จุลสารพระธรรมทูต
วัดไทย ลาส เวกัส

กลัวบุญ



    
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอย่ากลัวบุญเลย คำว่า บุญ บุญนี้เป็นชื่อของความสุข” พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ ในอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาตที่ได้ตั้งคำเป็นหัวเรื่องว่า “กลัวบุญ” นั้น ก็มาจากพฤติกรรม “กลัว” ของคนไทยนั่นเอง เมื่อหลายปีก่อน มีตลกคณะหนึ่งนำเอาเรื่องราวในวัดไปเล่นบนเวที ใช้เป็นที่เรียกเสียงฮาของผู้ชม มีตอนหนึ่ง พูดถึงความกลัว มีการใช้ของที่น่ากลัวมาข่มขู่ ทั้งมีด ทั้งปืน สารพัดสิ่ง ปรากฏว่าผู้ที่ถูกขู่ “ไม่กลัว” แถมยังท้าทายอีกต่างหาก ท้ายที่สุดเจ้าคนขู่ก็เลยใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด ด้วยการชักเอาซองผ้าป่าสีขาวๆ ออกจากกระเป๋ามาฟาดฟัน ได้ผลท่าน เจ้าตัวโดนขู่ กลัวหัวหดตดหายไม่ยอมสู้ ยกมือไหว้ยิ่งกว่าเห็นผี เรียกเสียงฮา ให้แก่ผู้ชมข้างล่างเวที อย่างไม่เคยมีมาก่อน

     พวกตลกโปกฮา ถ้าว่ากันแบบทั่วไปไม่ค่อยจริงจังนัก ก็เป็นพวกเบาสมอง ผ่อนคลายอารมณ์ จากพูดกันเล่นๆ ก็กลายเป็นธุรกิจ เพราะเสียงฮาเสียงหัวเราะ ในวงการแพทย์ ทั้งแผนกอายุรศาสตร์ และสุขภาพศาสตร์ ต่างก็วิเคราะห์เจาะประเด็น ออกมาตรงกันเป๊ะ ว่ายาอายุวัฒนะที่ดีที่สุดในโลกนั้น นอกจากกินข้าวกินปลาแล้ว ก็ยังมีกินอารมณ์ ของสมาคมตลกไทยนี่แหละ ที่เป็นยาวิเศษ สามารถต่ออายุคนเรา ได้อย่างน่าทึ่ง

      ตลกแต่เริ่มนั้น ท่านว่าเริ่มมาจากการ “จำอวด” คำว่าจำอวดนี้ ก็คือจำเอาคำพูด หรือกริยาอาการของคนอื่น มาอวดแก่อีกคนหนึ่ง ซึ่งการกระทำดังกล่าวนี้ ก็คือการแสดงกริยาท่าทางล้อเลียน หรือที่ภาษาพระวิปัสสนาจารย์ประจำแค้มป์สนเรียกว่า “ก็อปปี้อารมณ์” นั่นเอง

     อย่างท่านพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ สมัยยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น ท่านมักจะทำคอเอียงๆ ถามนักข่าวรุ่นลูกอยู่เป็นประจำ กาตูนนิสต์ก็เลยวาดภาพท่าน ให้มีคอเอียงๆ มองดูแป๊บเดียวก็รู้ว่าคือ “ป๋าเปรม” จำอวดจำแสดงนี้ ถ้าทำให้เหมือนก็สนุกแล้ว ยิ่งออกเพี้ยนๆ ด้วยยิ่งถูกเส้น ยิ่งยัดเยียดไอ้ที่ไม่มีให้มีเข้าไปอีก ก็ยิ่งอดไม่อยู่

     จำอวดท่านแบ่งออกเป็น ๓ ระดับ คือ ตลก ทะเล้น และก็ทะลึ่ง พวกนี้ภายหลังท่านไม่เรียกว่าจำอวดแล้ว แต่เรียกว่าสัปดน แต่คนก็ชอบ เพราะเห็นเรียกความครื้นเครง เฮฮาจากคนดูได้อย่างมาก จำอวดหรือพวกตลกในสมัยเก่าๆ เขาไม่เอาพระเอาเจ้ามาเล่น เพราะเห็นเป็นของสูง กลัวขี้กลากจะกินหัวเอา แต่ว่าตลกในยุคปัจจุบันมันไม่ค่อยมีจรรยาบรรณ เห็นอะไรขายได้ก็เล่นหมด ไม่ว่าพระว่าเจ้า จึงเป็นเรื่องราวกลัวบุญดังลำดับมา

