ข่าวสารจากทั่วโลก อะลิตเติ้ล บุ๊ดด่ะ ดอทคอม พร้อมนำเสนอแด่แฟนๆ ทุกท่าน ด้วยสำนึกในปฏิการคุณที่ท่านให้เกียรติมาเยือน

 

 

 

คำวินิจฉัยส่วนตัว

ของ

นายประเสริฐ นาสกุล ประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

คดีซุกหุ้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย

 

 

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัย


1. ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องนี้หรือไม่
2. ผู้ถูกร้อง (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ ด้วย ข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 หรือไม่


คำวินิจฉัย

ปัญหาแรก   ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องนี้หรือไม่

เห็นว่า  ถ้าผู้ร้องกระทำตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 แล้ว ศาลรัฐธรรมนูญต้องรับคำร้องนี้ไว้วินิจฉัยชี้ขาด ปรากฏว่า

     1.1 ผู้ร้อง (ป.ป.ช.) แจ้งว่า ได้ประชุมกันและมีมติด้วยคะแนนเสียง 8 ต่อ 1 ว่า ผู้ถูกร้องจงใจยื่นบัญชี ฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 294

     1.2 กรรมการ ป.ป.ช. ฝ่ายข้างน้อย โต้แย้งว่า มติดังกล่าวเป็นไปโดยมิชอบ เพราะ (1) กรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาสรุปรายงานของคณะอนุกรรมการตรวจสอบฯ ซึ่งมีเพียงหกสิบกว่าหน้า แต่ไม่ได้พิจารณาเอกสารประกอบในเรื่องนี้อีก 7,000 หน้า (2) การประชุมพิจารณา ลงมติ และรับรอง รายงานการประชุม กระทำด้วยความรวดเร็วผิดปกติ (3) ผู้ถูกร้องมิได้ "จงใจ" ยื่นบัญชีฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และ (4) อ้างแถบบันทึกเสียงรายงานการประชุมของผู้ร้อง เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2543 เป็นวัตถุพยาน

     1.3 ผู้ถูกร้อง (พ.ต.ททักษิณ ชินวัตร) โต้แย้งว่า ผู้ร้อง (ปปช.) มีมติดังกล่าวโดยมิชอบ เพราะ (1) มีกรรมการ ป.ป.ช. ที่ขาดคุณสมบัติ มีลักษณะต้องห้าม และกระทำการอันต้องห้ามมาแต่ต้น รวมอยู่ด้วย (2) ประธานกรรมการ ป.ป.ช. รีบเร่งพิจารณาเรื่องของผู้ถูกร้อง (3) กรรมการ ป.ป.ช. บางคนมีสาเหตุโกรธเคืองผู้ถูกร้อง (4) ผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2541 (5) พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 19 ไม่ใช้บังคับกับผู้ร้อง และ (6) ผู้ร้องไม่เป็นกลาง ไม่เที่ยงธรรม และเลือกปฏิบัติ

     1.4 คุณหญิงปรียา เกษมสันต์ ณ อยุธยา กรรมการ ป.ป.ช. โต้แย้งผู้ถูกร้องว่า (1) ลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทแล้ว (2) ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 4/2544 วางหลักเกณฑ์แล้วว่า การลาออกจากกรรมการบริษัทนั้น ต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คือ แสดงเจตนาด้วยหนังสือ หรือวาจา ต่อกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจก็สมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว (3) มิได้เป็นลูกจ้างบริษัท เกษมวนารมย์ จำกัด และ (4) การลงลายมือชื่อในฐานะผู้ทำบัญชีบริษัทนั้น กระทำไปตามคำแนะนำของผู้จัดทำบัญชี

     1.5 ผู้ร้องชี้แจงว่า (1) กรรมการ ป.ป.ช. ดังกล่าว ใน 1.4 ยังมีคุณสมบัติครบถ้วน และลาออกเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2543 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่ผู้ร้องลงมติเรื่องของผู้ถูกร้องแล้ว

     (2) การที่ผู้ร้องสามารถพิจารณาเรื่องของผู้ถูกร้องเสร็จโดยรวดเร็ว เพราะผู้ถูกร้องยอมรับว่า บัญชีฯ ที่ผู้ถูกร้องยื่นทั้งสามครั้ง ไม่มีรายการทรัพย์สิน (หุ้น) ที่ใช้ชื่อบุคคลอื่นถือแทน โดยแจ้งรายการทรัพย์สิน (หุ้น) ที่ไม่ได้แจ้งไว้ในบัญชีฯ อย่างละเอียดให้คณะอนุกรรมการตรวจสอบฯ ทราบ (3) โต้แย้งว่า ผู้ถูกร้องไม่มีอำนาจขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยการมีคุณสมบัติ การไม่มีลักษณะต้องห้าม หรือ การกระทำอันต้องห้ามเป็นกรรมการ ป.ป.ช. (4) ระเบียบที่ผู้ถูกร้องอ้างในข้อ 1.3 (4) ถูกยกเลิกโดยรัฐธรรมนูญ มาตรา 321 วรรคสอง แล้ว และ (5) ผู้ร้องเพียงแต่แสดงให้เห็นว่า ผู้ถูกร้องยื่นบัญชีฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ และปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ โดย "รู้" ข้อเท็จจริง คือ การที่คู่สมรสผู้ถูกร้องใช้ชื่อบุคคลอื่นถือหุ้น เพราะเหตุผลทางกฎหมาย หรือเหตุผลทางธุรกิจ ถือเป็นการเพียงพอแล้ว

ปัญหานี้ มีข้อเท็จจริงซึ่งรับฟังได้ว่า

     (1) กรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งถูกกล่าวหาว่า เป็นกรรมการบริษัท และเป็นลูกจ้างทำบัญชีของ บริษัท เกษมวนารมย์ จำกัด ยื่นคำชี้แจงเป็นหนังสือว่า การลาออกจากการเป็นกรรมการ บริษัท เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2544 แล้ว เพราะได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 168 มาตรา 826 มาตรา 827 มาตรา 1157 และมาตรา 1167 และมิได้เป็นลูกจ้างทำบัญชีของบริษัทดังกล่าว ตามข้อเท็จจริงและกฎหมายต่างๆ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 5 พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 5 หรือพระราชบัญญัติส่งเสริมการฝึกอาชีพ พ.ศ.2537 มาตรา 4 จึงมีคุณสมบัติไม่มีลักษณะต้องห้าม และมิได้กระทำการอันต้องห้ามเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 258 วรรคสอง

     (2) การพิจารณาคำร้องเกี่ยวกับผู้ถูกร้องนี้ ผู้ร้องย่อมไม่มีเวลาพิจารณาและตรวจสอบ เอกสารด้วยตนเองทั้งหมด ต้องอาศัยกรรมการ ป.ป.ช. คนใดคนหนึ่ง ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้ร้อง และเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ป.ป.ช. ช่วยเหลือ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 19 (12) ดังนั้น เมื่อพิจารณาและตรวจสอบเอกสารซึ่งมีถึง 7,000 กว่าหน้าแล้ว จะเห็นว่า เอกสารดังกล่าวเกี่ยวกับบริษัทต่างๆ ที่ผู้ถูกร้อง คู่สมรส และผู้ใกล้ชิดถือหุ้น หนังสือบริคณห์สนธิ ข้อบังคับ รายงานการประชุมผู้ถือหุ้น รายงานการประชุมคณะกรรมการ การถือหุ้นของผู้ถือหุ้น ฯลฯ ที่สำคัญคือ คำให้การของผู้ถูกร้อง คู่สมรส และผู้ใกล้ชิดต่อคณะอนุกรรมการตรวจสอบฯ ซึ่งผู้ร้องไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอ่านทุกหน้า เพียงแต่นำข้อความที่เกี่ยวกับประเด็นที่ต้องการวินิจฉัยชี้ขาดมาใช้ก็เพียงพอแล้ว

     (3) การที่ผู้ร้องกล่าวหาประธานกรรมการ ป.ป.ช. ว่า รีบเร่งพิจารณาเรื่องของผู้ถูกร้อง และกรรมการ ป.ป.ช. บางคนโกรธเคืองผู้ถูกร้องเป็นส่วนตัว นั้น ไม่เป็นความจริง และการที่ผู้ถูกร้องแจ้งรายการทรัพย์สินเพิ่มเติม (หุ้นที่คู่สมรสผู้ถูกร้องใช้ชื่อบุคคลอื่นถือแทน) ที่ผู้ถูกร้องมิได้แจ้งในการยื่นบัญชีฯ ทั้งสามครั้งไว้ โดยละเอียดแล้ว ในหนังสือลับ ลงวันที่ 14, 24 และ 30 พฤศจิกายน 2543 ทำให้ไม่เสียเวลาหาหลักฐาน ผู้ถูกร้องเข้าใจผิดในตัวกรรมการ ป.ป.ช. บางคน แต่ข้อโต้แย้งในทางกฎหมายของผู้ถูกร้องทั้งหมดนี้ไม่ตอบข้อกล่าวหาของผู้ร้องว่า ผู้ถูกร้องยื่นบัญชีฯด้วยข้อความอันเป็นเท็จ และปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบหรือไม่ และไม่ว่าผู้ร้องจะมีความเห็นช้าหรือเร็วประการใด ผู้ร้องย่อมจะถูกฝ่ายตรงข้ามกับอีกฝ่ายหนึ่งกล่าวหาว่า มติของผู้ร้องไม่ชอบและไม่เป็นธรรม

     (4) การที่ผู้ถูกร้องโต้แย้งว่า คุณหญิงปรียาฯ กรรมการ ป.ป.ช. ขาดคุณสมบัติ มีลักษณะต้องห้าม หรือกระทำการอันต้องห้ามมาแต่ต้น ถือว่า คุณหญิงปรียาฯ ไม่เคยได้รับเลือกให้เป็นกรรมการ ป.ป.ช. ดังนั้น องค์ประกอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 297 และ/หรือ การที่ผู้ร้องมีคุณหญิงปรียาฯ กรรมการ ป.ป.ช. เข้าร่วมประชุมและมีมติด้วย เป็นผลให้มติของผู้ร้องไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น การเสนอประเด็นนี้ ถือว่า เป็นการเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 266 บัญญัติ ให้เป็นหน้าที่ขององค์กรนั้น หรือประธานรัฐสภาเท่านั้นที่จะมีอำนาจกระทำได้

     (5) ระเบียบว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ผู้ถูกร้องอ้างว่า ผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามนั้น ถูกยกเลิกตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 ซึ่งเป็นวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ใช้บังคับแล้ว ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 321 วรรคสอง ส่วนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 130 ที่บัญญัติให้บรรดาระเบียบ ... ที่ออกตามรัฐธรรมนูญซึ่งใช้บังคับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับยังคงใช้บังคับได้ต่อไป เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ทั้งนี้จนกว่าจะได้มีระเบียบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ไม่ใช้บังคับกับระเบียบดังกล่าว เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 321 วรรคสอง ระบุให้ยกเลิกระเบียบนี้ไว้ ชัดเจนแล้ว

     (6) การที่ผู้ร้องแต่งตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบฯนั้น เป็นไปตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 19 (12) เพื่อ ดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน ตามหมวด 3 การตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน มิใช่เพื่อไต่สวนการทุจริตและร่ำรวยผิดปกติ ตามหมวด 4 การไต่สวนข้อเท็จจริง

     (7) พิจารณารายงานการประชุมของผู้ร้องในวันดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่า ที่ประชุมผู้ร้อง รับรองรายงานการประชุมวันที่ 26 ธันวาคม 2543 เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2543 ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 24 โดยมีการบันทึกความเห็นแย้งพร้อมทั้งเหตุผลของกรรมการ ป.ป.ช. ฝ่ายข้างน้อย ซึ่งกรรมการ ป.ป.ช. ฝ่ายข้างน้อย ขอให้แก้ไขรายงานการประชุมวันที่ 26 ธันวาคม 2543 หน้า 23 บรรทัดที่ 17 ที่ว่า "... โดยมีการซักถาม..." เป็น "...พร้อมทั้งความเห็นและเหตุผลที่เสนอต่อคณะกรรมการในวันนี้ โดยให้บันทึกเทปและจดรายงานการประชุมตามที่ได้พูดต่อที่ประชุมทั้งหมดด้วย สำหรับคำซักถาม..." และคำว่า "... ร่วมประชุม..." เป็น "... ร่วมประชุมมี ..." และหน้า 26 แต่มิได้ขอแก้ไขข้อความอื่นใด ตั้งแต่หน้า 27 - 43 อีก และกรรมการ ป.ป.ช. ฝ่ายข้างน้อยก็มิได้โต้แย้งว่า รายงานการประชุมเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2543 ส่วนอื่นๆ ที่ไม่ขอแก้ไข ไม่ถูกต้องอย่างไร จึงต้องถือว่ากรรมการ ป.ป.ช. ฝ่ายข้างน้อยรับรองด้วย เพราะในการประชุมครั้งต่อมา เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2544 ไม่มีการพิจารณารายงานการประชุมเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2543 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2543 อีก จึงต้องถือว่า รายงานการประชุมวันที่ 26 ธันวาคม 2543 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2543 ถูกต้อง และที่ประชุมผู้ร้องรับรองแล้ว โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น รวมทั้งไม่จำเป็นต้องมีการถอดแถบบันทึกเสียงออกมาตรวจสอบอีก

