ทำไมธรรมยุตไม่รุ่งเรือง
ในเมืองเชียงใหม่และลานนา

 

พระอภัยสารทะสังฆปาโมกข์
(อุ่นเรือน โสภโณ)
วัดฝายหิน
ปฐมสังฆราชาแห่งมหานครเชียงใหม่

 

 

การขยายตัวของธรรมยุติกนิกายในหัวเมืองล้านนา

 

1

 

ธรรมยุติกนิกายเป็นพุทธศาสนานิกายหนึ่ง ซึ่งได้รับการสถาปนาโดยเจ้าฟ้ามงกุฎในขณะที่ทรงผนวช และมีฉายาว่าวชิรญาณภิกษุ การแผ่ขยายของธรรมยุติกนิกายเริ่มต้นในกรุงเทพฯ ภายหลังจึงเผยแผ่ไปยังหัวเมืองอื่นๆ โดยการออกธุดงค์ของวชิรญาณภิกษุ ด้วยวัตรปฏิบัติที่น่าเลื่อมใสประกอบกับหลักการสอนที่เน้นการใช้ปัญญาพิจารณาด้วยเหตุผลและส่งเสริมความรู้ทางโลกอื่นๆ เช่น การเรียนวิชาเลข วิชาภาษาอังกฤษ ฯลฯ สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในสังคมในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ประกอบกับการที่พระสงฆ์จากสายธรรมยุตสามารถสอบปริยัติธรรมได้เป็นจำนวนมาก ทำให้พระสงฆ์และประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองหันมาอุปสมบทในธรรมยุติกนิกายมากขึ้น 

     เมื่อวชิรญาณภิกษุลาสมณเพศขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ธรรมยุติกนิกายได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นปกครองอย่างกว้างขวาง และได้กลายเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของรัฐสยามในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในการผนวกหัวเมืองต่างๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักร เพื่อตอบสนองอุดมการณ์แบบรวมศูนย์ที่เรียกรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในที่นี้จะกล่าวถึงการขยายตัวของธรรมยุติกนิกายในหัวเมืองล้านนา 

     ก่อนทศวรรษ 2420 ความสัมพันธ์ระหว่างสยามและหัวเมืองล้านนาคือความสัมพันธ์แบบรัฐประเทศราช โดยหน้าที่ของหัวเมืองล้านนาคือการป้องกันและขยายพระราชอาณาเขต ส่งกองทัพช่วยเหลือยามศึกสงคราม ส่งเครื่องราชบรรณาการ 3 ปีต่อครั้ง ในด้านการติดต่อกับเมืองใกล้เคียงเป็นไปอย่างอิสระ ตราบเท่าที่ไม่สร้างปัญหาให้กับสยาม ในด้านการปกครอง ภายในล้านนามีรูปแบบการปกครองและกฎหมายของตนเอง โดยที่สยามไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว ความสัมพันธ์ในลักษณะเช่นนี้ดำรงอยู่เรื่อยมา จนกระทั่งอังกฤษทำสงครามรบชนะพม่าครั้งที่ 1 ใน พ.ศ.2368 และขยายการค้าข้ามพรมแดนเข้ามาในล้านนา ประกอบกับการที่สยามเซ็นสัญญาเบาริ่งกับอังกฤษใน พ.ศ.2398 ซึ่งเป็นการบังคับให้สยามเปิดเสรีทางการค้า ส่งผลให้ชาติตะวันตกเข้ามาติดต่อทางการค้ากับล้านนามากขึ้น และเกิดความขัดแย้งตามมามากขึ้นเช่นกัน ซึ่งเสี่ยงต่อการที่อังกฤษใช้ความขัดแย้งดังกล่าวเป็นข้ออ้างเข้ายึดครองหัวเมืองล้านนา 

     ภายหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ กลับจากการประพาสพม่าและอินเดีย พระองค์ทรงแก้ปัญหาด้วยการบังคับให้เจ้าเมืองเชียงใหม่ปฏิบัติตามสนธิสัญญาเชียงใหม่ฉบับที่ 1 ที่พระองค์ทรงทำไว้กับอังกฤษใน พ.ศ.2417 และส่งข้าหลวงขึ้นไปกำกับดูแลให้เจ้านายล้านนาปฏิบัติตามสนธิสัญญา นอกจากนี้พระองค์ยังได้ปรับใช้วิธีการของอังกฤษซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมขณะนั้นหลายประการ ผสมไปกับวิธีการแบบรัฐจารีต เพื่อผนวกล้านนาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ

     วิธีการหนึ่งที่สำคัญคือ การส่งเสริมการศึกษาและเข้าควบคุมสถาบันสงฆ์ ภายหลังจากที่พระองค์เสด็จฯ กลับจากประพาสยุโรปใน พ.ศ.2440 ทรงมีจุดประสงค์ที่จะขยายการศึกษาออกไปตามหัวเมืองให้กับราษฎรทั่วไป เพื่อวางรากฐานอุดมการณ์แบบรัฐชาติ โปรดให้ร่างแผนการศึกษาในกรุงสยาม โดยให้กรมศึกษาธิการเป็นผู้รับผิดชอบและใช้วัดเป็นสถานศึกษา เนื่องจากเห็นว่าสถาบันสงฆ์เป็นสถาบันที่เข้าถึงราษฎรมากที่สุด ตามแผนการจัดการศึกษาตามหัวเมืองนี้ พระองค์ทรงอาราธนากรมหมื่นวชิรญาณวโรรสเป็นผู้อำนวยการ และโปรดให้กรมหลวงดำรงราชานุภาพเป็นผู้คอยช่วยเหลือกิจการฝ่ายฆราวาส โดยอาราธนาพระภิกษุสงฆ์ให้ช่วยเหลือจัดการศึกษาแก่ประชาชน 

     จากแผนการจัดการศึกษาที่ต้องอาศัยวัดและพระสงฆ์เป็นฐาน แต่ขณะนั้นบางพื้นที่เช่นหัวเมืองล้านนายังไม่มีตัวเลขบัญชีวัดที่แน่นอน ประกอบกับมีรายงานว่า ครูบาไม่ให้ความร่วมมือในการตั้งโรงเรียนสอนภาษาไทยในวัด ทำให้กรุงเทพฯ ต้องเข้าควบคุมพระสงฆ์ในล้านนา ด้วยการบังคับใช้พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.121 ซึ่งเป็นการรื้อโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์ในล้านนาใหม่ให้ขึ้นกับมหาเถรสมาคมที่กรุงเทพฯ 

