25 YEARS

 

WAT THAI DENMARK

 

 


 

 

 

 

 

25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก กับ วันที่มีความสุขที่สุดในโลก

 

 

แต่ไหนแต่ไรมา คนไทยส่วนใหญ่รู้จัก "เดนมาร์ก" ในยี่ห้อนม ทั้งนมสดและนมผง จนกระทั่งตั้งฉายาให้ประเทศเดนมาร์กว่า "เมืองโคนม" ซึ่งโคนมของเดนมาร์กนั้น เป็นสัตว์สวยงามน่ารัก ตัวสีขาวปลอด มีจุดดำๆ ใหญ่ๆ ขนาดเท่ากระด้งอยู่ตามตัวหลายจุด ตัดกับสีขาว ทำให้สะดุดตา จะว่าเป็นวัวพันธุ์ "ขาวดำ" อันเลื่องชื่อตระกูลหนึ่งของโลกก็คงว่าได้ คนไทยเรารู้จัก "เดนมาร์ก" มาจากวัวพันธุ์นี้

 

ต่อมา เมื่อหลายปีก่อน มีการจัดอันดับ "ประเทศน่าอยู่ที่สุดในโลก" หรือ "ประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก" คนไทยเราซึ่งไม่เคยไปไหนก็คงเชื่อว่า "เมืองไทยน่าอยู่ที่สุด" เพราะอะไรจะมาสู้เมืองไทยเราได้ นั่นก็ถือว่าเป็นทฤษฎีที่ "ถั่วต้ม-ถูกต้อง" ที่สุดเช่นกัน เพราะบ้านใครก็บ้านมัน ไปถามคนพม่าหรือลาวบ้าง ทั้งพม่าและลาวก็คงตอบเหมือนกันว่า "พม่าและลาว คือประเทศที่น่าอยู่และมีความสุขที่สุดในโลก" แต่เมื่อนับคะแนนรวมในทุกจุด ซึ่งก็ไม่รู้ว่าท่านมีเกณฑ์ในการตัดสินนางงามจักรวาลอย่างไรบ้าง สุดท้าย ประชาคมโลก ได้ลงมติให้ "เดนมาร์ก" เป็นประเทศที่น่าอยู่และมีความสุขที่สุดในโลก ฟังแล้วก็ทึ่งซีคะ ว่าเดนมาร์กน่าอยู่และมีความสุขอย่างไร

 

ครั้นสิ้นเสียงประกาศจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเท่านั้น ก็พลันเกิดปรากฎการณ์สำคัญขึ้นสำหรับชาวไทยในเดนมาร์ก นั่นคือ การประกาศจัดงานทำบุญวัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร และฉลองสมณศักดิ์ของเจ้าอาวาสวัดไทยเดนมาร์ก คือ ท่านพระอาจารย์สุทธิพงศ์ สุทฺธิวํโส ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดตั้งเป็นพระราชาคณะ หรือเป็นเจ้าคุณใหม่ ในราชทินนาม พระวิสุทธิวงศ์วิเทศ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2558 ที่ผ่านมา

 

วัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร จึงโดดเด่นเป็นนางงามบนเวทีโลกขึ้นมาในทันที ส่วนเรื่องที่ไปที่มาของวัดไทยเดนมาร์กนั้น เรา-อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม จะไม่เขียนถึง เพราะข้อมูลทั้งหมดก็อยู่ในเว็บไซต์ของวัดไทยเดนมาร์กอยู่แล้ว แต่วันนี้จะนำเสนอ "วัดไทยเดนมาร์ก" และ "ชาวไทยเดนมาร์ก" ในภาพของ "สถานที่ที่มีความสุขที่สุดในโลก" และ "ชาวไทยที่มีความสุขที่สุดในโลก" เราไปดูกันสิครับว่า คนที่มีความสุขที่สุดในโลกนั้น หน้าตาเขาเป็นอย่างไร

 

 

 

 

 

เดินผ่านประตูวัดเข้าไป ใครๆ ก็ต้องพบกับป้ายนี้ บอกชื่อเสียงเรียงนามของสถานที่

 

 

 

 

ประวัติวัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร จากดินมาเป็นดาว

 

 

 

ท่านเจ้าอาวาสวัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร

 

