร่มโพธิ์
ร่มไทรแก่บรรดาคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนชาวไทยตลอดกาลนาน
ประกาศ
ณ วันที่ 13 มกราคม พ.ศ.2547
ลายมือชื่อ วิษณุ เครืองาม
(นายวิษณุ เครืองาม)
รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี
|