     ตอนนั้นผู้เขียนนั่งรถ บ.ข.ส.จากตลาดหมอชิตไปเชียงใหม่ ในรถก็เอาตลกออกมาโชว์ มีช่วงหนึ่งก็เกิดมีเจ้าทะลึ่ง ดันดัดเสียงให้เหมือนพระนักเทศน์ดังของเมืองไทย คือเสียงของท่านเจ้าคุณ พระพิศาลธรรมพาที หรือพระพยอม กัลยาโณ แห่งวัดสวนแก้ว นนทบุรี นั่นเอง มันเล่นเสียงได้ไม่ผิดเพี้ยนเลย ที่ไม่เหมือนก็ตรงมุขตลกนี่แหละ เพราะดันทะลึ่งเอาเรื่องลามก สองง่ามสามแง่ไปเป็นคำพูดของพระเจ้า ชาวทัวร์ทั้งคันรถ ก็เลยฮากันตรึมไปตลอดทาง ส่วนไอ้ตัวเรานุ่งเหลืองห่มเหลือง อยู่ในรายการด้วย ก็เลยฮาไม่ออก วันนั้นจึงเป็นรายการตลกไม่ฝืด แต่ฮาฝืด

      จากพระพุทธพจน์ข้างต้นแสดงให้เห็นว่า แม้แต่ในอดีตกาลนานมาแล้ว ก็มีคนกลัวบุญ ไม่ใช่กลัวว่าจะได้บุญ แต่กลัวการทำบุญ บุญน่ะใครก็อยากได้ แต่ถ้าจะให้ได้มา โดยการสูญเสียเงินทอง ของมีค่าแล้ว กลัว กลัวบุญ นี่เป็นเรื่องจริงที่ไม่อิงนิยายบุญคืออะไร ? นี่สำคัญ คนเราอยากได้บุญ แต่ส่วนมากไม่รู้จักบุญ ก็เลยทึกทักเอาว่าสิ่งโน้นสิ่งนี้เป็นบุญ การไม่รู้จักบุญนี่เป็นโทษหนักนะท่าน ถึงขนาดกินขี้มูกกันเลยทีเดียว เรื่องนี้พระเล่ากันไม่รู้กี่เวอร์ชั่นแล้ว ขอเปลี่ยนแนวเอาเรื่องอื่นมาเล่าแทนก็แล้วกัน

     พระพุทธองค์ตรัสว่า “บุญเป็นชื่อของความสุข” ดังนั้นความสุขก็คือบุญ หรือว่าบุญก็คือความสุข และความสุขนี้ท่านก็จำแนกออกเป็น ๒ คือ สุขทางกายกับสุขทางใจ ถ้าแยกออกตามกาลก็มี ๓ คือ สุขในอดีต ในปัจจุบัน และสุขในอนาคต และยังมีสุขที่เหนือกว่าสุขอีก สุขที่ว่านี้คือสุขในพระนิพพาน เป็นความสุขที่ไม่เกาะเกี่ยวกับกาลเวลา เป็นอกาลิโก ท่านว่างั้น ส่วนชั้นของความสุขนั้นท่านว่ามี ๗ ระดับ คือ

๑. มนุสสสุข สุขในโลกมนุษย์
๒. ทิพพสุข สุขในโลกสวรรค์อันเป็นทิพย์
๓. ฌานสุข สุขรูปฌานและอรูปฌาน (พวกพรหม)
๔. วิปัสสนาสุข สุขในวิปัสสนา
๕. มัคคสุข สุขในอริยมรรค ทางผ่านเข้าสู่พระนิพพาน
๖. ผลสุข สุขในผลแห่งความเป็นพระอริยบุคคลขั้นต่ำ
๗. นิพพานสุข สุขในพระนิพพาน ได้แก่พระอรหันตขีณาสพ