ถึงในประวัติของวัดจะเริ่มต้นอย่างไร แต่สุดท้ายต้องมาสะดุดที่ "เจ้าอาวาส" ในฐานะผู้กล้ามาเสี่ยงชีวิตสร้างวัดไทยในเดนมาร์กขึ้นเป็นแห่งแรก ท่านเล่าด้วยว่า ถึงเดนมาร์กจะไม่ลำบากยากแค้น เพราะคนไทยที่นี่รักวัดรักวาและพระเจ้าพระสงฆ์ แต่ปัญหาอยู่ที่ "ไม่มีพระเณรมาช่วยงาน" เพราะปัญหาทางด้านวีซ่า ท่านเจ้าอาวาสจึงเสมือน "ตัวคนเดียว" ในโลกกว้าง ทำงานตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ พูดแบบภาษาชาวบ้านก็ต้องบอกว่า "ไม่แน่จริงก็อยู่ไม่ได้" ยิ่งท่านพระอาจารย์สุทธิพงศ์นั้น มีประวัติค่อนข้าง "สุขุมาล" คือเป็นผู้ดีมาแต่กำเนิด เกิดและใกล้ชิดในรั้วในวัง ไปเรียนจบไกลถึงประเทศอังกฤษ กลับไปก็ทำงานอยู่กับสายการบิน เรียกว่าอยู่กับเทวบุตรนางฟ้ามาชั่วชีวิต แต่สุดท้ายเขาให้ไปขุดดินขุดหญ้า ก่อรากสร้างวัดใหม่ขึ้นมา จะว่าฟ้าลิขิตก็คงว่าได้

 

เมื่อแรกบวชนั้น ท่านพระอาจารย์สุทธิพงศ์หุ่นยังกะนายแบบแอมเวย์ ลูบหน้าท้องไม่เคยเจอพุงเลยท่านว่างั้น แต่ครั้นมาทุ่มให้งานวัดงานวาอย่างต่อเนื่องหลายสิบปี ก็เลยลืม "ดูแลตัวเอง" วันนี้ ท่านอ้วนท้วนสมบูรณ์ เหมือนโคนมเดนมาร์ก ประกาศให้ทราบว่า "เดนมาร์กเป็นดินแดนมีความสุขและอุดมสมบูรณ์ที่สุดในโลก" คำนวณน้ำหนักของท่านเจ้าคุณใหม่ ณ วันนี้ คร่าวๆ น่าจะอยู่ที่ 70 อัพ แต่อัพเท่าไหร่ ก็โปรดได้ไปถามตัวท่านเอง ทราบแล้วเปลี่ยน อะแฮ่ม !

 

 

 

หลวงปู่ครูบาพรหมา พฺรหฺมจกฺโก

 

อดีตเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทตากผ้า อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน

พระในอุดมคติของพระอาจารย์สุทธิพงษ์ เจ้าอาวาสวัดไทยเดนมาร์ก

 

นอกจาก "สมเด็จพระพุฒาจารย์-เกี่ยว อุปเสโณ ป.ธ.9" เจ้าอาวาสวัดสระเกศภูเขาทอง และอดีตประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งท่านพระอาจารย์สุทธิพงศ์ให้ความเคารพอย่างสูงสุดแล้ว ท่านพระอาจารย์สุทธิพงศ์ยังเล่าว่า ท่านเลื่อมใสศรัทธาในปฏิปทาของ "หลวงปู่ครูบาพรหมา พรหมจักโก" เจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทตากผ้า อำเภอป่าซาง ในอดีต จึงน้อมนำเอาชื่อ "พรหม" มาตั้งเป็นชื่อวัดไทยเดนมาร์ก-พรหมวิหาร ถวายเป็นอาจริยบูชาแด่หลวงปู่ครูบา นาม "วัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร" จึงมีที่มาด้วยประการฉะนี้

 

 

 

โบสถ์ หรือพระอุโบสถ วัดไทยเดนมาร์ก

เล็กกะทัดรัด เรียบง่าย และสวยงาม ตามแบบศิลปะเมืองเหนือ

 

 

 

หน้าบันโบสถ์อันเข้มขลัง ประดิษฐานพระนามาภิไธยย่อ "ภปร" ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว องค์พระประมุขของชนชาติไทย ให้เกรียงไกรในเดนมาร์ก

 

 

 

 

