หมายเหตุ อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ

 

 

 


 

 

 

 

 

 

 

ตามข้อความในหนังสือ "ฆราวาสบรรลุธรรม เล่มที่ 1" ของคุณอัจฉราวดี วงศ์สกล ในหน้าที่ 165 นั้น ยืนยันว่า คุณอัจฉราวดี ได้บรรลุธรรมถึงขั้นสามารถพยากรณ์มรรคผลให้แก่บุคคลอื่นได้ ซึ่งความสามารถระดับนี้ ในทางพระพุทธศาสนานั้น มีเพียง "สมเด็จพระบรมศาสดา" เพียงพระองค์เดียว

 

ใช่แต่เท่านั้น หนังสือเล่มนั้นยังระบุด้วยว่า ภายในเวลา 5 ปี คุณอัจฉราวดี ได้พยากรณ์มรรคผลให้แก่ศิษย์ทั้งฆราวาสและนักบวชไปแล้ว เป็นจำนวนถึง 139 ท่าน ถ้าถึงปัจจุบันก็น่าจะเพิ่มมากขึ้นกว่านั้น

 

 

การยืนยันว่าได้บรรลุธรรมของคุณอัจฉราวดีก็ดี การทำการพยากรณ์มรรคผลให้แก่บุคคลอื่นที่มาปฏิบัติธรรมกับคุณอัจฉราวดีก็ดี คงไม่มีใครรับรองว่าเป็นจริงหรือไม่ เมื่อคุณอัจฉราวดีได้ประกาศตัวไปแล้ว แถมยังพยากรณ์คนอื่นด้วย ก็ถือว่าเลยขั้นตอนนี้ไป แต่อาจจะไปถึงขั้นตอนของ "กฎหมาย" ว่า ถ้ามีคนสงสัย ก็คงต้องใช้กระบวนการทางกฎหมาย เข้าไปทำการพิสูจน์การบรรลุธรรมของคุณอัจฉราวดีเป็นคดีอาญา

 

ปัญหาจึงมาอยู่ที่ว่า เมื่อเชื่อว่าตัวเองได้บรรลุธรรมโดยไม่ต้องไปวัดแล้วนั้น คุณอัจฉราวดีได้ออกมาตำหนิติติงพระสงฆ์องค์เณร "ส่วนใหญ่" ของประเทศไทย ว่าเป็นอลัชชี เอาแต่มอมเมาประชาชนคนไทยด้วยผลบุญ ถึงกับออกรณรงค์ให้ทำการต่อต้านพระเณรเหล่านั้น ด้วยเหตุผลว่า การต่อต้านอลัชชีต่อพระพุทธศาสนานั้น ไม่บาป

 

 

ในทางกลับกัน ก็ปรากฏภาพของ "คุณอัจฉราวดี" ได้สร้างสำนักวิปัสสนาขึ้นมาใหม่ เพื่อใช้เป็นที่อบรมวิปัสสนาตามแนวทางของตนเอง โดยมีทั้งพระภิกษุและฆราวาสเข้าไปรับการอบรมเป็นจำนวนมาก โดยคุณอัจฉราวดีได้จัดจำหน่าย "เสื้อยืดสีขาว" หลายขนาด เพื่อให้ผู้ที่เข้ารับการปฏิบัติได้ซื้อสวมใส่ ที่สำคัญก็คือ คุณอัจฉราวดีอ้างว่า ได้รับพระบรมสารีริกธาตุจากการเสด็จมาเอง เป็นจำนวนถึง 23 พระองค์ จึงได้สร้างอาคารขึ้นมาหลังหนึ่ง เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุเหล่านั้น และคุณอัจฉราวดีได้ประกาศ "รับบริจาคเงิน" ในการก่อสร้างดังกล่าว

 

 

ทั้งเรื่องการบรรลุธรรมเอง ก็ดี การพยากรณ์มรรคผลให้แก่บุคคลอื่น ก็ดี การจัดจำหน่ายเสื้อยืด ก็ดี การได้รับพระบรมสารีริกธาตุโดยไม่มีการพิสูจน์ทราบว่าจริงหรือปลอม ก็ดี การรับบริจาคเงินเพื่อสร้างอาคารประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ก็ดี เหล่านี้ ยังไม่มีความชัดเจนใดๆ โดยอาจจะตั้งคำถามได้ว่า

 

บรรลุธรรมจริงหรือ ถ้าจริง จริงในระดับใด และใครจะเป็นผู้รับรอง ?

