|
ขบวนการทำลายสมเด็จเกี่ยวยังไม่หยุด
ขู่วางระเบิดคณะเหลืองรังษี-ตำหนักสังฆราช
พระเทพปริยัติวิมล
ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศและ รก.อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
ขู่วางระเบิดวัดบวรฯ
คณะเหลืองรังษี บริเวณเดียวกับตำหนักคอยท่าปราโมช
ซึ่งเป็นพระตำหนักของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก
“พระเทพปริยัติวิมล” แถลงยันให้ผู้จัดการมูลนิธิมหามกุฏฯ
เข้าแจ้งความกรณีพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชแล้ว
เมื่อเวลา 15.30 น. พระเทพปริยัติวิมล
รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน
โดยเปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการวัดบวรนิเวศวิหาร
ได้มีหนังสือมอบหมายให้นายวีระพล ใหญ่ลำยอง
ผู้จัดการมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย และไวยาวัจกรวัดบวรฯ
เป็นผู้แทนไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม
เพื่อหาตัวผู้กระทำความผิด
เนื่องจากมีผู้เข้าใจว่าพระบัญชาดังกล่าวออกไปจากวัดบวรฯ
ซึ่งหากผลการสอบสวนพบว่ามีบุคคลใดในวัดกระทำการดังกล่าวก็จะได้ดำเนินการลงโทษต่อไป
ทั้งนี้ หากผู้กระทำเป็นพระก็จะมีความผิด 2 กรณี คือ
ความผิดตากฎหมายบ้านเมืองก็ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการไปตามกฎหมาย
ส่วนความผิดตามระเบียบของวัดนั้น โทษสูงสุดคือให้ลาสิกขา
และออกไปจากวัด
หากเป็นฆราวาสก็ให้ทางบ้านเมืองเป็นผู้ดำเนินการตามกฎหมาย
“การแจ้งความครั้งนี้เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้ทำความจริงให้ปรากฏ
และหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ
เพราะไม่เช่นนั้นก็อาจจะเกิดการกระทำผิดซ้ำซาก
สร้างความเสียหายให้กับศาสนาอยู่เรื่อย
และเรื่องดังกล่าวกระทบต่อเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช
แม้ว่าเอกสารดังกล่าวจะไม่มีการลงพระนาม
แต่ก็มีความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว
รวมถึงก่อให้เกิดความสับสนขึ้นในคณะสงฆ์
ซึ่งอยากให้ทางเจ้าหน้าที่หาตัวคนทำมารับกรรมอย่างรวดเร็ว
เพราะหากปล่อยไปนานก็จะทำให้คนผิดได้ใจ
อีกทั้งเป็นการยืนยันว่าทางวัดบวรฯ ไม่ได้เป็นผู้กระทำการดังกล่าวด้วย”
พระปริยัติวิมลกล่าว
ส่วนกรณี พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ....นั้น พระเทพปริยัติวิมล กล่าวว่า
จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือต่อที่ประชุมมหาเถรสมาคม ในวันพรุ่งนี้(10
พ.ย.) ด้วย
พระเทพปริยัติวิมล เปิดเผยอีกว่า
วานนี้ (8 พ.ย.) ได้รับทราบว่า
มีผู้ไม่หวังดีโทรศัพท์มาขู่วางระเบิดที่กุฏิหลังหนึ่งในคณะเหลืองรังษี
ซึ่งได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาตรวจตราดูแลความเรียบร้อย
และนำแผงเหล็กมากั้นบริเวณคณะเหลืองรังษี
ส่วนการขู่วางระเบิดครั้งนี้จะเกี่ยวข้องกับกระแสข่าวที่เกิดขึ้นหรือไม่นั้น
ไม่สามารถระบุได้
อนึ่ง คณะเหลืองรังษี อยู่บริเวณเดียวกับพระตำหนักคอยท่าปราโมช
ซึ่งเป็นพระตำหนักของสมเด็จพระสังฆราช
โดยเจ้าหน้าที่ได้นำแผงเหล็กมากั้นไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าออก
และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยอย่างเข้มงวด
ด้าน พ.ต.ท.ฉัตรา พาสุวรรณ รองผู้กำกับ สส.สน.ชนะสงคราม
กล่าวว่า ได้มีการแจ้งความไว้จริง
และได้ลงบันทึกเป็นหลักฐานไว้ในเบื้องต้น แต่ทางวัดบวรฯ
ไม่ได้แจ้งความกล่าวโทษกับใคร
เพียงแต่แจ้งถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทางวัด
ที่เกิดจากการเผยแพร่ข่าวสารผ่านสื่อที่ไม่มีมูลความจริง
ด้านพระธรรมกิตติเมธี โฆษกมหาเถรสมาคม
กล่าวว่า ได้สอบถามข้อเท็จจริงเรื่องนี้จากพระเทพสารเวที
ผู้ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ก็ยืนยันว่าไม่ทราบจริง ๆ
ว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำเอกสารนี้ขึ้นมา
แต่ถือว่าได้ส่งผลกระทบต่อพระเกียรติยศของสมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายกเป็นอย่างยิ่ง
ขณะเดียวกันพระเทพสารเวที
ได้ตรวจสอบและสอบถามจากพระลูกวัดภายในวัดบวรนิเวศฯ
เพื่อค้นหาข้อมูลอย่างละเอียดว่ามีพระภิกษุในวัดมีส่วนรู้เห็นการกระทำเกี่ยวกับร่างเอกสารหรือไม่
โดยยืนยันจะให้ความเป็นธรรมกับพระลูกวัดในการชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม
กรณีบุคคลลึกลับปลอมแปลงร่างพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชนี้คงจะต้องนำเข้าไปหารือเป็นวาระเร่งด่วนในการประชุม
มส. วันพรุ่งนี้ (10 พ.ย.) เพื่อให้กรรมการ มส.
ทุกรูปรับทราบและหาทางยุติด้วยความเรียบร้อย
นางจุฬารัตน์ บุณยากร
รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า
จากการตรวจสอบสำเนาพระบัญชาเบื้องต้น ยืนยันว่าไม่ใช่เอกสารที่ออกจาก
พศ.แน่นอน เพราะทั้งเนื้อความแต่ละวรรค
รวมทั้งเลขที่ออกหนังสือไม่ใช่แบบฟอร์มของ พศ.
และจุดที่สังเกตเห็นชัดที่สุดคือชื่อวัดของพระสาสนโสภณ
ที่ระบุว่าเป็นชื่อ “วัดราชบพิธดุสิตวนาราม” ซึ่งจริง ๆ
แล้วไม่มีชื่อของวัดนี้ มีแต่ชื่อ “วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม”
เพราะถ้าหากเป็นหนังสือจาก พศ.
จะไม่มีทางผิดพลาดเรื่องชื่อวัดอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม
ตนได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายของ พศ. ตรวจสอบร่างพระบัญชาฉบับดังกล่าวแล้ว
คาดว่าภายใน 1 สัปดาห์ จะทราบข้อสรุป
ข่าว
: ผู้จัดการ
90 พฤศจิกายน 2549
|