ช่อฟ้า-ใบระกา และหางหงส์ อันอ่อนช้อย เหมือนมีชีวิต พิศดูให้ดี จะทราบทันทีว่า ฝีมือไม่ธรรมดา

 

 

ประตูโบสถ์วัดไทยเดนมาร์กพรหมวิหาร กรุงโคเปเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก

 

ที่สะดุดตาอย่างยิ่งก็คือ "ประตูโบสถ์" วัดไทยเดนมาร์ก ซึ่งแกะสลักเป็น 3 มิติ จากประเทศไทย พูดได้เต็มปากเต็มคำว่า "สวยที่สุด" ในบรรดาประตูโบสถ์วัดไทยในต่างประเทศ และเป็น "ไฮไลต์" ของวัดไทยเดนมาร์ก หากอยากจะได้ภาพเข้มขลังและสวยสุดๆ แบบไทยๆ เราแล้ว ก็ต้องไปยืนโฟกัสที่หน้าโบสถ์วัดไทยเดนมาร์ก ตรงนี้แหละ ไม่ไปไม่รู้

 

 

 

พระพุทธรูป 3 สมัย และรูปปั้นพระมหาเถราจารย์ไทยในอดีต

ประดิษฐาน ณ ลานด้านนอกพระอุโบสถ วัดไทยเดนมาร์ก

 

 

ระฆังวัดไทยเดนมาร์ก เรียบง่าย แต่..สะดุดตา

 

 

 

25 ปีผ่านไป จาก..ไม่มีอะไร สู่..มีความสุขที่สุด

 

อ๋อ ! แน่นอน วัดไทยเดนมาร์ก ไม่ใช่วัดรวยที่สุดในโลก แต่ดัชนีความสุขเขาวัดกันที่ไหน คงมิใช่เพราะ..เงิน อย่างเดียว ยิ่งมีเงินเยอะยิ่งทุกข์ใจก็มีเยอะ

 

 

 

 

25 ปี กับความสำเร็จ นามพระราชทาน "พระวิสุทธิวงศ์วิเทศ"

 

 

 

 

พระอาจารย์สุทธิพงศ์ ทูเดย์..เจ้าคุณพระวิสุทธิวงศ์วิเทศ

 

 

 

ของขวัญจาก..วัดไทยเดนมาร์ก

 

 

 

 

ยินดีต้อนรับ สู่..วัดไทยเดนมาร์ก เจ้าค่ะ !

 

 

 

พิธีสมโภช 25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก

 

 

กราบอาราธนานิมนต์ พระเดชพระคุณ พระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ผู้บังคับบัญชาต่อจากสมเด็จพระพุฒาจารย์ มาเป็นประธานงานฉลองวัดและฉลองสมณศักดิ์ เป็นการประกาศคุณธรรมข้อกตัญญู ได้ดีแล้วต้องไม่ลืมผู้มีพระคุณ !

 

 

 

นิมนต์พระเถรานุเถระที่เคารพรักใคร่ ทั้งในประเทศไทย อังกฤษ ยุโรป และอเมริกา มาร่วมงาน เพื่อจะประกาศว่า วัดไทยเดนมาร์กมิได้สร้างขึ้นมาอย่างโดดเดี่ยว ถึงจะมีวัดเดียวในเดนมาร์ก แต่วัดนี้มีมิตรสหาย "ทั่วโลก" ถึงท่านเจ้าคุณใหม่จะบอกว่า "ไม่อยากจัดใหญ่ เอาแค่พอประมาณ พระเถระผู้ใหญ่ไม่เน้น เน้นพระหนุ่มเณรน้อย ให้ญาติโยมชาวเดนมาร์คเขาทราบว่า พระเณรรุ่นนี้แหละ ที่จะเป็นกำลังพระศาสนาไปอีก 40-50 ปีข้างหน้า ถ้าเราไม่สนับสนุนเสียแต่วันนี้ แล้วจะรอวันไหน" นั่นคือปรัชญาการจัดงานใหญ่ในวันนี้ของ..วัดไทยเดนมาร์ก

 

ไล่เลียงลำดับดู ตั้งแต่ประเทศไทย อังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมันนี สวีเดน เนเธอแลนด์ ไอซ์แลนด์ ฯลฯ ทุกท่านมากันด้วยใจ ยิ่งเดนมาร์กเป็นประเทศน่ารัก ใครๆ ก็อยากไป ถามใครๆ ก็ตอบ "ไม่ไปไม่ได้"