 

การพยากรณ์มรรคผลให้แก่บุคคลอื่นนั้น ในทางพระพุทธศาสนา ถือว่าเป็นคุณสมบัติของพระบรมศาสดา เมื่อคุณอัจฉราวดีสามารถพยากรณ์มรรคผลได้ ก็แสดงว่าคุณอัจฉราวดีต้องมีคุณสมบัติเช่นกับพระศาสดาด้วย แต่ถามว่า พุทธศาสนิกชนชาวไทย จะยอมรับวิธีการปฏิบัติและบรรลุมรรคผลของคุณอัจฉราวดีหรือไม่ ?

 

เมื่อวัดวาอารามต่างๆ ได้ตอบแทนญาติโยมพุทธศาสนิกชนผู้เลื่อมใสศรัทธา นำเอาจตุปัจจัยมาถวาย เป็นค่าใช้จ่ายภายในวัดหรือการก่อสร้างถาวรวัตถุอื่นใด จะเป็นวัตถุมงคลหรืออื่นใดก็ตาม สิ่งเหล่านี้ถูกคุณอัจฉราวดีตราหน้าว่า "มอมเมาประชาชน" แต่การที่คุณอัจฉราวดีทำการ "ขายเสื้อยืด" จะมิเข้าข่ายเดียวกันกับที่กล่าวหาวัดวาดอกหรือ ?

 

 

เมื่อพระบรมสารีริกธาตุของคุณอัจฉราวดีไม่มีการรับรองจากบุคคลใด การใช้พระธาตุเหล่านั้นมาเป็นจุดขาย และบอกบุญให้แก่พุทธศาสนิกชนทั่วไปได้บริจาคเงินทอง เพื่อร่วมก่อสร้างอาคารภายในสำนักของคุณอัจฉราวดี จะถือว่าเข้าข่ายหลอกลวงประชาชนหรือไม่ ?

 

 

 

ปัญหาเหล่านี้ ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย จึงต้องอาศัยทั้งองค์กรคณะสงฆ์ไทย และพุทธศาสนิกชนชาวไทย ทั่วประเทศ ได้ร่วมกันวินิจฉัย เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติและเผยแผ่พระพุทธศาสนา หาไม่ก็จะต้องมีผู้อวดอุตริมนุสสธรรมขึ้นเรื่อยๆ เอ่ยอ้างว่าได้บรรลุด้วยวิธีการต่างๆ นานา แถมยังเหยียบย่ำซ้ำเติมพระสงฆ์องค์เณร ทำนองยกตนข่มท่าน จะปล่อยปละละเลยเอาไว้นั้น อันตราย

 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม

วัดไทยลาสเวกัส

20 มกราคม 2561

 


 

ศาสดาพยากรณ์

 

อัจฉราวดี พยากรณ์มรรคผล นักบวชสัญชัย

ได้บรรลุพระอรหันต์ สิ้นชาติ ขาดภพแล้ว !

 

 

 

 

 

 

 

 

อัจฉราวดี วงศ์สกล

 

ศาสดาแห่งสายเตโชวิปัสสนา

 

 

 

นานแค่ไหนแล้ว  ที่เราไม่ได้รู้ ไม่ได้อ่าน ประสบการณ์การคว่ำโลกธาตุของพระสุปฏิปันโน  เรื่องราวที่เคยได้อ่านเป็นบุญชีวิต  มักมาจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์สายหลวงปู่มั่น  ที่บัดนี้  หลวงปู่หลวงพ่อล้วนทยอยละสังขารไปตามธรรม  พระอรหันต์เจ้าท่านได้เมตตาบอกเล่าประสบการณ์ภาวนาไว้เพื่อเป็นขวัญกำลังใจว่า  เมื่อเพียรจริงความหลุดพ้นย่อมเกิดขึ้นได้    ในวันนี้  ได้มีพระอริยสงฆ์ผู้ทำกิจจบสิ้นแล้ว หลังจากเพียรและบวชจำพรรษาได้เพียงสามปี   จากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานด้วยทางสายเอกอุ   และท่านได้เมตตาบอกเล่าประสบการณ์การภาวนา เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ผู้มีศรัทธาต่อนิพพาน  ได้ตระหนักว่า การคว่ำโลกธาตุเกิดขึ้นได้จริง  และเกิดขึ้นได้เร็วหากปฏิบัติด้วยวิถีที่เป็นทางลัดตัดตรง เพียรเผากิเลสตรงตัวไม่อ้อมค้อม

 

