พระบรมราโชวาท
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช

ทรงประทานแก่พสกนิกรผู้เข้าเฝ้าถวายพระพรชัยมงคล
พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต
4 ธันวาคม 2543

 


 


     ขอขอบใจนายกฯ ที่ได้อวยพรในนามของทุกๆ ท่าน และได้ชมว่าได้ทำงานมาเป็นเวลากว่า 50 ปี ด้วยความสามารถ ความจริงกว่า 50 ปีนี้ก็พยายามทำตามมีความสามารถที่จะทำ และมานึกดูว่า การทำงานอะไรก็ตามจะทำคนเดียวไม่ได้ แล้วก็ท่านที่มาในที่นี้ ทั้งข้างนอกข้างใน ตามรายงานมีถึงหมื่นหกพันคนก็ได้เห็นโดยตรง และคนที่อยู่ข้างนอก อยู่ที่ข้างนอกวังข้างนอกกรุง ก็ยังมีถึงประมาณกันว่า 60 ล้าน ทุกคนก็มีความสามารถทั้งนั้น หรือควรที่จะมีความสามารถ เมื่อ 50 กว่าปีประเทศไทยมีประมาณ 20 ล้านคน เดี๋ยวนี้มี 60 ล้านคน ก็ควรจะ ประเทศชาติควรจะเจริญ เพราะว่ามีบุคลากรมาก

     แต่ก็ได้บ่นกันว่าเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยดี ไม่ดีเท่าที่ควร จะทำอย่างไรสำหรับให้ดีขึ้นแต่ละคนควรจะพิจารณา ว่าอะไรเป็นปัจจัยสำคัญ
ก่อนลงมานี้ได้ดูรายการโทรทัศน์ของฝรั่งเกี่ยวข้องกับการศึกษา ก็ทำให้คิดดูว่าที่เขาพูดถึงการศึกษาของเด็ก และก็เด็กเหล่านั้นต่อไปก็จะเป็นผู้ใหญ่ ทุกคนที่อยู่ในที่นี้ก็เคยเป็นเด็กเมื่อ 55 ปี ส่วนใหญ่ก็เป็นเด็ก บางคนก็ไม่ได้เกิด ยังไม่เกิด จึงมานึกดูว่าถ้าได้ปฏิบัติอย่างที่เขาปฏิบัติอาจจะมีความเจริญมากกว่านี้ ตอนนี้ก็ยังไม่เล่าให้ฟังว่าเขาสอนยังไง หรือเขาศึกษาว่าเด็กตั้งแต่อายุ 1 ขวบ ถึงอายุ 4 ขวบเขาทำอย่างไร ความจริงเด็กเหล่านั้นได้รับการสอน แต่ส่วนใหญ่ได้รับการสอนด้วยของตัวเขาเอง ก็เลยไม่ทราบว่าท่านจำได้หรือเปล่า เมื่ออายุ 4 ขวบ ว่าสอนตัวเองว่าอย่างไร ก็จะต้องเดาต่อไป

     แต่มาเดี๋ยวนี้ขอพูดอีกเรื่อง ไปคนละเรื่อง เนื่องจากที่นายกฯ พูดถึงน้ำท่วม น้ำท่วมนั้น ไม่กี่วันน้ำท่วมหนักที่ทางภาคใต้ และโดยเฉพาะที่หาดใหญ่ และได้ภายในไม่กี่วันได้รับข่าวโดยตรงจากผู้ที่ไปแล้วมารายงาน ทำให้ทราบว่าควรจะได้ทำอะไร ที่ใช้คำว่าได้ทำอะไร ได้หมายความว่าเป็นคานมาตกตะกอนที่น้ำท่วม ที่ควรจะทำก่อนน้ำท่วม คือการมีภัยธรรมชาติหรือมีภัยอะไรก็ตาม มีปัญหาอะไรก็ตาม ถ้าไม่ได้เตรียมการในการแก้ไขมาก่อน ภัยธรรมชาติหรือภัยอื่นๆ ก็จะรุนแรง เพราะพูดถึงว่ามีความเสียหายถึงพันล้าน ความจริงคะเนว่ามากกว่าพันล้าน มากกว่ามาก แต่ว่าคะเนว่า ถ้าได้ทำมาก่อน คือการป้องกันมาก่อน

     การป้องกันนั้นไม่ถึงพันล้านแน่ นึกดูว่าอาจจะเป็นถึงประมาณ 500 ล้าน ฉะนั้นถ้าหากได้ทำมาแล้วก่อนที่ลงทุนนั้นกลับคืนมาหลายเท่าตัวแล้ว
ที่ท่วมครั้งก่อนที่รุนแรงที่สุดเป็นปี 2531 และครั้งนั้นก็เสียหายมาก ได้เคยไปที่นั่นและได้ศึกษาทั้งในที่และทั้งในแผนที่ว่าควรจะทำอย่างไร แต่ว่าไม่ทราบเพราะอะไร เหมือนว่าบอกว่ามันแพง ก็อย่างที่ว่ามันแพงจริง แต่ว่าจะคุ้ม อย่างไรก็ตาม มาเมื่อไม่กี่วันก็ได้พบท่านผู้ใหญ่ และท่านผู้ใหญ่ก็บอกว่าทำแน่ ควรจะทำ ก็ดีใจ