 

 

ต่อไป ใครเป็นใครก็ดูเอาเด้อครับ

 

 







































 

 

 

ชาวไทยเดนมาร์ก ร่วมทำบุญฉลองวัด 25 ปีทอง

 

 

 

ธงพระธรรมจักร สัญลักษณ์พระพุทธศาสนา ปลิวสะบัดเหนือวัดไทยเดนมาร์ก

 

 

 

 

 

 

ชาวไทยเดนมาร์ก สดชื่นแจ่มใส ไปวัดกันแต่เช้า

 

 

 

 

 

 

ยินดีต้อนรับค่ะ

 

 

 

 

พริบตาเดียว ที่จอดรถนับร้อยคันเต็ม !

 

 

 

สองข้างกุฏิเดินแทบไม่ได้

 

 

 

คนแน่นยังกะมีปอยหลวง

 

 

 

ถนนทุกสายมุ่งไป..วัดไทยเดนมาร์ก

 

 


 

 

ชาวเดนมาร์กพันธุ์แท้

 

 

 

UNBELIEVABLE !

 

 

 

เห็นไหม ไม่ได้โม้ !

 

 

 

อากาศ + บรรยากาศ อันอบอุ่นที่สุด ในรอบ 25 ปี

 

 

 

ถามว่า เดนมาร์กเคยมีบรรยากาศหนาวสุดๆ ไหม ?

 

ท่านเจ้าคุณสุทธิพงศ์ตอบว่า "มีครับ มีมากด้วย แต่..ไม่อยากเล่า ประเดี๋ยวน้ำตาจะไหล" ท่านบอกว่า ทุกคนก็ล้วนแต่ผ่านร้อนผ่านหนาวกันมาแล้วทั้งนั้น ถ้าเรารู้จักอดทนและรอคอย รวมทั้งให้อภัยแก่คนอื่นได้ เมื่อนั้นเราก็จะพบกับ..ความสุขใจ ถึงใครไม่เห็น แต่เราก็รู้ เพราะมันอยู่ที่..ใจ ! ถามว่า เขามากันทำไม ถ้ามาแล้วไม่มีความสุข ?

 

 

 

 

พูดภาษาพี่น้องชาวเวียงจันทน์ว่า..ม่วนซื่น !

 

 

 

หอบลูก จูงหลาน !

 

 

 

 

ที่ยังคลานก็..เอาใส่รถเข็นไปวัด

 

 

 

วัดไทยเดนมาร์กอันกว้างใหญ่ แทบไม่มีที่เดิน !

 

 

 

 

วันแห่งความสุข ใครบ้างไม่อยากไป

 

 

 

คณะกรรมการรุ่นอาวุโส วัดไทยเดนมาร์ก

นึกแล้วเหมือนฝัน ไม่คิดไม่ฝันว่า..จะมีวันนี้

ทั้งๆ ที่วันนั้น คิดสร้างวัดกันบนความ..ไม่มี

 

 

 

พี่ๆ น้องๆ มาจากไหน เดินกันขวักไขว่ ปลื้มใจจริงๆ

 

 


 

 

เขามาชมผลงานของพวกเรา..ชาวไทยเดนมาร์ก

 

 

 

ยินดีรับใช้ค่ะ ขาดเหลืออะไรขอให้บอก

 

 

 

 

ศิษย์เอกวัดไทยเดนมาร์ก

 

 

 

พระอาจารย์ท่านบอกว่า ไม่ต้องทุ่มสุดตัว หรือรักหมดใจ

ขอแค่..รักวัดไทยน้อยๆ แต่ให้นานๆ เท่านั้นก็พอ

 

 

 

ทีมแม่ครัววัดไทยเดนมาร์ก พร้อมสำหรับการต้อนรับแขก..นับพัน วันเดียว

พูดได้คำเดียวว่า All you can eat !

 

 

 

 

 

ชาวเดนมาร์ก สู้ สู้ ค่ะ !