             (8) ผู้ร้องมีมติด้วยคะแนนเสียง 8 ต่อ 1 ให้เสนอเรื่องที่ผู้ร้องอ้างว่า ผู้ถูกร้องจงใจยื่นบัญชีฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 20 แล้ว

     ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงเห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจ รับคำร้องนี้ไว้วินิจฉัยชี้ขาดได้ หากผู้ร้องเห็นว่า การกระทำของกรรมการ ป.ป.ช. คนใด ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย จะต้องดำเนินการเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก



ปัญหาที่สอง

ผู้ถูกร้องจงใจยื่นบัญชีฯ และเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 หรือไม่ ปัญหานี้มีข้อพิพาทรวม 4 ประเด็น คือ




ประเด็นแรก ผู้ถูกร้อง (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) มีหน้าที่ยื่นบัญชีฯ หรือไม่

 

เห็นว่า เมื่อผู้ถูกร้องเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ย่อมมีหน้าที่ยื่นบัญชีฯตามรัฐธรรมนูญ

ปรากฏว่า

1.1 ผู้ถูกร้อง (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) โต้แย้งว่า ตนไม่มีหน้าที่ยื่นบัญชีฯ ตามรัฐธรรมนูญนี้ เพราะ

(1) เป็นรองนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญฉบับก่อน รัฐธรรมนูญนี้มิได้บัญญัติให้ผู้ถูกร้องต้องยื่นบัญชีฯ

(2) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่ผู้ถูกร้องพ้นจากตำแหน่งไปนานแล้ว

(3) เลขาธิการ ป.ป.ช. ไม่มีอำนาจกำหนดแบบบัญชีฯ และไม่ได้แจ้งให้คณะรัฐมนตรีทราบ และ

(4) การยื่นบัญชีฯ ของผู้ถูกร้องเป็นไปโดยสมัครใจ

     ดังนั้น แม้จะมีข้อผิดพลาดหรือบกพร่อง ก็เป็นความผิดพลาดโดยสุจริต ผู้ถูกร้องไม่ควรได้รับโทษ

1.2 ผู้ร้อง (นายกล้าณรงค์ จันทิก เลขานุการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ-ปปช.) ชี้แจงว่า

(1) ผู้ถูกร้องเป็นรองนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 317 วรรคหนึ่ง จึงอยู่ในบังคับของรัฐธรรมนูญทุกประการ รวมถึงการต้องปฏิบัติตามหมวด 10 การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐด้วย เพราะไม่เข้าข้อยกเว้นมาตรา 317 วรรคสาม และวรรคสี่

(2) ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแล้วว่า บุคคลที่ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนวันที่รัฐธรรมนูญใช้ บังคับ และพ้นจากตำแหน่งเมื่อรัฐธรรมนูญนี้ประกาศใช้บังคับแล้ว เช่นเดียวกับผู้ถูกร้องมีหน้าที่ยื่นบัญชีฯ

(3) ผู้ถูกร้องยื่นบัญชีฯ ทั้งสามครั้ง ภายในเวลาที่รัฐธรรมนูญบัญญัติแล้ว เท่ากับว่าผู้ถูกร้องยอมรับว่า ผู้ถูกร้องมีหน้าที่ยื่นบัญชีฯ ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นแล้ว

(4) รัฐธรรมนูญมาตรา 321 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คณะกรรมการ ป.ป.ป. และสำนักงาน ป.ป.ป. เป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ช. ตามลำดับ จนกว่าจะมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งต้องไม่เกินสองปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และ

(5) ผู้ร้องมีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 301

 

ประเด็นนี้มีข้อเท็จจริงซึ่งรับฟังได้ว่า

(1) แม้ผู้ถูกร้องจะเป็นรองนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญฉบับก่อน แต่รัฐธรรมนูญนี้ประกาศใช้เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2540 มาตรา 317 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้ถูกร้องซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญฉบับก่อน เป็นรองนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญนี้ด้วย ดังนั้น ผู้ถูกร้องจึงอยู่ในบังคับตามรัฐธรรมนูญนี้ทุกประการ เพราะไม่มีบทยกเว้นไว้ คือมีหน้าที่ตาม หมวด 10 การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ส่วนที่ 1 การแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยื่นบัญชีฯ ของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต่อผู้ร้องทุกครั้งที่เข้ารับตำแหน่ง หรือพ้นจากตำแหน่ง และพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี ตามมาตรา 291 และมาตรา 292

(2) ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยคำร้องที่ผู้ร้องกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งที่อยู่ในตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่งแล้ว ซึ่งจงใจไม่ยื่นบัญชีฯ หรือจงใจยื่นบัญชีฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 295 ดังปรากฏในคำวินิจฉัยที่ 10/2543 กรณี นายอนันต์ ศวัชตานนท์ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (จงใจไม่ยื่นบัญชีฯ) คำวินิจฉัยที่ 11/2543 กรณี นายชัชชัย สุเมธโชติเมธา ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (จงใจไม่ยื่นบัญชีฯ) คำวินิจฉัยที่ 12/2543 กรณีนายสุขุม เชิดชื่น สมาชิกวุฒิสภา (จงใจไม่ยื่นเอกสารประกอบ) คำวินิจฉัยที่ 23/2543 กรณีนายจิรายุ จรัสเสถียร ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (จงใจยื่นบัญชีฯ) และเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ คำวินิจฉัยที่ 27/2543 กรณีนายโกศล ศรีสังข์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (จงใจไม่ยื่นบัญชีฯ) คำวินิจฉัยที่ 28/2543 กรณีนายมะฮูเซ็น มะสุยี ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (จงใจไม่ยื่นบัญชีฯ) คำวินิจฉัยที่ 31/ 2543 กรณี พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิจิตร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (จงใจยื่นบัญชีฯ และเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ) คำวินิจฉัยที่ 5/2544 กรณีนายสุเมธ อุพลเถียร สมาชิกสภาเทศบาลขอนแก่น (จงใจไม่ยื่นบัญชีฯ) และคำวินิจฉัยที่ 19/2544 กรณีนายประยุทธ มหากิจศิริ สมาชิกวุฒิสภา (จงใจยื่นบัญชีฯ และเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ) ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และพ้นจากตำแหน่งแล้วทั้งสิ้น

(3) แม้รัฐธรรมนูญ มาตรา 317 จะบัญญัติให้คณะกรรมการ ป.ป.ป. และสำนักงาน ป.ป.ป. เป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ช. ตามลำดับ จนกว่าจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือจัดตั้งสำนักงาน ป.ป.ช. ภายในสองปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ประกาศใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 และให้คณะกรรมการ ป.ป.ป. ซึ่งเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนดระเบียบอันจำเป็นแก่การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ตามรัฐธรรมนูญ โดยให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญก่อนประกาศในราชกิจจานุเบกษา และให้ใช้บังคับจนกว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ประกาศใช้บังคับเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 มิได้หมายความว่า ผู้ถูกร้องยังไม่มีหน้าที่ยื่นบัญชีฯ ตามรัฐธรรมนูญนี้ จนกว่าจะมีการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ และกำหนดแบบบัญชีฯ แล้ว

(4) เลขาธิการ ป.ป.ป. มีหนังสือถึงเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เลขาธิการวุฒิสภา และผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ ตลอดจนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2540 ว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 291 บัญญัติให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีหน้าที่ยื่นบัญชีฯ และมาตรา 321 บัญญัติให้คณะกรรมการ ป.ป.ป. และสำนักงาน ป.ป.ป. เป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ช.ตามลำดับ สำนักงาน ป.ป.ช. จัดเตรียมแบบบัญชีฯ และพร้อมรับบัญชีฯ โดยผู้ยื่นต้องปิดผนึกบัญชีฯ และลงลายมือชื่อกำกับบนรอยผนึกซอง และนำไปส่งด้วยตนเอง หรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ แต่ไม่มีหน้าที่แจ้งให้คณะรัฐมนตรีทราบ

(5) ปรากฏว่า ผู้ถูกร้องยื่นบัญชีฯ ครั้งที่ 1 กรณีเข้ารับตำแหน่ง ซึ่งถือเอาวันที่รัฐธรรมนูญนี้ ประกาศใช้บังคับ คือ วันที่ 11 ตุลาคม 2540 โดยยื่นบัญชีฯ เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 ครั้งที่ 2 กรณีพ้นจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 โดยยื่นบัญชีฯ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540 และครั้งที่ 3 กรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี โดยยื่นบัญชีฯ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2541 ซึ่งเป็นการยื่นบัญชีฯ ภายในกำหนดเวลาทั้งสามครั้ง จึงมีผลเท่ากับผู้ถูกร้องยอมรับว่าผู้ถูกร้องมีหน้าที่ยื่นบัญชีฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 292 แล้ว

(6) ผู้ร้องมีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา 301 (4) ตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริง รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่ง ตามมาตรา 291 ตามบัญชีฯ และเอกสารประกอบที่ได้ยื่นไว้ และมาตราที่เกี่ยวข้องกับบทเฉพาะกาลมาตรา 321 และกฎหมายอื่นด้วย

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงเห็นว่า ผู้ถูกร้องมีหน้าที่ยื่นบัญชีฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 มาตรา 292 และมาตรา 317 วรรคหนึ่ง


 

ประเด็นที่สอง รัฐธรรมนูญ มาตรา 295 ใช้บังคับแก่ผู้ถูกร้องด้วยหรือไม่

เห็นว่า ถ้าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองผู้ใดไม่ปฏิบัติตาม มาตรา 291 มาตรา 292 และมาตรา 295 จงใจไม่ยื่นบัญชีฯ หรือจงใจยื่นบัญชีฯด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ถ้าผู้นั้นยังดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต้องพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ครบกำหนดต้องยื่นตามมาตรา 292 หรือนับแต่วันที่ตรวจพบว่า มีการกระทำดังกล่าว แล้วแต่กรณี แต่ถ้าพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว เช่น ลาออก ถึงคราวออกตามอายุของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา พ้นจากตำแหน่งตามวาระ หรือตามมาตรา 215 (1) ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสั่งให้พ้นจากตำแหน่งอีก คงห้ามผู้นั้นดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ เป็นเวลาห้าปี นับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งแต่เพียงอย่างเดียว

ปรากฏว่า

2.1 ผู้ถูกร้องโต้แย้งว่า

(1) ผู้ร้องรับรองบัญชีฯ ที่ยื่นครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 แล้ว และกำลังพิจารณาบัญชีฯที่ยื่นครั้งที่ 3 ซึ่งไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 293 วรรคสอง

(2) กรณีของผู้ถูกร้องอยู่ในบังคับรัฐธรรมนูญ มาตรา 294

(3) ผู้ถูกร้องพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองมานานแล้ว ดังนั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา 295 นี้ จึงไม่ใช้บังคับแก่ผู้ถูกร้อง

2.2 ผู้ร้องชี้แจงว่า

(1) ผู้ร้องมิได้รับรองบัญชีฯ ที่ยื่นครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 เพียงแต่ประกาศว่า ผู้ถูกร้องมีทรัพย์สินและหนี้สินตรงตามบัญชีฯที่ผู้ถูกร้องยื่น และรัฐธรรมนูญมิได้ห้ามผู้ร้องตรวจสอบบัญชีฯ ดังกล่าวอีก ถ้ามีผู้ร้องเรียนว่า ผู้ถูกร้องยื่นบัญชีฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ

(2) กรณีนี้ให้ผู้ร้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 เป็นขั้นตอนแรก ก่อนที่ผู้ร้องตรวจพบว่า ผู้ใดมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติตามมาตรา 294 ซึ่งเป็นขั้นตอนต่อไป และ