ขออนุโมทนาต่อ พระคุณเจ้าสัญชัย  จิตตภาโส  พระผู้เป็นเนื้อนาบุญ ผู้จำพรรษาอยู่ ณ  สำนักสงฆ์ลานหินปาโมกข์  จังหวัดสุรินทร์   ขอความปรารถนาอันยิ่งที่พระคุณเจ้าได้เมตตาบอกเล่า  เพื่อเป็นสายธารแห่งธรรมให้แก่ผู้มั่นคงในนิพพาน  จงสัมฤทธิ์ผลทุกประการ ด้วยเทอญ

 

 

อ.อัจฉราวดี  วงศ์สกล

10 มิถุนายน 2558

 

 

 

 

 

 

"เมื่อโลกธาตุคว่ำ ด้วยเตโชวิปัสสนากรรมฐาน"

 

บันทึกการบรรลุธรรมระดับอริยะ

 

ของ..นักบวชสัญชัย จิตฺตภโล

 

อัครสาวก ของ..อัจฉราวดี

 

 

 

 

ก่อนจะได้มาปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังนั้น  ชีวิตของอาตมาก็เหมือนกับชาวพุทธโดยทั่วไป คือปฏิบัติดีที่สุด ได้แก่ การทำทาน และรักษาศีล ซึ่งในขณะนั้นคิดอยู่เสมอว่า เราก็ทำดีที่สุดแล้วคงจะไม่เป็นอะไร กระทั่งปี 2554 ช่วงเปิดภาคเรียนเดือนพฤษภาคม อาตมาได้มีอาการเจ็บป่วยซึ่งเป็นมานานแล้ว คือกระเสาะกระแสะ 3 วันดี 4 วันไข้ แต่ครั้งนี้อาการป่วยรุนแรงจนถึงต้องเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล และแพทย์ได้ตรวจเช็คอาการและวินิจฉัย โรคว่าเป็น โรคตับอักเสบ ไขมันพอกตับ ลำไส้อักเสบเรื้อรัง โรคกระเพาะอาการ โรคกรดไหลย้อน กรดเกิน ฯลฯ จึงทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียไม่มีแรง หลังจากพักรักษาตัวประมาณ 10 วัน สุขภาพร่างกายก็ดีขึ้น คุณหมออนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลมาพักรักษาตัวที่บ้านได้ แต่เมื่อมาอยู่บ้านแล้วอาการต่างๆ ก็เหมือนจะทรงตัวอยู่ได้ แต่ก็ไม่ดีนัก จึงต้องแวะเวียนเข้า-ออก โรงพยาบาลในปี 2554 นั้น ถึง 3-4 ครั้ง แต่ละครั้งต้องนอนพักรักษาตัว 7-15 วัน จึงทำให้จิตใจท้อแท้ หดหู่

 

 

ปลายปี 2554 อาตมาได้เข้าไปกราบนมัสการ หลวงปู่มีชัย กามฉินโท ซึ่งเป็นบิดาบุญธรรมของข้าพเจ้า และท่านได้ทักข้าพเจ้าว่า "คนเราจะตายวันตายพรุ่งยังไม่รู้ตัวอีกยังไม่รีบปฏิบัติธรรม อีกหรือ" และท่านได้เมตตาแนะนำการปฏิบัติโดยย่อว่า อะไรเกิด รู้อ๋อ รู้อ๋อ รู้อ๋อ

 

 

เดือนกุมภาพันธ์ 2555 คุณดวงมณี ตรงเที่ยง ลูกสาวของหลวงปู่ได้เป็นผู้ชักชวน และโน้มน้าวจิตใจของข้าพเจ้าให้คล้อยตาม เพื่อให้มาปฏิบัติธรรมสายเตโชวิปัสสนากรรมฐาน เบื้องต้นอาตมาปฏิเสธ เนื่องจากธาตุขันธ์ไม่แข็งแรง โรคภัยไข้เจ็บนั้นเข้าโรงพยาบาลแต่ละครั้งแต่ละครา เจ้ากรรมนายเวรก็ชักชวน เพื่อนฝูงมารุมกินโต๊ะข้าพเจ้ามากขึ้น มากขึ้น และโรคภัยไข้เจ็บที่ได้เพิ่มขึ้นมานั้น ทำให้ไม่สามารถที่จะนั่งกับพื้นได้เลย เพราะร่างกายจะมีความเจ็บปวด ทุรนทุราย ทั่วร่างกาย ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เนื่องจากอาตมาป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรังแทบจะทุกส่วนของร่างกาย แต่อย่างไรก็ตามเมื่อรับปากน้องสาวแล้ว ก็จำเป็นต้องมา และเมื่อมาแล้ว ก็จะต้องสู้ เท่าที่จะสู้ได้ (แต่ต้องเต็มความสามารถนะ)

 

 


 

 

 

 

 