 

 

 

 

 

ที่น่าทึ่งใจก็คือ พี่น้องชาวไอซ์แลนด์ ยกทัพมาช่วยพี่น้องชาวเดนมาร์ก จนยากจะลืมในน้ำใจไมตรี นี่คือเรื่องอัศจรรย์อีกเรื่องหนึ่งซึ่งใครๆ ก็คงคาดไม่ถึง

 

 

 

 

 

 

ทีมน้ำชากาแฟและเครื่องดื่มตามสั่ง All you can drink !

 

 

 

 

 

โรงทานยาวรอบวัดไทยเดนมาร์ก

 

โฆษกแนะนำว่า มาวัดไทยเดนมาร์กวันนี้ เชิญชิมข้าวปลาอาหารให้อิ่มหนำสำราญ โดยเฉพาะ "ก๋วยเตี๋ยว" นั้น ทางวัดจัดไว้บริการถึง 2 รอบด้วยกัน คือ รอบเช้ากับรอบบ่าย รอบเช้า มีหนึ่งหม้อใหญ่ รับรองลูกค้าได้ 500 ท่าน ถึงรอบบ่ายนั้น ทางวัดเกรงว่าข้าวปลาอาหารจะร่อยหรอ จึงสำรองไว้อีกหนึ่งหม้อใหญ่ สำหรับท่านที่มาร่วมงานตอนบ่ายและคณะกรรมการญาติโยมที่อยู่ช่วยงาน "กลัวหิว" ท่านว่างั้น แสดงว่าเป็นห่วงกันจนถึงเวลาเลิกงานเลยทีเดียว

 

 

 


 

 

 

ไม่เชื่อก็เชิญดู "เมนู" แล้วจะรู้ว่า..ไม่ได้โม้

 

 

 

หลวงพ่อคาทอลิกเลื่อมใส สวมใส่ชุดนักบวช "เต็มยศ" มาร่วมงาน ประกาศให้ชาวโลกรู้ว่า วัดไทยเดนมาร์กเป็นมิตรกับทุกศาสนา โตอย่างไรก็ไม่น่ากลัว ต่างกับบางวัด ขนาดคนชาติเดียวกันยังไม่เอา งง !

 

 

 

มาแบบแดงเต็มตัวเลยค่ะ !

 

 

 

ท่านเล่าว่า พูดไทยได้นิดหน่อย เพราะเคยไปอยู่เมืองไทยนาน 5 ปี สอนหนังสือในมหาวิทยาลัย ลูกศิษย์ลูกหาเต็มเมือง ก็เลยไม่ต้องพูดภาษาอังกฤษหรือเดนมาร์กแล้ว ขนาด "สันป่าตอง" หลวงพ่อยังรู้จัก ที่เหลือจะเหลืออะไร ?

 

 

 

 

คุณแม่ก็มาด้วย

 

 

 

ทีมกิตติมศักดิ์ ถวายน้ำฉันน้ำใช้พระเถระผู้ใหญ่

 

 

 

กรรมการผู้ใหญ่อ่านพระบรมราชโองการตั้งพระราชาคณะ ณ วัดไทยเดนมาร์ก

 

 

 

พระสงฆ์ทั้งนั้น ชะยันโต !

 

 


 

ญาติโยมอิ่มเอมปลื้มเปรมใจ ใครต่อใครก็ดูเอาเด้อ

 

 

 



















 

 

ดูสิ ขนาดฟังไม่รู้เรื่องก็ยัง...ไหว้

 

 

และต่อไปนี้ คือทีมจิตอาสา วัดไทย เดนมาร์ก พรหมวิหาร

 

(แท๊กทีมวัดไทยไอซ์แลนด์)

 

 










 

 

 

 

THE CEDERING OF WAT THAI DENMARK

 

อา..ไม่พูดถึงไม่ได้สิ ใครไปเดนมาร์กงวดนี้ ไม่พูดถึงเรื่องอาหารการกินแล้วละก็..เชยแหลก โดยเฉพาะ "อาหารเลี้ยงพระ" ซึ่งแทบจะกล่าวได้เลยว่า ไม่เคยมีการเลี้ยงแบบนี้มาก่อนเลย เรื่องเป็นไฉน อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ก็ขอจาระไนให้ฟังตามประสาคนบ้านนอก ดังต่อไปนี้

 

 

 

ดูภาพนี้ก่อน ก่อนจะเห็นว่าท่านเลี้ยงอะไร ?