     เพราะว่าในอนาคตอาจจะมีความเสียหายน้อยลง ที่ได้รับรายงานก็เห็นชัดว่าโครงการที่วางมาไว้แล้ว 12 ปีก่อน ควรจะได้ทำเหมือนตามที่ได้แจ้งว่าควรจะทำ ที่เขาทำในครั้งเมื่อ 12 ปี ก็ทำนิดๆ หน่อยๆ มิหนำซ้ำยังไปสร้างอะไรที่ทำให้น้ำท่วมนั้นร้ายขึ้น ทำให้หาดใหญ่ท่วมในตัวเมือง ทีแรกไม่เชื่อ แต่ว่าก็เห็นในรายงานท่วมถึง 3 เมตรก็มี เป็นความจริง ทำไมท่วมอย่างนั้น

     ก็เพราะว่าจากแรงคนแทนที่จะไปทำเขื่อนที่อื่นเพื่อที่จะเก็บน้ำเอาไว้ หรือป้องกันน้ำท่วม หรือเก็บน้ำสำหรับมาทำการเพาะปลูกในหน้าแล้ง ไปทำเขื่อนกั้นน้ำทำให้เมืองหาดใหญ่จมลงไปในน้ำ เวลาสร้างเขื่อนที่ไหนเขาก็ร้องโวยวายว่าทำให้ท่วม ทำให้เสียหายขอชดเชยต่างๆ ตรงนี้เอาแล้ว เป็นความจริง แล้วก็ชดเชย ต้องชดเชยเป็นพันล้าน เพราะว่าไปสร้างถนนให้น้ำลงไม่ได้ จนกระทั่งเมื่อน้ำลงมาแล้วน้ำก็เอ่อขึ้นมา

     นอกจากนี้ ควรจะได้ทำพนังก็ใช้ถนนเหมือนกัน แต่อีกสายหนึ่งก็ทำ ก็ไม่ได้ทำ ถนนที่ควรจะเป็นพนังนั้นก็ทำเตี้ย ถนนที่เป็นเขื่อนนั้น ทำสูงและไม่ทำช่องให้น้ำผ่าน ก็แสดงให้เห็นว่า หลักวิชาไม่ได้อยู่ในสมองของผู้ปฏิบัติ ก็เลยทำให้นึกว่าถ้าคนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ หรือแม้จะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทุกคน ควรจะมีความรู้ความคิดที่จะป้องกันได้ และสามารถที่จะแจ้งให้ผู้ที่มีความคิด ควรจะมีความคิด หรือผู้ที่มีหน้าที่ได้ทำ เมื่อปี 36 ได้เคยพูดว่า ถ้าคนที่เราเลือกหมายความว่า เราคือประชาชนเลือกให้เป็นผู้แทน จะเป็นผู้ที่พูดแทนเรา เมื่อ 4 ธันวา 36 ว่า ผู้ที่เลือกก็เลือกให้พูดแทนเรา เป็นผู้แทนของเราและพูดแทนเรา มาบัดนี้ไม่มี ไม่มี ก็เลยไม่มีใครพูดแทน ตัวเองก็ไม่พูด คนที่พูดแทนก็ไม่มี แต่ว่าเมื่อตะกี้เมื่อเข้ามานี้มีคนพูดแทน ก็หวังว่าเป็นการพูดแทนของประชาชนจริงๆ

     เขาบอกว่าเขาพูดในนามของประชาชนคนไทยว่าจะทำตามเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัว อันนี้ไม่ทราบว่าเขารู้เรื่องดีอย่างไรถึงว่าเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัวคืออะไร แต่ก็ควรจะรู้ หรืออย่างน้อยที่สุดท่านผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่ข้างในนี้ก็น่าจะรู้น่าจะเข้าใจ เพราะว่าจำนวนมากส่วนใหญ่ได้ฟังพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่มาหลายต่อหลายครั้ง


     และไม่ได้คัดค้านว่าใช้ไม่ได้ ทำไม่ได้ มีบางคนพูดบอกว่า เศรษฐกิจพอเพียงนี้ไม่ถูก ทำไม่ได้ ไม่ดี นั่นมีคนเขาพูด แต่ว่าส่วนใหญ่บอกว่าดี แต่พวกส่วนใหญ่ที่บอกว่าดีนี้เข้าใจแค่ไหนก็ไม่ทราบ จะอย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจพอเพียงนี้ ขอย้ำว่าเป็นการทั้งเศรษฐกิจหรือความประพฤติ ที่ทำอะไรเพื่อให้เกิดผลโดยมีเหตุและผล คือเกิดผล มันมาจากเหตุ ถ้าทำเหตุที่ดี ถ้าคิดให้ดี ไอ้ผลที่ออกมาคือสิ่งที่ติดตามเหตุ การกระทำก็จะเป็นการกระทำที่ดี และผลของการกระทำนั้นก็จะเป็นการกระทำที่ดี ดีแปลว่ามีประสิทธิผล ดีแต่ว่ามีประโยชน์ ดีแปลว่าทำให้มีความสุข คราวนี้ก็ขอกลับมาอีกเรื่อง ที่พูดตะกี้ว่าใครต่อใครก็บอกว่าพูดถึงทุกวัน ให้เลือกคนดี