(3) ถ้าบัญชีฯ มีลักษณะตาม มาตรา 295 และผู้ยื่นยังอยู่ในตำแหน่งทางการเมือง ผู้นั้นต้องพ้นจากตำแหน่ง และถูกห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ เป็นเวลาห้าปี นับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง แต่ถ้าผู้ยื่นพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองแล้ว ผู้นั้นถูกห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ เป็นเวลาห้าปี นับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งอย่างเดียว



ประเด็นนี้ มีข้อเท็จจริงซึ่งรับฟังได้ว่า

(1) ในการตรวจสอบรายงานการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญนี้ ปรากฏว่า พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี ถาม นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมาธิการ ผ่านนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ว่า มีสาระในหลายมาตราหลายส่วน และหลายตอนที่ผิดไป จากปรัชญาและอุดมการณ์ของประชาธิปไตย...น่าที่จะนำเอาสาระสำคัญต่างๆ ที่ต้องการแก้ไขนั้นไปแก้ไขกัน การอภิปรายในรัฐสภาแห่งนี้จะนำมาซึ่งข้อยุติที่น่าจะนำเอารัฐ ธรรมนูญฉบับนี้ไปแก้ไข เพื่อเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมต่อไป..ประธานคณะกรรมาธิการตอบว่า ข้อบกพร่องนั้นคงจะมีบ้าง แต่มิได้เกิดจากเจตนารมณ์ในทางที่ไม่ดี อาจจะก่อให้เกิดปัญหาบ้างเล็กน้อยในการตีความ การรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเลยนั้น จะไม่นำไปสู่ความยุ่งยาก และจะไม่นำไปสู่สิ่งต่างๆ ที่หลายคนกลัวเกรง

นอกจากนี้ เห็นว่า ในการตีความกฎหมายนั้น นอกจากจะใช้หลักการต่างๆ แล้ว จะต้องคำนึงถึงศีลธรรมของประชาชนด้วยทุกกรณี เพราะปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ของประเทศไทยในปัจจุบัน เกิดจากคนไทยมุ่งไปสู่ความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุ แต่ห่างเหินศีลธรรม ยิ่งเจริญทางวัตถุ จะยิ่งไม่มีความสงบสุขทางจิตใจ เพราะมี ความเห็นแก่ตัว มากขึ้น และความเห็นแก่ตัวนี้เป็นต้นเหตุแห่งปัญหาทั้งหมดของคน

(2) การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐนั้น ประกอบด้วย

(1) การกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีหน้าที่ยื่นบัญชีฯ ของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ

(2) ถ้าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองผู้ใดจงใจไม่ยื่นบัญชีฯ หรือจงใจยื่นบัญชีฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จ จริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งทางการเมือง และห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ เป็นเวลาห้าปี โดยให้ผู้ร้องเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย และ

(3) ถ้าปรากฏว่า ผู้ถูกร้องมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ ผู้ร้องจะให้ผู้ถูกร้องรับฟังไม่ได้ ผู้ร้องย่อมจะต้องดำเนินการต่อไป ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 294 วรรคสอง คือ ส่งเอกสารทั้งหมดที่มีอยู่ พร้อมทั้งรายงานผลการตรวจสอบไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้ทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกตินั้นตกเป็นของแผ่นดินต่อไป

(3) การเปิดเผยบัญชีฯ ของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ให้สาธารณชนทราบภายในสามสิบวัน เป็นการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 293 วรรคสอง สำหรับกรณีของผู้ถูกร้อง มีประกาศของผู้ร้อง เรื่องรายงานผลการตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2542 ระบุว่า ผลการตรวจสอบไม่ปรากฏว่า ผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองดังกล่าวข้างต้นมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ.. เท่านั้น มิใช่เป็นการรับรองของทางราชการว่าบุคคลในประกาศได้ทรัพย์สิน หรือก่อให้เกิดหนี้สินนั้นโดยสุจริต การให้ผู้ร้องประชุมเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง และความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สินดังกล่าวโดยเร็ว ตามมาตรา 293 วรรคสาม เป็นเพียงการเร่งรัดให้ผู้ร้องทำงาน ทรัพย์สิน หรือหนี้สินรายการใดถูกต้อง ครบถ้วน มีอยู่จริง และสุจริตอยู่ ตราบใด ทรัพย์สิน หรือหนี้สินรายการนั้นย่อมถูกต้อง ครบถ้วน มีอยู่จริง และสุจริตอยู่ ตราบนั้น เพราะบุคคลซึ่งเป็นเจ้าของย่อมสามารถพิสูจน์ได้

(4) กรณีของผู้ถูกร้องเป็นเพียงการยื่นบัญชีฯ ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกของการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เมื่อผู้ร้องตรวจสอบและพบว่า ผู้ถูกร้องจงใจยื่นบัญชีฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ถูกร้องอ้างว่าโอนลอยหุ้นให้แก่คู่สมรส และคู่สมรสจะใช้ชื่อบุคคลอื่นหรือให้บุคคลอื่นถือหุ้นแทนโดยผู้ถูกร้องไม่ทราบ ในการกรอกข้อความในแบบบัญชีฯ ผู้ถูกร้องอ้างว่า เป็นความเข้าใจผิดของเลขานุการส่วนตัว ทั้งๆ ที่ปรากฏว่า คู่สมรสผู้ถูกร้องยืนยันต่อศาลว่า คู่สมรสเป็นผู้สั่งว่าไม่ต้องกรอก (ดูข้อเท็จจริงใน (2) ของประเด็นที่สาม)

นอกจากนั้น ผู้ถูกร้อง (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) อ้างข่าวประชาสัมพันธ์ 31/2544 เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2544 ว่า นางสาวบุญชูฯ นายชัยรัตน์ฯ นายมานัสฯ นางสาวดวงตาฯ และนายวิชัยฯ ถือหุ้นบริษัทต่างๆ แทนคู่สมรสผู้ถูกร้องจริง สำหรับการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย แต่การที่คู่สมรสผู้ถูกร้องสั่งเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 ให้นางสาวดวงตาฯ ขายหุ้นบริษัทชินฯ 4.5 ล้านหุ้น หุ้นละ 164 บาท เป็นเงิน 738 ล้านบาท ให้แก่นายบรรณพจน์ฯ ซึ่งนายบรรณพจน์ฯ ยอมรับว่า ตนมิได้ซื้อหุ้นจำนวนนี้ หากแต่คู่สมรสผู้ถูกร้องแบ่งให้ (คำให้การต่อคณะอนุกรรมการตรวจสอบฯ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2543 หน้า 5 หรือ 7387 ) อาจเป็นนิติกรรมอำพราง เพราะนายบรรณพจน์ฯ จะต้องเสียภาษีเงินได้ หากนายบรรณพจน์ฯ ไม่เสีย คู่สมรสผู้ถูกร้องซึ่งเป็นผู้ให้ต้องเป็นผู้เสีย เลขาธิการ ป.ป.ช. มีหนังสือที่ ปช.0006/85 ลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2544 ส่งหลักฐานการให้การของนายบรรณพจน์ฯ ตามคำขอของอธิบดีกรมสรรพากรแล้ว แต่ไม่ทราบว่ากรมสรรพากรจะมีคำตอบการเสียภาษีเงินได้รายนี้หรือไม่อย่างไร

(5) การที่ผู้ถูกร้องและคู่สมรสประกอบธุรกิจโดยไม่ประสงค์จะเปิดเผยหลักทรัพย์ที่ใช้ชื่อบุคคลอื่นถือแทน เป็นการกระทำที่ ไม่โปร่งใส เพราะถ้าความลับที่ปกปิดกันมานาน เช่น นางสาวดวงตาฯ และนางสาวบุญชูฯ คือใคร ถือหุ้นเท่าใด มีความสัมพันธ์กันอย่างไรกับครอบครัวชินวัตร ถูกเปิดเผยว่าเป็นผู้ใกล้ชิดกับผู้ถูกร้องและคู่สมรสมานานแล้ว ผู้ถูกร้อง และผู้เกี่ยวข้อง อาจถูกสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ตรวจสอบ ในกรณีที่ได้มาหรือจำหน่ายหุ้นเกินร้อยละห้าของจำนวนหุ้นที่ถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ 6 และ 7 พฤศจิกายน 2540 เป็นวันที่ นางสาวดวงตาฯ ขายหุ้นของบริษัทชินฯ 0.5 ล้านหุ้นให้แก่นางสาวบุญชูฯ และ 4.5 ล้านหุ้นให้แก่นายบรรณพจน์ฯ ซึ่งเป็นวันที่ผู้ถูกร้องต้องยื่นบัญชีฯ ครั้งแรกต่อผู้ร้องด้วย ถ้าความลับนี้ถูกเปิดเผย นอกจากผู้ใกล้ชิดซึ่งเป็นผู้ถือและขายหุ้นจะต้องรายงานให้คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ฯแล้ว ยังจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงรายการทรัพย์สินในการยื่นบัญชีฯ ครั้งแรกของผู้ถูกร้องด้วย (รายงานคณะอนุกรรมการตรวจสอบฯ หน้า 62-63)

(6) เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ปฏิรูปการเมืองย่อมไร้ผล หากนักธุรกิจที่อาสาเข้ามาทำงานทางการเมืองอ้างว่า ในการประกอบธุรกิจของตน ใช้คนใกล้ชิดเจ็ดคนจดทะเบียนเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท ซึ่งอาจเป็นเหตุผลทางธุรกิจที่ว่าจะต้องรีบ เพราะธุรกิจรอไม่ได้ หรือใช้ชื่อคนใกล้ชิดถือหุ้นแทน จากนั้นให้โอนลอยหุ้นไป เพราะการโอนลอยหุ้นเป็นเรื่องปกติที่ทำกันในญี่ปุ่น จีน และไทย ซึ่งไม่มีกฎหมายห้าม ไม่ผิดจริยธรรม นักธุรกิจขนาดกลางหรือใหญ่ไม่มีใครเลยที่จะไม่เคยทำเช่นนี้มาก่อน โดยผู้ถูกร้องอ้างว่า คนอื่นทำกันทั้งนั้น หัวใจของการเมืองคือ ความไม่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้วจะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้น นักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรม ยิ่งกว่าคนธรรมดา (พุทธทาสลิขิต 3 หน้า 95) เมื่อเราทราบดีว่า การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้ที่อาสาเข้ามาแก้ไขยังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีก ย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีตและจะเป็นเหตุของอนาคต ต้องคิดให้ดี พูดให้ดี และทำให้ดี ในอนาคตจึงจะมีความหวังได้ มิฉะนั้นผู้สนับสนุนผู้ถูกร้องจะต้องผิดหวังในที่สุด

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงเห็นว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 295 ใช้บังคับแก่ผู้ถูกร้องซึ่งพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองแล้วด้วย และศาลรัฐธรรมนูญใช้มาตรานี้บังคับแก่ผู้ที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดมาแล้วทุกราย (ดูข้อเท็จจริงใน (2) ของประเด็นแรก)


 

ประเด็นที่สาม ผู้ถูกร้องไม่เข้าใจคำอธิบายบัญชีแสดงรายการ ทรัพย์สินและหนี้สินของตนจริงหรือไม่

เห็นว่า ประเด็นนี้เป็นข้อเท็จจริงที่จะต้องพิจารณากันต่อไป

ปรากฏว่า

3.1 ผู้ถูกร้อง (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) โต้แย้งว่า

(1) รัฐธรรมนูญไม่มีนิยามคำว่า "ทรัพย์สินของตน"

(2) คำอธิบายแบบบัญชีฯ ไม่ชัดเจน

(3) กรณีที่ผู้ถูกร้องไม่แสดงทรัพย์สินที่ใช้ชื่อบุคคลอื่นถือแทน ซึ่งเดิมผู้ร้องไม่กำหนดให้แสดง ไม่เป็นความผิด

(4) ไม่จงใจไม่แสดงรายการทรัพย์สินที่ใช้ชื่อบุคคลอื่น

(5) ผู้ถูกร้องไม่มีหน้าที่ยื่นบัญชีฯ ก่อนการประกาศใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ซึ่งเพิ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 และ