 

เรื่องก็คือว่า ท่านเจ้าคุณเจ้าอาวาสวัดไทยเดนมาร์กนั้น ท่านมีประสบการณ์ผ่านงานบริหารจัดการบุคคลากรระดับอินเตอร์มาอย่างโชกโชน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็ยังรวมทั้ง "อาหารการกิน" อีกด้วย กินดี-กินเสีย กินแบบผู้ดี-กินแบบไม่มีมารยาท เขากินกันอย่างไร แบบไหน เป็นสิ่งสำคัญที่ "พระธรรมทูต" ต้องเรียนรู้ เพราะงานการทูตคืองานมารยาททางสังคม "ผู้ดี-ผู้เลว" เขาวัดกันตรงจุดนี้ แบบว่าวัดกันด้วยสายตา ก่อนจะไปถึง..ปัญญา วันนี้ วัดไทยเดนมาร์ก ได้นำเอามาสาธิตการเลี้ยงพระแบบ.. Full table จึงกล้าประกาศว่า ถ้าไปเดนมาร์กแล้วไม่ประทับใจ ก็อย่ากลับไป..เดนมาร์ก ปานนั้น ไม่ได้ท้าทาย แต่พูดแบบนี้เพราะมีความ..มั่นใจ มั่นใจว่า นี่คือของจริง จริงไม่กลัว กลัวแต่ไม่จริง !

 

 

 

 

เห็นแค่โต๊ะก็กินขาดแล้ว วางมีด ช้อนส้อม แก้วน้ำ  เป๊ะๆ พลาดนิดเดียว แก้วแตก !

 

 

 

โต๊ะแบบนี้มันเอาข้าวเหนียวจิ้มปลาร้าบองได้ซะที่ไหน ยิ่งแก้วกลมๆ นั่น เคยเห็นแต่..ในหนัง เขาเอาใส่น้ำสีจำพวกไวน์อะไรนั่นแหละ พระบ้านนอกจากเชียงใหม่เคยใช้ก็แต่..แก้วห้าเหลี่ยมก้นดาว และถ้วยชาม "ตราไก่" จากโรงงานแถวๆ ลำปางหนาโน่น ยกแก้วน้ำเพรียวบางแบบนี้ขึ้นจิบ แหมมันบาดริมฝีปากพิลึก เหมือนได้นั่งในร้านญี่ปุ่นยังไงยังงั้น !

 

 

 

วางเรียงกันตรงเผง ยังกะโต๊ะสนุ๊ก ย้ายผิดโดนกินดำแน่ อิอิ !

 

 

 

รายการวันนี้ ท่านเตือนว่า อย่าถามหาน้ำพริกปลาร้าซะให้ยาก

ใครอยากต้อง..สั่งหลังไมค์

 

 

 

THE FIRST MENU !

 

 

 

อะไรเอ่ย คุ้นๆ !

 

อ๋อ ! เพราะเขาห้ามพระไทยเข้าร้านอาหารญี่ปุ่นไง ท่านเจ้าคุณพระวิสุทธิวงศ์วิเทศ จึงมีไอเดียว่า พระไทยไม่ใช่ควายนะจะบอกให้ ไม่ให้เข้าร้านญี่ปุ่นแล้วจะรู้รสอาหารญี่ปุ่นได้ยังไง คุยกับเขารู้เรื่องหรือเปล่า ฯลฯ แต่ไม่เป็นไร เขาไม่ให้เข้า เราไม่เข้าก็ได้ แต่ยังมีวิธีที่ดีกว่านั้น นั่นคือ ยกร้านอาหารญี่ปุ่นมาไว้ในวัดเสียเลย ห้ามพระเข้าร้านอาหารญี่ปุ่น แต่มิได้ห้ามอาหารญี่ปุ่นเข้าวัดนิ นี่คือการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสของวัดไทยเดนมาร์ก วัดแรกที่ประกาศ "ไม่ง้อร้านญี่ปุ่น"

 

 

 

 

ชูชิ เมนูสุดหรูในภัตตาคารทั่วโลก

 