     ในการจัดการศึกษาและการศาสนาตามหัวเมืองเบื้องต้น กรมหมื่นวชิรญาณวโรรสได้แต่งตั้งพระราชาคณะเป็นผู้อำนวยการประจำมณฑลต่างๆ โดยระยะแรกมณฑลพายัพยังไม่ได้รับการแต่งตั้ง แม้ว่ายังไม่ได้มีการแต่งตั้งพระราชาคณะอย่างเป็นทางการ แต่ข้าหลวงใหญ่ได้มอบหมายให้เจ้าคณะตามเมืองต่างๆ ช่วยเป็นธุระในการจัดตั้งโรงเรียน โดยโรงเรียนที่ตั้งขึ้นในเวลานี้ เช่น เมืองเชียงใหม่และเมืองน่าน ผู้จัดตั้งเป็นพระล้านนาที่ผ่านการศึกษาจากกรุงเทพฯ เช่นในเมืองเชียงใหม่ โรงเรียนหลวงแห่งแรกที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นคือโรงเรียนวัดเจดีย์หลวง โดยมีพระครูสังฆบริคุต (พระมหาคำปิง) เป็นครูใหญ่และผู้อำนวยการศึกษา และพระม่วง อรินทโม เป็นครูรอง ขึ้นตรงต่อกองบัญชาการศึกษาหัวเมือง ภายใต้การดูแลของกรมหมื่นวชิรญาณวโรรส 

     ในสมัยที่กรมหมื่นพิชิตปรีชากรได้รับการแต่งตั้ง ให้เป็นข้าหลวงพิเศษต่างพระองค์จัดราชการในหัวเมืองล้านนา กรมหมื่นพิชิตปรีชากรทรงคัดเลือกสามเณรคำปิงและพระปินตา มาฝากไว้กับกรมหมื่นวชิรญาณวโรรสที่วัดบวรนิเวศ ใน พ.ศ.2427 ภายหลังสามเณรคำปิงได้บวชแปลงเป็นธรรมยุต โดยคราวเดียวกันนั้นมีการส่งพระภิกษุสามเณรจากวัดสำคัญๆ ลงมาด้วยกันหลายรูป เช่น พระอินทจักร จากวัดเชตะวัน พระอภิวงศ์ จากวัดทุงยู พระคันธาโร จากวัดศรีดอนชัย เมืองเชียงใหม่ และพระชยานันทมุนี จากวัดพระธาตุช้างค้ำ เมืองน่าน 

     ปราณี ศิริธร ณ พัทลุง เสนอว่าการส่ง "สามเณรคำปิง" มาศึกษาธรรมยุติกนิกายที่กรุงเทพฯ เป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานคณะสงฆ์ธรรมยุตินิกายในหัวเมืองล้านนา สามเณรคำปิงภายหลังได้ศึกษาที่วัดมกุฏกษัตริย์ จนสอบเปรียญธรรมตรีเทียบ 4 ประโยคได้ จึงได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสังฆบริคุต กรมหมื่นวชิรญาณวโรรสทรงให้กลับเมืองเชียงใหม่พร้อมกับพระปินตาที่ลงมาที่กรุงเทพฯ คราวเดียวกัน เมื่อพระครูสังฆบริคุตเดินทางกลับไปเมืองเชียงใหม่ใน พ.ศ.2439 ได้พำนักที่วัดเจดีย์หลวง ต่อมาได้ย้ายไปอยู่วัดหอธรรม   

     ใน พ.ศ.2442 พระครูสังฆบริคุตได้เริ่มจัดการศึกษาภาษาไทยและการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนใหม่แบบกรุงเทพฯ โดยใช้วัดเจดีย์หลวงและวัดหอธรรม ในปีถัดมาพระครูสังฆบริคุตได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์รูปแรกของคณะสงฆ์ธรรมยุตในเมืองเชียงใหม่ จากนั้นพระครูสังฆบริคุตได้ส่งพระภิกษุสามเณรลงไปศึกษาเล่าเรียนที่วัดบวรนิเวศอีกหลายรูป  

     ในส่วนการศึกษาของสามเณรในเมืองเชียงใหม่ พระครูสังฆบริคุตได้เริ่มสั่งสอนธรรมวินัยตามแบบของกรมหมื่นวชิรญาณวโรรสตั้งแต่ พ.ศ.2444 โดยสามเณรจากวัดหอธรรมเข้าสอบไล่ธรรมวินัยในสนามสอบของมณฑลพายัพ จนได้เป็นสามเณรรู้ธรรม (นักธรรม) สืบต่อมาอีกหลายรูป การจัดการศึกษาและการเผยแผ่ธรรมยุติกนิกายของพระครูสังฆบริคุตเป็นที่เลื่อมใสของบรรดาเจ้านาย เนื่องจากความรอบรู้ในพระธรรมโดยสามารถเทศน์เป็นสำเนียงกรุงเทพฯ ได้อย่างไพเราะ และถือเป็นของใหม่ตามแบบอย่างของกรุงเทพฯ อีกทั้งได้รับการสนับสนุนจากข้าหลวงใหญ่ด้วย เนื่องจากธรรมยุติกนิกายถือเป็นนิกายที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นนำของสยาม  

     จากความเลื่อมใสศรัทธาของเจ้านายเมืองเชียงใหม่ ทำให้เจ้าอินทวโรรสอาราธนาพระครูสังฆบริคุตให้ย้ายไปจำพรรษาที่วัดเชียงมั่นใกล้กับคุ้มของพระองค์ พระครูสังฆบริคุตได้เปลี่ยนให้พระสงฆ์ที่วัดเชียงมั่นเปลี่ยนมานับถือวัตรปฏิบัติตามแบบธรรมยุต และได้จัดตั้งโรงเรียนสอนหนังสือไทยขึ้นที่วัดเชียงมั่นอีกแห่งหนึ่ง โดยช่วงเวลานั้นพระครูสังฆบริคุตได้เลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นพระครูพิศาลสรภัญ ฐานานุกรมผู้ใหญ่ในเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต 

     ใน พ.ศ.2449 กรมหมื่นวชิรญาณวโรรสทรงแต่งตั้งให้พระธรรมวโรดม เจ้าคณะรองฝ่ายใต้วัดเบญจมบพิตรซึ่งเป็นมหานิกายขึ้นมาเป็นเจ้าคณะมณฑลพายัพเพื่อจัดการศึกษาและคณะสงฆ์ พระธรรมวโรดมถือเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่และมีส่วนร่วมในการร่างพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.121 