วันแรกของการปฏิบัติ เมื่อรับกรรมฐาน อานาปานสติ แล้วเริ่มปฏิบัติ  อาตมานั่งได้ประมาณ 10 นาที ความทุกขเวทนาจากความเจ็บปวดตามร่างกายไม่ว่าจะขา หัวเข่า ข้อเท้า เอว สะโพก แผ่นหลัง ต้นคอ ปลายนิ้วมือ ข้อมือ หัวไหล่ ข้อศอก ทุกอย่างระดมสรรพกำลังความเจ็บปวดยิ่งทวีขึ้นเป็นทวีคูณ จึงต้องลืมตามองดูผู้ปฏิบัติที่อยู่ข้างๆ ไม่ว่าจะเป็นสุภาพบุรุษ-สุภาพสตรี แต่ละคนนั่งนิ่ง หลังตรง ไม่ขยับเขยื้อน แล้วย้อนคิดถึงตนเอง ตายละหวา เราทำไมนั่งเหมือนลิง ลุกลี้ลุกลน แทบจะถอดใจวันละหลายๆ ครั้ง แรกๆ ก็นึกชัง-โกรธ คุณดวงมณี (ปัจจุบันเป็นชีดวงมณี ตรงเที่ยง) ว่า เอาเถอะ จบคอร์สเมื่อไร เห็นดีกัน หลอกกันได้ว่านั่งเก้าอี้ก็ได้  แต่ด้วยบารมีของพ่อแม่ ครูอาจารย์-คุณพระศรีรัตนตรัย ที่ท่านได้เมตตาต่อข้าพเจ้าโดยช่วยเหลือสอน-สั่งในสภาวธรรมอยู่เสมอๆ จึงทำให้พอที่จะประคับประคองตนนั่งกับเขาได้ เมื่อท้อเมื่อไร ก็คิดถึงแม่..คุณแม่พิกุล บุญช่วย..แม่ผู้ให้กำเนิด คิดถึงท่านอาจารย์ พระอาจารย์ พ่อแม่ครูอาจารย์ ก็ทำให้เกิดกำลังใจฮึดสู้ได้อีก และยิ่งเมื่อท่านอาจารย์อัจฉราวดี สอบอารมณ์ครั้งแรกนั้น คำแรกที่ท่านทัก ท่านบอกว่า ต้องสู้นะ ต้องสู้นะ คุณสัญชัย เพราะไม่มีรถขบวนอื่นให้ขึ้นอีกแล้ว มีขบวนนี้เป็นขบวนสุดท้ายแล้วนะ น้ำเสียงซึ่งเปล่งออกมาจากจิตที่มีแต่ความเมตตาหาที่สุดมิได้นั้น ทำให้ข้าพเจ้าเกิดกำลังใจฮึกเหิมที่จะต่อสู้ จะปฏิบัติต่อไป

 

 

เมื่อจบคอร์ส เดือนกุมภาพันธ์ 2555   อาตมาพยายามมองหาน้องสาวว่า เอ๊ะ ดวงมณี ไปไหน ไม่เห็นมาหาพี่บ้างเลย นี่ก็จะกลับแล้วน่าจะมารอที่รถได้แล้วนะ มีเรื่องจะไหว้วานให้ส่งใบสมัคร ให้เข้าคอร์สต่อไปก็ไม่เห็นหัวเห็นหาง กล่าวจบก็เห็นชีดวงมณี เดินก้มหน้างุดๆ ไม่กล้าสบตาอาตมาแล้วยกมือไหว้ พี่ใหญ่หนูขออนุโมทนาบุญกับพี่ใหญ่ด้วยนะ  "เออ ส่งใบสมัครให้พี่ใหญ่ด้วยนะ"

 

 

พูดจบ ดวงมณี ถอนหายใจเฮือกใหญ่ นึกว่าจะถูกด่าซะแล้ว โล่งใจ ชอบการปฏิบัตินี่ไหมพี่ใหญ่ ดีมากเลย อาตมากล่าว ถ้าเป็นไปได้ อยากจะเข้าปฏิบัติทุกคอร์สเลยนะ

 

 

(จากนั้นไม่นาน  ท่านได้ออกบวชและจำพรรษาอยู่ที่ลานหินปาโมกข์  โดยปฏิบัติเตโชวิปัสสนาเฉลี่ยวันละ 6-7 ชั่วโมง และเข้าคอร์สภาวนาต่อเนื่องที่เตโชสถาน  เทือกเขาพระพุทธบาทน้อย จ.สระบุรี)

 

 


 

 

 

 

 

 

การภาวนาช่วงจิตได้พบความก้าวหน้าขั้นสูง

 

 