     จะเห็นได้ว่า มีความสุขอยู่ ๗ ขั้น ซึ่งก็คือบุญ ๗ ชั้นนั่นเอง บุญทั้งหมดนี้ ท่านว่ามนุษย์เราสามารถที่จะได้รับ โดยการบำเพ็ญบุญตามบุญกริยาวัตถุ ๓ คือ ให้ทาน รักษาศีล และเจริญเมตตาภาวนา อบรมบ่มจิตใจ ให้รู้แจ้งเห็นจริง ในสภาวธรรมของสังขาร คือร่างกายและจิตใจ อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนยังไปไม่ถึงพระนิพพาน ก็เลยไม่กล้าพาท่านไป ขอไปใกล้ๆ แค่สวรรค์ก่อนก็แล้วกัน เพราะรู้สึกว่าจะถูกใจคนส่วนใหญ่ เรียกว่าแนวร่วมเยอะ ลองพูดขึ้นสิท่าน ไปสวรรค์กับนิพพานนั้น ความสนุกสนานต่างกันลิบลับ

      เพราะพวกพระอรรถกถาจารย์รุ่นก่อนๆ และพระนักเทศน์ทุกรุ่น ต่างก็โมเมเฉไฉเอาใจญาติโยมว่า “เจริญพร สวรรค์ชั้นนั้นๆ มีวัสดุอุปกรณ์เครื่องอำนวยความสะดวกเพียบ ทั้งตู้เย็นทีวี เงินทองของใช้ ไปไหนมาไหนไม่ต้องกังวล เรื่องการจราจร เพราะว่าเทวดาเหาะได้ แถมยังไม่เกิดไม่ตายอีก เป็นอมร แปลว่าไม่ตาย ไม่ต้องผ่อนบ้านผ่อนรถ หรือทำอาหารการกินอะไรทั้งสิ้น แค่นึกเอาก็อิ่มแล้ว” เอาสิท่าน ได้ยินพระพูดยั่วน้ำลายเข้าเช่นนี้ คนจึงรีบควักกระเป๋า ทำบุญกันยกใหญ่ หมายใจจะได้สวรรค์ ชั้นที่ท่านพรรณาว่าไว้

     ถามว่า เป็นความจริงหรือ ที่ว่าทำบุญแล้วจะได้แบบเมอรี่คิงส์ คือมีทุกสิ่งให้เลือกสรรค์ โดยที่เลือกมาแล้วไม่ต้องเจอเช็คบิลภายหลัง อันนี้ถ้าเขียนไว้จะเจ็บกันทั้งบาง เผลอๆ จะโดนพระด้วยกันนี่แหละตราหน้าผู้เขียนว่าขัดแย้งพระบาลีหรือพระพุทธพจน์ สร้างสัทธรรมปฏิรูปขึ้นมาอีก จึงขอเรียนบอกแต่เพียงว่านี่คือทัศนะส่วนตั๊วส่วนตัว ไม่ขอให้ใครลอกเลียนลิขสิทธิ์โดยเด็ดขาด อ่านได้ แต่ห้ามคล้อยตามนะท่าน จะเป็นบาปเป็นกรรม

      คำคัดค้านเรื่องบุญที่พระสอนโยมนี้ มีอยู่ในใจของผู้เขียนมานานแล้ว ที่ว่าค้านนั้น มิใช่ค้านเรื่องบุญหรือผลบุญหรอกท่าน แต่ขอค้านตรงเจตนาการทำบุญนั่นต่างหาก หากเราไปอ่านดูเรื่องการทำบุญที่ได้อานิสงส์มหาศาลทันตาเห็น ที่ท่านเล่าไว้ในวิมานวัตถุ ซึ่งเล่าเรื่องของคนทำบุญแล้วได้ไปเกิดในสวรรค์ ได้ปราสาทราชวังวิมานทอง อันใหญ่โตโก้หรู บรรยายสรรพคุณไม่หมดสิ้น นอกจากนั้นยังมีลูกเล่น เป็นหูทิพย์ ตาทิพย์ เสียงทิพย์ รสทิพย์ ยิ่งกว่าดิสนี่แลนด์ อีกนับไม่ถ้วน ทั้งหมดทั้งมวลนี้แล้ว จะเห็นความแปลกและไม่แปลกแตกต่างกัน ที่ว่าแปลกก็คือว่า มันเป็นไปได้หรือ ที่คนเราถวายแค่อะไรนิดๆ หน่อยๆ ก็ได้ผลกำไรมหาศาล ยิ่งกว่าค้าดินหรือเล่นหุ้นเมืองไทยสมัยสิบปีก่อนเสียอีก ตรงนี้ขอชี้ว่าจริงครับ มันเป็นความจริง เพราะสิ่งที่จะได้บุญนั้น ท่านว่ามาจาก ความประจวบเหมาะ ขององค์ประกอบเหล่านี้ คือ