     เมื่อพระธรรมวโรดมได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะมณฑลพายัพได้นำพระศรีสมโพธิ์ พระราชาคณะวัดสุทัศนเทพวราราม พระมหาบางและพระมหายา จากวัดเบญจมบพิตร มาช่วยงานด้วย โดยเดินทางถึงเมืองเชียงใหม่ในปีถัดมา และเข้าพักที่วัดอุปคุตและวัดเจดีย์หลวงตามลำดับ การนี้ พระยาวิชิตวงษ์วุฒิไกร เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ได้มีสารตราถึงพระยาสุรสีห์วิศิษฐศักดิ์ ข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพ ชี้แจงถึงจุดมุ่งหมายในการจัดการคณะสงฆ์ในมณฑลพายัพไว้ว่า 

      "...เมื่อราชการฝ่ายพระราชอาณาจักร ได้จัดให้เรียบร้อยขึ้นตามระเบียบแล้ว ส่วนการพระสาสนาฝ่ายพระพุทธจักร ก็สมควรจะจัดให้เปนการเจริญเรียบร้อยขึ้นทันกันตามควรแก่คราวสมัย ดังเช่นหัวเมืองในมณฑลอื่นๆ...เพื่อพระสงฆ์สามเณรในมณฑลพายัพ จะได้ปฏิบัติตามคลองพระบรมพุทโธวาทให้เปนที่เลื่อมไสยของพุทธศาสนิกชน..." 

     "...ในมณฑลพายัพนี้ก็เป็นที่ตั้งพระพุทธศาสนามาช้านานตลอดจนปัจจุบันนี้ ยังมีพระสงฆ์ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ อุสาหะรวมหมู่รวมคณะสั่งสอนธรรมปฏิบัติตามลัทธิเพศบ้านเมืองอยู่ แต่ว่าข้อใดที่เป็นที่สงไสยแล้ว ก็ยากที่จะปฤกษาหารือกันให้เป็นการเด็ดขาดได้ เพราะห่างไกลจากกรุงเทพมหานคร พระสงฆ์ที่เป็นผู้ใหญ่ก็ยากที่จะได้พบปะพระราชาคณะที่รอบรู้แตกฉานในพระไตรปิฎกธรรม เพื่อสั่งสนทนาธรรม...และพระสงฆ์และสามเณรที่ประกอบด้วยความอุสาหะลงไปศึกษาเล่าเรียนยังกรุงเทพมหานคร นำความรู้กลับขึ้นมายังชาติภูมิก็มีน้อย จึงไม่สามารถที่จะจัดการปกครองหมู่คณะสงฆ์ให้เจริญยิ่งขึ้น ถ้ามีพระราชาคณะผู้ใหญ่ขึ้นมาบังคับบัญชาจัดการแนะนำแล้ว การพุทธศาสนาก็จะเจริญถาวรรุ่งเรืองยิ่งขึ้น..." 

     การจัดการคณะสงฆ์ให้มีลักษณะรวมศูนย์โดยขึ้นกับมหาเถรสมาคมด้วยอำนาจของกฎหมายนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ส่วนกลางเห็นว่าคณะสงฆ์และการศาสนาตามหัวเมืองมีความอ่อนแอเหลวไหล จำเป็นต้องทำให้เกิดความเรียบร้อยเป็นเอกภาพ อีกทั้งปัญหาจากการควบคุมเลกวัดซึ่งเดิมถือเป็นแรงงานและผลประโยชน์หลักของวัด แต่จากการที่ส่วนกลางประกาศใช้พระราชบัญญัติเก็บเงินค่าแรงแทนเกณฑ์ และพระราชบัญญัติการเกณฑ์ทหารทำให้เลกวัดกลายเป็นคนของแผ่นดินโดยมีพันธะโดยตรงต่อรัฐ แต่ยังมีเจ้าอาวาสบางวัดขอพระราชทานเลกวัดคืนเนื่องจากสูญเสียผลประโยชน์ที่เคยได้รับ จากปัญหาดังกล่าว ประกอบกับการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริที่จะใช้วัดและพระเป็นฐานในการจัดการศึกษาตามหัวเมือง ดังนั้นการควบคุมองค์กรสงฆ์ล้านนาจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ 

     ทั้งนี้ การเผยแผ่ธรรมยุติกนิกายของพระครูพิศาลสรภัญได้สร้างความขัดแย้งในคณะสงฆ์เมืองเชียงใหม่ เนื่องจากเดิมโครงสร้างของคณะสงฆ์ล้านนามีผู้ปกครองสูงสุดในแต่ละเมือง ในเมืองเชียงใหม่ เจ้าอินทวิชยานนท์ได้มีการแต่งตั้งสังฆราชทั้งเจ็ดเป็นผู้ดูแลพระสงฆ์โดยประกาศถวายเป็นสังฆพิธี ณ ที่วัดพระธาตุดอยสุเทพ โดยมีพระครูบาวัดฝายหิน เป็นปฐมสังฆนายก แต่ระเบียบของพระสงฆ์ล้านนาให้ความสำคัญกับระบบหมวดอุโบสถหรือหัวหมวดวัดมากกว่า และการปกครองเป็นแบบพระอุปัชฌาย์ โดยให้ความสำคัญระหว่างอาจารย์กับศิษยานุศิษย์ เนื่องจากพระสงฆ์ล้านนามีแนวการปฏิบัติที่หลากหลาย โดยจำแนกได้ถึง 18 นิกาย

     จากการสำรวจในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นิกายทั้ง 18 นิกายนี้น่าจะหมายถึงกลุ่มพระที่สืบต่อกันมาจากอาจารย์หรืออุปัชฌาย์เดียวกันในแต่ละท้องถิ่น โดยขึ้นต่อกันตามสายปกครอง และมักเป็นไปตามกลุ่มชาติพันธุ์ โดยปัจจุบันความนิยมของผู้คนในการทำบุญในวัดตามกลุ่มชาติพันธุ์ของตนเองยังคงมีอยู่ เช่น กลุ่มตองซู่นิยมเข้าวัดหนองคำ กลุ่มไทยใหญ่นิยมเข้าวัดป่าเป้า เป็นต้น ดังนั้นการเผยแผ่ธรรมยุติกนิกายที่ไม่มีรากจากพระอุปัชฌาย์จึงไม่เป็นที่ยอมรับของคณะสงฆ์ดั้งเดิม โดยครั้งหนึ่ง พระครูพิศาลสรภัญได้รายงานปัญหาการจัดการศาสนาในเมืองเชียงใหม่เพื่อให้เป็นไปตาม "...กาลสมัยของประเทศ..." โดยออกประกาศให้ครูบาซึ่งเป็นสังฆราชาช่วยดูแลพระสงฆ์ในหมวดของตนให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามวินัยสงฆ์ ซึ่งพระส่วนใหญ่รับทราบตามคำประกาศแต่ไม่ยอมปฏิบัติตาม เป็นไปได้ว่าการขัดขืนไม่ปฏิบัติตามของพระสงฆ์เหล่านี้อาจมีพระครูบาวัดฝายหิน ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นปฐมสังฆนายกในเมืองเชียงใหม่ และพระครูบาน้อย เจ้าอาวาสวัดเชียงมั่น เป็นผู้นำ ความขัดแย้งนี้ทำให้พระครูพิศาลสรภัญทำรายงานมายังกรุงเทพฯ กระทรวงธรรมการจึงได้นิมนต์พระครูบาวัดฝายหินลงไปกรุงเทพฯ เพื่อชี้แจงข้อกล่าวหา

