ข้อเสนอแนะในการบริหารกิจการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ในคราวประชุมสามัญประจำปี ครั้งที่ 25/2544 ณ วัดธัมมาราม เมืองชิคาโก้ รัฐอิลลินอยส์ วันที่ 2-3 มิถุนายน พ.ศ. 2544
----------
โดย พระมหานรินทร์ นรินฺโท ป.ธ.9 เจ้าอาวาสวัดไทย ลาสเวกัส
รัฐเนวาด้า สหรัฐอเมริกา -----------------
อาศัยแนวนโยบาย เกี่ยวกับการบริหารสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ข้อที่ 3.1 ความว่า สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา พึงรับความรู้ความคิดเห็น ข้อเสนอ และเรื่องราวของวัดไทย องค์การ สมาคม และกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ทางศาสนา พิจารณาคำเสนอ และช่วยชี้แจงทำความเข้าใจ พร้อมทั้งถวายข้อเสนอแนะแก่ทางคณะสงฆ์ในประเทศไทย เพื่อให้เกิดความเข้าใจอันดีและช่วยในการปฏิบัติศาสนกิจในสหรัฐอเมริกาได้ผลดียิ่งขึ้น วัดไทย ลาสเวกัส จึงขอเสนอข้อพิจารณาต่อสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกาในแง่มุมต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาสาระภายใน ก็ขอเรียนสมาชิกสมัชชาสงฆ์ไทยทุกท่านไว้ เพื่อเป็นแนวทางในการจัดทำเอกสารชุดนี้ขึ้นมา ที่เราต้องนำเอากฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ของสมัชชาสงฆ์ไทย ฯ มาแก้ไขปรับปรุงนั้น ย่อมจะมีสาเหตุ ซึ่งสาเหตุนั้น ว่าโดยหลักใหญ่ ๆ แล้ว ก็มีอยู่ 3 ประการด้วยกัน คือ 1. กฎ หรือ ระเบียบ หรือมติ ของสมัชชาสงฆ์ไทยที่ได้ออกไปในอดีตนั้น มีความขัดข้อง ไม่สามารถจะแก้ไขปัญหาพระธรรมทูตได้ ซ้ำร้ายยิ่งก็คือ กฎระเบียบหรือมติเหล่านั้น กลับกลายมาเป็นตัวปัญหาเสียเอง 2. กฎเกณฑ์เหล่านั้น เก่าแก่ คร่ำครึ หลงยุค ไม่ทันโลกทันเหตุการณ์ ไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ทันสมัย เพื่อสอดรับกับปัญหาใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมในยุคปัจจุบัน และ 3. ทิศทางการทำงานของสมัชชสงฆ์ไทย ว่าด้วยนโยบายในเชิงรุก ซึ่งขอนำเอาคำว่า วิสัยทัศน์ และระบบการจัดองค์กร ที่มีเป้าหมายและวิธีการอันเด่นชัด และรัดกุม เข้ามาเป็นตัวนำ ตัวนี้เราแทบไม่มีเอาเสียเลย เลยเกิดภาวะละล้าละลัง ไม่มั่นใจทั้งแก่คณะกรรมการเองและมวลสมาชิกว่าสมัชชาสงฆ์ไทยเป็นองค์กรที่มีบทบาทอำนาจขนาดไหนเพียงใด จริงอยู่ อาจจะมีบทจำกัดความถึงอำนาจหน้าที่ของสมัชชาสงฆ์ไทยไว้ แต่ตามความเป็นจริงแล้วก็จะเห็นว่า บทบาทบางด้าน สมัชชาสงฆ์ไทย ซึ่งมีอำนาจเต็มๆ กลับไม่ยอมใช้อำนาจอันนั้น เรียกว่าเกิดความรวนเร ทำงานไม่เต็มลูกสูบ ด้วยเหตุปัจจัยที่จะกล่าวในภายหลัง และบทบาทบางด้าน ซึ่งสมัชชาสงฆ์ไทยไม่มีอำนาจ แต่ก็เห็นเด่นชัดว่า มีการใช้อำนาจอย่างพร่ำเพรื่อเกินอำนาจหน้าที่ของตนเอง เหล่านี้เป็นต้น ทั้ง 3 ประเด็นหลักนี้ ส่งผลให้สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกามีภาพที่กระดำกระด่าง