     ๑. ผู้ให้ ภาษาบาลีเรียกว่าทายกทายิกา ก็คือญาติโยมนี่แหละ

     ๒. มีจิตคิดจะให้ หรือมีใจจะให้ทาน ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว และจิตดวงนี้ เป็นดวงที่ใสบริสุทธิ์จริงๆ ท่านว่าประกอบด้วยความไม่โลภเป็นเจ้าเรือน ให้ไปโดยไม่หวังจะได้อะไร เป็นสิ่งตอบแทน ภาษาอังกฤษเรียกว่า Give away ให้ด้วยความเคารพนับถือ ให้ด้วยกริยาอาการอันอ่อนน้อม ไม่ดูถูกดูหมิ่นผู้รับ

     ๓.ไทยธรรม คือของที่จะให้ บางคนมีจิตใจใฝ่กุศล อยากให้ แต่ไม่มีจะให้ อันนี้ท่านก็ถือว่าไม่ครบองค์ประกอบ ไทยธรรมนั้นท่านก็แยกไว้ว่ามี ๓ อย่าง ถ้าให้ของที่เลวกว่าที่เรากินเราใช้ อย่างนี้ท่านว่าเป็นทาสแห่งทาน ผลที่จะได้รับ ก็ย่อมเลวทรามตามไปด้วย ให้สิ่งของเสมอกับที่ตนใช้สอยอยู่ กินใช้อันไหนก็ให้อันนั้น อันนี้เป็นสหายทาน ผลที่ได้รับก็ฟิฟตี้ๆ ส่วนอันสุดท้าย คือให้สิ่งที่ประเสริฐ เลิศกว่าที่ตนเองกินหรือใช้ ทำให้ประณีตบรรจงตั้งอกตั้งใจ อย่างนี้ท่านว่า ได้อานิสงส์มากที่สุด

     ๔. ผู้รับ มีผู้ให้ก็ต้องมีผู้รับ เพราะถ้าให้โดยไม่มีผู้รับแล้วจะให้แก่ใคร ให้ผีสางนางไม้ก็ไม่เห็นตัว ในพระพุทธศาสนาได้กำหนดทักขิเณยยบุคคลไว้ ว่าได้แก่พระภิกษุสงฆ์สามเณร เพราะท่านเหล่านี้ไม่มีบ้านมีเรือน ไม่มีสมบัติ พัสถานอันเป็นส่วนตัวแล้ว สละสิ่งของเหล่านั้นเพื่อดำเนินวิถีชีวิต เป็นอยู่ด้วยความสันโดษ มีศีลาธิคุณ สมาธิคุณ และปัญญาธิคุณ อันบังเกิดแต่ การประพฤติพรหมจรรย์ ได้แก่การรักษาศีล เจริญจิตภาวนา ตามพระบรมพุทโธวาท ให้แก่ท่านเหล่านี้ ย่อมมีอานิสงส์มาก เหมือนหว่านข้าวลงในนาลุ่ม มีน้ำฝนหล่อเลี้ยงอย่างเหมาะสม นาดี ข้าวพันธุ์ดี ก็จะกลายเป็นผลผลิตดีดังว่า


     เมื่อพร้อมแล้วก็ต้อง “ให้” นะท่าน ไม่ใช่ว่าพร้อมแล้วก็ยังไม่ยอมให้
เอาแต่อ้ำอึ้งครึ่งจิตครึ่งใจ แบบนายเอกสาฎกพราหมณ์ ที่นั่งถือผ้าในอยู่ศาลาตลอดทั้งคืน สู้รบปรบมือกับอกุศลจิตว่า “ให้-ไม่ให้ ไม่ให้-ให้” นั่นแหละ กว่าจะให้ได้ก็รุ่งสาง น่าที่จะได้ข้าทาสบริพารอย่างละพัน ก็ได้แค่อย่างละ ๘ เป็นต้น