(6) ในหนังสือลับ ลงวันที่ 14, 24 และ 30 พฤศจิกายน 2543 ถึงประธานอนุกรรมการตรวจสอบฯ ผู้ถูกร้องชี้แจงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเหตุผลที่มิได้แสดงไว้ในบัญชีฯ โดยให้ถือการแจ้งรายการทรัพย์สินเพิ่มเติมเป็นส่วนหนึ่งของบัญชีฯ ที่ยื่นทั้งสามครั้งด้วย

3.2 ผู้ร้อง (นายกล้าณรงค์ จันทิก เลขานุการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ-ปปช.) ชี้แจงว่า

(1) แม้รัฐธรรมนูญจะไม่นิยามคำว่า "ทรัพย์สินของตน" ไว้ แต่เป็นที่เข้าใจได้

(2) คำอธิบายแบบบัญชีฯ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงคงมีสาระสำคัญเหมือนเดิม แต่มีการแก้ไขเพิ่มเติมเพียงเล็กน้อย เพื่อทำให้มีความหมายชัดเจนยิ่งขึ้น

(3) ไม่ปรากฏว่า มีรัฐมนตรีหรือผู้ยื่นบัญชีฯ รายใด ยกเหตุไม่แสดงรายการทรัพย์สินเพราะใช้ชือบุคคลอื่นถือแทน เช่น ผู้ถูกร้องอ้างว่าไม่เข้าใจคำอธิบายบัญชีฯ และ

(4) แม้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 แต่ผู้ถูกร้องมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีฯตามรัฐธรรมนูญนี้ ตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้บังคับ คือ วันที่ 11 ตุลาคม 2540 แล้ว

 

ประเด็นนี้ มีข้อเท็จจริงซึ่งรับฟังได้ว่า

(1) แม้รัฐธรรมนูญจะมิได้นิยามคำว่า "ทรัพย์สินของตน" ไว้ แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 137 บัญญัติว่า "ทรัพย์ หมายความว่า วัตถุมีรูปร่าง"

มาตรา 138 บัญญัติว่า "ทรัพย์สิน หมายความ รวมทั้งทรัพย์และวัตถุไม่มีรูปร่าง ซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้"

มาตรา 1461 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "สามีภริยาต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา"

มาตรา 1465 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าสามีภริยามิได้ทำสัญญากันไว้ในเรื่อง ทรัพย์สินเป็นพิเศษก่อนสมรส ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาในเรื่องทรัพย์สินนั้น ให้บังคับตามบทบัญญัติในหมวดนี้" และ

มาตรา 1474 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "สินสมรสได้แก่ทรัพย์สิน (1) ที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส (2)..."

จึงเห็นว่า ข้อโต้แย้งนี้เป็นเพียงคำแก้ตัวอย่างหนึ่งของผู้ถูกร้องเท่านั้น




(2) การที่ผู้ถูกร้อง (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) ได้แย้งว่า "คำอธิบายแบบบัญชีฯ ยากแก่การเข้าใจ" นั้น เห็นว่า เป็นคำแก้ตัวของผู้ถูกร้อง ถ้ารองนายกรัฐมนตรีไม่เข้าใจใครจะเข้าใจ เหตุใดจึงไม่พยายามศึกษาและทำความเข้าใจ หรือสอบถามผู้ร้อง ข้อโต้แย้งนี้ไม่อาจรับฟังได้

      ส่วนข้อที่นายประสิทธิ์ฯ กรรมการ ป.ป.ช. ฝ่ายข้างน้อยโต้แย้งว่า ถ้าคำอธิบายมีความชัดเจนแล้ว เหตุใดจึงต้องแก้ไข นั้น ไม่สอดคล้องกับคำให้การของนางกาญจนาภาฯ ซึ่งให้การต่อคณะอนุกรรมการตรวจสอบฯ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2543 ว่า "ได้อ่านคำอธิบายดังกล่าว และเข้าใจว่าต้องแสดงทรัพย์สินที่อยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่นด้วย แต่ในช่องแบบที่ให้กรอกรายการ ระบุเฉพาะคู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเท่านั้น จึงได้กรอกเฉพาะตามแบบที่มีอยู่ ในการกรอกแบบได้อ่านคำอธิบายเฉพาะที่กรอกครั้งแรก ส่วนในการกรอกที่ยื่นครั้งหลังไม่ได้อ่าน เนื่องจากเข้าใจว่าเหมือนเดิม" (หน้า 5 หรือ 7309) โดยไม่พยายามใช้ใบแนบ นอกจากนี้ นายประสิทธิ์ฯ กรรมการ ป.ป.ช. ฝ่ายข้างน้อย ตอบคำถามซักค้านของนายกล้านรงค์ฯ/ผู้ร้อง เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2544 ว่า "...ในเมื่อเขาบอกว่า พวกนี้ไม่ต้องไปกรอก คุณหญิงว่าไม่ต้องกรอก เพราะเป็นชื่อของคนอื่น ก็เขาจะไปกรอกได้อย่างไร" (หน้า 22)

(3) ไม่มีรัฐมนตรีหรือผู้ถูกกล่าวหารายใดนอกจากผู้ถูกร้อง (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) ยกเอาการมีทรัพย์สินที่ใช้ชื่อบุคคลอื่นถือแทนเป็นเหตุไม่เข้าใจแบบบัญชีฯ และไม่แสดงรายการทรัพย์สินดังกล่าวในบัญชีฯ

(4) ถ้าผู้ถูกร้องถามตนเองว่า ทรัพยสิน (หุ้น) ของตนที่โอนลอยให้แก่คู่สมรส และที่โอนลอยให้แก่คู่สมรสและคู่สมรสโอนต่อโดยใช้ชื่อบุคคลอื่นถือแทน เป็นทรัพย์สินส่วนของผู้ถูกร้องด้วยหรือไม่ ผู้ถูกร้องย่อมจะตอบได้โดยสุจริต เปิดเผย และชัดเจนว่า ทรัพยน์สินนั้นเป็นทรัพย์สินส่วนของตนอยู่ ทั้งขณะที่ยังเป็นคู่สมรส และเมื่อจะหย่าขาดจากกัน นอกจากนี้ ผู้ถูกร้องก็ไม่เคยนำหลักฐานการโอนลอยหุ้นมาแสดง

     เมื่อสี่สิบปีก่อน เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลนิวซีแลนด์อธิบายพร้อมแสดงตัวอย่างว่า เข้าใช้เครื่องคอมพิวเตอร์และบอกได้ว่า ในขณะใดขณะหนึ่ง กระทรวงการคลังจ่ายเงินค่าใช้สอยของสำนักงานและกรมต่างๆ ประมาณ 50 ไปแล้วจำนวนเท่าใด และยังเหลืออีกจำนวนเท่าใด คิดเป็นร้อยละเท่าใด ดังนั้น การที่ผู้ถูกร้องยังอ้าง (ในปัจจุบัน) ว่า ไม่ทราบว่าคู่สมรสมีทรัพย์สิน (หุ้น) ในนามตนและที่ใช้ชื่อบุคคลใกล้ชิดถือแทนในบริษัทใดเท่าใดนั้น เห็นว่า ไร้เหตุผลทางด้านการบริหารการจัดการและการเงินของบริษัท และกลุ่มในบริษัท เพราะผู้ถูกร้องเป็นประธานกรรมการบริหาร (ซี.อี.โอ) ของกลุ่มบริษัทชินวัตร ซึ่งประกอบด้วยบริษัทในเครือหกสิบกว่าบริษัท (เสนอหลักฐานว่า ลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทแล้ว) จะไม่ทราบว่า ในขณะใดขณะหนึ่ง ตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มีทรัพย์สิน (หุ้น) ที่ถือในนามตนเอง และหรือคู่สมรสใช้ชื่อบุคคล อื่นหรือมีหุ้นแทนอยู่เท่าใด เพราะเพียงแต่ผู้ถูกร้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่มี Software ที่เหมาะสมเท่านั้น ย่อมสามารถจะทราบจำนวนผู้ถือหุ้นจำนวน หุ้นที่ผู้ถือหุ้นแต่ละรายของแต่ละบริษัท และกลุ่มบริษัท ราคาหุ้นสูงสุด และต่ำสุดของหุ้นแต่ละตัวของแต่ละวัน รวมไปถึงต้นทุนการผลิตและกำไร ต่อหน่วย ฯลฯ ณ เวลาใดเวลาหนึ่งของวันได้ด้วยเพียงนิ้วมือเดียว ด้วยอุปกรณ์เช่นนี้ ผู้บริหารสูงสุดของกลุ่มบริษัทจะสามารถเข้าถึง "ข้อมูลภายใน" ของแต่ละบริษัทได้

(5) การให้ถือคำชี้แจงรายการทรัพย์สินที่ไม่ได้แสดงไว้ในการยื่นบัญชีฯ ทั้งสามครั้งเป็นส่วนหนึ่งของรายการทรัพย์สินที่ยื่นไว้ในบัญชีฯ สามครั้งก่อนด้วย เห็นว่าไม่อาจอนุญาตได้ เพราะผู้ถูกร้องมิได้แจ้งรายการทรัพย์สินดังกล่าวต่อคณะอนุกรรมการตรวจสอบฯ ด้วยความสมัครใจ หากแต่ผู้ถูกร้องจำเป็นต้องแสดงรายการทรัพย์สินดังกล่าว พร้อมด้วยเหตุผล ต่อคณะอนุกรรมการตรวจสอบฯ เพราะคณะอนุกรรมการตรวจสอบฯ ถามไป และเป็นการกระทำภายหลังที่สื่อมวลชนรายงานว่า ผู้ถูกร้องโอนทรัพย์สินเป็นจำนวนมากให้แก่ผู้ใกล้ชิด และมีผู้กล่าวหาผู้ถูกร้องในเรื่องตามคำร้องนี้ โดยขอให้ผู้ร้องตรวจสอบด้วย

(6) การที่ผู้ถูกร้อง (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) แถลงการณ์ปิดคดี เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2544 ว่า ผู้ถูกร้องมิได้ปฏิบัติผิดกฎหมายหรือปิดบังอำพราง โดยรับราชการตำรวจเป็นเวลา 14 ปี เป็นนักธุรกิจ 8 ปี เข้าสู่การเมืองประมาณ 6-7 ปี ต่อจากนั้นโอนการจัดการธุรกิจให้คู่สมรสดำเนินการ แต่เมื่อตรวจสอบสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่บริษัทต่างๆ ส่งให้กระทรวงพาณิชย์แล้ว พบว่า ผู้ถูกร้องและ/หรือคู่สมรส ใช้ชื่อผู้ใกล้ชิดถือหุ้นแทน ทั้งก่อนและหลังเวลาที่ผู้ถูกร้องอ้างว่าโอนลอยหุ้นให้แก่คู่สมรส อีกทั้งผู้ใกล้ชิดดังกล่าวก็เป็นกลุ่มบุคคลเดียวกัน เช่น ผู้ถือหุ้นบริษัทชินวัตรฯ

(7) การที่คู่สมรสผู้ถูกร้องมีหุ้นโดยไม่ใช้ชื่อตน แต่ใช้ชื่อของบุคคลใกล้ชิดเป็นเจ้าของ แม้จะไม่มีกฎหมายห้าม แต่กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา ตามเหตุผลของคู่สมรสผู้ถูกร้อง 6 ประการ และผู้ถูกร้องอีก 7 ประการ รายการทรัพย์สินเพิ่มเติมที่ผู้ถูกร้องมิได้แสดงไว้ในการยื่นบัญชีฯ ทั้งสามครั้งที่ผู้ถูกร้องชี้แจงในหนังสือลับ ลงวันที่ 14, 24 และ 30 พฤศจิกายน 2543 เพราะผู้ถูกร้องและคู่สมรสผู้ถูกร้องพยายามประกาศให้ประชาชนทราบว่า หุ้นนั้นเป็นของผู้มีชื่อจริง ทั้งๆ ที่คู่สมรสผู้ถูกร้องเป็นผู้ขอใช้ชื่อบุคคลผู้นั้น การไม่แสดงรายการทรัพย์สินดังกล่าวในบัญชีฯ จึงมิใช่ความผิดพลาดโดยสุจริต แต่เป็นการจงใจปดปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงเห็นว่า ข้อแก้ตัวของผู้ถูกร้อง ซึ่งเคยเป็นรองนายกรัฐมนตรี รับฟังไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 วรรคสอง บัญญัติว่า

"บัญชีตามวรรคหนึ่งให้ยื่นพร้อมเอกสารประกอบ ซึ่งเป็นสำเนาหลักฐานที่พิสูจน์ความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สินดังกล่าว รวมทั้งสำเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในรอบปีภาษีที่ผ่านมา โดยผู้ยื่นจะต้องลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องกำกับไว้ในบัญชีและสำเนาหลักฐานที่ยื่นไว้ทุกหน้าด้วย"

และมาตรา 292 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 291 ให้แสดงรายการ ทรัพย์สินและหนี้สินที่มีอยู่จริงในวันดังกล่าว และต้องยื่น..."