มองเห็นเป็นเพียงร่างทรงของใครบางคน หรือของบุคคลเพียงบางกลุ่ม ซึ่งถึงจะไม่ตั้งใจก็ตาม ก็ย่อมจะห้ามความคิดเห็นของคนทั่วไปไม่ได้ เพราะไม่มีการบริหารที่โปร่งใส จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ช่วงหลัง ๆ มานี้ ถึงกับมีการพูดว่า สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกาคือเสือกระดาษ นี่เป็นเพียงภาพเท่านั้น ส่วนว่า ในด้านผลงานที่พึงมีพึงเป็นเห็นประจักษ์นั้นเล่า ก็หาที่โดดเด่นเป็นชิ้นเป็นอันไม่เจอ ปีหนึ่ง ๆ นับผลงานสมัชชาสงฆ์ไทยได้ก็เพียงงานประชุมสามัญประจำปี ซึ่งก็ไม่มีอะไรใหม่ ๆ เช่นกัน นอกนั้นก็เห็นจะเป็นเพียงการส่งรายชื่อขอตัวพระธรรมทูตมาจากเมืองไทยเท่านั้น ที่วัดต่าง ๆ ให้ความสนใจที่จะร่วมมือกับองค์กรระดับโลกที่ชื่อ สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา แม้เรา วัดไทย ลาสเวกัส จะไม่จับฉายประเด็นเหล่านี้ มวลสมาชิกทุกท่านก็คงจะเห็นได้ดี เพียงแต่จะมีโอกาสพูดหรือไม่เท่านั้นเอง จุลสารพระธรรมทูต ในฐานะสื่อแห่งธรรม ที่กล้าเดินนำ เพื่อปกป้อง เรียกร้องและต่อสู้ เพื่อประโยชน์ของบรรดาพระธรรมทูตไทยในสหรัฐอเมริกา และเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาอันเป็นองค์กรใหญ่สูงสุด จึงขอเปิดประชาพิจารณ์ก่อนการประชุมสมัชชาสงฆ์ไทย ปี 2001 ดังต่อไปนี้
บทสรุปของปัญหาหลัก 3 ข้อข้างต้นนี้ เราคงจะไม่นำเอาข้อบกพร่องมาเขียนวิจารณ์แบบบ้าน้ำลาย หากแต่จะนำเอาแนวทางที่เป็นจริงมาเป็นตัวหลัก ซึ่งกล้ากล่าวว่าเราสามารถทำได้ มิใช่เรื่องเพ้อฝันแต่อย่างใด ทางแก้ปัญหาสมัชชาสงฆ์ไทยซึ่งหนักหนาสาหัสอยู่ในบัดนี้จึงอยู่ที่ 2 องค์ประกอบใหญ่ ได้แก่ บุคคลากร และงบประมาณ
1. แก้ไข หรือเพิ่มเติม ข้อกำหนดว่าด้วยเทอมแห่งการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการอำนวยการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา เช่น ประธาน และกรรมการ มีวาระสมัยละ 2 ปี ทั้งนี้ผู้ที่เคยเป็นแล้วมีสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งใหม่ได้ แต่ต้องไม่เกิน 3 สมัย หรือ 6 ปี เป็นต้น 2. การเลือกตั้ง เห็นควรให้มีการแก้ไขกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการเลือกตั้งคณะกรรมการอำนวยการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา เพื่อให้พระธรรมทูตที่มาปฏิบัติศาสนกิจในประเทศนี้ได้ใช้สิทธิ์ใช้เสียงเลือกผู้นำของเขาอย่างเสรี ควรให้มีการประกาศรับสมัครลงแข่งขันในตำแหน่งต่าง ๆ ถ้ามีการแสดงวิสัยทัศน์ด้วยยิ่งดี ว่าผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ในสมัชชาสงฆ์ไทยนั้น มีแนวความคิดนโยบายเช่นใด หากได้รับเลือกตั้งแล้วจะทำอะไรให้เป็นประโยชน์แก่สมัชชาสงฆ์ไทย หรือมวลสมาชิกบ้าง 3. เลือกตั้งคนให้ถูกกับงานหรือตรงกับสายงาน เช่น คณะกรรมการอำนวยการแต่ละแผนก ผู้มีสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้งต้องมีคุณสมบัติเช่นใดเป็นต้น 4. ให้มีการตรวจสอบผลงานที่มอบหมายให้ทำ ทั้งคณะกรรมการโดยเลือกตั้งและแต่งตั้ง ซึ่งได้แก่กรรมการอำนวยการ และคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจชุดต่าง ๆ ว่าทำหน้าที่ได้ดีถึงไหน เพียงใด ตรงตามเป้าหมายที่มอบหมายให้ไปหรือไม่ เป็นต้น