     “ให้แล้วก็ยังมีจิตใจเบิกบาน ยินดีที่ได้ให้” นี่ก็สำคัญ คนบางคน ตอนก่อนจะให้ ก็ยังดี กำลังให้ทานก็ยังดี แต่ครั้นให้ไปแล้ว ได้ยินคนโน้นคนนี้พูดว่าอย่างโน้นอย่างนี้ ติโน่นตินี่ หรือว่ากระทบไปถึง พระเจ้าพระสงฆ์ที่เราให้ทานแก่ท่านไป จึงเกิดใจเสีย นึกเสียดายข้าวของว่า “เอ นี่เราให้ทานผิดคนไปหรือเปล่าเนี่ย” อย่างนี้ท่านว่า เจตนาบริสุทธิ์แต่เริ่มแรก แต่ไม่บริสุทธิ์ในภายหลัง กุศลผลบุญก็ไม่เต็มร้อย ถ้าเป็นข้อสอบก็คือตอบปัญหาถูกในข้อต้นๆ แต่ตอนท้ายๆ มีแต่ปากกาแดง ของคุณครูกากะบาดไว้เพียบ คะแนนย่อมตกเป็นธรรมดาเรื่องราวของนางอัปสรเทพธิดาต่างๆ ในวิมานวัตถุเหล่านั้นก็เป็นเช่นนี้ คือมีเจตนาบริสุทธิ์อยู่ทุกลมหายใจ ได้ให้ทานแก่พระที่ดี ให้สิ่งที่ดีๆ ขณะที่จิตใจยังคงดีอยู่นั้น ท่านเหล่านั้นก็ถึงแก่กรรม ด้วยผลทางใจอันเป็นเลิศนี่เอง ที่พาดวงวิญญาณของท่านเหล่านั้น ไปบังเกิดในวิมานทิพย์ มีทรัพย์สินสมบัติมากมายมหาศาล กินใช้เท่าใดก็ไม่หมดสิ้น นี่คือความแปลกแห่งอานิสงส์ของทาน

      ความไม่แปลกก็คือว่า ทำไม พอถึงตาพวกเราทำบ้าง กลับไม่ได้อะไร แบบที่ท่านพรรณาไว้เลย เรียกว่าไม่มีอะไรเซอร์ไพรซ์ บางคนยิ่งทำก็ยิ่งจน ยิ่งจนก็ยิ่งทำ ทำไปทำมาก็กลัวจน เลยงดทำบุญมันซะเลย หันไปโทษพระโทษเจ้าว่าไม่ดี ไม่มีปาฏิหาริย์จริง “เอาไข่ไปบนพระแก้ว วัดไทยแอลเอแน่นอนกว่า” ว่างั้น

     ตรงนี้ขอชี้ว่า เป็นเพราะเกิดความเข้าใจที่วิปริตผิดพลาด ในเรื่องของการทำบุญ บางคนพูดว่า “ทำบุญแล้วได้อะไร” ทำบุญแล้วไม่ได้บุญ ทำดีไม่ได้ดี ไม่มีบุญ ไม่มีบาป ไม่มีสวรรค์นิพพาน มีแต่ “ยานโตงเตง” แบบหลวงพ่อคูณว่า สุดท้ายก็เลยกลายเป็นมิจฉาทิฐิ เห็นผิดเป็นชอบ เข้าเหลาเข้าบาร์ หาความสุขอย่างไม่ฉลาด ชีวิตและจิตวิญญาณ ของคนพวกนี้ดูไปก็ไม่ต่างไปกับ หมาตัวหนึ่ง ซึ่งบางทีหมายังจะมีประโยชน์กว่าด้วยซ้ำ เพราะว่าเอาไว้ใช้เฝ้าบ้านได้ ส่วนคนพวกนี้เป็นพวกคดโกง เจ้าเล่ห์เพทุบาย ดังภาษิตที่ว่า “ไม้คดใช้ทำขอ เหล็กงอ ใช้ทำเคียว คนคดแต่อย่างเดียว ใช้การย่อมไม่ได้” คติที่ผิดพลาดชัดเจน ก็อยู่ที่เจตนาในการทำบุญนั่นแหละ เจตนานั้นสำคัญที่สุด ในการทำบุญ อย่างอื่นยังเป็นรอง เพราะมีพระพุทธพจน์ตรัสยืนยันว่า “เจตนาหํ ภิกฺขเว กมฺมํ วทามิ” แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเจตนา คือความจงใจว่าเป็นการกระทำ แปลอีกต่อหนึ่งก็คือว่า ถ้าไม่มีเจตนาก็ถือว่าไม่ได้ทำ เพราะถ้าทำไปโดยไม่เจตนา ท่านก็ถือว่าไม่มีความผิดความถูก เป็นเรื่องของงั้นๆ คือซังกะตาย เมื่อซังกะตายแล้ว จะเอาผลเป็นความสุขสดชื่นเช่นนั้นได้อย่างไร

