สำนวนไทย

 

     ฉบับก่อนออกแขกด้วยอักษร ก.ไก่ วันนี้ขอนำเสนอสำนวนไทยในลำดับที่สอง คืออักษร ข.ไข่

ไข่เกิดก่อนไก่ หรือไก่เกิดก่อนไข่ นี่เป็นสำนวนยวนยีที่ท้าทายมันสมองของมนุษย์มาทุกยุค จนปัจจุบันก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าอะไรเกิดก่อนอะไร ปัญหานี้ท่านจึงให้ชื่อว่าปัญหาโลกแตก มิบังควรจะเอามาถามกัน เพราะนอกจากจะหาคำตอบไม่ได้แล้ว เผลอๆ จะกลายเป็นปัญหาปากแตกเข้าไปอีก ดังนั้นปัญหาโลกแตกเช่นนี้จึงควรเก็บไว้ในใจแต่ผู้เดียว

ขนหน้าแข้งไม่ร่วง นี่เป็นสำนวนของเศรษฐีผู้มีอันจะกิน คำว่า “ผู้มีอันจะกิน” นี้เป็นสำนวนนิยมของเจ้าขุนมูลนายสมัยก่อน ที่มักจะใช้เรียกผู้ดีมีฐานะว่า “ผู้มีอันจะกิน” เพราะถ้าไม่มีกินแล้วจะหาว่ามีฐานะได้อย่างไร คนเหล่านี้แหละ ที่สูญเสียสิ่งของเงินทองไปก็ไม่สนใจใยดี โดยเห็นว่าเป็นสิ่งเล็กน้อยสำหรับตน เหมือนขนหน้าแข้งร่วงไป แต่ถ้าผมร่วงแล้วละก็ เศรษฐีก็เศรษฐีเถอะ ต้องถามหายาปลูกผมเบอการ์ม๊อดกันทุกคนเชียว

ขายผ้าเอาหน้ารอด เป็นสำนวนหมายถึงยอมเสียสละแม้แต่ของจำเป็นที่ตนมีอยู่ เพื่อรักษาชื่อเสียงเอาไว้ นี่เป็นความหมายเก่า ส่วนความหมายใหม่นั้นท่านนิยามว่า หมายถึงคนที่ทำความผิดหรือเสียหายอะไรใหญ่โตเอาไว้ แต่อาศัยว่ามีไหวพริบชิงปกปิดด้วยเรื่องเล็กเรื่องน้อยเสียได้ จึงว่าขายผ้าเอาหน้ารอด ตรงนี้มีเรื่องเล่าว่า กระทาชายซึ่งไปทำผิดมีหลักฐานที่ใบหน้า ครั้นพอรู้ตัวว่ามีหลักฐานให้คนเขาจำได้ที่ใบหน้าเช่นนั้น ก็เกิดไหวพริบที่จะไม่ให้คนดูหน้าเลยแก้ผ้าถุงออก คนรอบข้างจึงพากันจ้องมองไปที่ของสงวนของนายคนนั้นเพียงแห่งเดียว กว่าจะหันสายตามามองหน้า ก็ปรากฏว่าหลักฐานบนใบหน้านั้นถูกกลบลบหายไปแล้ว วิธีการเช่นนี้ “ชักใบให้เรือเสีย” ท่านก็ว่า

ขุดด้วยปาก ถากด้วยตา อันนี้แสดงถึงความพาลาโกรธเกรี้ยว ดูหน้าอย่างเดียวก็ยังไม่พอ ต้องด่าทอต่อว่าอีก ค่อนแคะค่อนขอดอยู่ด้วยกันอย่างนั้น เป็นสำนวนที่เกิดจากกริยาอาการดังกล่าว

ขึ้นคาน นี้เป็นสำนวนเรียกสตรีผู้ถึงวัยมีลูกมีผัวแล้ว แต่ว่ายังเล่นเนื้อเล่นตัว ไม่ยอมตกร่องปล่องชิ้นมีคู่เสียทีจึงถูกนำไปเปรียบเทียบกับเรือ ถ้าเรือรั่วหรือชำรุดเสียหาย เจ้าของนำขึ้นมาซ่อมบนบก ก็ต้องทำคานสำหรับรองเรือไว้ เรือที่ขึ้นคานจึงอยู่ห่างน้ำ เมื่อเรือห่างน้ำก็เหมือนเสือห่างป่า จะมีคุณค่าอันใด คนไทยแต่โบราณจึงนำเอาคำว่าขึ้นคาน มานิยามหญิงที่ยังไม่แต่งงานจนล่วงเลยวัยสาวไปแล้ว ดังโคลงนิราศกรมหลวงวงษาธิราชสนิทว่า

นาวาคลาเคลื่อนคล้อย สะพานมอญ
ถวิลบวายอาวรณ์ สวาทร้าง
เกลือกพี่ห่างแหสมร จักกลับ ใจแม่
วิตกแต่รักจักค้าง คู่ขึ้นคานแขวน

เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม หมายถึงคนตาเดียว คือคนที่ตาบอดข้างเดียว ไม่ใช่หมายถึงทำตาหลิ่วมองอะไรข้างเดียว โบราณท่านว่า ถึงแม้ว่าเราจะตาดี แต่ถ้าไปเข้ากลุ่มกับคนตาบอดข้างเดียว ก็จำต้องทำตาบอดไปข้างหนึ่งให้ได้ ไม่งั้นก็ถือว่าผิดพวก เข้ากับเขาไม่ได้ นี่ว่ากันถึงพฤติกรรมของคนที่อยู่ร่วมกัน ไปไหนมาไหนด้วยกัน ก็ต้องกินต้องอยู่แบบเดียวกัน จะทำอะไรที่วิปริตผิดแผกไปจากพวก ก็จะอยู่กับเขาไม่ได้ ทำดีกว่าเขาก็ไม่ดี ทำเลวก็เขาก็ไม่ได้ ต้องทำอะไรให้พอเหมาะพอสม