ด้านงบประมาณ
นโยบายการเงินและทรัพย์สิน
หมวดที่ 3 24. เงินทุนของสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา อาจได้จาก 1) การบำรุงของสมาชิกในสำนักต่าง ๆ 2) การบริจาคของผู้ศรัทธา 25. อำนาจการสั่งจ่ายเงินของสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา มีดังนี้ 1) เลขาธิการมีอำนาจสั่งจ่ายเงินได้ไม่เกินครั้งละ 25 เหรียญ และรวมทั้งหมดตลอด 6 เดือน ต้องอยู่ในวงเงินไม่เกิน 200 เหรียญสหรัฐ เว้นแต่กรณีที่ปฏิบัติตามมติของคณะกรรมการอำนวยการ 2) ประธานคณะกรรมการอำนวยการ มีอำนาจสั่งจ่ายเงินได้ไม่เกิน 50 เหรียญสหรัฐ และรวมทั้งหมดตลอดระยะเวลา 6 เดือน ต้องอยู่ในวงเงินไม่เกิน 400 เหรียญสหรัฐ เว้นแต่กรณีที่ปฏิบัติตามมติของคณะกรรมการอำนวยการ 26. การสั่งจ่ายเงินที่เกินจากความในวรรคที่ 1 และวรรค 2 ของข้อที่ 25 ให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการอำนวยการ 27. ในการเซ็นเช็คจ่ายเงินของสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกาแต่ละครั้ง ต้องมีลายเซ็นของบุคคล 2 ใน 3 ในบรรดาบุคคลต่อไปนี้ คือ ประธาน เลขาธิการ และไวยาวัจกร
1. สมาชิกสามัญ ที่ได้รับการรับรองให้เป็นสมาชิกสมัชชาสงฆ์ไทยโดยสมบูรณ์แล้ว ต้องส่งค่าบำรุงสมัชชาสงฆ์ไทย ปีละ 500 เหรียญ โดยแบ่งออกเป็น 2 ครั้ง ๆ ละ 250 เหรียญ ทุก ๆ 6 เดือน หรือจะส่งทีเดียวเลยก็ได้ ถ้าไม่ส่งก็ต้องถูกปรับ และมีโทษขั้นหนักถึงขั้นถอดถอนจากสมาชิกภาพ 2. สมาชิกประเภทวิสามัญ เช่น วัดที่อยู่ในความดูแลและอนุเคราะห์เป็นต้น ต้องส่งเงินบำรุงสมัชชาสงฆ์ไทย ปีละ 300 เหรียญ โดยแบ่งออกเป็น 2 ครั้งๆ ละ 150 เหรียญ ทุก ๆ 6 เดือน หรือจะส่งทีเดียวเลยก็ได้ 3. ว่าด้วยการส่งรายชื่อพระภิกษุเข้ารับการอบรมและขอตัวมาปฏิบัติศาสนกิจในแต่ละปี ซึ่งสมัชชาสงฆ์ไทยอ้างว่า วัดที่จะขอตัวได้ต้องเป็นสมาชิกของสมัชชาสงฆ์ไทยเท่านั้น นอกนั้นไม่มีสิทธิ์ ตรงนี้เกิดปัญหามากมาย ซึ่งถูกนำเข้าพิจารณาในที่ประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยหลายครั้ง แต่ก็ยังหาทางออกไม่ได้ ปัญหาก็คือ พระภิกษุที่เดินทางมาปฏิบัติศาสนกิจในประเทศนี้นั้น ในบัญชีรายชื่อที่ขอไปเป็นชื่อวัดหนึ่ง แต่เวลามาถึงแล้วปรากฏว่ามีแต่ชื่อ ส่วนตัวของพระนั้นไปอยู่อีกวัดหนึ่ง เลยเป็นปัญหาทำให้ตรวจสอบยาก อันนี้ถ้าจะพูดแบบตรง ๆ ก็เห็นจะต้องบอกว่าเป็นเพราะความไม่รอบคอบของสมัชชาสงฆ์ไทยนั่นเอง ที่อ้างเอาแต่ข้อระเบียบ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบด้านอื่น สุดท้ายก็กลายเป็นบูมเมอแรงมาถึงตัวสมัชชาสงฆ์ไทยเอง