     ผู้ถูกร้องเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญของฝ่ายบริหาร และมีความรับผิดชอบสูง ไม่สมควรปัดความรับผิดหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญให้แก่เลขานุการส่วนตัว ซึ่งเป็นเพียงพนักงานผู้น้อย

 




ประเด็นที่สี่ ผู้ถูกร้องจงใจยื่นบัญชีฯด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ จริงหรือไม่

เห็นว่า การที่จะถือว่า บุคคลใด "จงใจปกปิด" สิ่งใด บุคคลนั้นจะต้องรู้ข้อมูล หรือข้อเท็จจริงที่จะปกปิดก่อน ผู้ถูกร้องอ้างประมวลกฏหมายอาญา และประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ว่า ต้องมีเจตนาพิเศษ ด้วยนั้น เนื่องจาก "ปกปิด" มีความหมายอยู่ในตัวเพียงว่า ผู้ถูกร้องรู้หรือทราบว่าตนมีทรัพย์สินและไม่แจ้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 เท่านั้น ถือว่า (มีมูลเหตุ) ปกปิดแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ถูกร้องยืนยันถึงเหตุผลของการที่คู่สมรสผู้ถูกร้องแจ้งเหตุที่ใช้ชื่อบุคคลอื่นถือหุ้นแทน 6 ประการ ประกอบกับเหตุผลของผู้ถูกร้องอีก 7 ประการ ในหนังสือของผู้ถูกร้องทั้งสามฉบับที่ผู้ถูกร้องชี้แจงคณะอนุกรรมการตรวจสอบฯแล้ว โดยนางกาญจนาภาฯเลขานุการส่วนตัวคู่สมรสผู้ถูกร้องก็ทราบ คู่สมรสผู้ถูกร้องก็ทราบ และผุ้ถูกร้องยืนยันว่า ต้องทราบว่ามีทรัพย์สินที่ใช้ชื่อบุคคลอื่นถือแทน ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัย "การจงใจ" ไว้ ในคำวินิจฉัยที่ 31/2543 ลงวันที่ 10 สิงหาคม 2543 ว่า "ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจหน้าที่แต่เพียงวินิจฉัยชี้ขาดว่า ผู้ถูกร้องจงใจ...เท่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยถึงมูลเหตุจูงใจ..." (หน้า 47)ด้วย

นอกจากนี้ มีหลักกหมายทั่วไปว่า "กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา" ย่อมนำมาใช้กับกรณียื่นบัญชีฯได้ เพราะเมื่อผู้ถูกร้องยอมรับว่า โอนลอยหุ้นให้แก่คู่สมรสผู้ถูกร้อง แล้วคู่สมรสผู้ถูกร้องจะโอนให้ใครก็ได้ เมื่อปรากฏว่า ผู้ถูกร้องยอมรับข้อเท็จจริงว่า ผู้ถูกร้องรู้ว่าผู้ใดถือหุ้นบริษัทใด เท่าใด แทนคู่สมรสผู้ถูกร้อง และผู้ถือหุ้นโอนกลับไปยังคู่สมรสผู้ถูกร้อง (ดูข้อเท็จจริงใน (11) และ (12) ของประเด็นที่สี่) แต่ผู้ถูกร้องไม่แจ้งในบัญชีฯที่ยื่นทั้งสามครั้ง จึงต้องถือว่า ผู้ถูกร้องยื่นบัญชีฯด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบแล้ว ผู้ถูกร้องและ/หรือคู่สมรสจงใจปกปิดหุ้นของตนโดยใช้ชื่อบุคคลใกล้ชิดถือแทน เพราะ

(1) ไม่ต้องการให้ผู้ใดทราบว่า เจ้าของหุ้นที่แท้จริงคือใคร

(2) ไม่ต้องการให้ผู้ใดรู้ว่า นมีหุ้นเท่าใด คิดเป็นร้อยละเท่าใด

(3) เพื่อซื้อขายหุ้นได้ง่าย และ

(4) ในกรณีที่มีการเสียหายเกิดขึ้นเกี่ยวกับการถือหุ้นในบริษัทดังกล่าว จะไม่กระทบต่อชื่อเสียงของผู้ถูกร้อง และคู่สมรส หรือบริษัทในเครือ



ปรากฏว่า



4.1 ผู้ถูกร้อง (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) โต้แย้งว่า

(1) ผู้ร้อง (นายกล้าณรงค์ จันทิก เลขานุการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ-ปปช.) ไม่ระบุว่า ทรัพย์สินรายการใดเป็นเท็จ หรือปกปิด ทำให้ผู้ถูกร้องไม่อาจเข้าใจได้

(2) การเป็นสามีภริยากัน มิได้หมายความว่า สามีจะต้องรู้กิจการของภริยาและภริยาจะต้องรู้กิจการของสามีทุกเรื่องเสมอไป

(3) การใช้ชื่อบุคคลอื่นถือหุ้นแทน มิใช่เป็นสิ่งที่ผิดกฏหมาย เป็นสิ่งที่กระทำกันเป็นธรรมดาในวงการธุรกิจ

(4) กรณีหุ้นบริษัทชินวัตรฯ ที่มีผู้รับโอนจากผู้ถูกร้องในปี 2535 เพราะคู่สมรสผู้ถูกร้องนำใบโอนลอยหุ้นใส่ชื่อบุคคลอื่นเป็นผู้รับโอนแทน และผู้ถูกร้องไม่ได้จัดการให้ใช้ชื่อบุคคลอื่นถือหุ้นแทน จึงไม่มีข้อมูล

(5) กรณีหุ้นบริษัทอินโฟลิ้งค์ฯ เป็นการโอนเมื่อปี 2542 หลังเวลาที่ผู้ถูกร้องไม่มีหน้าที่ยื่นบัญชีฯแล้ว

(6) กรณีหุ้นบริษัทอัลไพน์ฯ ผู้ถูกร้องไม่ได้ปกปิดการซื้อขาย คู่สมรสผู้ถูกร้องเป็นผู้ซื้อ ผู้ถูกร้องไม่ทราบว่า เป็นทรัพย์สินที่ต้องแสดงในบัญชีฯ

(7) รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติให้คู่สมรสผู้ถูกร้องยื่นบัญชีฯ และ

(8) การที่ผู้ร้องกล่าวหาว่า ผู้ถูกร้องจงใจยื่นบัญชีฯด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบนั้น ผู้ร้องต้องพิสูจน์ว่า ผู้ถูกร้องรู้ว่ามีเจตนาปกปิดเพื่ออะไร

 

4.2 ผู้ร้อง (นายกล้าณรงค์ จันทิก เลขานุการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ-ปปช.) ชี้แจงว่า

(1) ผู้ถูกร้อง (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) แจ้งทรัพย์สินรายการที่มิได้แจ้งไว้ในบัญชีฯทั้งสามครั้ง พร้อมด้วยเหตุผลโดยละเอียดไว้ในหนังสือลับ ลงวันที่ 14, 24 และ 30 พฤศจิกายน 2543 ที่ชี้แจงต่อคณะอนุกรรมการตรวจสอบฯแล้ว ถือว่าผู้ถูกร้องยอมรับข้อเท็จจริงว่า ผู้ถูกร้องจงใจยื่นบัญชีฯด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องชี้แจงเพิ่มเติมอีก

(2) การที่คู่สมรสผู้ถูกร้อง (คุณหญิงพจมาน ชินวัตร) ใช้ชื่อบุคคลอื่นถือหุ้นแทนนั้น ผู้ถูกร้องทราบข้อเท็จจริงและเหตุผลดี ดังปรากฏรายละเอียดในหนังสือลับ ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2543 หน้า 18-21 และ

(3) การจงใจปกปิดทรัพย์สินนั้น เพียงแต่ผู้ถูกร้องรู้ว่ามีทรัพย์สินที่ต้องแจ้ง แต่ไม่แจ้งทรัพย์สินนั้นก็เพียงพอแล้ว

 

ประเด็นนี้มีข้อเท็จจริงซึ่งรับฟังได้ว่า

(1) ผู้ถูกร้อง (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) ระบุว่า ทรัพย์สินรายการใดที่ผู้ถูกร้องและคู่สมรส ไม่แสดงไว้ในบัญชีฯที่ยื่นทั้งสามครั้ง พร้อมด้วยเหตุผลโดยละเอียดในหนังสือลับ ลงวันที่ 14, 24 และ 30 พฤศจิกายน 2543 แล้ว ประกอบกับการที่ผู้ถูกร้องชี้แจงต่อคณะอนุกรรมการตรวจสอบในวันที่ 8 ธันวาคม 2543ว่า "ข้าฯได้เห็นคำชี้แจงทั้งสามฉบับ (หนังสือลับ ลงวันที่ 14 ,24 และ 30 พฤศจิกายน 2543) ดังกล่าวแล้ว ขอยืนยันตามข้อเท็จจริงทุกประการ" (หน้า 2 หรือ 7392) จึงไม่จำเป็นต้องให้ผู้ร้องระบุทรัพย์สินรายการเหล่านั้นอีก

(2) การที่ผู้ถูกร้องกล่าวหาว่า ผู้ร้องไม่ให้โอกาสผู้ถูกร้องชี้แจงข้อกล่าวหานั้น ผู้ร้องให้ผู้ถูกร้องชี้แจงเป็นหนังสือ ผู้ถูกร้องชี้แจงต่อคณะอนุกรรมการตรวจสอบฯโดยหนังสือลับ ลงวันที่ 14,24 และ 30 พฤศจิกายน 2543 และให้ผู้ถูกร้องคู่สมรสและผู้ใกล้ชิด ชี้แจงต่อคณะอนุกรรมการตรวจสอบฯ เมื่อวันที่ 8 และ 15 ธันวาคม 2543 นั้น เห็นว่า เป็นการเพียงพอแล้ว

(3) คำให้การเป็นหนังสือของพยานบุคคล (คุณหญิงพจมาน ชินวัตร นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ นายศักรินทร์ ร่วมรังษี นายวิโรจน์ นวลแข และนายสุวิทย์ มาไพศาลสิน) ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2544 นั้น ผู้ร้องขอซักค้าน แต่ไม่มาศาล โดยอ้างว่า คำให้การดังกล่าวมีการชี้แจงทุกประเด็นโดยละเอียดแล้ว ส่วนคำให้การเป็นหนังสือของนายสุรศักดิ์ วาจาสิทธิ์ ซึ่งอ้างแถบบันทึกรายการหนี้แผ่นดิน เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์แหล่งระดมทุนนักธุรกิจไทย หรือแหล่งเก็งกำไรของต่างชาติ ทางวิทยุโทรทัศน์ช่อง 7 ข่าวยูบีซี ออกอากาศ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2544 เป็นส่วนหนึ่งของคำให้การนั้นผู้ร้องโต้แย้งว่า ผู้ถูกร้องระบุตัวเป็นพยานเพิ่มเติมหลังจากที่นายสุรศักดิ์ฯ ออกรายการดังกล่าวเพียงสองวัน และผู้จัดรายการดังกล่าว คือ นายนพดล อินนา เป็นผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคไทยรักไทย พยานจึงมิใช่คนกลางโดยแท้จริง ตามที่ผู้ถูกร้องกล่าวอ้าง การจัดทำรายการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยผู้ถูกร้องนำมาเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ ส่วนนายวิโรจน์ นลแข เป็นอดีตประธานกรรมการ บริษัทภัทรฯ ซึ่งเป็นบริษัทโบรกเกอร์ซื้อขายหลักทรัพย์ของผู้ถูกร้อง และ/หรือคู่สมรส รวมทั้งผู้ใกล้ชิด

(4) การใช้ชื่อบุคคลอื่นถือหุ้นแทนนั้น ผู้ถูกร้อง (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) อ้างว่า เป็นการกระทำที่ไม่ผิดกฏหมาย และเป็นสิ่งที่นักธุรกิจกระทำกันเป็นธรรมดา

     ถามว่า เหตุผลในการที่คู่สมรสใช้ชื่อบุคคลอื่นถือหุ้น 6 ประการ ประกอบกับเหตุผลที่ผู้ถูกร้องอ้างอีก 7 ประการ สอดคล้องกับศีลธรรมและประเพณีอันดีงามของสังคมไทยหรือไม่