     จากปัญหาดังกล่าว พระยาสุรสีห์วิศิษฐศักดิ์ได้กราบทูลมายังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่าพระครูพิศาลสรภัญได้จัดการศาสนาและการคณะสงฆ์ในเมืองเชียงใหม่จนเจริญก้าวหน้าแม้ว่าจะมีพระมหานิกายไม่พอใจอยู่บ้าง พระยาสุรสีห์วิศิษฐศักดิ์จึงทูลขอพระราชทานฐานันดรศักดิ์ให้พระครูพิศาลสรภัญมียศตำแหน่งสูงขึ้นเพื่อให้มีอำนาจจัดการศาสนาให้เจริญขึ้นเหมือนเช่นที่พระชยานันทมุนี ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะเมืองน่าน ทั้งนี้พระยาสุรสีห์วิศิษฐศักดิ์ได้ปรึกษากับบรรดาเจ้านายเมืองเชียงใหม่และเจ้าอธิการวัดโดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน การนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชวินิจฉัย ความว่า

     "...การแต่งตั้งเจ้าคณะเช่นนั้น ถ้าเป็นมหานิกายอย่างพระชยานันทมุนี ซึ่งเป็นมหานิกายนั้นสะดวกกว่าธรรมยุติเพราะทำการร่วมเสมอกันได้ ธรรมยุตินั้นถึงจะโอบอ้อมไหวอย่างไร ร่วมสังฆกรรมกันไม่่ได้ ก็จะตัดทางซึ่งจะให้คบกันสนิทไม่ได้  ยังคงรู้สึกว่าตั้งตัวข่มขี่ว่าดีกว่ากันอยู่ พวกเลวก็ย่อมเลวไม่แลดูหน้าเสียทีเดียว ถึงจะมีพวกพ้องมากขึ้นก็คงเปนแต่หมู่หนึ่งเหล่าหนึ่ง ไม่แพร่หลายได้ แต่เมืองเชียงใหม่เป็นเมืองสาสนาหละหลวม...ซึ่งเจ้าคณะเปนธรรมยุติกาได้ก็นับว่าเปนอย่างดี ถ้าตั้งขึ้นใหญ่โตเต็มที่เสียจะมีช่อง ผู้อื่นขึ้นไปก็จะไปไม่ได้ ถ้าจะให้เปนราชาคณะก็เปนลอยๆ ไว้ทีอย่าให้ถึงสังฆษาโมกขก่อนเห็นจะดี อย่างพระชยานันทนั้นสนิทที่เปนมหานิกาย ทั้งเปนลูกเจ้านครด้วย..." 

     เนื่องจากธรรมยุติกนิกายเป็นนิกายทางพุทธศาสนาแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในหัวเมืองล้านนา พระองค์ทรงเกรงว่าการตั้งพระธรรมยุติกนิกาย ให้มีสมณศักดิ์เทียบเท่าเจ้าคณะใหญ่ซึ่งเป็นมหานิกาย และเป็นตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งโดยเจ้าเมืองเชียงใหม่อยู่แล้ว การกระทำดังกล่าวอาจไม่เป็นที่ยอมรับของผู้ที่นับถือนิกายเดิม และสร้างความแตกแยกในคณะสงฆ์ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อกรุงเทพฯ และต่างจากการตั้งพระชยานันทมุนีขึ้นเป็นเจ้าคณะใหญ่เมืองน่าน เนื่องจากเป็นมหานิกายอีกทั้งเป็นบุตรของเจ้าเมือง ดังนั้น พระองค์มีพระราชวินิจฉัยให้เลื่อนสมณศักดิ์ได้โดยมีตำแหน่งเป็นพระราชาคณะแบบลอยๆ ในวันฉัตรมงคลปีเดียวกันนั้นพระครูพิศาลสรภัญจึงได้รับการแต่งตั้งสมณศักดิ์เป็นพระนพีสีพิศาลคุณ พระราชาคณะธรรมยุต วัดเชียงมั่น  

     ทั้งนี้ การส่งพระธรรมวโรดมซึ่งเป็นมหานิกายขึ้นเป็นเจ้าคณะมณฑลพายัพดูจะเป็นเรื่องที่ขัดแย้ง เนื่องจากก่อนหน้านี้กรุงเทพฯ ได้สนับสนุนพระนพีสีพิศาลคุณซึ่งเป็นธรรมยุติกนิกายขึ้นไปวางรากฐานจัดการคณะสงฆ์ใหม่ เรื่องดังกล่าวได้รับการทักท้วงจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังพระราชหัตถเลขาความว่า

     "...การที่พระธรรมวโรดมขึ้นไปครั้งนี้ น่าที่พระนพีสีจะเข้าใจว่าไปเปนพรรคพวกอุดหนุนพวกเก่าบางทีจะมีข้อขัดแขง แต่ก็คงไม่กล้าทำอไรได้มาก การที่จะให้ไปจัดคงต้องให้เปนธรรมยุติหมวด 1 มหานิกายหมวด 1 เห็นจะเอาเคล้ากันเข้าไม่ได้ ตรานำพระธรรมวโรดม จะต้องว่าให้ดี จะต้องมีหนังสือถึงพระนพีสีด้วย 1 ฉบับ จึงจะเปนที่เรียบร้อยกันได้ อย่าให้ทำแต่ท้องตราตามบุญตามกรรมปล่อยไป ขอให้คิดดูเสียให้มาก เดิมตั้งพระนพีสีขึ้นไป เหตุใดจึงส่งเจ้าคณะขึ้นไปใหม่ ย่อมจะให้ไปหักล้างกัน ซึ่งความจริงกระทรวงธรรมการก็ออกเปนบ้าจี้อยู่ ครั้งก่อนก็จะเอาให้พระนพีสีเปนเจ้าคณะเมืองจริงๆ ที่หากว่าเหนี่ยวรั้งไว้ บางทีครั้งนี้ถูกครูบาที่ 1 ลงมาจี้ก็จะสั่งเผลอๆ ไปกลายเปนให้ไปทำลายพระนพีสีเสียโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะไม่ได้คิดให้รอบคอบ..." 