     แล้วไม่อธิบายว่าคนดีเป็นอะไร คนดีไม่รู้ว่าการวิเคราะห์ศัพท์ว่าดีนั้นแปลว่าอะไร ก็ขอให้เป็นคนดี คนดีนี้โดยมากก็นึกถึงว่าคนไหนมีความสุข คนไหนรวยก็เป็นคนดี เพราะว่าเขาทำเก่ง อันนี้ก็สงสัยได้เหมือนกัน อันนี้ไม่ใช่พูดกระทบกระทั่งใคร แต่ว่าอาจจะนึกว่ากระทบกระทั่งเขา คนไหนที่นึกว่ากระทบกระทั่งก็อาจจะไม่ใช่คนดี นึกถึงการพูดก่อนลงมานี่ได้คิดว่าเราอยู่ในที่ลำบาก เพราะว่าถ้าพูดอะไรก็ตาม คนโน้นก็ถือเป็นพระราชดำรัส ถือว่าเป็นความจริง หรือเป็นสิ่งที่ควรจะทำตาม นี้ที่เดือดร้อน เพราะว่าที่พูดนี้มิได้เตรียมการมาเลยซักนิดเดียว ไม่ได้จด ไม่ได้แม้จะคิดก็คิด

     เมื่อตะกี้ก่อนลงมาดูทีวี ดูโทรทัศน์ต่างประเทศ พูดถึงว่าเด็ก 2 ขวบ 3 ขวบเขาเล่นกัน เด็กที่โตหน่อยคืออายุ 4 ขวบ เขาจะรีบรีดผ้า เขาจะเอาเตารีดผ้าซึ่งเขาทำด้วยพลาสติก แต่ทำไม่แข็งนะ เขามาเจอเด็กอีกคนขึ้นไปนั่งบนโต๊ะรีดผ้า เขาก็ไล่ลงไป เด็กอีกคนก็ไม่ลง ทำหน้าเฉยไม่ลง ดื้อบอกว่า “นี่เป็นที่ของผม ไล่ลงไม่ได้” เขาก็เลยเอาเตารีดผ้านั้นตีหัว ป๊อกป๊อก แล้วก็ลงท้ายเด็กคนนั้นก็ร้องไห้หนีไปไปฟ้องครู คนที่เคาะหัวนั้น ก็รีดผ้าได้ผลสำเร็จ หมายความว่าเขาปฏิบัติตัวถูกต้อง เค้าถูกต้อง เพราะว่าที่ตรงนั้นสำหรับรีดผ้า ไม่ใช่สำหรับนั่ง คนที่นั่งบนนั้นผิด ถูกไล่ไปก็ไม่ต้องเอาใจใส่ต่อไป อันนี้เขาโชว์ให้ดู เขาแสดงให้ดู เขาก็ตั้งใจที่จะให้ดูว่าเราควรจะทำอย่างไร ของเราก็มีไม่ใช่เด็ก 4 ขวบ เด็ก 40 ขวบ ไปไล่คนโน้นไล่คนนี้ มาฟ้องมาร้อง แล้วอีกคนก็นั่งอยู่ ก็บอกว่าไม่ไป ทำไมเป็นอย่างนั้น

     ก็เพราะว่าไม่ได้สั่งไม่ได้สอนว่าอะไรเป็นผล เป็นประโยชน์ของประเทศชาติ คนที่มานั่งบนโต๊ะรีดผ้านั้น เขาก็มีสิทธิ เขาอยู่ในห้องนั้นเขามีสิทธิที่จะนั่งบนโต๊ะรีดผ้า คนที่จะมารีดผ้าก็มีสิทธิที่จะรีดผ้า อันนี้เป็นปัญหาโลกแตก แต่ทำยังไงสำหรับให้ทั้ง 2 คนปรองดองกันได้ ไม่ทะเลาะกัน และปฏิบัติอะไรที่จะทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายได้มีความสุข ได้มีที่นั่งได้มีที่รีดผ้า ที่เล่าให้ฟังนี่เพราะว่าทึ่งมาก รู้สึกดูวิธีเขาสอน หรือวิธีเขาแสดงให้เห็นว่าเด็กมีปัญหา ที่นี่ไม่มีเด็ก 4 ขวบ แต่ว่าก็เคยมีอายุ 4 ขวบมาแล้ว ฉะนั้นแต่ละคนอาจจะจำไม่ได้ 4 ขวบนี่มันเด็กมาก ที่ตัวข้าพเจ้าเองจำได้ก็เข้าใจว่า 4 ขวบก็จำได้ แต่ว่าเลือนรางก็เลยถือว่าเมื่อ 4 ขวบ เป็นครูให้ตัวเองก็อาจจะไม่มีประโยชน์มากนัก เพราะว่าจำไม่ค่อยได้ แต่ว่าเมื่ออายุถึง 73 จะ 74 เต็มพรุ่งนี้