หลังจากออกจากคอร์สเดือนมีนาคม 2558 ได้มีแขกที่จะขอไปปฏิบัติธรรมที่สถานปฏิบัติธรรมลานหิน-ป่าโมกข์ ตําบลแนงมุด อําเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ หนึ่งท่าน คือ ชีจริยา ซึ่งเป็นศิษย์เตโชฯ เช่นกัน เป็นคนจังหวัดสตูล

 

 

ในวันหนึ่งในขณะกำลังรดน้ำต้นไม้ หลังจากเสร็จภาระกิจการเข้ากรรมฐานช่วงเวลา 14.00-16.00 น. ของทุกวันแล้ว

 

 

อาตมา  พระฮวด ต่อดอก และคณะพระภิกษุ-ชี-พราหมณ์ ทุกคนช่วยกันคนละไม้คนละมือปฏิบัติหน้าที่ตามจิตอาสา บ้างก็รดน้ำต้นไม้ กวาดลาน ทำความสะอาดห้องน้ำ ฯลฯ ในขณะนั้นเอง คุณชีจริยา ได้พูดลอยๆ ว่า คุณกัลย์รญาณ์ ที่เลื่อน 2 ขั้น เป็นสกิทาคามี นั่น อดีตชาติเธอได้อธิษฐานตั้งจิตขอเป็นองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระโพธิสัตว์ แต่ท่านก็ได้ลาพุทธภูมิแล้ว   อาตมาสะดุดใจ ตรงนี้ก็เลยบอกว่า หลวงพ่อแปลกนะชี เป็นเวลาประมาณ 2-3 เดือนมาแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นอะไร เวลาจิตตั้งมั่นบนศีรษะ จะปรากฏเป็นเกศคล้ายกับพระพุทธรูป เป็นเช่นนี้มา 2-3 เดือน เป็นทุกครั้งที่จิตตั้งมั่น คุณชีจริยาจึงกล่าวว่า เอ๊ะ แปลกนะ หรือหลวงพ่อปรารถนา "พุทธภูมิ" หนูไม่รู้นะ แต่ลองอธิษฐานลา "พุทธภูมิ" ดูซิ ถ้าหลวงพ่อปรารถนาพระนิพพานในชาติปัจจุบัน

 

 

โดยจิตขณะนั้น และสภาวะของจิตที่เกิดจากการภาวนา ทำให้ทราบกำลังของตนเองว่า "ทำเช่นใด ถ้าหากเราเคยปรารถนาพุทธภูมิ ก็คงจะไม่สำเร็จเพราะหนทางข้างหน้าช่างยาว-ไกลนัก กอปรด้วยวิบากกรรมที่เกิดขึ้นในขณะภาวนานั้น ช่างทุกขเวทนา เจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัส กล่าวคือ ความทุกข์นั้นบีบคั้นทั้งกายและจิตอยู่ตลอดเวลา จึงตระหนักในจิตว่า "ขอเป็นเพียงพุทธสาวกที่ดีและได้บรรลุมรรคผลนิพพานในปัจจุบันชาติ" และได้ตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณของพระบรมศาสดา, คุณพระศรีรัตนตรัย, พระอาจารย์สมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังสี, ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล และพ่อแม่ครูอาจารย์ทุกชาติทุกภพ ทุกสมัย เท่านั้นก็พอแล้ว" เมื่อคิดได้ดังนั้น จึงน้อมจิตขอถอนคำอธิษฐาน

 

 

"หากคำอธิษฐานใดๆ ของข้าพเจ้าที่ขวางกั้นต่อมรรค-ผลในชาติปัจจุบันแล้วไซร้ ข้าพเจ้าขอถอนคำ อธิษฐานนั้นและขอพระบรมศาสดา คุณพระศรีรัตนตรัย พ่อแม่ครูอาจารย์ได้โปรดเมตตาข้าพเจ้าด้วยเทอญ" หลังจากถอนคำอธิษฐานในวันแรก เมื่อจิตตั้งมั่น สิ่งที่เห็นคล้ายเกศพระพุทธรูปนั้นในวันแรกก็ยังคงอยู่แต่ก็ค่อยๆ มลายจางหายไปในวันที่ 2-3-4-5 คงเหลือแต่รอยเหมือนรอยทองเหลืองบนศีรษะ เหตุการณ์นี้พัฒนาต่อไป คือ เมื่อจิตตั้งมั่น สิ่งที่ปรากฏแทนเกศบนเศียรพระพุทธรูปนั้น กลับกลายเป็นดอกบัวสีทองบานอร่ามบนศีรษะ เป็นเหมือนภาพช้าในภาพยนตร์ คือ จากตูมค่อยบานกระทั่งบานสะพรั่ง และปรากฏเป็นพระพุทธรูป ประทับบนดอกบัว จากนั้น สภาวะนี้เป็นเพียงวันเดียว