     ทั้งนี้ การแต่งตั้งสมณศักดิ์ให้กับพระจากมณฑลพายัพเป็นเรื่องใหม่ โดยระยะแรกมีพระชยานันทมุนี เมืองน่านและพระนพีสีพิศาลคุณเท่านั้นที่ได้รับการแต่งตั้ง เมื่อพระนพีสีพิศาลคุณเดินทางกลับไปถึงเมืองเชียงใหม่ เจ้าอินทวโรรสจึงจัดให้มีพิธีฉลองสัญญาบัตร ผู้เขียนเชื่อว่าการฉลองสัญญาบัตรครั้งนี้ถือเป็นหน้าตาของเจ้าเมืองเชียงใหม่ เนื่องจากพระสงฆ์จากมณฑลพายัพได้รับการยอมรับจากกรุงเทพฯ เช่นเดียวกับพระสงฆ์จากมณฑลอื่นๆ ในขณะเดียวกันกรุงเทพฯ เองก็ได้ประโยชน์ในการแสดงอำนาจที่เหนือกว่าในการเป็นผู้แต่งตั้งพระราชาคณะในล้านนา 

     นับตั้งแต่ทศวรรษ 2450 เป็นต้นมา พระจากมณฑลพายัพเริ่มได้รับการแต่งตั้งสมณศักดิ์จากกรุงเทพฯ และได้รับพระราชทานค่านิตยภัตตามบรรดาศักดิ์ โดยการนี้เจ้าเมืองเชียงใหม่เสนอตัวเป็นผู้ออกเงินให้ด้วยความเต็มใจ

 

2

 

              จากการที่กรุงเทพฯ พยายามจัดโครงสร้างคณะสงฆ์มณฑลพายัพให้เข้าระเบียบเดียวกันกับส่วนกลาง โดยแต่งตั้งให้พระจากล้านนามีสมณศักดิ์เช่นเดียวกับพระสงฆ์ในมณฑลอื่นๆ อีกทั้งเป็นการแก้ปัญหาความขัดแย้งในคณะสงฆ์เมืองเชียงใหม่จากการที่กรุงเทพฯ สนับสนุนให้พระนพีสีพิศาลคุณเผยแผ่ธรรมยุติกนิกาย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้มีพิธีพระราชทานสัญญาบัตรที่พระที่นั่งอภิเษกดุสิต โดยแต่งตั้งให้พระครูบาที่ 1 (พระครูบาวัดฝายหิน) วัดเชียงยืนขึ้นเป็นพระอภัยสารทะสังฆปาโมกข์ เจ้าคณะใหญ่มหานิกาย พระครูบาที่ 5 วัดเชตุพนขึ้นเป็นพระครูโพธิรังสี อีกทั้งมีการตั้งนิตยภัตและพระราชทานพัดเพื่อแสดงเครื่องยศ ซึ่งพัดดังกล่าวพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงย้ำให้ "...หาเลือกพิมพ์อไรที่เป็นตราแผ่นดินปักลงบนพัด..." โดยท้ายที่สุดทรงเลือกลายพัดที่มียอดพระเกี้ยว และทรงให้ปักข้อความระบุชื่อของพระองค์ว่า พระราชทานมายังคณะสงฆ์เชียงใหม่ที่ลงมาเฝ้า ร.ศ.125 ในวันฉัตรมงคล พ.ศ.2449 พระครูทั้ง 2 รูปนี้ได้รับเกียรติเข้าร่วมสวดมนต์ในพิธีดังกล่าวด้วย ซึ่งปกติแล้วจะมีแต่พระชั้นผู้ใหญ่จากกรุงเทพฯ เท่านั้น การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการแก้ปัญหาเพื่อลดการต่อต้านจากคณะสงฆ์มหานิกายในเมืองเชียงใหม่ อีกทั้งเป็นการเน้นย้ำให้คนล้านนาตระหนักถึงบทบาทของพระองค์ว่าเป็นประมุขสูงสุดในการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา มิใช่เจ้าเมืองเชียงใหม่อีกต่อไป ทั้งนี้การแต่งตั้งสมณศักดิ์ให้กับพระล้านนาตามโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์ใหม่ คล้ายกับที่กรุงเทพฯ เลื่อนบรรดาศักดิ์ให้ข้าราชการพื้นเมืองโดยหวังให้กลุ่มคนเหล่านี้ยอมอยู่ภายใต้โครงสร้างการปกครองแบบใหม่ที่กรุงเทพฯ จัดวางขึ้น 

     เมื่อพระธรรมวโรดมได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะมณฑลพายัพได้เดินทางถึงเชียงใหม่ในเดือนเมษายน พ.ศ.2450 ได้มีการเชิญเจ้าเมือง ข้าหลวงใหญ่ และพระสงฆ์ มาประชุมชี้แจงการจัดการศึกษาและองค์กรสงฆ์ใหม่ โดยพระธรรมวโรดมเห็นว่า การจัดตั้งพระครูเจ้าคณะแขวงให้เป็นตามพระราชบัญญัติการปกครองสงฆ์ยังไม่ได้  เนื่องจากมีพระสงฆ์ที่ได้รับฐานันดรจากเจ้าเมืองเชียงใหม่พร้อมอยู่แล้ว จึงต้องอนุโลมจัดไปตามประเพณีเดิมให้เป็นหมวดหมู่ไว้ก่อน จากนั้นจึงแต่งตั้งให้พระอภัยสารทะสังฆปาโมกข์รับผิดชอบปกครองในฐานะเจ้าคณะใหญ่เมืองเชียงใหม่ (เท่ากับเจ้าคณะจังหวัดของทางกรุงเทพฯ) โดยทำหน้าที่ดูแลว่ากล่าวพระสงฆ์และสามเณรมหานิกายทั่วไป โดยมีเจ้าคณะรอง เจ้าคณะแขวง (เจ้าคณะอำเภอ) เจ้าอธิการหมวด (เจ้าคณะตำบล) เจ้าอธิการ (เจ้าอาวาส) หัววัด (เจ้าสำนักสงฆ์หรือที่พักสงฆ์) ตามลำดับ 