     อย่างไรก็ตามยังมีอีก มุมมองหนึ่งในเรื่องนี้ ก็คือความศรัทธาของสาธุชนที่มีต่อพระสงฆ์องค์เณรเอง ถ้าหากว่าพระภิกษุสงฆ์ประพฤติดีปฏิบัติชอบ ก็เป็นเนื้อนาบุญ แต่ถ้าทำตัวเหลวไหลก็กลายเป็นมหาโจรไป ดังพระบาลีว่า วิเจยฺยทานํ พุทธปฺปสตฺถํ แปลว่า พิจารณาเสียก่อนจึงค่อยให้ พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญ ดังนี้

     สาเหตุแห่งความ วิปริตผิดพลาดนั้น มีอยู่ ๒ ทาง คือทางพระกับทางโยม ว่ากันถึงทางพระ พระนี่ พระพุทธองค์ตรัสว่า มีหน้าที่เป็นผู้นำทำตัวให้เป็นเนื้อนาบุญ และต้องคอยตักเตือน แนะนำญาติโยมในทางที่ถูกที่ควร ไม่ใช่ตั้งตัวทรงเจ้าเข้าผี บอกหวยรวยเสน่ห์ เล่นกุมารทองของขลัง ลงอังฝังท้อง ลง น หน้าทอง ภูติผีพลายกุมาร อย่างนี้ถือว่าผิดหน้าที่พระ นับว่าผิดชัดๆ

     ที่ผิดอีกอย่างหนึ่งก็คือ “สอนผิด” นี่ยิ่งสำคัญ คือคนคิดว่าถ้าเป็นลมปากของพระน่ะ “เชื่อได้ร้อยเปอร์เซนต์” ถ้าใครคิดอย่างนี้ก็เตรียมฟังเพลงเสียน้ำตาที่คาเฟ่ เอาไว้ให้ดีก็แล้วกัน เพราะพระปัจจุบันนั้นที่ “โง่ๆ” ก็มีเยอะ คือไม่สนใจใยดี ที่จะศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยอะไรหรอก สักแต่ว่าเอาผ้าเหลืองมาห่มเฉยๆ ปากว่าตาขยิบ จีบญาติจีบโยม มุ่งหวังจะควักกระเป๋าเขาเอาลูกเดียว พวกนี้มันมารศาสนา ปาฐกถาแต่ละทีก็อ้างสวรรค์นิพพาน พอได้เงินมาแล้ว พ่อก็เอาไปซื้อรถซิ่ง สิ่งที่สร้างก็ไม่เป็นประโยชน์ เช่นมหาธรรมกายเจดีย์ สี่หมื่นล้านของวัดพระธรรมกายเป็นต้น มอมเมาประชาชน ว่าถ้าได้ไปสร้างไว้แล้ว ตอนหลังก็จะได้อาศัยที่ตรงนี้แหละ ที่เป็นจุดศูนย์กลางของอายตนนิพพาน สามารถเดินทะลุผ่านมิติ ไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าโดยตรง แหม ข.ส.ม.ก. ก็ยังชิดซ้ายสิ แม่นบ

     เมื่อถูกสอนว่า “ถ้าทำบุญอย่างนี้ จะได้อย่างโน้น และถ้าทำมากๆๆๆ ก็จะได้อะไรที่มันเป็นมากกว่ามาก เป็นดับเบิ้ล ทริปเปิ้ล เบิ้ลสวรรคเบิ้ลนิพพาน ให้ทานทัพพีเดียว ตายไปก็เกิดเป็นเทพบุตรมีเมียสาวเอ๊าะๆ หุ่นนนางแบบ ถึง ๕๐๐ นาง หรือสตรีใดให้ทาน ก็จะไปเกิดเป็นเมียเจ้าชายในฝัน แบบพุ่มพวงดวงจันทร์บอก” แหม อย่างนี้ถ้าตาไม่ลุก ก็เห็นจะตาบอดสีแน่แล้ว มิน่าเล่า เทพบุตรตนหนึ่งถึงมีเมียเป็นร้อยๆ ก็เพราะผู้หญิง เขาแย่งเป็นแฟนคนหล่อนั่นเอง