สมัชชาสงฆ์ไทยอ้างแต่หลักการว่า วัดที่ไม่ใช่สมาชิกสมัชชาสงฆ์ไทย ไม่มีสิทธิ์ขอพระภิกษุมาปฏิบัติศาสนกิจได้ แล้วก็หยุดอยู่เพียงเท่านั้น ไม่ได้หาทางออกทางอื่นให้แก่วัดที่ยังมิใช่สมาชิกเลย ซึ่งวัดเหล่านี้นับดูแล้วมีจำนวนมากกว่าวัดที่เป็นสมาชิกประเภทสามัญของสมัชชาสงฆ์ไทยเสียอีก (สมาชิกสามัญของสมัชชามี 24 วัด สมาชิกประเภทอื่นๆ มี 42 วัด) เมื่อหาทางออกทางนี้ไม่ได้ ก็จึงต้องหาทางออกทางอื่น นั่นคือการขอพระธรรมทูต ผ่าน วัดสมาชิกสมัชชาสงฆ์ไทยประเภทสามัญ ที่รู้จักสนิทสนมกัน ทีนี้พอมาถึงแล้วก็แยกย้ายกันออกจำพรรษา ถึงเวลาสำรวจสำมะโนประชากรพระธรรมทูตขึ้นมา จึงมีแต่ชื่อดังกล่าว จึงเห็นควรให้ออกระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการขอตัวพระธรรมทูตเสียใหม่เพื่อขจัดปัญหาดังกล่าว ดังต่อไปนี้ 1. วัดสมาชิกสมัชชา ฯ มีสิทธิ์ขอพระธรรมทูตมาปฏิบัติศาสนกิจได้ ปีละไม่เกิน 3 รูป โดยไม่ต้องเสียค่าบำรุงพิเศษอื่นใด 2. วัดอื่น ๆ ที่ยังมิได้รับเข้าเป็นสมาชิกสมัชชาสงฆ์ไทย ไม่มีสิทธิ์ขอพระธรรมทูตมาปฏิบัติศาสนกิจ แต่อนุโลมให้ขอพระธรรมทูตมาปฏิบัติศาสนกิจได้ปีละไม่เกิน 2 รูป ต่อ 1 วัด ทั้งนี้ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการขอพระธรรมทูต จำนวน 200 เหรียญสหรัฐ/ต่อ 1 รูป การแก้ปัญหาเช่นนี้ จะได้ประโยชน์ทั้ง 3 ทาง คือ 1.ทางวัดที่มิใช่สมาชิกสมัชชา ฯ ก็จะได้พระมาปฏิบัติศาสนกิจ ยังกิจกรรมของแต่ละวัดให้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ไม่ต้องแอบหลบ ๆ ซ่อน ๆ ขอพระผ่านวัดอื่น อีกต่อไป 2. สมัชชาได้ค่าบำรุงประจำปี เช่นปี 2544 นี้ มีวัดที่มิใช่สมาชิกถึง 42 วัดเป็นอย่างน้อย ถ้าขอตัวพระธรรมทูตมาวัดละ 2 รูป ก็จะเป็น 84 รูป แต่ละรูปต้องเสียค่าธรรมเนียม 200 เหรียญ/รูป ก็จะได้เงินบำรุงสมัชชาสงฆ์ไทยเป็นจำนวนทั้งสิ้น 16,800 เหรียญ ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนไม่น้อยเลย เงินจำนวนนี้สามารถนำมาบริหารกิจการสมัชชาสงฆ์ไทยได้อย่างมากมาย แนวทางเช่นนี้ รัฐบาลประเทศสหรัฐอเมริกาได้เคยทำแล้วเมื่อปี กลาย ที่ให้พวกโรบินฮูดผู้อยู่ก่อนปี 2000 ได้มีสิทธิ์แอพพลายกรีนคาร์ดได้ แต่ต้องเสียค่าธรรมเนียมคนละ 1,000 เหรียญ ซึ่งเป็นการขจัดปัญหาหมักหมมในสังคม และยังได้เงินส่งเข้าบำรุงรัฐนับพันล้านเหรียญ และอย่างวัดที่มีสาขา เช่น
วัดวชิรธรรมปทีป วัดพระธรรมกาย เป็นต้น ก็ต้องให้แยกสาขาออกไป
คือต้องให้แต่ละสาขานั้นสมัครเข้าเป็นสมาชิกสมัชชาสงฆ์ไทยให้เท่าเทียมกับวัดอื่นๆ
และเสียค่าธรรมเนียมเช่นเดียวกับวัดต่างๆ ด้วย อย่าให้เอาเปรียบวัดอื่น
โดยตั้งเป็นวัดหรือศูนย์กลางเพียงแห่งเดียว แล้วก็เอาวัดอื่น ๆ
เป็นบริวารเข้าเพียบ เสียค่าธรรมเนียมเท่ากับวัดอื่น ๆ
อย่างนี้มันเอาเปรียบพวก ถ้าเป็นภาษาทางการเมืองก็คือ การซุกหุ้น