     เมื่อตรวจสอบกับสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นบริษัทต่างๆ ที่ผู้ถูกร้องและคู่สมรสมาแต่ต้นแล้ว ปรากฏว่า ผู้ถูกร้อง และ/หรือ คู่สมรส ใช้ชื่อผู้ใกล้ชิด เช่น นางสาวดวงตาฯ นางสาวบุญชูฯ นายชัยรัตน์ฯ นายบรรณพจน์ฯ นางสาวบุษบาฯ (ต่อมาสมรสกับนายบรรณพจน์ฯ) นายพรทิพย์ฯ นางสาวสุกัญญาฯ นาวิชัยฯ และนายมานัสฯเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทนั้นๆ ด้วย ตั้งแต่ปี 2530 แล้ว

(5) กรณีการซื้อขายหุ้นบริษัทชินฯ ที่ผู้ถูกร้องรายงานตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ มาตรา 246 เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2542 เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง (แม้จะเกินกำหนดเวลาที่รัฐ ธรรมนูญบัญญัติให้ผู้ถูกร้องยื่นบัญชีฯแล้ว) ว่า ผู้ถูกร้องขาย 32,920,000 หุ้น ในตลาดหลักทรัพย์ฯให้แก่ผู้อื่น คือ Ample Rich Investments Limited, 185 A Goldhill Centre 51,Thomson Road, Singapore 307629 (Correspondent Office) ซึ่ง พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ถือหุ้น 100% (คงเหลือ 32,920,000หุ้น) นั้น กระทำเพื่อะไร หากมิใช่เพื่อปกปิด ข้อเท็จจริงเพื่อมิให้บุคคลอื่นทราบว่า บริษัทนี้คือผู้ถูกร้อง

(6) กรณีหุ้นบริษัทอินโฟลิ้งค์ฯนั้น ผู้ร้องใช้สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่บริษัทเสนอกรมทะเบียนการค้า เป็นหลักในการกล่าวหาผู้ถูกร้อง เมื่อบริษัทฯชี้แจงให้ผู้ร้องทราบความผิดพลาดในการถือหุ้นของผู้ถูกร้องและดำเนินการแก้ไขจนถูกต้อง ประกอบกับผู้ร้องรับว่า ไม่ติดใจแล้ว ข้อกล่าวหาควรยุติได้

(7) ผู้ถูกร้อง และ/หรือคู่สมรส ถือหุ้นบริษัทเอสซี แอสเสทฯ มาตั้งแต่ปี 2530 และให้นายบรรณพจน์ฯ และนางสาวบุษบาฯ ถือหุ้นในปีเดียวกันด้วย เมื่อผู้ถูกร้องอ้างว่า โอนลอยหุ้นให้แก่คู่สมรสผู้ถูกร้องแล้ว คู่สมรสผู้ถูกร้องยังคงใช้ชือบุคคลกลุ่มเดียวกันนี้อีก ซึ่งผู้ถูกร้องยอมรับข้อเท็จจริงนี้ดังปรากฏใน (12) ของประเด็นนี้

(8) กรณีหุ้นของบริษัทอัลไพน์ฯนั้น ปรากฏว่า คู่สมรสผู้ถูกร้องซื้อหุ้นบริษัทฯ เมื่อวันที่ 9 กันยาน 2541 โดยใช้ชื่อบุคคลอื่นถือหุ้นแทน ผู้ถูกร้องต้องยื่นบัญชีฯ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2541 แต่ผู้ถูกร้องไม่แจ้งทรัพย์สินรายการนี้ ผู้ถูกร้องให้สัมภาษณ์ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2542 ว่า

     "สนามกอล์ฟนี้นะครับ ราคาที่ผมจ่ายไปห้าร้อยล้าน มีที่อยู่ประมาณเกือบห้าร้อยไร่ และมีคลับเฮ้าส์หลังเบ้อเร่อ สร้างด้วยเงินร้อยกว่าล้าน Worth ไหมครับ และเป็นสนามที่ใช้แข่งเอเชียนเกมส์ เพราะฉะนั้น ไม่เป็นการช่วยเหลือหรอกครับ เป็นการซื้อกันทางธุรกิจในฐานะคนรู้จักกันมาเจรจาค้าขายกัน และมองว่าเป็นสิ่งที่ Worth ที่จะซื้อกัน ผมก็เลยซื้อเท่านั้นเอง คงไม่เป็นเรื่องของบุญคุณ ผมไม่ได้มีบุญคุณกับคุณเสนาะครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องของผม ไม่มีบุญคุณกับคุณเสนาะ เพราะคุณเสนาะมาเสนอขาย ราคามันสมเหตุสมผล ผมก็เลยซื้อ บังเอิญเป็นคนรู้จักเท่านั้นเอง"

และชี้แจงเป็นหนังสือเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2544 ต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า ตามที่ผู้ถูกร้องเคยให้สัมภาษณ์แก่ นายเจิมศักดิ์ฯ ว่า "ผมเป็นผู้ซื้อหุ้น" คำว่า "ผม" หมายถึง บริษัทเอสซี แอสเสท จำกัด ที่คู่สมรสผู้ถูกร้องและพี่ชายเป็นเจ้าของ คำชี้แจงของผู้ถูกร้องเป็นคำแก้ตัวที่รับฟังไม่ได้ เพราะผู้ถูกร้องยอมรับข้อเท็จจริงนี้ ดังปรากฏใน (12) ของประเด็นนี้

(9) การที่รัฐธรรมนูญมิได้บังคับให้คู่สมรสผู้ถูกร้องยื่นบัญชีฯ นั้น มาตรา 291 บัญญัติให้ผู้ถูกร้องแต่เพียงผู้เดียวมีหน้าที่ยื่นบัญชีฯ เพราะมีมาตรา 209 ซึ่งบัญญัติให้รัฐมนตรีโอนหุ้นให้แก่นิติบุคคลซึ่งจัดการทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น เพื่อมิให้รัฐมนตรีมีผลประโยชน์ขัดกันกับการประกอบธุรกิจของครอบครัว โดยมีพระราชบัญญัติการจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ. 2543 ใช้บังคับ นับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 12 กรกฏาคม 2543 ประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1470 ถึงมาตรา 1474 บัญญัติเกี่ยวกับทรัพย์สินของสามีและภริยา ประมวลรัษฎากร มาตรา 57 ตรี ว่าด้วยการเสียภาษีของสามีและภริยาในปีภาษีหนึ่ง

     และเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่จะปฎิรูปการเมือง ซึ่งผู้ใดที่เข้ามาทำงานทางการเมืองแล้ว จะต้องโอนการจัดการหุ้นบริษัทต่างๆที่มีอยู่ทั้งหมด มิใช่เพียงบอกล่าว หรือโฆษณาให้ชาวบ้านทราบแต่เพียงว่า โอนกิจการให้แก่คู่สมรสหรือบุตรแล้ว

     แต่ในความจริงแล้ว ผู้ถูกร้องยังอยู่เบื้องหลังการประกิบธุรกิจของคู่สมรสและบุตรด้วย ผูู้้ถูกร้องต้องยื่นบัญชีฯของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ

     จะอ้างว่า ผู้ถูกร้องโอนลอยทรัพย์สินของตน (หุ้น) ให้แก่คู่สมรส และผู้ถูกร้องไม่ทราบว่า คู่สมรส ซึ่งมีสิทธิจะโอนทรัพย์สินของตนให้แก่บุคคลใดก็ได้ ได้โอนทรัพย์สินไปเป็นของบุคคลอื่น เปนความผิดพลาดหรือบกพร่องของเลขานุการส่วนตัว เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 บัญญัติให้ผู้ถูกร้องต้องลงลายมือชื่อในบัญชีฯรับรองความถูกร้องกำกับไว้ทุกหน้า เป็นการปัดความรับผิด ประกอบกับมีข้อเท็จจริงตาม (11)-(13) ของประเด็นนี้ ย่อมจะรับฟังไม่ได้

(10) อีกเรื่องหนึ่ง แม้เป็นเหตุการณ์ที่ผู้ถูกร้องไม่ต้องยื่นบัญชีฯ แล้ว เมื่อผู้ถูกร้องและคู่สมรสขายหุ้นบริษัทเอส ซี เค เอสเทต จำกัด 3,549,980 หุ้นและ 2,000,000 หุ้นๆ ละ 10 บาท เป็นเงิน 55,499,800 บาท ให้กับบริษัท Win Mark Limited สัญชาติ British Virgin Island ในวันที่ 1 สิงหาคม 2543 ผู้ถูกร้องยืนยันว่า การโอนขายหุ้นนี้เป็นการขายหุ้นตามปกติ ไม่มีลักษณะการฟอกเงิน เพราะการโอนขายหุ้นนั้น แจ้งหลักฐานการเข้ามาถือหุ้นของบริษัทผู้ซื้อต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทแล้ว ทำให้เกิดปัญหาต้องสงสัยต่อไปว่า บริษัทผู้ซื้อใช้เงินสกุลใด มาจากที่ใด ชอบด้วยกฏหมายหรือไม่ น่าเสียดายที่ผู้ถูกร้องมิได้อธิบายด้วย (หนังสือของผู้ถูกร้องลับ ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2543 หน้า 12)

(11) คู่สมรสผู้ถูกร้อง (คุณหญิงพจมาน ชินวัตร) ตอบคำถามของคณะอนุกรรมการตรวจสอบฯ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2543 ว่า

ถาม "เมื่อท่านใช้ชื่อบุคคลอื่นถือหุ้นแทน พ.ต.ท.ทักษิณฯและท่าน ดังนั้นหุ้นดังกล่าวทั้งหมดจึงยังคงเป็นของท่านและพ.ต.ท.ทักษิณฯอยู่ ท่านทราบถึงจำนวนหุ้นในบริษัทต่างๆ ซึ่งบุคคลต่างๆ เหล่านั้นถือหุ้นแทนหรือไม่"

ตอบ "ข้าฯทราบ เพราะมีหลักฐานเก็บเอาไว้ แต่หลักฐานทั้งหมดเก็บอยู่ที่นางกาญจนาภา หงษเหิน และบุคคลทั้งหมดที่ถือ หุ้นแทนนั้นจะโอนหุ้นให้กับข้าฯ ส่วนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่มี "

(หน้า 4 หรือ 7394) คำตอบแสดงว่า คู่สมรสผู้ถูกร้อง "รู้" ว่า ตนมีทรัพย์สินอะไร เท่าใด และอยู่ที่ใคร แต่จงใจไม่แสดงรายการทรัพย์สินนั้น

(12) ผู้ถูกร้องตอบคำถามของคณะอนุกรรมการตรวจสอบฯ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2543 ว่า

     "...ข้าฯขอยืนยันคำชี้แจงและเอกสารที่ยื่นต่อคะอนุกรรมการตรวจสอบฯ ลงวันที่ 14, 24 และ 30 พฤศจิกายน 2543 แลชี้แจงข้อเท็จจริงและเหตุผลดังกล่าวมาครบถ้วน..."

และ     "...แต่อย่างไรก็ตาม หุ้นหรือทรัพย์สินของข้าฯ หรือคุณหญิงพจมานฯ ที่อยู่ในชื่อคนอื่นนั้น มีการจัดทำรายละเอียดเอาไว้ และจะต้องรู้ว่า ทรัพย์สินในส่วนของข้าฯและคุณหญิงพจมานฯ จะมีจำนวนเท่าใด และอยู่ในชื่อบุคคลใดบ้าง..."