     “จับจริตที่ผิดพลาด หากินบนความโง่ของคน” นี่คือลักษณะของมหาโจร ที่พระบรมศาสดาระบุไว้ มันมาจากญาติโยมอีกเหมือนกันแหละท่าน ชอบใช้เงินทำบุญ ตัวเองเมื่อตอนหนุ่มสาวไม่ค่อยได้เข้าวัดเข้าวา ครั้นอายุอานามมากแล้ว เกษียณแล้ว ก็อยากจะทุ่มเทเข้าวัดเข้าวาทำบุญมั่ง แต่ก็กลัวจะได้บุญไม่ทัน เลยหันไปทุ่มเงินทุ่มทองด้วยความคิดโง่ๆ ว่า “ทำบุญเป็นจำนวนเงินเยอะๆ ก็ย่อมได้บุญมากตามจำนวน เหมือนเล่นหุ้น” ตรงนี้เลยมาเข้าล็อก พระนิกายเซลแมนเข้าพอดี เมื่อเห็นโยมอยากได้บุญเยอะๆ โดยใช้เงินใช้ทองเข้าซื้อดังนี้แล้ว ท่านก็แปลงร่างเป็นนักการตลาด ออกประกาศขายบุญ เอาเป็นกองๆ ไปเลย มีหลายระดับ ถ้าจะให้รวดเร็วที่สุดก็ครั้งละล้าน ทุกๆ เช้าวันอาทิตย์ต้นเดือนให้มาเตรียมรอรับบุญ ท่านเจ้าอาวาส จะพาไปถวายข้าวพระพุทธเจ้าในอายตนนิพพาน นี่ก็คือกลวิธีเกลือจิ้มเกลือ เมื่อมึงชอบซื้อบุญกูก็ขายบุญ ไม่เห็นผิดแปลกตรงไหน หนำซ้ำยังขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเสียอีก

     จะมีก็แต่พวกเปรตในผ้าเหลืองด้วยกันนี่เอง ที่เป็นมารคอหอย คอยเตือนญาติโยมว่าผิดอย่างโน้นผิดอย่างนี้ ยุ่งกับเรื่องชาวบ้านเขา “เสือก” ไม่เข้าท่า จากคำสั่งสอนที่วิปริต ผิดพลาดเช่นนี้ ก็เป็นการชี้นำเข้าไปในจิตใจของญาติโยม ให้มองเห็นสิ่งของตอบแทนที่จะพึงได้ ไม่น้อยไปกว่าถูกล็อตโต้อีก นี่ว่ากันถึงผลบุญ ในชาติหน้า ส่วนผลบุญในปัจจุบันทันด่วนแบบฟาสฟูด ก็เฟรเมิร์สไม่แพ้กัน นั่นคือเอาบาปเป็นทุน เอาบุญเป็นกำไร หรือแบบทำบุญเอาหน้า ภาวนาอยากได้ยศ นั่นเอง ขอสวดแจงว่า

     เอาบาปเป็นทุน เอาบุญเป็นกำไร มีให้เห็นเพียบ เข้าวัดเข้าวาภาวนาสาธุว่า “สาธุ หลวงพ่อ ขอให้หนูถูกหวยด้วยเถิด ถ้าหนูรวยนะ จะรีบมาทำบุญกับหลวงพ่อเป็นคน เอ๊ย รูปแรกเลย รับรองจะไม่หนีไปไหน แบบไม่มี ไม่หนี ไม่ใช้น่ะ รับรองได้เจ้าค่ะ” ว่าแล้วก็ถวายซะสิบบาท ยี่สิบบาท แต่อาตมาก็ได้ยินมาเหมือนกัน ว่าล็อตโต้แคลิฟอร์เนียแต่ละงวดน่ะ ไม่ต่ำกว่า ๕ ล้านดอลล่าห์ บางเดือนยังสะสมถึงเกือบร้อยล้านดอลล่าห์ก็มี แหม อย่างนี้มันไม่ค้าบุญมากไปหรือโยม นี่ไม่ใช่ว่าพระหัวหมอนะ แต่ดูยังไงมันก็ไม่สมน้ำสมเนื้อกันอยู่ดีแหละ“ทำบุญเอาหน้า ภาวนาเอายศ” แบบนี้ก็มีไม่น้อย เข้าวัดเข้าวา น่าจะเอาอัตตาทิฐิทิ้งไปให้หมด แต่คนพวกนี้กลับพกพาอี้โก้ยี่ห้อใหม่เข้ามาวัด ทั้งมาขอเป็นกรรมการ เพื่อสร้างเครดิต บ้างยิ่งหนักกว่านั้น เข้ามาวัดเพื่อจะหาทางเป็นใหญ่เป็นโต จนสามารถปกครองพระซะเองเลยก็มี ตรงนี้ไม่ขอยกตัวอย่าง