 

 

วันรุ่งขึ้น เมื่อถึงเวลาภาวนาตามปกติ เมื่อจิตตั้งมั่น ดอกบัวสีทองก็บานอร่ามบนศีรษะ แต่ครั้งนี้ ปรากฏเป็นภาพเจ้าชายสิทธัตถะ ปางประสูติ ชูนิ้วมือขึ้น 1 นิ้ว แล้วเดินบนดอกบัวอีก 7 ก้าว เป็นดังภาพที่ได้เรียนพุทธประวัติ ตั้งแต่สมัยประถมศึกษาเช่นไรก็เช่นนั้นเลย สภาวธรรมที่ปรากฏเป็นพระพุทธเจ้าน้อยนี้เกิดขึ้นเพียงวันเดียวแล้วก็หายไป

 

 


 

 

 

 

 

1 ใน 139 พระอริยเจ้า สายเตโชวิปัสสนา

 

ซึ่งได้รับการพยากรณ์มรรคผลโดยอาจารย์อัจฉราวดี

 

 

 

 

วันที่ 12 พฤษภาคม 2558   อาตมาติดภารกิจนิมนต์นำพระไปบวชกับหลวงพ่อสุพรรณ พระอุปัชฌาย์ ณ วัดป่าโยธาประสิทธิ์ ต.ในเมือง อ. เมือง จ. สุรินทร์ ในขณะที่พระอุปัชฌาย์, พระกรรมวาจาจารย์ทั้ง 3 รูป ทำพิธีนั้น อาตมาได้ร่วมในพิธีคือเป็นพระลำดับ สภาวธรรมที่เกิดเมื่อจิตตั้งมั่นลืมตาอยู่จึงรีบหรุบปิดเปลือกตา  และตรึงจิตตามคำสอนของท่านอาจารย์อัจฉราวดี ว่า รู้อย่างเดียว, รู้ที่จุดสัมผัสอย่างเดียว, อย่างอื่นไม่ต้องสนใจ สภาวะจิตในขณะนั้น เจาะ ดิ่ง ชั้นสังขารลงไปอย่างรวดเร็ว และตัวจิตก็แจ้งให้รู้ว่า นี่แหละที่ท่านอาจารย์พร่ำสอนว่า ดิ่งลงไปขุดเจาะสังขาร เมื่อดิ่งลงไปยิ่งดิ่งยิ่งลึกตลอดเวลาประมาณ 45นาที-1 ชั่วโมงที่จิตดิ่งขุดลอกสังขารนั่น ก็มีเสียงดังขึ้นในจิตว่า "ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของท่านแล้ว" แต่ด้วยความตระหนักถึงคำสอนของท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าก็ยังคงดำรงสติ เพ่ง รู้อยู่ที่จุดสัมผัสตลอดเวลา

 

 

สภาวธรรมที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ก่อนจะอธิษฐานลาพุทธภูมินั้น สิ่งใดก็ตามที่เกิดกับจิตเช่น สังขาร ความคิด อารมณ์ เมื่อเกิดขึ้นแล้ว เมื่อรับรู้จะไม่สามารถดำรงสภาวะนั้นได้เลย กล่าวคือ จะถูกสับบ้าง ผ่า ไฟเผา พายุถล่ม แผ่นดินถล่มทลายไปในชั่วพริบตา ซึ่งสภาวะเช่นนี้ท่านอาจารย์อัจฉราวดี และหลวงปู่มีชัย กามฉินโท บิดาบุญธรรมได้กล่าวว่า เป็นสภาวะที่เกิดปัญญา

 

 

ในระหว่างการเดินทางโดยรถยนต์ จากลานหินป่าโมกข์ เพื่อมาเข้าคอร์สประจำเดือนพฤษภาคม 2558 นั้น ได้เกิดสภาวธรรมดิ่งเจาะ-ลึกลงไปในชั้นของสังขารชั้นอาสวะอยู่ตลอดเวลา อาสวะที่กำลังดิ่ง เจาะ เผาสังขารนี้จิตแจ้งว่า เป็นกามอาสวะ เนื่องจากก่อนที่จิตจะดิ่งนั้น เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว สภาวธรรมที่เกิดเป็น มีสังขารที่ผุดมาเป็นเรื่องราคะ ปะทุ ทะลักทะลายออกมาอยู่ตลอดเวลา  อาตมาจำคำสอนได้ขึ้นใจให้รู้อย่างเดียว