     ก็ให้นึกกลับคืนกลับไปในอดีตให้ถึงประมาณว่าซัก 10 ขวบ หรือ 7 ขวบ 8 ขวบ 10 ขวบ ก็ได้เรียนรู้ได้เหมือนกัน มีสิ่งที่เราผ่านมาเอามาใช้ได้ ไม่ใช่ว่าผ่านไปแล้วผ่านไป เมื่อวานนี้เราทำอะไร วันนี้ก็เป็นประโยชน์ เมื่อชั่วโมงที่แล้วดูอะไรทำอะไรก็มีประโยชน์ หมายความว่าต้องคิด แต่ละท่านก็คิดได้เหมือนกัน ที่พูดอย่างนี้วนไปวนมา จากเรื่องของเด็กมาถึงผู้ใหญ่

     จากเรื่องน้ำท่วม มาถึงการสร้างเขื่อน ก็เพราะว่าอย่างที่พูดตะกี๊ว่ากลุ้มใจ ลงมาพูดต่อหน้าชุมนุมนี้ ถ้าพูดอะไรที่ไม่เข้าเรื่องก็ถูกว่า ว่ากล่าว ว่าพูดไม่รู้เรื่อง ถ้าพูดอะไรที่ดี แต่ไปเข้าใจผิดก็อาจจะเสียหาย อย่างเคยพูดแล้วก็คนก็บอกว่า พระเจ้าอยู่หัวพูดอย่างนี้อย่างนี้ ความจริงไม่ได้พูดอย่างนี้ หรือพูด แต่เข้าใจว่า เข้าใจผิดว่าเป็นอีกอย่าง แม้แต่ผู้ใหญ่ได้รับเรียกว่า คำสั่งหรือว่าคำขอร้องเสร็จแล้วรีบไปทำ ทำผิดก็มี ฉะนั้นการฝึกตัวเองให้ฟัง ให้ถาม ให้เข้าใจ เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับทุกคน แม้จะอายุ 73 ก็ต้องฝึก มากกว่า 73 ก็ยัง 80 ก็ยังต้องฝึก 80 นั้นน่ะ มีท่านผู้อายุ 80 ก็น่าชื่นชม ท่านเดินตรงแล้วก็ทำอะไรเป็นเรื่องเป็นราว

     แล้วก็หมายความว่า ท่านคิดรอบคอบ มีท่านผู้หนึ่งในที่นี้ ท่านบอกว่าจะตายแล้ว เราก็บอกกับท่านว่าอย่าพึ่งตาย ถ้าจะตายก็ไม่มีประโยชน์ แล้วก็ให้พรไปขอให้อายุยืน ท่านก็อายุ 80 กว่าแล้ว ก็ท่านก็รับคำสั่ง ท่านรับคำสั่งด้วยความฉลาดว่าคนเราต้องมีชีวิตอยู่ ถ้าไม่มีชีวิตอยู่ก็ทำงานอะไรไม่ได้ เป็นประโยชน์ส่วนรวมไม่ได้ ท่านก็เลยเดินมาเดินมานั่งที่ แล้วฟังแล้วก็พยักหน้าว่าถูกแล้ว ทำอย่างนี้มาสอง ครั้ง ไม่ใช่ครั้งนี้ครั้งเดียว

     ครั้งก่อนท่านก็บอกว่าจะตาย ไม่ไหวจะตาย เลยบอกให้ เตือนบอกว่าไม่ให้ตาย แล้วพูดภาษาแขกด้วย ให้บอกท่าน มีคำสั่งภาษาแขก ให้อายุยืน ทีฆายุโก โหตุ ก็ท่านก็รับคำสั่ง แล้วก็ท่านก็เดินมาประชุมแล้วก็บอกว่า พระเจ้าอยู่หัวสั่งไม่ให้ตาย เราก็ต้องไม่ตาย ที่คราวนี้เหมือนกัน ท่านลืมหรืออย่างไรไม่ทราบ ได้รับคำสั่ง หรือคำสั่งนั้นมันหมดอายุแล้ว หรือจะเอาให้ท่านจนหมดอายุ เมื่อท่านไม่ได้มาบอกว่าหมดอายุแล้วนี่ คราวก่อนนี้ท่านมาบอกว่า ท่านหมดอายุ คราวหลังนี้ท่านแย่ งอกแงกงอกแงก จนกระทั่งลุกขึ้นมาไม่ได้ มีคนมาฟ้อง มีคนมาฟ้องว่า ท่านจะไม่ยอมอยู่แล้ว แล้วก็ไม่รู้ล่ะ เรื่องของท่านเอง ถ้าท่านอยากจะตายก็ตายไป แต่คนเขาก็อ้อนวอน สั่งให้ท่านไม่ตาย