     “หน้าตา” ถือเป็นสิ่งที่กินไม่ได้ แต่เท่ห์ ไปไหนมาไหน ถ้าไม่มีใครทักทายปราศัยก็ใจน้อย เลยอยากเด่นอยากดัง ต้องมีคนคอยเคารพนบนอบ หมอบไหว้ เป็นกิเลสในใจอีกขั้นหนึ่ง อย่าว่าแต่โยมเลย พระส่วนมากก็ติดสันดานเลวๆ ระดับนี้ด้วย ไม่งั้นจะวิ่งเต้นหาตำแหน่งสมณศักดิ์ กันจนแข้งหักขางอหรือทีนี้เมื่อทำบุญเอาหน้าอย่างว่าแล้ว แล้วจะได้อะไร เปิดประตูยังไม่ทันก้าวเท้าลงรถเลย ก็มองหาแล้วว่า จะมีใครมาพยุงให้ไปนั่งในตำแหน่งประธาน และถ้าไม่ได้ดั่งใจนะหรือ ก็อาละวาด ทุบทิ้งทำลาย อวดดีอีโก้ว่า “ถ้าผม-ดิฉัน ไม่ไปช่วยนะ รับรองไปไม่รอด” จากความไร้การศึกษา อย่างถูกต้องเหล่านี้นี่เอง ทำให้พฤติกรรมการทำบุญ ของพุทธศาสนิกชนในปัจจุบัน ไม่เป็นไปเพื่อความสุขสงบของจิตใจ ยิ่งทำไปจิตใจก็ยิ่งเศร้าหมอง ยิ่งเอาวัดเป็นสถานที่นินทาว่าหลัง ไม่ว่าพระว่าเจ้า เขาก็เอาไปเป็นอาหารปาก แล้วอย่างนี้จะหาความเป็นบุญกุศลได้ที่ไหน เพราะใจของคนทำมันสกปรก

     จึงเขียนเตือนมาถึง ท่านผู้เป็นที่รักทั้งหลาย ว่าขอได้โปรดตั้งสติกันเสียใหม่ ถ้าใจรักใจชอบจะทำอย่างนั้น ก็ไม่ว่ากระไร แต่ถ้าใจจิตคิดจริงที่จะทำนุบำรุงพระศาสนา เพื่อประโยชน์เกื้อกูลด้วยน้ำใสใจจริงแล้ว เรามามองถึงปัญหา หญ้าปากคอกเหล่านี้กันเสียก่อน ก่อนที่จะไปพูดถึงเรื่องสวรรค์นิพพาน ถ้าผ่านจุดนี้ก็แน่ใจได้ว่า ท่านจะไม่กลัวบุญ เข้าตำรา เพลิน พรมแดน ในเพลงอาจารย์ใบหวย ที่บอกว่า “ขนาดเหาะเหิรหายตัวกูยังทำได้ แล้วกะอีแค่วิ่งหนีขวาน (เพราะให้หวยผิด) แค่นี้ ทำไมจะทำไม่ได้ ไปก่อนโว้ย ไอ้ตี๋ งวดหน้า ๐๑ นะ” เจริญพร ก่อนทำบุญก็ลองถามใจตัวเองดูสิท่าน ว่าที่จะทำไปนั้น อยากได้อะไร...
 


พระมหานรินทร์ นรินฺโท
๒๙ มีนาคม ๒๕๔๔