สำนวนไทย

Thai Idiom-Thai Slang

---------------------
 

     “คางคกขึ้นวอ” เป็นสำนวนความหมายว่า คนชั้นต่ำที่ไม่เคยมีเคยได้สิ่งที่เกินคาดหมายแล้วมามีมาได้ขึ้น ตามสำนวนกระเดียดไปในทางที่ว่าเมื่อได้เกินฐานะของตนแล้ว ก็มีกริยาท่าทีเห่อเหิมทรนงตัว อวดดีอวดเด่น เป็นปมด้อยในใจคนประเภทนี้ เหมือนกิ้งก่าได้ทอง เช่นสำนวนแขกกะเล็งมีว่า “คนชั้นต่ำมีวาสนา จะเรียกร่มมากางตั้งแต่สองยาม”

     “ครั้งพระเจ้าเหา” เป็นสำนวนดึกดำบรรพ์ กล่าวท้าวความกันว่ามีมาเนิ่นนาน พระเจ้าเหากล่าวกันว่าเป็นปฐมกษัตริย์ของจีน ซึ่งจีนอ้างว่า เริ่มมีกษัตริย์เมื่อ ๒๔๑๐ ปี ก่อนพุทธศักราช หรือเมื่อ ๔๙๕๔ ปีมาแล้ว ปฐมบรมกษัตริย์จีนนั้นทรงพระนามว่า ไตเฮา แต่คนไทยเรียกสั้น ๆ แต่เพียงว่า พระเจ้าเหา เวลาจะพูดถึงเรื่องอะไรที่มันผ่านมาเนิ่นนานหรือหาหลักฐานกาลเวลาไม่ได้ ก็ยกเอาพระเจ้าไตเฮามาตั้ง พูดปัดเรื่องไปว่า “มีมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าเหา” อีกสำนวนหนึ่งก็นิยมพูดว่า “มีมาแต่ปีมะโว้” บ้าง

     “คบเด็กสร้างบ้าน คบหัวล้านสร้างเมือง” เป็นสำนวนตักเตือนคนคิดทำงานใหญ่ที่ต้องอาศัยความอดทนและการเก็บงำความลับ แต่ถ้าคบคิดกับเด็กแล้ว มักจะเสียการ เพราะเด็กนั้นนอกจากจะเก็บงำความลับเอาไว้ไม่อยู่แล้ว ก็ยังไม่มีความอดทน ทั้งความคิดอ่านก็ยังด้อย คนไทยจึงพูดเป็นสำนวนมาแต่โบราณว่า “คบเด็กสร้างบ้าน คบหัวล้านสร้างเมือง”

     “ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก” ความหมายว่า ยังไม่ทันเสร็จเรื่องหนึ่ง ก็มีอีกเรื่องหนึ่งมาแทรกซ้อน มีนิทานไทยเล่ามาแต่โบราณว่า พระเจ้าแผ่นดินกำลังพิพากษาคดีพิพาทเรื่องวัวระหว่างชายสองคนอยู่ ก็เกิดเรื่องควายระหว่างชายทั้งคู่นั้นอีก ดังเรื่องไกรทอง พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๒ ว่า

พบปะหน้าไหนเอาใส่หมด

ไม่ละลดทะเลาะคนเสียจนทั่ว

ตะกิ้งตะเกียงเงี่ยงงารอบตัว

ความวัวยังไม่หายความควายมา

     “ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด” ท่านว่าคนมีวิชาความรู้สารพัดทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ล่วงกาลผ่านวัยก็ยังไม่สามารถตั้งเนื้อตั้งตัวได้ หรือเวลาถึงคราวมีเรื่องเกิดกับตัว กลับไม่มีปัญญาแก้ไขให้ตัวรอดได้ เช่นนิทานบัณฑิตขี่เรือไปกับอาแป๊ะ สอนอาแป๊ะไปต่าง ๆ นา ๆ พอมาถึงกลางน้ำ เกิดลมหัวด้วนพัดวูบเอาเรือเอียงล่ม พ่อบัณฑิตกลับว่ายน้ำไม่เป็น ต้องตีน้ำตะโกนโหวกเหวกรอดตายมาได้เพราะอาแป๊ะ ซึ่งไม่รู้หนังสือซักตัว เป็นต้น

     “คลุมถุงชน” เป็นสำนวนเรียกการพบปะกันโดยไม่ได้เห็นหน้าค่าตา ใช้กับประเพณีการแต่งงานของบ่าวสาวไทยสมัยก่อน ที่พ่อแม่เป็นคนเลือกคู่ให้ อีกเรื่องหนึ่งมีนิทานว่า นักเป่าปี่คนหนึ่งมีปี่ดีอยู่ประจำตัว ถึงเวลาขัดสนก็เอาปี่ใส่ถุงไปเข้าโรงจำนำ จีนที่รับก็คลี่ถุงดู แล้วก็ให้ราคา ภายหลังเจ้าของปี่ก็เอาปี่เข้าโรงจำนำบ่อย ๆ จนคุ้นเคยกัน อาแป๊ะรับครั้งแล้วครั้งเล่าก็เลยไม่เปิดถุงดู แต่ครั้งหลังนี้มาแปลก เจ้าของปี่ไม่ได้มาไถ่ตั้งหลายเดือนแล้ว เจ๊กเห็นเป็นผิดสังเกตจึงเปิดดู กลายเป็นสากกระเบือไป นี่ก็เป็นเรื่องคลุมถุงชนเหมือนกัน

     “คนตายขายคนเป็น” เป็นสำนวนมาแต่โบราณ ผู้ตายมีหนี้สินให้ผู้อยู่ข้างหลังต้องรับใช้แทน หรือต้องทำศพให้ในขณะที่ผู้อยู่ข้างหลังจากจนค่นแค้น ถึงกับต้องไปกู้เงินเขามาทำงานศพให้ใหญ่โต เป็นสำนวน “คนตายขายคนเป็น”

     “คนยากว่าผี ผู้ดีว่าศพ” นี่ก็เปรียบเปรยเรื่องระหว่างฐานะของคน เวลาคนจนตาย ก็ว่าเป็นผี ถ้าผู้ดีมีเงินตาย ก็พากันยกย่องให้สูงขึ้นเรียกว่าเป็นศพ

คนยาก หากว่าม้วย อาสัญ
ว่าผี หนีหน้าผัน ผ่านหน้า
ผู้ดี ผิชีวัน วายวอด แลพ่อ
ว่าศพ นบนอบเกล้า อกโอ้พาสนา

     “คลื่นกระทบฝั่ง” หมายถึงมีเรื่องสำคัญเกิดขึ้น ดูท่าทางว่าจะบานปลายไปใหญ่โต แต่แล้วก็เงียบหายไปเฉย ๆ เปรียบเหมือนคลื่นไม่ว่าจะก้อนใหญ่เพียงใด หากม้วนตัวเข้าถึงฝั่งแล้วก็ดับสลายหายไปไม่เหลือหลอ “คลื่นหายไปกับฝั่ง” ท่านก็ว่า
 

จาก “สำนวนไทย” กาญจนาคพันธุ์