     ในส่วนของการศึกษา พระธรรมวโรดมแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกให้พระอภัยสารทะสังฆปาโมกข์เป็นผู้สอนพระสงฆ์และสามเณรตามแบบพื้นเมือง และแต่งตั้งให้พระนพีสีพิศาลคุณรับผิดชอบด้านการศึกษา โดยเป็นผู้สั่งสอนธรรมปริยัติตามแบบแผนกรุงเทพฯ โดยให้อิสระแก่พระสงฆ์และสามเณรในการเลือกเรียน แม้ว่าจะมีการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบในการทำงานอย่างชัดเจน แต่ในรายงานของพระธรรมวโรดมที่มีมายังเจ้าพระยาวิชิตวงษ์วุฒิไกรกล่าวว่าต้องใช้พระเดชพระคุณของเจ้าเมืองเชียงใหม่อย่างมากในการที่จะทำให้งานทั้ง 2 ส่วนเดินไปด้วยกันได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งระหว่างพระอภัยสารทะสังฆปาโมกข์ ซึ่งเป็นตัวแทนของพระสงฆ์ในแบบจารีตล้านนาและพระนพีสีพิศาลคุณซึ่งเป็นธรรมยุติกนิกายจากกรุงเทพฯ 

     ในรายงานของพระธรรมวโรดมกล่าวถึงการจัดการคณะสงฆ์ในมณฑลพายัพว่ามักพบปัญหาที่คล้ายๆ กันในแต่ละเมือง คือ พระสงฆ์และสามเณรมักบกพร่องในวัตรปฏิบัติ เช่น การฉันข้าวยามวิกาล การไปช่วยพ่อแม่เกี่ยวข้าวเลี้ยงควาย และการเลี้ยงชีพด้วยการค้าขาย การลงอุโบสถแม้ว่ากระทำกันทุกเดือนแต่วิธีลงปาฏิโมกข์ยังไม่ถูกต้องโดยสวดเพียงปาราชิกเท่านั้น นอกจากนี้วิธีการศึกษาของพระสงฆ์ล้านนายังนิยมเรียนกรรมฐานธุดงค์ตามวัดที่ครูบามีชื่อเสียง ในด้านพิธีการยังไม่นิยมพิธีวิสาขบูชาและมาฆบูชาแต่นิยมจัดเครื่องไทยธรรมและบริขารมาถวายพระธาตุซึ่งถือเป็นงานใหญ่ประจำปี 

 

ทั้งนี้พระธรรมวโรดมได้ตั้งข้อสังเกตถึงพระสงฆ์ล้านนาไว้ว่า

     "...พระสงฆ์ในมณฑลนั้นจะว่าดื้อก็ดื้อจะว่าง่ายก็ง่าย ถ้าหัวหน้าลงหรือนับถือแล้วก็เป็นการง่ายที่สุด ถ้าหัวหน้าไม่ลงแลนับถือแล้วก็เป็นการยากที่สุด คอยฟังเสียงของครูบาเท่านั้น ถ้าครูบาว่าอย่างไรแล้วก็แล้วกันไม่มีใครมีปากเสียง การที่จัดคณะนี้อาตมภาพก็ได้จัดสำเร็จทุกๆ เมือง พากันนิยมมาก ถ้าจะมีความเจริญหนังสือไม่พอแจกมีผู้ต้องการมาก ที่สั่งลงมาขอพระไตรปิฎกก็มี..." 

     จากรายงานนี้ย้ำให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะของพระสงฆ์ล้านนาที่ครูบามีความผูกพันกับศิษย์อย่างมาก ซึ่งถ้าครูบาหรือหัวหน้าคณะซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์มีความเห็นอย่างไร พระผู้เป็นลูกศิษย์จะเห็นตามกัน

     การจัดการศึกษาและการศาสนาในเมืองเชียงใหม่ของพระธรรมวโรดมคงเป็นที่พอใจของบรรดาเจ้านายเนื่องจากเจ้าอินทวโรรสกราบทูลมายังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่าการพระศาสนาและการศึกษาที่พระธรรมวโรดมจัดไว้ดีแล้ว จากนั้นพระธรรมวโรดมได้เดินทางไปจัดการศึกษาและคณะสงฆ์ในเมืองอื่นๆ เช่น ที่เมืองลำปาง พระธรรมวโรดมได้เชิญข้าหลวงและเจ้าเมืองมาประชุมที่วัดเจดีย์หลวงในกำแพงเวียงนครลำพูน และแต่งตั้งให้พระครูบาสมเด็จวัดเสาต้นธงเป็นเจ้าคณะเมืองลำพูน และแต่งตั้งเจ้าคณะหมวดอุโบสถแขวงในเวียงลำพูน เจ้าคณะแขวงปากบ่องและเจ้าคณะแขวงเมืองลี้

     ใน พ.ศ.2451 มีรายงานจากพระสงฆ์ในมณฑลพายัพมายังพระธรรมวโรดมเรื่องการจัดการคณะสงฆ์ในแต่ละเมืองว่ามีความก้าวหน้าขึ้น เช่น เมืองน่านพระปลัดวงษ์ รักษาการแทนเจ้าคณะใหญ่นครน่าน (พระชยานันทมุนี) กล่าวถึงพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาที่จัดขึ้นวัดช้างค้ำร่วมกับเจ้านายและข้าราชการ โดยพระชยานันทมุนีได้เชิญพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชมอบประกาศนียบัตรให้กับเด็กที่สอบไล่ได้ และพระชยานันทมุนีได้แจกใบประทวนแต่งตั้งและเลื่อนสมณศักดิ์ให้กับพระครูรวม 76 รูป ในเมืองเชียงใหม่ พระอภัยสารทะสังฆปาโมกข์ได้รายงานถึงการจัดระเบียบคณะสงฆ์ที่ทรงให้คณะหมวดอุโบสถออกไปจัดการศาสนาตามหัวหมวดวัดให้ขึ้นกับทุกพระครูตามพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ ในรายงานของพระอภัยสารทะสังฆปาโมกข์เน้นควบคุมพระสงฆ์ให้มีความประพฤติหรือวัตรปฏิบัติสอดคล้องกับกรุงเทพฯ เช่น การห่มผ้าครองให้เรียบร้อย ห้ามมิให้ฉันข้าวล่วงเวลาและซื้ออาหารกินตามตลาด ห้ามมิให้เล่นการพนันและเที่ยวเตร่ในเวลากลางคืน ฯลฯ 