     มาครั้งนี้ก็พูดภาษาแขกอีก ไม่ให้ตาย ให้อายุยืน ท่านทำมาได้ แล้วก็ท่านก็ไปประชุม ประชุม แต่ว่าท่านก็บอก ขอทำงานน้อยมาลงหน่อยเพราะว่าแก่แล้ว ก็เลยยอม คนอื่นเลยทำงานแทน เมื่อคนอื่นทำงานแทนเอาผลงานของคนอื่นมาตรวจง านอะไรต่างๆ เอ๊ะทำไมมันเป็นอย่างนี้ มันมีผิด ก็เลยให้แก้ แก้เสร็จแล้วก็ส่งที่แก้กลับมา เอ๊ะมันก็ยังผิดอีก เลยเหนื่อยเลย นึกว่าคราวนี้ส่งคืนไป คงต้องให้ท่านผู้ที่จะตายตรวจงานอีกที เอ๊ะที่ตรวจงาน ทีนี้ก็บอกรายละเอียดให้ได้ว่ามีประมุขประเทศในยุโรปซึ่งควรจะใส่อยู่ในงานนี้ว่ามีวันสมภพ เรียกว่าสมภพ เพราะว่าท่านเป็นผู้ครองนคร ท่านสมัครสละราชสมบัติแล้ว แล้วก็พระโอรสเป็นประมุขขึ้นมา ไม่ยักกะบอกในบัญชี

     ก็หมายความว่าจะต้องแก้ให้เปลี่ยน ส่วนผู้ที่ลาแล้ว ก็ไม่มีหน้าที่ ตำแหน่งที่จะเป็นประมุข ซึ่งต้องแก้ไขในบัญชีนั้น อันนี้ฝากไว้ให้ลองตรวจดู นี่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับท่านทุกคนทั้งหลายนอกจากท่านที่กล่าวมา


     กลับมาเรื่องน้ำท่วมที่หาดใหญ่ ก่อนลงมาประชุมของราชประชานุเคราะห์ พอดีได้รับรายงานประมาณ 15 นาที ก่อนที่ลงก็มา มาเล่าให้ชุมนุมราชประชานุเคราะห์ทราบ คราวนี้เช่นเดียวกัน 15 นาทีก่อนลงมานี่ ก็ได้รายงานจากชุมพร ชุมพรนั้น ได้มาอวดว่า 4 ปีแล้วน้ำไม่ท่วม

     แต่รายงานนี้ตอนที่ยังไม่ได้รายงานยังกลัวเหมือนกันว่าชุมพรน้ำอาจจะท่วม เพราะปีนี้ฝนตกหนัก แต่ปรากฏว่าฝนตกหนัก ไม่ได้ทำให้น้ำท่วมในเมืองอย่างที่เคย แล้วก็รายงานนี้เข้ามา ตามปกติไม่เอากระดาษอะไรเลยลงมา ลืมก็ลืมไป แต่อันนี้ลืมไม่ได้ก็ต้องเอากระดาษมา ก็ว่าพวกเรายื่นมาให้ อันนี้มีตั้งแต่ปี 2532 พายุเกย์ ฝนตกมาแล้วน้ำท่วมหนักนี่ก็พูดถึงในเมือง ปีต่อมา 32 อีก 5 ปี 37 น้ำก็ท่วม 38 น้ำก็ท่วม 38 น้ำท่วมซ้ำ 40 พายุซิต้า น้ำท่วมหนักมาก 40 ถึงได้ไปพิจารณาต่อไปว่าทำไมปี 41 น้ำฝนลงมาหนักน้ำไม่ท่วม พายุลินดา คงได้ยินปีต่อไป

     ในปีเดียวกัน ปี 41 เนี่ย ในเดือนธันวา วันที่ 6 ธันวา ฝนตกหนักมาก น้ำไม่ท่วม เพราะว่าได้ขุดคลองหัววัง พนังตัดเสร็จเรียบร้อย ปี 43 นี้ ฝนตกหนัก น้ำไม่ท่วม 27 พฤศจิกายน เมื่อไม่กี่วันนี่ ที่หลังจากหาดใหญ่ท่วม แล้วก็กลัวกันว่าชุมพรจะท่วม ไม่ท่วม น้ำที่ลงฝนที่ลงมาเป็นมิลลิเมตร ที่น้ำท่วมพายุเกย์ 122 มิลลิเมตร พายุลินดา 373 มิลลิเมตร น้ำท่วมหนักจนมาถึงลินดาน้ำไม่ท่วม 163 มิลลิเมตร มาถึงปี 41 416 มิลลิเมตร น้ำไม่ท่วม

     ก็หมายความว่าที่ที่ทำโครงการอย่างที่เล่าให้ฟังวันก่อนนี้ว่าใช้เงิน 30 ล้านกว่าๆ ก็สำเร็จ ที่จริงก็ไม่แพง ทำให้ความเสียหายเป็นพันล้านเหลือ 30 ล้าน 30 ล้านนี่ไม่ใช่เงินของรัฐบาล เงินของรัฐบาลคือเงินของประชาชน ก็หมายความว่านี่ เงิน 30 ล้านนี่ไม่ใช่เงินของประชาชน แต่ก็เป็นประชาชนอยู่เหมือนกัน เพราะว่าเป็นเงินของราชประชานุเคราะห์ เป็นเงินบริจาคของประชาชน