และ     "...ข้าฯขอชี้แจงเพิ่มเติมว่า การที่ข้าฯจะยื่นหรือไม่ยื่นรายการหุ้นของข้าฯ หรือของคุณหญิงพจมานฯ ที่อยู่ในชื่อของบุคคลอื่น ไว้ในบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งสามครั้งนี้ ข้าฯก็ไม่ได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์ใดๆ แต่อย่าง ใด"

(หน้า 2-4 หรือ 7399-7401)

คำตอบนี้แสดงว่า ผู้ถูกร้อง "รู้" ว่า ตนมีทรัพย์สินอะไร เท่าใด และอยู่ที่ใคร แต่จงใจไม่แสดงรายการทรัพย์สินนั้นเช่นเดียวกัน

(13) เมื่อตรวจสอบสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นบริษัทต่างๆ อนหลังไปถึงปี 2526 แล้ว ปรากฏว่า ทั้งผู้ถูกร้องและ/หรือคู่สมรส ร่วมกันทำธุรกิจโดยให้ผู้ใกล้ชิด เช่น นางสาวบุญชูฯ นาวสางดวงตาฯ นายชัยรัตน์ฯ นางดนีย์ฯ นายวิชัยฯ นายมานัสฯ นายสวัสดิ์ฯ นายพรทิพย์ฯ นายวันชัยฯ นางสาวบุษบาฯ นางสาวสุกัญญาฯ (ต่อมา นางสาวดวงตาฯ และนางสาว บุษบาฯสมรส นางสาวสุกัญญาฯ ลาออก และนายวันชัยฯตาย) การถือหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่นฯ ผูถูกร้องถือ 5,200,000 หุ้น (24/7/33) ต่อมาผู้ถูกร้องโอนให้นางสาวดวงตาฯ, นางสาวสุกัญญาฯ, นางสาวบุญชูฯ, นายมานัสฯ และนายพรทิพย์ฯ ถือคนละ 346,500 หุ้น นายวิชัยฯ ถือ 345,000 หุ้น และนายชัยรัตน์ฯ ถือ 346,300 หุ้น (24/7/33) (หน้า 1335)

ตัวอย่างที่ผู้ถูกร้องและหรือคู่สมรส ใชชื่อบุคคลใกล้ชิดถือหุ้นแทน เพื่อให้บริษัทมีผู้ถือหุ้นครบ 7 คนตามที่กหมายกำหนด เช่น

- หุ้นบริษัทเพจเจอร์ เซลส์ ฯ มีผู้ถือหุ้นทั้งหมด 9 ราย ผู้ถูกร้อง (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) ถือ 5,993 หุ้น ในจำนวน 10,000 หุ้น (หน้า 4210) ต่อมาปรากฏว่า นางสาวดวงตาฯ ถือ 5,993 หุ้น นายชัยรัตน์ฯ ถือ 2 หุ้น นายวันชัยฯ ถือ 2 หุ้น นายสมศักดิ์ถอ 1 หุ้น นางสาวบุญชูฯ ถือ 1 หุ้น และนายพรทิพย์ฯ อีก 1 หุ้น (22/6/ 37) จึงมีผู้ถือหุ้นครบเจ็ดคน (หน้า 2210)

- หุ้นบริษัทเอ ที แอนด์ ที ไดเร็กทอรี่ส์ฯ ผู้ถูกร้องถือ 206,000 หุ้น คู่สมรสถือ 309,900 หุ้น (1/4/34) (หน้า 531) ต่อมานางสาวบุญชูฯ ถือ 1,850,408 หุ้น นางสาวดวงตาฯ ถือ 2,056,004 หุ้น (3/7/35) จึงมีผู้ถือหุ้นครบเจ็ดคน (หน้า 535) และ

- หุ้นบริษัทยูเนียน เรียล เอสเตทฯ ผู้ถูกร้องถือ 25,000 หุ้น คู่สมรส (คุณหญิงพจมาน ชินวัตร) ถือ 25,000 หุ้น นายบรรณพจน์ฯ ถือ 5,000 หุ้น และนางสาวบุษบาฯ ถือ 5,000 หุ้น (18/11/30) ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทเอสซี แอสเสทฯ (26 ก.พ.36) นายบรรณพจน์ฯ ถือ 1,000,000 หุ้น นางสาวบุญชูฯ ถือ 400,000 หุ้น นางสาวสุกัญญาฯ ถือ 300,000 หุ้น และนางสาวดวงตาฯ ถือ 299,997 หุ้น และคนอื่นอีก 3 คน ถือคนละ 1 หุ้น รวมเป็นผู้ถือหุ้นเจ็ดคนถือ 2,000,000 หุ้น ทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท และเพิ่มทุนอีก 100 ล้านบาท โดยให้นายบรรณพจน์ฯ ถือหุ้นอีก 1,000,000 หุ้น รวมเป็น 2,000,000 หุ้น ต่อมาบริษัทนี้แยกมูลค่าหุ้นๆ ละ 100 บาท เป็นหุ้นละ 10 บาท โดยให้ผู้ถือหุ้นเป็นไปตามเดิม ยกเว้นหุ้นของนางสาวสุกัญญาฯ ซึ่งลาออก และนางดนีย์ฯ เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้น จึงมีผู้ถือหุ้นครบเจ็ดคน ตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2537-27 เมษายน 2542 ฯลฯ

ผู้ถูกร้อง (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) อ้างว่า โอนลอยหุ้นให้คู่สมรสผู้ถูกร้องแล้ว จึงไม่ทราบว่า คู่สมรสผู้ถูกร้องโอนหุ้นดังกล่าวให้แก่ผู้ใดอีก และไม่ทราบว่าคู่สมรสผู้ถูกร้องขายหุ้นที่ได้รับโอนจากผู้ถือหุ้นให้แก่ผู้ใด แต่ปรากฏว่า คู่สมรสผู้ถูกร้องยังคงมีนางสาวบุญชูฯ นางสาวดวงตาฯ นายชัยรัตน์ฯ นางดนีย์ฯ นายวิชัยฯ นายมานัสฯ นายสวัสดิ์ฯ นายพรทิพย์ฯ นายวันชัย นางสาวบุญชูฯ และ นางสาวสุกัญญาฯ ซึ่งเป็นบุคคลกลุ่มเดิมที่ผู้ถูกร้องและ/หรือคู่สมรสเคยใช้ชื่อเป็นผู้ถือหุ้น นอกจากนี้ยังปรากฎข้อเท็จจริงในคำให้การของนางกาญจนาภาฯ ซึ่งสนับสนุนโดยนายประสิทธิ์ฯ ตาม (2) ของประเด็นที่สาม โดยคู่สมรสและผู้ถูกร้องยอมรับข้อเท็จจริงตาม (11) และ (12) ของประเด็นนี้

(14) การที่ผู้ถูกร้องกล่าวว่า "ข้าฯจะยื่นหรือไม่ยื่นบัญชีฯ...ข้าฯ ก็ไม่่ได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ใดๆ แต่อย่างใด" เป็นข้อแก้ตัวที่ผิดพลาดอย่างมาก เพราะถ้าผู้ถูกร้องไม่ยื่นบัญชีฯ ผู้ถูกร้องจะต้องถูกห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ เป็นเวลาห้าปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง โดยไม่มีโอกาสโต้แย้งใดๆ ได้เลย การที่ผู้ถูกร้องแก้ตัวอย่างนี้ ทั้งๆ ที่ผู้ถูกร้องทราบดีว่า มีหุ้นที่ใช้ชื่อผู้อื่นถือแทน แต่ไม่แจ้ง จึงเป็นการจงใจยื่นบัญชีฯด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ สอดคล้องกับหลักกฎหมายทั่วไปที่ว่า "กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา"

(15) เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องของผู้ร้องที่กล่าวหานายประยุทธ มหากิจศิริ สมาชิกวุฒิสภา และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตรองนายกรัฐมนตรี ว่า จงใจยื่นบัญชีฯด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ในวันเดียวกัน สมควรเปรียบเทียบการประกอบ ธุรกิจกรณีนายประยุทธ และนางสุวิมล มหากิจศิริ ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐ ธรรมนูญที่ 19/2544 กับกรณีผู้ถูกร้องและคู่สมรสด้วย เพราะจะเห็นความแตกต่างกันได้อย่างชัดเจน เนื่องจากนายประยุทธและนางสุวิมลฯ มีทั้งทรัพย์สินส่วนที่สรรสร้างมาด้วยกัน และส่วนที่แยกจากัน ส่วนที่เป็นของนายสุวิมลฯ นั้น นางสุวิมลฯ ได้จากมารดาส่วนหนึ่ง และการประกอบธุรกิจของตนเองส่วนหนึ่ง นางสุวิมลฯเป็นภริยาและหญิงที่มีคุณธรรมน่ายกย่องสรรเสริญ เพราะกล้าเปิดเผยความจริงในครอบครัว โดยตอบทนายความของนายประยุทธฯ อย่างไม่สะทกสะท้านเกรงกลัวนายประยุทธฯผู้เป็นสามี ให้ศาลรัฐธรรมนูญและประชาชนทราบว่า ตนไม่ประสงค์จะบอกรายละเอียดของทรัพย์สินทั้งหมดที่มีแก่นายประยุทธฯ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น (หน้า 38- 45) แต่ผู้ถูกร้องและคู่สมรสนั้นประกอบธุรกิจที่มีทรัพย์สินและหนี้สินร่วมกันมาแต่ต้น ซึ่งมีทรัพย์สิน (หุ้น) ที่อยู่ในชื่อผู้ถูกร้อง คู่สมรส และทรัพย์สิน (หุ้น) ที่ผู้ถูกร้องและหรือคู่สมรสใช้ชื่อบุคคลใกล้ชิดถือแทน ผู้ถูกร้องอ้างว่า เมื่อเริ่มเข้าสู่การดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ผู้ถูกร้องโอนลอยหุ้นทั้งหมดให้คู่สมรสไปดำเนินการ ซึ่งคู่สมรสยังคงดำเนินการดังเช่นที่เคยปฏิบัติ คือมอบให้เลขานุการส่วนตัวดูแลการโอน และการใช้ชื่อบุคคลอื่นถือหุ้นแทน ตลอดจนจัดทำแฟ้มรายละเอียดการถือหุ้นเหล่านั้นไว้ (คำวินิจฉัยของศาล หน้า 103) แต่บุคคลที่ถูกใช้ชื่อถือหุ้นแทนทั้งก่อนและหลังการโอนลอยหุ้นเป็นคนกลุ่มเดียวกัน ผู้ถูกร้องซึ่งดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นอดีตรองนายกรัฐมนตรีไทยไม่รู้และไม่ทราบอะไร รวมทั้งการขัดกันของผลประโยชน์ของธุรกิจในครอบครัว เช่น การรับสัมปทานจากรัฐ การเป็นคู่สัญญากับรัฐ อันมีลักษณะเป็นการผูกขาด ตัดตอน หรือเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทาน หรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว (ถ้ามี) กับผลประโยชน์ของชาติ (มาตรา 110 (2) และปัดความรับผิดชอบในหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ (มาตรา 291 วรรคสอง) ให้แก่พนักงานบริษัทเอกชนซึ่งเป็นเพียงหญิงตัวน้อยๆ ด้วยเหตุผลที่รับฟังไม่ได้ ส่วนคู่สมรสผู้ถูกร้องยื่นคำให้การเป็นหนังสือและไม่มาศาลให้ผู้ร้องซักค้าน แต่ผู้ถูกร้องมาและอยู่ในห้องพิจารณาของศาลนัดสุดท้ายเฉพาะเวลาที่ผู้ถูกร้องแถลงการณ์ปิดคดีเท่านั้น

(16) การพัฒนาระบบการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม โดยลอกเลียนความรู้จากกฎหมายของต่างประเทศในระบบทุนนิยมมาประยุกต์ใช้เพียงอย่างเดียว แต่ไม่ใช้สติและปัญญานำเอาวิธีปฏิบัติที่ดีและเหมาะสม ตลอดจนวิธีการป้องกันการเอาเปรียบ การเลี้ยงปฏิบัติตามกฎหมาย ฯลฯ มาใช้ด้วย ประกอบกับการเอาความสะดวกสบายโดยไม่รู้จักคิด ปล่อยหรือยอมให้ผู้อื่นคิดแทน โดยไม่มีการพิจารณาว่า ระบบดังกล่าวสอดคล้องกับศีลธรรมและวัฒนธรรมดันดีงามของสังคมไทยหรือไม่ เพราะผู้นำเข้ามุ่งแต่การมีระเบียบ แบบแผน กฎหมาย และหวังในความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ขาดประสบการณ์ ไม่ทราบหรือคิดมาก่อนว่า ความรู้ที่นำมานั้นอาจจะก่อให้เกิดปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม และเตรียมการป้องกันไว้ด้วย เช่น การประกอบธุรกิจแบบครอบครัวได้พัฒนาเป็นห้างหุ้นส่วน บริษัทเอกชน บริษัทมหาชน และกลุ่มบริษัท โดยมีตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นแหล่งระดมเงินทุน และต่อไปจะมีตลาดกลางสินค้าเกษตรล่วงหน้า แต่มีผู้คิดหาช่องทางต่างๆ ของกฎหมาย เช่น การค้าเสรี เปิดโอกาสให้ใครมือยาวสาวได้สาวเอา โดยใช้ความได้เปรียบในฐานะทางเศรษฐกิจ ถิ่นที่อยู่ และการศึกษา การเอาประโยชน์โดยใช้ผู้ใกล้ชิดให้มีจำนวนเพียงพอที่จะก่อตั้งบริษัทแล้วโอนลอยหุ้น การใช้ชื่อบุคคลอื่นถือหุ้นแท การปล่อยเงินกู้เฉพาะแก่คนรู้จัก การโอนถ่ายกำไรระหว่างบริษัท การใช้ข้อมูลภายในของบริษัท และกลุ่มบริษัทเพื่อขายกิจการ และการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ไม่เป็นธรรม (มีการบอกกล่าวข้อความอันเป็นเท็จ การปล่อยข่าวลือ การอำพราง การใช้ข้อมูลภายใน -ดูรายละเอียดผู้ถูกคณะกรรม การ ก.ล.ต. ปรับ และจำนวนเงินค่าปรับกรณีการใช้ข้อมูลภายในได้จากหนังสือ พิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ประจำวันจันทร์ ที่ 29 - วันพุธ ที่ 31 มกราคม 2544)