     ในด้านการศึกษาพระอภัยสารทะสังฆปาโมกข์ได้ให้พระภิกษุศึกษาปาติโมกข์และนวโกวาทโดยเณรให้ศึกษาสามเณรสิกขา และให้ช่วยทำนุบำรุงพุทธศาสนาให้เจริญขึ้นตามความสามารถ การนี้พระอภัยสารทะสังฆปาโมกข์ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงวัตรปฏิบัติดังกล่าวเนื่องจากเกรงว่าพระภิกษุสามเณรจะรับไม่ไหว เชื่อว่าการจัดการคณะสงฆ์ในมณฑลพายัพน่าจะเริ่มเข้ารูปอย่างที่กรุงเทพฯ ต้องการ 

     ใน พ.ศ.2453 ซึ่งเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธมกุฎราชกุมารทรงขึ้นครองราชย์ เมื่อถึงพิธีบรมราชาภิเษกได้อาราธนาพระอภัยสารทะสังฆปาโมกข์ไปร่วมในพระราชพิธีด้วย การไปกรุงเทพฯ ครั้งนี้ท่านได้หารือถึงการจัดการคณะสงฆ์ในมณฑลพายัพกับพระเถรานุเถระทั้งหลายในกรุงเทพฯ ซึ่งมีสมเด็จพระวันรัติ (จ่าย) วัดเบญจมบพิตร เป็นต้น ภายหลังกลับจากกรุงเทพฯ แล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้อาราธนาสมเด็จพระวันรัติ (จ่าย) ให้ช่วยจัดการพระศาสนาในมณฑลพายัพ 

     ทั้งนี้ ความขัดแย้งระหว่างธรรมยุติกนิกายกับมหานิกายในเมืองเชียงใหม่น่าจะค่อยๆ ลดลง เนื่องจาก พ.ศ.2452 เป็นปีที่เจ้าอินทวโรรสถึงแก่พิราลัย และอุบาสกสำคัญคือ อินต๊ะค่อ ซึ่งมีส่วนช่วยในการเสริมบารมีให้แก่พระนพีสีพิศาลคุณถึงแก่กรรมแล้วเช่นกัน ทำให้พระนพีสีพิศาลคุณขาดผู้อุปถัมภ์ เพราะในสมัยที่เจ้าอินทวโรรสยังมีพระชนมชีพ พระนพีสีพิศาลคุณไปที่แห่งใดจะมีผู้ต้อนรับให้ความสะดวก อีกทั้งได้รับความเกรงใจ เมื่อสิ้นเจ้าอินทวโรรสอำนาจของพระนพีสีพิศาลคุณจึงลดน้อยลง ท่านจึงจากวัดเชียงมั่นกลับมาพักอยู่วัดหอธรรมตามเดิม   

     ต่อมาในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2456 กรมหมื่นวชิรญาณวโรรสได้ขอพระราชทานเลื่อนบรรดาศักดิ์ให้กับพระนพีสีพิศาลคุณ เนื่องจากได้จัดการเรียนพระธรรมวินัยของภิกษุสามเณรและจัดการสอบไล่ประจำปี โดยได้ขยายไปเมืองแพร่และเมืองน่านจนสามารถตั้งโรงเรียนนักธรรมของมณฑลพายัพได้ จึงขอพระบรมราชานุญาตยกพระนพีสีพิศาลคุณขึ้นเป็นพระอาจารย์โทในทางคันถุระมีตำแหน่งเทียบเท่าเจ้าคณะเมือง 

     แม้ว่าพระนพีสีพิศาลคุณจะได้รับการยกย่องจากกรุงเทพฯ ให้มีตำแหน่งเทียบเท่าเจ้าคณะเมือง แต่เพียง 5 เดือนหลังจากได้รับการแต่งตั้ง พระนพีสีพิศาลคุณได้มีหนังสือกราบทูลกรมหมื่นวชิรญาณวโรรสว่าตนเองมีความเบื่อหน่ายไม่สามารถประพฤติพรหมจรรย์ได้จึงขอลาสิกขา เมื่อกรมหมื่นวชิรญาณวโรรสทรงตรวจสอบแล้วพบว่าพระนพีสีพิศาลคุณเป็นผู้หมดความเลื่อมใสและเสื่อมจากการเป็นที่นับถือของคนทั้งหลาย กรมหมื่นวชิรญาณวโรรสจึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้พระนพีสีพิศาลคุณลาสิกขาได้ 

     จากการที่พระนพีพิศาลคุณขาดการอุปถัมภ์จากเจ้าเมืองเชียงใหม่ทำให้การเผยแผ่ธรรมยุติกนิกายเริ่มเสื่อมคลายลง ผู้เขียนเชื่อว่าสาเหตุอีกประการหนึ่ง คือ การส่งพระธรรมวโรดมเป็นพระราชาคณะซึ่งเป็นมหานิกายมาปกครองตั้งแต่แรก ทำให้ธรรมยุติกนิกายขาดการสนับสนุน เมื่อหมดสมัยของพระนพีสีพิศาลคุณสายสัมพันธ์ระหว่างพระสงฆ์ล้านนาจึงมุ่งไปสู่วัดเบญจมบิตรซึ่งเป็นมหานิกายมากกว่าวัดธรรมยุต 

     แม้ว่าจะหมดสมัยของพระนพีสีพิศาลคุณและธรรมยุติกนิกายได้ลดบทบาทลง แต่มีพระมหาเถระอีกท่านหนึ่งซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่ธรรมยุติกนิกาย คือ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) เจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์เป็นพระราชกวีระหว่าง พ.ศ. 2452-57 ได้ขึ้นมาที่เมืองเชียงใหม่โดยทางเรือและคงเข้าพักที่วัดหอธรรม ในขณะนั้นเจ้าอินทวโรรสถึงแก่พิราลัยแล้ว พระราชกวีได้เทศน์โปรดเจ้าทิพเนตร์ที่คุ้ม ใน พ.ศ.2465 ท่านได้ขึ้นมาเชียงใหม่อีกครั้งหนึ่ง สาเหตุที่ท่านขึ้นมาในครั้งนี้เนื่องจากท่านได้แต่งหนังสือชื่อ "ธรรมวิจยานุศาสน์" โดยข้อความในหนังสือขัดต่อรัฐประศาสโนบายของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงถูกถอดออกจากสมณศักดิ์ตำแหน่งพระเทพโมลี ท่านจึงถือโอกาสออกธุดงค์ในภาคเหนือโดยเดินทางไปนมัสการพระธาตุจอมยองและได้รับการต้อนรับจากเจ้าฟ้าเชียงตุงเป็นอย่างดี 