     ก็หมายความว่าประชาชนจะสามารถปกครองประเทศเหมือนกัน ถ้าพยายามทำให้ถูกต้องแล้วประหยัดดี ถ้ารัฐบาลทำก็อาจจะกว่า 30 ล้าน
แต่ว่านี่ไม่ใช่ว่ารัฐบาล เพราะว่ารัฐบาลนี้ไม่ใช่ รัฐบาลแล้ว เป็นรัฐบาลชั่วคราว เค้าก็ว่าอย่างนั้นใช่มั้ย แต่ว่านี่ไม่อยากแขวะ คือถ้าหากว่าทำอย่างที่ว่า ประชาชนทำ ราชประชานุเคราะห์ทำ มันก็ควรจะถูกกว่า เพราะว่าราชประชานุเคราะห์ แปลว่า ราชชะ ราชะ กับ ประชา อนุเคราะห์ ซึ่งกันและกันก็มีความเอ็นดูกัน ประชาชนก็เอ็นดูพระราชา พระราชาก็เอ็นดูประชาชน ก็ถ้าทำอย่างนี้ก็จะต้องประหยัด

     เพราะว่าประชาชนก็สงสารพระราชา ถ้าจะต้องเสียเงินมากก็จะทำให้เดือดร้อน พระราชาก็ไม่อยากให้ประชาชนต้องเสียเงินมาก เพราะจะมีความทุกข์ จึงทำให้ทุกข์ราคาถูกและได้ผลเร็ว ส่วน-ขอโทษรัฐบาล ไม่ใช่รัฐบาลนี้ รัฐบาลทั่วไป เค้าก็บอกว่าเงินทองอะไรของเรา ไม่ใช่เงิน เงินทองของรัฐบาล เป็นเงินทองของประชาชน ที่จริงเราก็เป็นประชาชน คือทุกคนก็เป็นประชาชน ก็ต้องเสียภาษีทั้งนั้น ก็ต้องถือว่าคนที่เป็นสวะรัฐบาล หรือข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจ หรือใครก็ตาม ก็เป็นประชาชนทั้งนั้น มีหน้าที่ที่จะประหยัดเงินของประเทศชาติ ของประชาชน เพื่อที่จะให้บ้านเมืองมีความปลอดภัยมีความสุข ในขอบเขตของความร่ำรวยของประเทศคือร่วมกันทั้งหมด

     ถ้าทำอย่างนี้ได้ก็เชื่อว่าประเทศ ประเทศไทยจะอยู่ได้ มิใช่ มิใช่ว่ารัฐบาลนี้อยู่ได้ รัฐบาลนี้จะเปลี่ยน หรือเปลี่ยนเข้ามาใหม่ อะไรไม่ใช่ ไม่ใช่ประเด็น แต่ว่าประเทศจะอยู่ได้เพราะว่าปฏิบัติอะไรมีประสิทธิภาพ น้ำไม่ท่วมและประหยัด ทั้งหมดนี้พูดอย่างนี้ก็คือเศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง เศรษฐกิจพอเพียงที่ได้ย้ำแล้วย้ำอีก แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Sufficiency Economy ภาษาไทยก็ต่อว่า ว่าไม่มี Sufficiency Economy แต่ว่าเป็นคำใหม่ของเราก็ได้ ก็หมายความว่าประหยัด แต่ไม่ใช่ขี้เหนียว ทำอะไรด้วยความอะลุ้มอล่วยกัน ทำอะไรด้วยเหตุและผล จะเป็นเศรษฐกิจพอเพียง แล้วทุกคนจะมีความสุข แต่พอเพียง เศรษฐกิจพอเพียงนี้เป็นสิ่งที่ปฏิบัติยากที่สุด เพราะว่าคนหนึ่งนั่งอยู่ที่นี่

     อีกคนอยากจะนั่งเก้าอี้เดียวกัน นั่งได้มั้ย อันนี้เคยพูดมาก่อนมาหลายปีแล้ว ก็แต่ละคนก็สั่นหัวว่านั่งไม่ได้ เพราะว่าเดือดร้อนเบียดเบียน แต่คนที่อยู่ข้างหลังโน้น อยากมานั่งข้างหน้านี้ก็ไม่ได้ จะอยู่ข้างหลังโน้นก็ไม่ค่อยเห็นผู้พูด ผู้พูดก็ไม่เห็น เห็นแต่หัวข้างบนนิดหน่อย มาอยู่ข้างหน้านี้เห็นทั้งหน้าทั้งตัว ทั้งไม้เท้า ก็เห็นหมด แต่ว่าต้องยอมจะให้ท่านถือไม้เท้าไปอยู่ข้างหลังโน้น ก็ค่อนข้างจะทารุณ เพราะว่าท่านอยากเห็น ท่านไม่เห็นมานานแล้ว ท่านป่วยก็ให้ท่านเห็น เป็นอันว่าเมตตาซึ่งกันและกัน ที่พูดเนี่ยไม่ใช่พูดสำหรับพูดอะไรให้สั่งสอน หรือให้มีอะไรที่น่าสนใจ แต่ให้ได้มานั่งอยู่ด้วยกันเพราะว่าท่านทั้งหลายมาให้พร ก็เมื่อให้พรก็ต้องมีความ จะเรียกว่าอะไร ให้จิตใจมันถึงกันได้

     ถ้ามาถึงมานั่งมาถวายพระพร แล้วก็บอกขอบใจ ลาก่อน มันก็ไม่มีความอบอุ่น ความครึกครื้น ความสุข ไม่มีความสุข มันก็เสียเปล่าๆ ท่านก็เสียเวลามามาก เสียน้ำมันรถยนต์ซึ่งแพงมา เราก็เสียน้ำมันรถยนต์ที่แล่นมา อุตส่าห์ใช้รถคันเล็กๆ ไม่ค่อยเปลืองน้ำมัน เราก็ไม่ใช้รถโบราณ หรือรถสมัยใหม่ กินน้ำมันน้อยหน่อย แต่น้ำมันสมัยใหม่มันแพง ไม่รู้ทำไมมันแพง แต่ก็ยังไงเป็นสมัยนี้อะไรๆ ก็แพงขึ้นทุกที จะให้น้ำมันถูกลงมาก็ลำบาก


     นอกจากหาวิธีที่จะทำน้ำมันที่ราคาถูก ซึ่งจะทำได้เหมือนกัน ถูกกว่านิดหน่อย คือแทนที่จะใช้น้ำมันที่มีออกเทน 95 ใช้ออกเทน 91 แล้วก็เติมกอฮอล์เข้านิดหน่อย จะได้ 95 ก็มีวิธีทำได้

     อาจจะเป็นได้ว่ารถจะวิ่งไม่เร็ว ก็ดี เหมือนรถไม่ให้วิ่งเร็วเกินไป รถจะได้ไม่ชนมากเกินไปก็จะประหยัด ทั้งหมดนี้เป็นความคิดให้พอเพียง ถ้าทำอะไรขึ้นมาอยากให้ดีที่สุด มีรถคันนี้วิ่งได้ 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไปหาถนนที่ไหนให้รถแล่น 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ มีถนนที่วิ่งได้เร็วมาก วิ่ง 300 ไม่ถึง ถึงที่เขาก็เลยไม่วิ่ง 300 ถามเขาวิ่งเท่าไหร่ เขาวิ่ง 140, 150 มันก็มากแล้ว วันก่อนนี้มีคนเขาแล่นรถจากกรุงเทพฯ ไปหัวหิน รถเล็กกว่าคันอื่นก็วิ่ง 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใช้น้ำมันเติมกอฮอล์ ของสวนจิตรก็ใช้ได้ คือทดลองดูวิ่งได้เครื่องก็ไม่เสีย แล้วก็วิ่งได้เร็ว กินน้ำมันก็ไม่มากกว่าเดิม และทำให้ตรงข้ามเครื่องดีสะอาด ไม่มีมลพิษ


     ก๊าซกอฮอล์นี่ทำมาหลายปีแล้ว 10 ปีได้ ก็ใช้ได้ แต่ว่าที่ยังไม่เผยแพร่มาก เพราะเหตุว่าถ้าทำกอฮอล์นี่ จะต้องเสียภาษี เสียภาษี ลงท้ายน้ำมันก๊าซกอฮอล์นี่ จะแพงกว่าน้ำมัน 17 บาท จึงยังไม่บอกว่าควรจะใช้ แต่ถ้าใช้ได้ไม่จำเป็นที่จะเก็บภาษีมากนัก

     แต่เขากลัวกันว่า ถ้าไม่เก็บภาษีมากเดี๋ยวแทนที่จะใส่รถ จะใส่ จะดื่ม จะบริโภค คือคำว่าบริโภคเอาน้ำมันกอฮอล์ใส่ในรถ ก็จะเป็นการบริโภคเหมือนกัน แต่การบริโภคนั้นก็ได้ผลว่ารถมันแล่น ก็บริโภคการคมนาคม แต่ว่าบริโภคใส่ในปาก ก็เป็นการบริโภคเหมือนกัน บริโภคใส่ในปากแล้วก็ไปใส่ในรถ บริโภคใส่ในรถให้แล่นไป มีหวังก็ถึงที่แน่เหมือนกัน แล้วก็เลยยังไม่แนะนำ ให้ใช้กอฮอล์เป็นบริโภคเป็นเชื้อเพลิงใส่ในปาก แต่ว่าถ้าสมมติว่ากอฮอล์ ที่ทำแล้วก็บริโภค โดยใส่ในรถแล้วแล่นได้ก็ไม่ต้องเก็บภาษีให้มันแพง แต่ว่านักเศรษฐกิจท่านบอกว่า กอฮอล์ต้องเก็บภาษี ถ้าไม่เก็บภาษีไม่ใช่กอฮอล์ แล้วก็ยังไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจ ไม่ค่อยเข้าใจเศรษฐศาสตร์ แต่ว่ายังไงต้องไปคิดแล้วข้อสำคัญที่สุด

     กอฮอล์นี้ถ้าดีจริงๆ สามารถที่จะผลิตในประเทศ ผลิตในประเทศก็ไม่ต้องเสียเงินตราต่างประเทศ แต่ไม่ทราบ นักเศรษฐกิจนักการคลังท่านชอบ ต้องซื้อเงินตราต่างประเทศ ไม่ยอมซื้อเป็นเงินบาท แต่ยังไงขอแนะนำว่า ถ้าสมมติว่า ใช้กอฮอล์ผลิตในประเทศ การปลูกก็ต้องให้ดี ต้องให้ทางกระทรวงเกษตรและกระทรวงอุตสาหกรรมร่วมมือกัน ให้ผลิตกอฮอล์ได้ ไม่ต้องเสียเงินตราต่างประเทศ

