สำนวนไทย

Thai Idiom-Thai Slang

 

     สำนวน ได้แก่คำพูดที่แผลงหรือแปลงไปจากคำสามัญ ทั้งโดยตัวคำพูดเอง หรือความหมายของคำพูดนั้นก็ตาม ขุนวิจิตรมาตรา หรือกาญจนาคพันธ์ นักปราชญ์รุ่นเก่าของไทย ได้ให้ความหมายไว้เช่นนี้ สำนวนนี้มีอยู่ในทุกชาติภาษา
คำพูดที่เป็นชั้นเชิง ไม่ตรงไปตรงมา ภาษาไทยเราเรียกว่า คำสำนวน เช่นพูดกันว่า
“พูดสะบัดสำนวน” บ้าง “พูดเล่นสำนวน” บ้าง “พูดคารมอมสำนวน” บ้าง


     สาเหตุที่ทำให้เกิดสำนวนขึ้นมานั้นท่านว่ามีหลายอย่าง เช่น เกิดจากธรรมชาติ เกิดจากการกระทำ เกิดจากสภาวะแวดล้อม เกิดจากอุบัติเหตุ เกิดจากแบบแผนประเพณี เกิดจากลัทธิศาสนา เกิดจากการเล่น เกิดจากเรื่องแปลก ๆ ที่เกิดขึ้น

     ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับยุคสมัยอีกต่างหาก ว่าได้รับความนิยม จากผู้คนนำมาพูดจากันมากเพียงใด สำนวนบางอย่างจึงเป็นสำนวนตกยุค บางอย่างก็ได้รับการเปลี่ยนแปลงให้เป็นของใหม่เพี้ยนไปจากของเก่า เป็นต้น

     จากธรรมชาติ เช่น
ตื่นแต่ไก่โห่ ความหมายก็คือ ไก่มักจะขันตอนเช้ามืดเสมอ ตื่นก่อนไก่โห่ก็หมายถึงตื่นแต่เช้ามืด เวลาไก่ขันหรือโห่

     เกิดจากการกระทำ เช่น ไกลปืนเที่ยง เรื่องนี้นมนานกาเล ในรัชกาลที่ ๕ พ.ศ.๒๔๓๐ เริ่มยิ่งปืนใหญ่เวลา ๑๒.๐๐ น. ในพระนคร ให้รู้ว่าเป็นเวลาเที่ยงวัน คนในพระนครได้ยิน แต่คนอยู่ไกลออกไปไม่ได้ยิน จึงเกิดสำนวนสำหรับคนนอกเมืองว่า ไกลปืนเที่ยง สำนวนนี้ปัจจุบันถ้าไม่เล่ากันลืม รับรองได้ว่าเด็กยุคเราไม่รู้เรื่องแน่

     เกิดจากสภาพแวดล้อม เช่น
ก้นหม้อไม่ทันดำ หมายถึงคู่ผัวตัวเมีย แต่งงานอยู่กินยังไม่ทันก้นหม้อข้าวจะดำเพราะเขม่าควันเลย ก็เลิกรากันเสียแล้ว

     เกิดจากอุบัติเหตุ เช่น
ตกกระไดพลอยโจน ที่ว่านี้ไปด้วยกันหลายคน คนแรกตกกระได คนต่อไปก็ต้องพลอยกระโจนตามไปด้วย ตอนหลังก็เอามาเป็นคำสำนวน เรียกคนที่มักจะทำอะไรตามความจำเป็นของสถานการณ์

     ฉบับนี้ขอเริ่มต้นด้วย ก.ไก่ ซึ่งเป็นพยัญชนะตัวแรกของอักษรไทย เลือกเอาสำนวนด่วนจี๋ไปรษณีย์จ๋ามาก่อนนะ สำนวนที่ว่านี้คือ
“เกาเหลา”

     เกาเหลาเป็นชื่อของอาหารชนิดหนึ่งจำพวกซุป เป็นพี่น้องกับก๋วยเตี๋ยว เพียงแต่ไม่ใส่เส้น คนที่ไม่ชอบเส้นไม่กินเส้นจึงมักจะสั่งเกาเหลา เอาพวกถั่วงอกหรือลูกชิ้นเยอะ ๆ ในเมืองไทยเมื่อสองสามปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในแวดวงการเมืองเรื่องอำนาจ ได้มีสำนวนไทยใหม่ที่ฮอตฮิตติดตลาด ถ้าเรียกเป็นภาษาวัยสะรุ่นก็ว่า “จ๊าบ” ที่สุด คือได้เอาคำว่า “เกาเหลา” มานิยามความสัมพันธ์ของคนที่ร่วมงานร่วมรัฐบาล อยู่ในคณะรัฐมนตรี ซึ่งทีแรกก็จี๋จ๋ากันดี แต่ภายหลังมีเหตุกินแหนงแคลงใจกัน หนักเข้าถึงกับไม่พูดกันเอาเสียเลย เลยเกิดอาการ “เกาเหลา” คือไม่กินเส้นกันขึ้น ดังนั้นถ้าคนไหนยังคบหากันดีอยู่ ก็จะเรียกกริยาคบหานั้นว่าก๋วยเตี๋ยว ส่วนพวกที่ไม่มองหน้ากัน ก็หมายความว่าพวกนี้ไม่กินเส้น ชอบแต่เกาเหลา