     ใน พ.ศ.2470 ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอุบาลีคุณูปมาจารย์และได้ขึ้นมาที่เมืองเชียงใหม่โดยพำนักที่ดอยสุเทพ ขณะนั้นเจ้าแก้วนวรัฐและเจ้าแม่จามรีได้ไปพักร้อนที่คุ้มบริเวณพระธาตุดอยสุเทพเช่นกัน เจ้าแก้วนวรัฐจึงได้อาราธนาท่านไปแสดงธรรมที่คุ้ม บรรดาเจ้านายที่รับฟังพระธรรมต่างเลื่อมใสและต้องการให้พระอุบาลีคุณูปมาจารย์จำพรรษาที่เมืองเชียงใหม่ จึงพากันขออนุญาตกรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ซึ่งเป็นสมเด็จพระสังฆราชในขณะนั้น สมเด็จพระสังฆราชทรงนำความขึ้นขอพระราชทานอนุญาตจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและได้รับพระบรมราชานุญาตให้พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ไปประกาศพระศาสนาที่เมืองเชียงใหม่ โดยพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ตั้งมั่นว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการปกครองคณะสงฆ์อีกต่อไป 

     เมื่อพระอุบาลีคุณูปมาจารย์จำพรรษาอยู่ที่คณะหอธรรม วัดเจดีย์หลวงตั้งแต่ พ.ศ.2471 ได้รื้อฟื้นธรรมยุติกนิกายให้เป็นที่แพร่หลายอีกครั้ง โดยเปิดโรงเรียนสอนพระปริยัติธรรม ทั้งแผนกนักธรรมและแผนกบาลี จัดให้มีการแสดงธรรมประจำวันธรรมสวนะเช้า-บ่าย ทั้งในพรรษาและนอกพรรษา โดยท่านเป็นผู้นำในการเทศนาธรรมด้วยปฏิภาณโวหารและเป็นที่เลื่อมใสของประชาชน๔๗ นอกจากกิจกรรมการเผยแผ่พระธรรมแล้วท่านยังได้บูรณปฏิสังขรณ์กุฏิและศาสนสถานโดยพระวิหาร วัดเจดีย์หลวงที่ปรากฏในปัจจุบันได้รับการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในสมัยของท่าน

ใน พ.ศ. 2472 พระองค์เจ้าธานีนิวัต เสนาบดีกระทรวงธรรมการขึ้นไปตรวจราชการที่เมืองเชียงใหม่ รายงานว่าที่วัดเจดีย์หลวงมีราษฎรนิยมมาบวชเรียนมากขึ้น จนเจ้าแก้วนวรัฐเสนอให้ตั้งพระอุบาลีคุณูปมาจารย์เป็นเจ้าคณะมณฑลเพราะมีผู้นับถือมากและเทศน์เก่ง แต่พระองค์เจ้าธานีนิวัตไม่สามารถแต่งตั้งได้เพราะมีเจ้าคณะมณฑลคือพระเทพมุนี (ปลด กิตติโสภณ) อยู่แล้ว พระอุบาลีคุณูปมาจารย์จำพรรษาอยู่วัดเจดีย์หลวงเป็นเวลา 4 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2471-74 เมื่อท่านกลับกรุงเทพฯ ได้มรณภาพใน พ.ศ. 2475 ที่วัดบรมนิวาส การขึ้นไปประกาศพระศาสนาของพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ในครั้งนี้ทำให้ธรรมยุติกนิกายตั้งมั่นในหัวเมืองล้านนาได้จนทุกวันนี้ 

     ข้อมูลการสำรวจวัดธรรมยุตในล้านนา พ.ศ.2497 ระบุว่ามีวัดธรรมยุตในล้านนา 23 วัด โดยเมืองเชียงใหม่มี 13 วัด เมืองลำปาง 8 วัด เมืองลำพูน 1 วัด เมืองเชียงรายมี 1 วัด โดยเมืองน่าน เมืองพะเยา เมืองแพร่ และเมืองแม่ฮ่องสอนในขณะนั้นไม่มีวัดธรรมยุตอยู่เลย ในขณะที่อีสานมีวัดธรรมยุตมากถึง 334 วัด ทั้งๆ ที่ธรรมยุติกนิกายเป็นนิกายที่ได้รับการสนับสนุนจากบรรดาเจ้านายเมืองเชียงใหม่มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นครั้งพระนพีสีพิศาลคุณ (พระมหาคำปิง) ในสมัยเจ้าอินทวโรรส หรือพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ในสมัยเจ้าแก้วนวรัฐ นั่นอาจเป็นเพราะธรรมยุติกนิกายเป็นนิกายที่ได้รับการยอมรับจากกรุงเทพฯ เจ้านายเมืองเชียงใหม่ที่ถูกดึงเข้าสู่ระบบราชการของกรุงเทพฯ อาจเห็นว่าเป็นประโยชน์ในการสนับสนุนแนวทางที่กรุงเทพฯต้องการ อีกทั้งวัตรปฏิบัติที่น่าเลื่อมใสและความแตกฉานทางพระศาสนาของพระสงฆ์ธรรมยุติกนิกายเองทำให้ผู้พบเห็นเกิดความเลื่อมใสศรัทธาก็เป็นได้ 

     จากการสัมภาษณ์ พระราชเจติยาจารย์ (ชูเกียรติ อภโย) เจ้าอาวาสวัดพระเจดีย์หลวงองค์ปัจจุบันให้ความเห็นว่าสาเหตุที่ทำให้ธรรมยุติกนิกายไม่แพร่หลายในหัวเมืองล้านนาซึ่งต่างไปจากหัวเมืองอีสาน เป็นเพราะพระพุทธศาสนาในล้านนามีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานและมีรากฐานมั่นคงจนยากที่ธรรมยุติกนิกายจะเผยแผ่ได้ ซึ่งก็สอดคล้องกับธรรมเนียมปฏิบัติของพระสงฆ์ล้านนา ที่ยึดมั่นในระบบหัวหมวดอุโบสถวัด โดยราษฎรเองยังคงสืบทอดความนิยมในการเข้าวัดตามกลุ่มชาติพันธุ์ของตนแม้กระทั่งทุกวันนี้

 

ผศ. เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต

 

จาก : ศิลปวัฒนธรรม
อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม
26 กุมภาพันธ์ 2554

 

 

E-Mail To BK.

peesang2003@hotmail.com

alittlebuddha.com เจ้าของ : วัดไทย ลาสเวกัส 2920 McLeod Dr. Las Vegas Nevada 89121 USA (702) 384-2264