ผู้ถูกร้อง (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) จะทราบความจริงนี้หรือไม่ก็ตาม แต่ได้กล่าวอย่างภาคภูมิใจและชัดถ้อยชัดคำว่า การที่ผู้ถูกร้องประกอบธุรกิจประสบความสำเร็จ จนมีบริษัทในเครือและทรัพย์สินมากมาย ยลอยหุ้นและใช้ชื่อบุคคลอื่นถือหุ้นแทนนั้น "เป็นการประกอบธุรกิจตามธรรมดาที่ใครๆ ก็ทำกันอย่างนั้น" ทั้งๆ ที่การทำธุรกิจในระบบนายทุนของต่างประเทศเป็นการกระทำมุ่งแสวงหากำไร เป็นความโลภ และความฟุมเฟือยฟุ้งเฟ้อ ไม่คำนึงถึงศีลธรรม และวัฒนธรรมอันดีงามของไทย นอกจากนี้ผู้ถูกร้องอ้างว่า เลิกกระทำธุรกิจหันมาทำงานการเมืองแล้ว ตั้งแต่ปี 2537 และมอบการบริหารธุรกิจในกลุ่มบริษัทให้แก่คู่สมรส (ในกรณีที่ผู้ถูกร้องเป็นผู้รับสัมปทานจากรัฐ อาจเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 110 (2) บุตรและเครือญาติดำเนินการต่อไป (แทนที่จะดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 209 โอนหุ้นให้นิติบุคคล ซึ่งจัดการทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น เช่น การให้ทรัสต์จัดการทรัพย์สิน ในกรณีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นความคิดก้าวหน้าสำหรับประเทศไทย) และผู้ถูกร้องเข้าใจผิดว่า จำนวนประชาชนที่ออกเสียงเลือกผู้ถูกร้องในการเลือกตั้งทั่วไป เพราะผู้ถูกร้องเสนอโครงการต่างๆ เป็นที่ถูกใจได้นั้นมากมายมหาศาล แต่จำนวนประชาชนดังกล่าวมิได้มากกว่าจำนวนคนที่ทราบว่า ผู้ถูกร้องและคู่สมรสมีทรัพย์สินและหนี้สินจริงในวันยื่นบัญชีฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 วรรคสอง เพราะประชาชนสิบเอ็ดล้านกว่าคนนั้นไม่ทราบจำนวนทรัพย์สินและหนี้สินจริงของผู้ถูกร้องและคู่สมรสดีไปกว่าเลขานุการส่วนตัวเพียงสองคนของผู้ถูกร้องและคู่สมรส เพราะเป็นคนละเรื่องกัน

(17) การกระทำของผู้ถูกร้องดังกล่าวข้างต้น ย่อมแสดงให้เห็นว่า ผู้ถูกร้องซึ่งเป็นผลของอดีตยังคงคิดและทำเหมือนเดิม เหมือนนักธุรกิจคนอื่นๆ ในระบบทุนนิยมในประเทศไทย แต่ยังคงเข้าใจผิดคิดว่า แนวความคิดที่จะบริหารประเทศของผู้ถูกร้องเป็นการคิดใหม่และทำใหม่ ไม่เข้าใจสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมสของชาติ ซึ่งแก้ไขไม่ได้ด้วย "เงิน" อย่างเดียว

     ผู้ถูกร้องโฆษณาให้ประชาชนทราบเพียงว่า ผู้ถูกร้องประสบความสำเร็จในการประกอบธุรกิจ มีเงินมีทองมากมาย ไม่ทุจริตผิดกฎหมาย และไม่อำพราง แล้วอุทิศตัวหันมาทำงานทางการเมือง โดยการโอนการจัดการธุรกิจให้แก่คู่สมรส บุตร และเครือญาติ ผู้ถูกร้องรู้ปัญหาของบ้านเมืองดี จึงอาสาเข้ามาแก้ไข

     แต่ผู้ถูกร้องมิได้แสดงหรือเปิดเผยว่า ความสำเร็จในการประกอบธุรกิจในอดีตองผู้ถูกร้องภายในระยะเวลาอันสั้นนั้นกระทำได้อย่างไร และจะแก้ปัญหาการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ของครอบครัวกับประโยชน์ของส่วนรวมหรือของชาติอย่างไร

      ปัญหาของบ้านเมืองบางอย่าง อาจแก้ไขได้โดยไม่ต้องใช้เงินทองเลย เพียงแต่ผู้นำของประเทศต้องประพฤติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดี โดยการ คิด พูด และทำตรงกัน และชี้นำประชาชนในชาติว่า ปัญหาของชาตินั้นอยู่ที่ทุกคนจะต้องร่วมใจกันแก้ไข ด้วยการลด ละ และเลิก "ความเห็นแก่ตัว" เป็นอันดับแรก ยิ่งทำได้มากและรวดเร็วเท่าใด จะสามารถนำพาชาติบ้านเมืองให้รอดพ้นจากภาวะวิกฤติสู่ความเป็นปกติรวด เร็วมากขึ้นเท่านั้น หากไม่แก้ไขความเห็นแก่ตัวก่อนแล้ว เห็นว่าหมดหวัง เพราะไม่มีทางอื่นใดที่จะแก้ไขปัญหาของชาติในเวลานี้ได้

      อนึ่ง เป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อผู้ร้องกล่าวหาผู้ถูกร้องว่า จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ มีข่าวที่ค่อยๆ เบี่ยงเบนประเด็นที่ผู้ถูกร้องถูกกล่าวหาทีละน้อยๆ และเป็นระยะๆ ว่า ผู้ถูกร้องประกอบธุรกิจจนร่ำรวยด้วยน้ำพักน้ำแรง ไม่มีการทุจริต ผิดกฎหมาย ผู้ถูกร้องเป็นคนแรกที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินให้ประชาชนทราบ ในขณะที่ยังไม่มีกฎหมายบังคับ ผู้ถูกร้องสมัครใจยื่นรายการทรัพย์สินและหนี้สินเพิ่มเติมเอง หากศาลเห็นว่า ผู้ถูกร้องกระทำผิด ก็เป็นการทำผิดโดยสุจริต ควรใช้หลักรัฐศาสตร์ชลอการตัดสินคดี หรือยกโทษให้ผู้ถูกร้อง ไม่ควรลงโทษผู้ถูกร้องซึ่งได้รับการเลือกตั้งจากประชานสิบกว่าล้านคน เพื่อให้โอกาสผู้ถูกร้องบริหารประเทศต่อไปอีกระยะหนึ่ง เพราะไม่มีใครดีกว่าผู้ถูกร้อง ประเทศไทยขาดผู้ถูกร้องไม่ได้ ซึ่งไม่มีบทบัญญัติให้ศาลกระทำได้ และเมื่อใกล้จะถึงวันที่ศาลลงมติ มีข่าวหนาหูขึ้นว่า ฝ่ายผู้สนับสนุนผู้ถูกร้องจะชุมนุมกัน เพื่อกดดันศาล จะวางเพลิงเผาศาล ตลอดจนจะทำร้ายตุลาการบางคน จนกระทั่งมีการส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไปให้ความคุ้มครอง ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินไปอย่างน่าเสียดาย เป็นต้น ข่าวต่างๆ ดังกล่าวมานี้เกิดขึ้นได้อย่างไร หากมิใช่เป็นการแสดง "ความเห็นแก่ตัว" ของคน

       ดังนั้น จึงเห็นว่า เมื่อผู้ถูกร้องยอมรับว่า ผู้ถูกร้องมีทรัพย์สิน แต่ไม่ยื่นบัญชีฯ เพราะใช้ชื่อบุคคลอื่นถือกรรมสิทธิ์แทน และประกาศให้ประชาชนทราบว่า ผู้ถูกร้องได้ทรัพย์สินมาโดยสุจริต และโอนทรัพย์สินนั้นให้เป็นของคู่สมรสผู้ถูกร้อง และคู่สมรสผู้ถูกร้องจะโอนให้ใครก็ได้ ตนไม่ทราบ เมื่อตรวจดูพยานหลักฐานต่างๆ จึงพบความจริงว่า ผู้ที่รับโอนหรือ เป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้น แท้จริงเป็นเจ้าของทรัพย์สินดังกล่าวแต่ในนาม และโอนคืนทรัพย์สินนั้นให้คู่สมรสผู้ถูกร้องในเวลาเดียวกันกับที่โอน และบุคคลเหล่านั้นคือคนใกล้ชิดที่ผู้ถูกร้องและหรือคู่สมรสเคยใช้ชื่อถือทรัพย์สินมาก่อน ที่ผู้ถูกร้องอาสาเข้ามาทำงานการเมืองตั้งแต่ปี 2537 นั่นเอง ถือว่าผู้ถูกร้องและ/หรือคู่สมรสรู้ว่ามีทรัพย์สินในชื่อบุคคลอื่น หรือใช้ชื่อบุคคลอื่นถือแทน โดยมีเหตุผลและข้อเท็จจริงดังที่ผู้ถูกร้องกล่าวชี้แจงโดยละเอียดในหนังสือทั้งสามฉบับข้างต้น แต่จงใจยื่นบัญชีญด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295

     ส่วนการห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองห้าปีควรเริ่มต้นนับแต่วันใดนั้น เห็นว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 295 บัญญัติว่า...ให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองนับแต่วันที่ครบกำหนดต้องยื่นตามมาตรา 292 คือ เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2540 (กรณีเข้ารับตำแหน่ง) วันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 (กรณีพ้นจากตำแหน่ง) และวันที่ 7 พฤศจิกายน 2541 (กรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี) หรือนับแต่วันที่ตรวจพบว่ามีการกระทำดังกล่าว คือ เมื่อผู้ร้องมีมติเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2543 ว่า ผู้ถูกร้องจงใจยื่นบัญชีฯด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยชี้ขาดเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2544 นั้น เห็นว่า กรณีนี้ ผู้ถูกร้องพ้นจากตำแหน่ง ตามมาตรา 215 (1) เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 จึงต้องถือเอาวันนี้ เพราะการถือเอาวันยื่น เช่น วันที่ผู้ร้องตรวจพบว่ามีการกระทำดังกล่าว เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2543 หรือวันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2544 จะไม่ตรงกับรัฐธรรมนูญ เพราะมากกว่าห้าปี และไม่เป็นธรรมแก่ผู้ถูกร้อง นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญ มาตรา 295 วรรคสอง ประกอบมาตรา 216 วรรคสอง ให้นำบทบัญญัติมาตรา 97 มาใช้บังคับ เมื่อผู้ถกร้องได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 (ยังอยู่ในระบะเวลาต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยอมไม่กระทบกระเทือนกิจการที่ผู้ถกร้องได้กระทำไปในหน้าที่นายกรัฐมนตรี รวมทั้งการได้รับเงินประจำตำแหน่ง หรือประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นก่อนออกจากตำแหน่งด้วย คือ ตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 จนถึงวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยนี้

    
ด้วยเหตุผลดังกล่าวมา จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร อดีตรองนากรัฐมนตรี จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 และ ห้ามให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ เป็นเวลาห้าปี นับแต่วันที่ผู้ถูกร้องพ้นจากตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 เป็นต้นไป

 

นายประเสิรฐ นาสกุล
ประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 

 

ะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน
2
4 มกราคม 2549

 

 

 

www.alittlebuddha.com เจ้าของ : วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264

 
E-Mail ถึง บก.
peesang2003@hotmail.com

All Right Reserved @ 2003
This Website Sponsored by