   
 กินบนเรือน ขี้บนหลังคา สำนวนนี้หมายถึงคนอกตัญญู อยู่กินอาศัยเขาแล้วยังทำให้เจ้าของบ้านเดือดร้อนอีก ท่านเปรียบเหมือนแมวที่กินแล้วชอบขี้ในที่สูงเช่นหลังคา เกิดกลิ่นเน่าเหม็นร้อนถึงเจ้าของบ้านต้องตามล้างตามเช็ด

     กินปูนร้อนท้อง
สำนวนนี้ท่านว่ามีที่มาจากตุ๊กแก เพราะถูกล่อให้กินปูนเข้าไป จึงออกอาการงัวเงียร้องแก๊ก ๆ เราเหมาเอาว่ามันร้อนท้อง ท่านเปรียบเหมือนคนทำผิดพิรุธไว้ ภายหลังรู้ว่าคนนั้นคนนี้รู้เรื่องเข้า ก็ทำเอะอะโวยวายเป็นเดือดเป็นร้อนขึ้นเอง จึงเรียกกันว่า กินปูนร้อนท้อง

    
เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง สำนวนนี้หมายถึงคนที่พูดอย่างทำอย่าง ปากก็ว่าเกลียดขี้หน้า แต่พอเขาให้สิ่งของมาก็รีบรับเอา เหมือนคนเกลียดปลาไหล ไม่ยอมกิน แต่ครั้นได้ชิมน้ำแกงเข้าก็ติดใจ ถึงไม่กินเนื้อปลาไหลก็พอใจจะซดน้ำแกง

    
ใกล้เกลือกินด่าง ความหมายว่า มีของดีแต่มองข้ามไปไม่ยอมใช้ ท่านเปรียบกับด่างที่เกิดจากขี้เถ้าที่คนโบราณเอามาแช่น้ำ เกิดน้ำด่างขึ้น มีรสกร่อย ใช้ซักผ้าล้างกัดสิ่งของและทำได้ยาก ส่วนว่าเกลือนั้นหาง่าย มีอยู่ทุกครอบครัวเรือน บางคนกลับไปใช้ด่าง ซึ่งคุณภาพเลวกว่าเกลือ เลยได้สำนวนนี้ไป

     ส่วนสำนวนว่า
กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้ นั้น ท่านว่าเป็นเพราะเอาเรื่องราวหลายอย่างมาทำพร้อม ๆ กัน เหมือนกับเอางาลงคั่วกับถั่ว ซึ่งงานั้นเม็ดเล็กมาก ต่างจากถั่ว ทีนี้เมื่อเอาไปปะปนกันในกะทะแล้ว ก็เอาออกยาก รอจนกว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้พอดี ปัจจุบันนี้กลับเอามานิยามของคนทำงาน แบบอืดอาดยืดยาด ไม่ทันการณ์ เรียกว่า กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้พอดี ในเสภาขุนช้างขุนแผนกล่าวถึงสำนวนนี้ไว้ว่า


อุประมาเหมือนงาระคนถั่ว
ประดังไฟใส่คั่วกระเบื้องนั่น
งาร้อนฤาจะผ่อนให้ถั่วทัน
พอถั่วสุกก็จะอันตรายงา


     สำนวนสุดท้ายวันนี้ ขอนำคำว่า
แก่แดด ซึ่งท่านว่าได้แก่เด็กซึ่งพูดจาปราศัยใหญ่เกินตัว ใช้ถ้อยคำสำนวนเกินวัย เปรียบเหมือนลูกไม้ที่โดนแดดมองดูคล้ายกับว่าสุกแล้ว แต่พอสอยลงมาก็พบว่ายังดิบอยู่ คนบางคนคำพูดดูเหมือนจะรู้ แต่ครั้นซักไซ้ไล่เรียงดูจริง ๆ กลับ “ข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพลง” คือไม่รู้จริง แบบอีกสำนวนว่า บ่มีไก๊ พวกนี้ท่านว่าเก่งแต่ปาก และยังใช้ไปถึงผู้ใหญ่ที่ทำอะไรเหมือนเด็ก เป็นคนไม่มีความคิด จึงเป็นคนที่แก่เปล่า ตามแบบสำนวนว่า “แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน” นั่นเอง ดังภาษิตอิศรญาณว่า


คนแก่มีสี่ประการโบราณว่า
แก่ธรรมพิศมัยใจแห้งเหี่ยว
แก่ยศแก่วาสนาปัญญาเปรียว
แก่แดดแต่อย่างเดียวแก่เกเร


สำนวนไทยก็เห็นจะต้องลาไปแต่เพียงเท่านี้ พบกันใหม่ฉบับหน้า