ท่านเจ้าคุณสุทธิพงศ์ท่านอธิบายว่า เราก็อย่าไปคิดว่าชูชิมันหรูสิ หรูหรือไม่หรูมันอยู่ที่คนมอง ถ้าพูดอย่างเราๆ เอาเข้าจริงๆ มันอาจจะสู้น้ำพริกปลาร้าไม่ได้ด้วยซ้ำไป แต่..แต่เราต้องรู้ว่ามันคืออะไร เราไม่ได้ทานเป็นประจำ (เพราะมันแพง ท่านย้ำ) เราทานให้รู้ รู้แล้วก็รู้ว่า น้ำพริกญี่ปุ่นนั้นมันเผ็ดขึ้นดัง (จมูก) ไม่ได้เผ็ดขึ้นปาก เท่านั้นเอง แค่นี้ก็ห้ามพระเข้าร้านญี่ปุ่น

 

 

 

เจ้าของภัตตาคารญี่ปุ่นในกรุงโคเปเฮเกน

 

คุณผู้ชายเจ้าของร้านนั้นเป็นชาวเวียตนาม ท่านว่างั้น แต่เป็นโยมของวัด ทราบว่าวัดไทยเดนมาร์กอยากจะจัดอาหารเจ "JAPAN" เลี้ยงพระในวันสำคัญในรอบ 25 ปี ก็มีความยินดี ถึงกับพาศรีภรรยา "ยกครัว" มาจากในตัวเมือง ลงมือคุมลูกน้องด้วยตัวเอง แค่เล่าเรื่องที่มาของปลา พระเณรที่ได้ฟังก็ทึ่งใจ พราะท่านเล่าว่า มันว่ายมาจาก..ขั้วโลกเหนือ ผ่านภูเขาน้ำแข็งเป็นพันไมล์ มาขึ้นบกที่เดนมาร์ก ในวันครบรอบ 25 ปี สร้างวัดไทยนี่แหละ

 

 

 

แม่บ้านเจ้าของร้าน ลงมือจัดโต๊ะเองเลยทีเดียว

 

 

 

สวยจนไม่อยากทาน

 

 

 

แต่ถามว่า ทำไมมีไม่กี่ชิ้น มันจะอิ่ม (พอกิน) หรือ ?

 

ท่านก็ตอบว่า นี่แค่ออร์เดิร์ฟ ! เพราะหลังจากนั้น จะเสริฟอีก 6 เมนู รวมทั้งของหวานและผลไม้ รวมเป็น 9 เมนูด้วยกัน

 

พอพระฉันชูชิได้ไม่กี่นาที ทางโฆษกประจำครัววัดไทยเดนมาร์ก (มีจริงๆ) ก็ประกาศว่า ขอกราบเรียนพระคุณเจ้าว่าอย่าฉันหมดนะครับ เพราะยังมีอาหารที่จะตามมาอีกหลายรายการ แต่ตอนนั้นมันห้ามไม่อยู่แล้ว มองดูจานชูชิใบไหนก็ "เหลือแต่จานเปล่า" เราจึงต้องดูรายการต่อไป

 

 

 

 

 

เมนูที่สอง !

 

ขอเล่าว่า ในช่วงที่กำลังพิจารณา "ชูชิ" อันเป็นเมนูแรกนั้น ก็ได้กลิ่นไหม้แปลกๆ ครั้นผ่านรายการแรก ก็มีการ "ยกจาน" ชูชิออก แล้วเมนูนี้ก็ตามมา แสดงว่า ทางพ่อครัวแม่ครัววัดไทยเดนมาร์ก จัดอาหารถวายพระแบบ "สดๆ" ไม่มีจืดไม่มีชืด ทำเสร็จปุ๊ป ยกออกครัวปั๊ป ถวายแบบสดๆ ร้อนๆ เพื่อให้ได้รสชาติอาหาร ซึ่งถือว่าเป็นกรณีพิเศษจริงๆ แบบนี้ถ้าไม่ไปนั่งในภัตตาคารมื้อละแสนรับรองว่าไม่มีโอกาสได้ชิม ยกเว้นแต่..ไข่เจียวสองสี วัดไทยลาสเวกัส (สีด้านล่างจะดำ สีด้านบนจะเหลืองสวยกว่า) เพราะนั่นเป็น "เมนูฉุกเฉิน" แบบว่าอาหารขาด ต้องทอดกันสดๆ รายการอาหารของวัดไทยเดนมาร์กวันนี้ จะขาดก็คงเพียง "เด็กเสิร์ฟ" และเครื่องดื่มประเภทไวน์เท่านั้นกระมัง

 