เลี่ยงหลบภาษี 3. สามารถแก้ปัญหาพระธรรมทูตจำพรรษาอยู่ไม่เป็นหลักแหล่งตรงตามสังกัดวัดที่ขอมาได้อย่างแน่นอน ถ้าใครแหกคอก สมัชชาสงฆ์ไทยก็สามารถลงโทษได้โดยไม่ต้องหนักใจว่าเวลาลูบหน้าไปแล้วจะปะจมูกใครบ้าง นี่เป็นส่วนที่มาของการเงินและทรัพย์สินของสมัชชาสงฆ์ไทย ต่อไปก็คือการใช้จ่าย ในข้อที่ 25-26-27 ของหมวดที่ 3 นั้น ใครอ่านดูก็รู้ว่าล้าหลัง ไม่ทันบ้านทันเมือง จุลสารพระธรรมทูตเล่มก่อนๆ เคยวิจารณ์ไว้แล้ว ฉบับนี้เรามาพูดจากันแบบสร้างสรรค์ดีกว่า ด่ากันไปก็ไร้ประโยชน์ จริงไหมท่าน เอาตรง ๆ ไปเลย จะได้ไม่เปลืองน้ำลาย เอ๊ย เปลืองน้ำหมึก ก็คือว่า ต้องแก้ไขข้อบังคับเหล่านี้เสียใหม่ ให้สดใสทันโลกยุคโลกาภิวัตน์ เช่น อำนาจหน้าที่ของเลขาธิการและประธานสมัชชาสงฆ์ไทย ที่ให้เบิกเงินได้ครั้งละไม่ 25-50 เหรียญ/ต่อครั้งนั้น เห็นว่าไม่ควรเอาจำนวนเงินมาเป็นตัวกำหนดยุทธศาสตร์ในการบริหารการเงินและทรัพย์สินของสมัชชาสงฆ์ไทยอีกต่อไป แต่ควรใช้ระบบอุปสงค์-อุปทาน เข้ามาเป็นตัวนำในการออกนโยบายแทน คำว่าอุปสงค์-อุปทานในที่นี้หมายถึง ความต้องการและการใช้จ่ายในสิ่งที่เป็นประโยชน์ การเอาเงินมาเก็บไว้ก็ดี การใช้จ่ายโดยไม่จำเป็นก็ดี ถือว่ามิใช่หลักการที่ถูกต้องของวิชาเศรษฐศาสตร์ ในหลักการที่ถูกต้องนั้น การเก็บเงินให้นิ่งจนนานไปถือว่าไม่เกิดผลดี ต้องให้มีการหมุนเวียนอยู่ตลอด นี่ประการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง การใช้เงินเพื่อการลงทุนในกิจการที่ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ย่อมจะดีกว่าการไม่ยอมใช้เงินหรือใช้เงินโดยไม่มีเป้าหมายที่วางไว้อย่างถูกหลักวิชาการ สรุปก็คือว่า ถ้าใช้ให้เป็นประโยชน์แล้ว จะจำนวนร้อยหรือล้าน ก็สมควรจ่าย แต่ถ้าหากว่าใช้ไปในทางไม่เกิดประโยชน์ ก็ไม่สมควรจ่ายแม้แต่เซนต์เดียว ควรประเมินดูงานของสำนักงานเลขาธิการ,กรรมการอำนวยการแผนกสาราณียกรซึ่งมีหน้าที่จัดทำหนังสือ หรือคณะอนุกรรมการฝ่ายอินเตอร์เนตเป็นต้นในแต่ละปี ว่ามีความจำเป็นที่จะใช้จ่ายจำนวนเท่าใด โดยให้แต่ละฝ่ายไปประเมินมา แล้วก็นำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่สมัชชาสงฆ์ไทยประจำปี เพื่อให้ที่ประชุมได้พิจารณาแล้วอนุมัติงบประมาณสนับสนุนให้ต้องตามความต้องการและปริมาณของงาน นี่เป็นส่วนของกิจกรรม ในส่วนของโครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ เห็นว่าสมัชชาสงฆ์ไทยควรเข้าไปมีบทบาทในการอบรมมากขึ้น ทั้งในด้านการวางแผนการอบรมและสนับสนุนด้วยงบประมาณ ด้านการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ เห็นได้ชัดว่า แผนการอบรมในแต่ละปีที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยทำขึ้น ไม่สอดคล้องต้องกันกับสภาพความเป็นจริงในประเทศนี้ ที่พระธรรมทูตผู้ผ่านการอบรมแล้วจะต้องประสบในขณะเดินทางมาปฏิบัติศาสนกิจ ทางฝ่ายมหาจุฬา ฯ เองก็คิดว่าจะทำในส่วนของตนให้ดีที่สุด ทั้งนั่งกรรมฐานนานเป็นเดือนๆ ทั้งเชิญผู้ทรงคุณวุฒิสาขาต่าง ๆ มาเป็นวิทยากร