เข้าตามตรอก ออกตามประตู เป็นสำนวนสุภาพ หมายถึงเวลาจะไปหาใครที่ไม่มักคุ้น ก็ให้ดูลาดเลาเข้าออกไว้ให้ดี อย่าสะเร่อสะร่าวิ่งหน้าตื่นเข้าไป ทางไหนทางเข้า ทางไหนทางออก ก็ควรเข้าออกให้ถูกทาง ยิ่งบ้านหลังไหนมีลูกสาวสวยละก็ จะไปจีบลูกสาวเขาก็ต้องดูตรอกและประตูไว้ให้ดี พ่อแม่ฝ่ายหญิงเห็นจะรักใคร่เอ็นดู แต่ถ้าเข้าทางหน้าต่างละก็ จะโดนลูกซองแบบดาวร้ายหนังไทยสมัยก่อน

เข้าเนื้อ หมายถึงว่าเสียเปรียบ การพูดหรือทำอะไรก็ตาม เมื่อพูดหรือทำไปแล้ว เกิดผลเสียมาถึงตนเองแล้ว ท่านพูดเป็นสำนวนว่า “เข้าเนื้อ” ปัจจุบันนำมานิยามการลงทุน ที่นอกจากจะไม่ได้กำไรแล้วยังขาดทุนไปอีก ทุนก็หาย กำไรก็หด เลยพูดประชดว่า “เข้าเนื้อ”

ขี้ก้อนใหญ่ให้เด็กเห็น เป็นสำนวนหมายถึงทำอะไรที่เป็นเรื่องไม่ดี เป็นสิ่งชั่วร้ายเลวทราม โดยไร้ความละอายอดสูให้คนเห็น ก็จะถูกเด็กหรือคน ผู้ต่ำฐานะกว่าดูถูกดูหมิ่นเอา ดังโคลงสุภาษิตว่า

คูถก้อนใหญ่อย่าให้ เด็กเห็น
มันไม่ปิดปากเป็น เปิดแส้
การลับสิ่งใดเหม็น เหมือนกลิ่น คูถนา
ควรปกปิดมิดแม้ แพร่อื้ออึงอาย

ข้านอกเจ้า ข้าวนอกหม้อ สำนวนนี้หมายถึงการทำหรือประพฤติอะไรนอกเหนือคำสั่ง รวมไปถึงการแอบอ้างตนเอง ว่าเกี่ยวข้องกับบุคคลผู้สูงศักดิ์หรืออะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้คนหลงเชื่อ ทั้งๆ ที่ตนเองมิได้เกี่ยวข้องอยู่ด้วย จึงเรียกว่า ข้านอกเจ้า ข้าวนอกหม้อ ลูกนอกพ่อ หลานนอกปู่ คนอย่างนี้ท่านห้ามมิให้คบหา

ข่มเขาโคให้กินหญ้า หมายความว่า จับเขาโคกดลงพยายามให้มันกินหญ้า ซึ่งไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะว่าโคไม่หิว ถึงจะกดอยู่อย่างไรก็ไร้ผล สำนวนนี้หมายถึงการบังคับขืนใจให้กระทำ พูดอีกสำนวนหนึ่งว่า “ควายไม่กินหญ้า ก็อย่าข่มเขา”

ขิงก็รา ข่าก็แรง อันนี้เอาสมุนไพรมาเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของคนที่อยู่ด้วยกัน ต่างคนต่างแรง ต่างไม่ยอมอ่อนให้แก่กัน อันธรรมดาขิงนั้นถือว่าเผ็ดอยู่แล้ว แต่พอมาเจอข่าเข้าก็ต้องยอมให้เสมอ สำนวนนี้ก็หมายถึงไม่มีใครยอมใคร สุดท้ายก็จะเป็นเรื่องเป็นราว พอเกิดเรื่องราวขึ้นแล้ว คนจึงพูดว่า “ขิงก็รา ข่าก็แรง แรงทั้งคู่แหละ” นี่เอง

สำนวนสุดท้าย ขอเสนอ “ข้าสองเจ้า บ่าวสองนาย” หมายถึงคนที่มีพฤติกรรมไม่ซื่อสัตย์สุจริต ทางนี้ก็จะเอา ทางโน้นก็จะเอา เลยเอาทั้งสองทาง เลยกลายเป็นข้าสองเจ้า บ่าวสองนาย มีปรากฏในประวัติพระยาพิชัยดาบหัก เมื่อตอนสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีถูกลงทัณฑกรรมทุบด้วยท่อนจันทน์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ตรัสเรียกพระยาพิชัยดาบหักมารับสั่งว่า จะยินดีรับราชการสนองพระยุคลบาทหรือไม่ประการใด พระยาพิชัยดาบหักถวายบังคมทูลว่า เมื่อเจ้าเหนือหัวเสด็จสวรรตสิ้นแล้ว ก็ไม่ขอเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนายอีกต่อไป สุดท้ายจึงถูกนำตัวไปประหารชีวิต พระยาพิชัยดาบหัก จึงได้รับการสดุดีว่าเป็นข้าผู้ซื่อสัตย์ที่สุด ในประวัติศาสตร์ชาติไทย.