 

 

เช้าวันที่ 18 พฤษภาคม 2558 (วันที่ 2) ของการปฏิบัติ เมื่อท่านอาจารย์นิมนต์ให้เล่าสภาวธรรม  ท่านได้แสดงมุทิตาจิตที่ถึงความก้าวหน้า  และได้กล่าวว่าเตือนให้ตระหนักอยู่เสมอว่า "อนาคามีก็สามารถตกลงได้" อาตมาก็น้อมนำคำสอนของท่านไว้ในจิตอยู่เสมอ และก็ได้ปฏิบัติภาวนาต่อไป

 

 

ผลของการภาวนา มีการพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ จากกระแสคุณพระศรีรัตนตรัย และพ่อแม่ครูอาจารย์ และที่ได้เมตตาแผ่พลังให้ ทำให้การปฏิบัติเกิดความก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว กล่าวคือ สภาวะที่ถล่มทลายนั้น ค่อยพัฒนาเป็นพลิกโลกธาตุ คว่ำโลกธาตุ ขอใช้คำว่า คว่ำโลกธาตุ จริงๆ คือ เมื่อขุด-ดิ่งลงไปถึงชั้นอาสวะใด ๆ แผ่นดิน ภูเขา ก็พลิกกลับข้าง เหมือนเราลอกหนังแต่เป็นลอกหนังทั้งก้อน เช่นใดเช่นนั้น เมื่อถึงช่วงนี้ คำกล่าว "สิ้นชาติ ขาดภพ แล้วนะ"   บังเกิดในจิต และมีกระแสคุณพระศรีรัตนตรัย พ่อแม่ครูอาจารย์ เต็มภูเขา และเมื่ออาตมาเดินเข้าไปในถ้ำพบหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ท่านได้เรียกอาตมาว่า มา มานี่ มานั่งด้วยกัน แต่ด้วยบารมีของ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล   อาตมาก็ไม่กล้าที่จะนั่งเคียงท่าน และอีกฟากหนึ่งมีพระรูปหนึ่ง นั่งอยู่ข้างๆ ท่านมีพัดยศ แสดงสมณศักดิ์ แต่อาตมาไม่รู้ว่า เป็นชั้นใด   อาตมาจะทรุดลงนั่ง ท่านกลับกล่าวว่า ไป ไป ไม่ใช่นั่งตรงนี้ พลันก็ได้ยินเสียงเรียก มานี่ มานี่ มานั่งกับพวกเราตรงนี้ เมื่ออาตมาชำเลืองมองไปตามเสียงเรียก พบว่า เป็นพระอรหันต์ 2 รูป กล่าวคือ

 

 

หลวงพ่อฤษี แห่งวัดท่าซุง อุทัยธานี

 

หลวงพ่อจรัญ แห่งวัดอัมพวัน สิงห์บุรี

 

 

ภาพที่เกิดต่อจากนั้นเป็นภาพพระพุทธรูปองค์ใหญ่สีทองสุกปลั่ง ได้เปลี่ยนสภาพจากสีทองเป็นแก้วใส และพระพุทธรูปนั้นได้แตกต่อหน้า-ต่อตา ตอนแรกข้าพเจ้าก็ตระหนกตกใจแต่เมื่อคิดถึงคำของท่าน พระอาจารย์สมเด็จฯ ที่ได้เมตตาสอนว่า บัญญัติก็ส่วนบัญญัติ ปรมัตถ์ก็ส่วนปรมัตถ์ จิตจึงเพ่งอยู่ที่จุดสัมผัสอยู่ตลอดเวลา

 

อาตมาได้เล่าให้ท่านอาจารย์ตามที่กล่าวเบื้องต้นแล้วนั้น ท่านอาจารย์นิ่งเพียงครู่เดียวแล้วกล่าวว่า "ใช่  มีกระแสพระนิพพานจริง เชือกบางเส้นขาดแล้ว แต่ที่ยังไม่ขาดก็มี ต้องภาวนาต่อ"

 

เวลา 18.30 น. ของวันที่ 21 พฤษภาคม 2558 การปฏิบัติเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ณ ลานโพธิ์

เมื่ออาตมากราบระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบรมศาสดาแล้ว สิ่งซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมานานมากแล้วคือ ปีติ แต่ในขณะนั้น  อาตมาเกิดปีติ ขนลุกจากศีรษะถึงฝ่าเท้า ขึ้นลง 2-3 ครั้ง เกิดขึ้นทั้งตัว แต่ก็ปล่อยให้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เพราะท่านอาจารย์เคยสอนเช่นนั้นว่า อยากร้องก็ร้องไป ปีติก็ส่วนปีติ