อาหารบางรายการ ท่านบอกว่า ญาติโยมมีศรัทธานำมาช่วยงานตั้งไกล จากเกาะไอซ์แลนด์โน่นก็มี ฟังดูก็ทึ่งใจว่าญาติโยมชาวพุทธไทยในต่างแดนนั้น มีอุตสาหะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างสูงส่งยิ่งเพียงใด คงหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วในโลกนี้

 

เก็บจานเมนู 2 ออก เมนู 3-4-5-6-7 ก็ตามมา แบบเรื่อยๆ ไม่รีบร้อน เพราะฉันแบบนี้ท่านบอกว่า ใจเย็นๆ ต้องฉันแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่แหมพระไทยส่วนใหญ่เมื่อได้ลงมือฉันก็หยุดได้ซะที่ไหน ดูอย่างประสบการณ์ไปเมืองจีนสิ กว่าไก๊ด์จะพาเข้าร้านก็เกือบเที่ยงวัน พ่อครัวผัดหัวมันฝรั่งหรือมันอาลูกับน้ำมันเปล่าๆ สับเป็นฝอย ผัดพอสุก ตักใส่จานยกมาวางไว้บนโต๊ะ พระไทยก็คว้าตะเกียบจ้อง พอวางปุ๊ปก็ลงมือปั๊ป พริบตาเดียว อาหารจานเดียวถูกแบ่งออกเป็น 8 ส่วน หลังจากนั้นก็ทยอยออกห้องครัวมาเรื่อยๆ อีกหลายรายการ จนถึง..เมนูสุดท้าย ทายไม่ออกว่าเป็นอะไร พอเปิดฝาครอบโถใบใหญ่ออกก็ต้องตะลึง เพราะปรากฏว่าเป็น "ผัดรวมมิตรทะเล" ซึ่งแพงกว่าเพื่อน !

 

แต่ประทานโทษ ทำไมเพิ่งเสด็จมา หลวงตาบางรูปก็หมดแรง ไม่มีแรงแม้แต่จะฉันน้ำ เชื่อไหมว่า อาหารทะเลเหลือบาน แต่ผัดหัวมันอาลูเกลี้ยงจานตั้งแต่นาทีแรก ก็เพราะเรื่อง "เสิร์ฟก่อน-เสิร์ฟหลัง" นี่แหละ รู้ไว้ใช่ว่า ภัตตาหารเพลวัดไทยเดนมาร์กวันนี้ก็เช่นกัน ถึงจะเหลือไม่มาก แต่ก็ยังเหลือไม่น้อย เพราะความหิวของพระย่อมจะฉันที่มาถึงก่อน ยกเว้นแต่ท่านที่มีประสบการณ์ผ่านมากมาย จึงค่อยๆ คุยไปฉันไป ไม่รีบร้อน พอถึงจานสุดท้ายก็จะกลายเป็น "บาล้านซ์" คือ..อิ่มพอดี ไม่มีมากมีเกิน อาหารที่ทานก็จะเฉลี่ยจานละนิดหน่อย ซึ่งก็คงต้องฝึกกันอีกหลายรอบ ถึงจะค่อยๆ ปรับตัวให้เข้ากับธรรมเนียมการทานแบบที่ว่านี้

 

 

นี่ไง ทำไมงานเลี้ยงพระของวัดไทยเดนมาร์กในครั้งนี้ ถึงต้องมี..โฆษกประจำครัว !

 

 

 

 

 

ดรีมทีมมือเสิร์ฟเลี้ยงเพลพระ ในงานสมโภช 25 ปี วัดไทยเดนมาร์ก ครั้งประวัติศาสตร์ ถ้าจะมีอีกครั้ง ก็น่าจะเป็น "งานสมโภช 30 ปี วัดไทยเดนมาร์ก" โน่นแหละ คอยไหวไหมเอ่ย ?

 

 

 

ไปเดนมาร์กคราวนี้ พูดได้คำเดียวว่า..ลืมไม่ลง !

 

 

 

รูปสุดท้าย !

 

ใครไปเดนมาร์กแล้ว ไม่ได้ไปเยี่ยมนางเงือกเดนมาร์ก

ท่านว่า..ยังไปไม่ถึง..เดนมาร์ก

 

 

อะลิตเติ้ลบุ๊ดด่ะ ดอทคอม รายงาน

12 มิถุนายน 2559