แต่ผลที่ได้รับกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จึงเห็นควรให้มีการประชุมเฉพาะกิจระหว่างคณะกรรมการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกากับทางฝ่ายกิจการต่างประเทศมหาจุฬา ฯ เพื่อหาความสมดุลในเรื่องนี้อย่างจริงจัง ด้านการเงิน โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศนั้น ฝ่ายริเริ่มก็คือสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา แล้วไปขอให้ทางมหาจุฬา ฯ ช่วยเป็นผู้อบรมให้ แต่พอนานไป ๆ ทางมหาจุฬา ฯ กลับเล่นรวบหัวรวบหางเอาไปกินหมด ถึงกับเคยมีการประท้วงจากทางสมาชิกสมัชชาสงฆ์ไทยมาแล้ว ทั้งนี้มาจากสาเหตุใหญ่ก็คือ ทางสมัชชาสงฆ์ไทยมิได้ช่วยเหลือด้านการเงินแก่ทางมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเลย เงินสนับสนุนสูงสุดที่เคยให้ก็ไม่เกิน 3,000 เหรียญ คิดเป็นเงินไทยก็ไม่เกิน 150,000 บาท ในขณะที่ทางมหาจุฬา ฯ กลับมีภาระค่าใช้จ่ายในแต่ละปีเป็นเงินร่วมล้านบาท และหากเราดูชื่อของโครงการแล้ว ก็จะเห็นชื่อว่า โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ซึ่งคำว่า ร่วมกับ นี้ ถือว่าเป็นหุ้นส่วน ถ้ามี 2 ชื่อ ก็แปลว่าถือกันเพียง 2 หุ้น แบ่งกันรับผิดชอบค่าใช้จ่ายกันคนละครึ่ง แต่สมัชชสงฆ์ไทยกลับเอาเปรียบทางฝ่ายมหาจุฬา ฯ ให้ค่าใช้จ่ายเขาเพียงปีละพัน-สองพันเหรียญ ครั้นถูกเขาคัดคนของตนเองออกมั่งก็โวยวาย จึงเห็นควรพิจารณาจุดนี้ให้ดี ปีหนึ่ง ๆ น่าจะช่วยเขาอย่างน้อยซัก 15,000 - 20,000 เหรียญ จึงจะค่อยสมน้ำสมเนื้อแห่งคำว่า หุ้นส่วน หน่อย ส่วนที่มาของงบประมาณนั้น ก็เห็นควรให้วัดต่าง ๆ ในเครือสมัชชาสงฆ์ไทยร่วมกันรับผิดชอบ ขอวัดละ 100 เหรียญ/ต่อปี ปัจจุบันเรามีวัดในเครือสมัชชาฯ กว่า 60 วัด ก็ได้เงินไม่ต่ำกว่า 6,000 เหรียญ รวมจากส่วนอื่น ๆ อีก คาดว่าน่าจะระดมเงินได้ไม่ต่ำกว่า 15,000 เหรียญ/ปี อนึ่ง การสั่งจ่ายในส่วนนี้เห็นควรให้เป็นอำนาจของประธาน เลขาธิการ และเหรัญญิก ร่วมกันเบิกจ่าย โดยมติของที่ประชุมใหญ่ประจำปี คือต้องเอาเข้าที่ประชุมใหญ่ให้รับทราบและอนุมัติ
นโยบายด้านการเผยแผ่
1. ด้านการเทศน์ เรื่องนี้สมัชชาสงฆ์ไทยไม่เคยมีบทบาทในด้านการส่งเสริมหรือสนับสนุนเลย จะมีการเทศน์ก็ต่อเมื่อมีงานพิธี โดยมากก็ทำกันเป็นประเพณี เช่น เทศน์มหาชาติของแต่ละวัดเพื่อหารายได้เข้าวัด เป็นต้น เป็นการเทศน์เฉพาะกิจ เฉพาะการณ์ เฉพาะตัวบุคคล และที่สำคัญก็คือมิใช่การทำงานในแนวรุกเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาแต่อย่างใด จึงเห็นควรให้มีการระดมกำลังพลพระนักเทศน์ทุกระดับ ทุกวัด ทุกรุ่น ทุกสไตล์ มาช่วยกันเทศน์แบบมวยหมู่ หรือแบบคอรัส ก็สุดแต่จะว่ากันไป จัดโครงการ ธรรมสัญจร นิมนต์พระธรรมทูตออกเดินสายเทศน์ไปในรัฐต่าง ๆ ทั่วสหรัฐอเมริกา เอาเดือนละครั้ง ปีละ 12 ครั้ง ถ้ารัฐไหนมีหลายวัดก็ให้จัดรวมกัน จับฉลากว่าแต่ละปีตกรัฐไหน กัณฑ์เทศน์ที่ได้ก็แบ่งออกเป็น 