 

เมื่อถึงเวลาภาวนา จิตก็ตั้งมั่นเป็นมหาสติ ที่ท่านอาจารย์กำชับ-พร่ำสอน ศิษย์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จิตรู้ได้ดิ่งทะลุทะลวง ขุดลอกชั้นอาสวะไปเรื่อยตลอดเวลา   อาตมาก็มีหน้าที่เพียง รู้อย่างเดียว ตามคำสอน    เมื่อขึ้นเรือนปฏิบัติ ความสืบเนื่องของสภาวธรรมที่ปรากฏ เปลี่ยนเป็นจิตตั้งมั่น เป็นมหาสติ ปรากฏเป็นพระพุทธรูป จำนวนมากมาย นับไม่ถ้วน เป็นเหลืองอร่ามและค่อยแปรเปลี่ยนเป็นพระพุทธรูปแก้วใส เต็มไปหมดและท้ายที่สุดพระพุทธรูป แก้วก็แตกเป็นเสี่ยง ๆ มลายหายไป

โลกธาตุคว่ำ

 

 

เช้าตรู่ ของวันที่ 22 พฤษภาคม 2558 เวลา 03.37 น. เสียงนาฬิกาปลุกดังแกร็ก เนื่องจากชำรุด จะปลุกเช่นนี้ของเวลานี้ทุก ๆ วัน   ตื่นขึ้นมา จิตตั้งมั่น ทั้ง ๆ ที่ยังนอนอยู่ แต่จิตก็เป็นมหาสติ ภาพที่ไม่คาดคิดว่าจะเกี่ยวข้องกับการบรรลุธรรมก็เกิดขึ้นในจิต

 

 

"ภาพกล้วยน้ำว้า 2 หวี กำลังสุกงอม น่ารับประทาน"  อาตมาก็รู้อย่างเดียว พลันจิตก็แจ้งว่า "อาสวะหมดไปแล้ว 1 กอง คงเหลือ 2 กอง"  อาตมาก็ยังวางเฉย จำคำสอนขึ้นใจ รู้อย่างเดียว พลันจิตก็ตรึงอยู่ที่จุดสัมผัส กล้วย 2 หวีนั้น ก็ระเบิดหายไป

 

 

และโลกธาตุถล่มทลาย.

 

 


 

 

 

เมื่อท่านอาจารย์นิมนต์ในช่วงเช้า 22 พ.ค. 58 นั้น ท่านอาจารย์ (ไม่ได้สอบถามสภาวธรรมอันใด) ได้กล่าวขึ้นมาว่า

 

 

"ขออนุโมทนาและแสดงความยินดี

กับพระคุณเจ้า ที่สิ้นชาติ ขาดภพแล้ว"

 

 

พร้อมกับน้ำตาของท่านอาจารย์ที่คลอเบ้าทั้ง 2 ข้าง..

 

 

จิตอาตมา เข้าใจความรู้สึกของท่านอาจารย์ดี เพราะก็เคยเป็นครูมาก่อน

 

"ไม่มีสิ่งใดที่พ่อแม่ครูอาจารย์จะดีใจกว่าลูกและศิษย์ประสบความสำเร็จ ยิ่งถึงขนาดสิ้นชาติ ขาดภพแล้ว พ่อ แม่ ครู อาจารย์ จะปีติมากกว่าลูก, ศิษย์ เป็นร้อยเท่าทวีคูณ

 

 

ท้ายนี้   อาตมาขอตั้งสัตย์ต่อพระรัตนตรัย ท่านพระอาจารย์สมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังสี, สมเด็จหลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด, ท่านท้าวมหาพรหมชินะปัญจระ ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล, อีกพ่อแม่ครูอาจารย์ทุกชาติ ทุกภพ ทุกสมัย ว่า

 

"ข้าพเจ้าจะเชื่อฟังคำสั่งสอน และปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างของพุทธสาวกที่ดี ตราบชีวิตจะหาไม่"

 

 

เคารพ ไม่สู้

 

เชื่อฟัง ไม่สู้

 

ปฏิบัติตามคำสอน

 

 

บุญกุศลใดๆ ที่เกิดขอน้อมถวายแต่ องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าโคดม, พระอาจารย์สมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังสี, ท่านอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล และ พ่อแม่ครูอาจารย์ทุกชาติ ทุกภพ ทุกสมัย
 

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม วัดไทยลาสเวกัส

20 มกราคม 2561

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ALITTLEBUDDHA.COM WAT THAI LAS VEGAS 2920 MCLEOD DR. LAS VEGAS NV 89121 U.S.A. 702-384-2264