3 ส่วน เอาถวายวัดเจ้าภาพเสียส่วนหนึ่ง ถวายค่าพาหนะพระธรรมกถึกเสียส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็เอาเข้าบำรุงสมัชชาสงฆ์ไทย สร้างขวัญกำลังใจและความสมัครสมานสามัคคีให้แก่ชุมชนไทยในทุกรัฐ 2. ด้านเอกสาร คือการเผยแผ่ด้วยหนังสือ เห็นควรให้คณะกรรมการฝ่ายสาราณียกรเข้ามามีบทบาทมากกว่าที่เป็นอยู่ คือมีงบประมาณสนับสนุนต่อเล่มว่ากันเป็นปีไปเลย ที่มาของงบประมาณในส่วนนี้นั้น ก็ขอจากวัดต่าง ๆ ช่วยบริจาควัดละ 20 เหรียญ/ต่อเดือน หรือบอกบุญญาติโยมจากวัดต่าง ๆ คงไม่จำเป็นต้องไปเบิกจากงบประมาณส่วนกลาง ว่าถึงวิธีการทำหนังสือ นอกจากข่าวสารของสมัชชาสงฆ์ไทยแล้ว ก็ต้องอาราธนาท่านเจ้าคุณพระราชกิตติเวที ประธานสมัชชาสงฆ์ไทย เขียนคำสัมโมทนียกถาในแต่ละเล่ม และควรระดมพระนักเขียนช่วยกันเข้ามาสร้างสรรค์งานด้านนี้อย่างอิสระ โดยมีกองบรรณาธิการช่วยตรวจตราเนื้อหานิดหน่อย ที่สำคัญก็คือ ข่าวสารการจัดกิจกรรมของวัดต่าง ๆ ในเครือ ในแต่ละเดือน ต้องติดตามนำมาลงอย่างเท่าเทียมกัน เรียกว่าถือเล่มเดียวได้ทุกวัดว่างั้น คิดว่าถ้าทำได้อย่างนี้ วัดต่าง ๆ ก็ย่อมจะถือว่านี่คือหนังสือของตนเองด้วย และยินดีที่จะสนับสนุน แม้จะมากกว่าเดือนละ 20 เหรียญ ก็คิดว่าคงไม่เป็นปัญหาอันใด ขอเพียงให้ตั้งใจทำกันอย่างจริงจังเถอะ 3. ด้านอินเตอร์เนต เห็นควรให้มีข้อมูลเกี่ยวกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในเชิงพุทธประวัติในภาคภาษาอังกฤษ วันสำคัญในพระพุทธศาสนา ลิงค์วัดต่าง ๆ ทั้งในประเทศไทย สหรัฐอเมริกา และทั่วโลก ประวัติพระมหาเถระ กรรมการมหาเถรสมาคม เพื่อเป็นฐานข้อมูล และควรใช้ .COM เพราะเป็นที่นิยมแพร่หลายมากที่สุด อย่าคิดเอาแต่ของฟรีแล้วก็ไม่มีดีอะไร ที่สำคัญก็คือ งบประมาณสนับสนุนก็ต้องมีให้อย่างเพียงพอ รวมถึงค่าน้ำร้อนน้ำชาของคณะอนุกรรมการด้วยนะขอรับ 4. ฝ่ายวิปัสสนาธุระ นี่สำคัญสุดยอด ก็คือเรื่องของการจัดการอบรมปฏิบัติสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งเห็นควรจัดเป็นโครงการในนามของสมัชชาสงฆ์ไทย อาราธนาพระวิปัสนาจารย์หรือผู้ทรงคุณวุฒิในด้านนี้มาช่วยดำเนินการอบรม จะส่งผลให้งานเผยแผ่ของสมัชชาสงฆ์ไทยครบวงจรเต็มรอบ
การเงิน) สมัชชาสงฆ์ไทยควรมีงบประมาณจัดการประชุม เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่วัดเจ้าภาพ ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ก็เป็นด้านเอกสาร และอุปกรณ์ที่ใช้ในการประชุม ด้านบุคคลากร) สมัชชาสงฆ์ไทยควรตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ หรือมีคณะกรรมการแผนกหนึ่ง มีหน้าที่ดำเนินการจัดการประชุมสามัญประจำปี ทั้งในด้านการจัดสถานที่ เตรียมเอกสาร ตั้งแต่เริ่มจนถึงเสร็จสิ้นการประชุม ทั้งนี้เพราะในอดีตที่ผ่านมา สมัชชาสงฆ์ไทยทำการประชุมอย่างมักง่าย มอบหมายให้วัดเจ้าภาพไปจัด แล้วก็ไม่เข้าไปสนับสนุนหรือควบคุมดูแล เลยเกิดปัญหานานัปประการ ทั้งด้านสถานที่และเครื่องไม้เครื่องมือ ที่สำคัญก็คือหาผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้ไม่ได้ แม้วัดเจ้าภาพจะรับว่าเป็นผู้จัด แต่สมัชชาสงฆ์ไทยก็ไม่สามารถจะตำหนิติเตียนได้ เพราะว่าเขาก็ทำดีที่สุดแล้ว ทางสมัชชาสงฆ์ไทยเองก็ไม่ได้สนับสนุนเขาเลย ไม่ว่าด้านงบประมาณหรือบุคคลากร นี่จึงเป็นปัญหาหนักอกอีกปัญหาหนึ่ง จึงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่สมัชชาสงฆ์ไทยควรจะเข้าไปดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อคุณภาพของงาน หากสมัชชาสงฆ์ไทยสามารถดำเนินการอย่างเป็นระบบเช่นนี้ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องขอร้องให้วัดไหนจัดประชุม เพราะไม่ว่าจะจัดที่ไหน สมัชชาก็ไม่รบกวนเจ้าภาพให้สิ้นเปลืองอยู่แล้ว
เรื่องสุดท้าย เกี่ยวกับสถานภาพของพระภิกษุไทยที่เดินทางมาปฏิบัติศาสนกิจในประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อนจะมีโครงการอบรมพระธรรมทูต หรือพระภิกษุที่เดินทางมาโดยผ่าน ศตภ. ซึ่งสมัชชาสงฆ์ไทยไม่ยินยอมต่อพาสปอร์ตให้ ตรงนี้เห็นว่าควรวินิจฉัยให้รอบคอบ คือมติของสมัชชาสงฆ์ไทยว่าด้วยเรื่องการไม่ต่อพาสปอร์ตให้แก่พระภิกษุไทยที่เดินทางมาโดยผ่าน ศตภ. นั้น ออกภายหลังโครงการอบรมพระธรรมทูต พูดง่าย ๆ ก็คือว่า พระภิกษุเหล่านั้นเดินทางเข้ามาก่อนจะมีกฎหมาย แต่ทางสมัชชาสงฆ์ไทยกลับเล่นออกกฎหมายให้มีผลย้อนหลัง ไม่ว่ารุ่นหลังรุ่นใด ถูกยกเลิกสิทธิหมด ตรงนี้น่าเห็นใจท่านเหล่านั้นเป็นอย่างยิ่ง สมัชชาน่าจะช่วยกันแก้ปัญหา-หาทางออก เพราะพระภิกษุเหล่านั้นเขาก็ไม่ยอมกลับประเทศไทยอยู่แล้ว หนทางจะเป็นเช่นใด ก็ขอคณะกรรมการอำนวยการและที่ประชุมใหญ่ได้โปรดพิจารณาอย่างเป็นธรรม เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ปวงพระธรรมทูตด้วย เพราะถ้าจะว่ากันจริง ๆ แล้ว แม้แต่กรรมการสมัชชาสงฆ์ไทยและเจ้าอาวาส หลายรูปก็อยู่ในข่ายเดียวกันด้วย เพราะเดินทางมาก่อนจะมีโครงการอบรมพระธรรมทูต ถามว่าเราใช้กฎหมายกันอย่างเป็นธรรมหรือไม่ หรือว่าเลือกใช้เฉพาะบางกลุ่มบางพวก คิดว่านี่คือบทบาทหน้าที่ที่สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกาและวัดต่างๆ ในฐานะสมาชิกจะพึงมี พึงเป็นและพึงรับผิดชอบร่วมกัน บนสิทธิเสรีภาพ พื้นฐานของกฎหมาย และโดยหน้าที่ที่ทุก ๆ รูปดำรงตำแหน่งอยู่ในนามว่า พระธรรมทูตไทย เหล่านี้คือ แนวคิด วิธีการ ของเรา-ชาววัดไทย ลาสเวกัส ที่ขอนำเสนอคณะกรรมการอำนวยการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา และบรรดาพระธรรมทูตไทย ในการประชุมใหญ่สมัยสามัญประจำปี วันที่ 2-3 มิถุนายน ศกนี้ เพื่อความเจริญก้าวหน้าในกิจการของสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา
ขอขอบพระคุณผู้มีอุปการคุณทุกท่าน
ที่ได้เสียสละเวลาอันมีค่าของท่านมานั่งอ่านจุลสารเล็ก ๆ เล่มนี้
วัดไทย ลาสเวกัส วิสาขบูชา 2544
|