     ถ้าไม่ต้องเสียเงินตราต่างประเทศเศรษฐกิจของเราควรจะดีกว่า อาจไม่ดีเพราะว่าเงินดอลลาร์ไม่เดินสะพัด อันนี้พูดแบบ คนไม่รู้เรื่องการคลัง การเศรษฐกิจ แต่ว่าเรานึกดูว่าถ้าสมมติว่า ถ้าใช้สิ่งของที่ทำในเมืองไทย ในประเทศเองแล้ว ก็ทำได้ดีมีมาก อ้อยที่ปลูกที่ต่างๆเขาบ่นว่ามีมากเกินไป ขายไม่ได้ ราคาตก แล้วก็ไปซื้อในราคาที่ดีพอสมควรมาทำกอฮอล์ มาทำกอฮอล์ แล้วก็ผู้ที่ปลูกอ้อยก็ได้เงิน ผู้ที่ทำกอฮอล์ก็ได้เงิน เงินบาทนั้นอย่าให้เป็นเงินดอลลาร์หรือยูโร เราก็จะสามารถใช้น้ำมัน ใช้เชื้อเพลิงที่ไม่ต้องเสียดอลลาร์หรือยูโร

     แต่คนเค้าก็อาจจะว่าเราไม่สมัยใหม่ เพราะว่าคนที่ไม่ใช้ดอลลาร์ ไม่ใช้ยูโร รู้สึกว่าเป็นคนจน แต่เดี๋ยวนี้คนจนเค้าก็ใช้ดอลลาร์ทั้งนั้น อะไรๆ ก็ซื้อดอลลาร์ ไม่ทราบว่ายังไง เดี๋ยวนี้ดูๆ ที่อย่างในกรุง หรือแม้แต่ในชนบท ซื้อคนซื้อของที่มาจากต่างประเทศทั้งนั้น ไม่ใช่ประหยัดซื้อของในเมืองไทย เค้าบอกซื้อของในเมืองไทย ของในเมืองไทยนี้ราคาแพง ทำไมจะไม่แพง ก็เพราะเงินบาทนี่ไปซื้อดอลลาร์เท่าไหร่ เดี๋ยวนี้มันเกือบจะ 50 บาทแล้ว ก็หมายความว่ามันแพง แต่ถ้าซื้อเป็นดอลลาร์ ดอลลาร์ก็ถูก แทนที่จะเป็น 50 บาท 40 ใช่มั้ย 43 บาท ดอลลาร์ก็เป็น 1 ดอลลาร์นั่นเอง เราซื้ออะไรที่ราคา 43 บาท ถ้าใช้เป็นเงินดอลลาร์มัน 1 ดอลลาร์ใช่มั้ย ที่จริงมันมากกว่า 1 ดอลลาร์ เพราะว่าต้องเดินทางมา เดินทางมานี่ดอลลาร์ครึ่ง 1.5 ดอลลาร์ ดูมันน้อย เพราะว่า 43 มันมาก ที่นี้ที่ไม่เข้าใจ แล้วอย่างที่ดีสั่งของ 1 ดอลลาร์ ก็เก็บภาษีได้ เก็บภาษีขาเข้าและที่นี้ก็จะยุ่ง

     เพราะถ้าพูดมากไป เดี๋ยวก็ท่านรัฐมนตรีโกรธ ถ้าไม่ใช่รัฐมนตรีโกรธหรอก ปลัดกระทรวงก็โกรธ อธิบดีก็โกรธ ท่านผู้ว่าการธนาคารทุกธนาคารก็โกรธทั้งนั้น อย่าโกรธ นึกดูว่าทำยังไงจะให้พอเพียงได้ ก็คงจะดีขึ้น


     อย่างพอเพียงนี่เราก็ทำก็เขียนในเรื่องทฤษฎีใหม่ เขียนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เราก็เขียนเอง ไม่ให้คนอื่นเขียน เขียนใช้คอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ที่ซื้อมาราคาแพง แต่เราซื้อมา 12 ปีแล้วก็ยังใช้อยู่ ยังใช้คอมพิวเตอร์ที่อายุกว่า 12-13 ปีแล้ว ซื้อมาตอนนั้น 5 รอบได้คอมพิวเตอร์มามาถึง 6 รอบ ก็คอมพิวเตอร์อันเดียวกัน ก็ใช้อยู่ ต้นปี 43 เค้าโวยวายกันใหญ่ว่า จะมี Y2K ตอนแรกก็ไม่เข้าใจ Y2K คืออะไร แต่แท้จริง Y2K ก็พูดปีที่แล้วก่อน Y2K นิดหนึ่งว่า น่ากลัวเดี๋ยวคอมพิวเตอร์พัง คอมพิวเตอร์พัง วันนั้นเมื่อปีที่แล้ว เมื่อปีที่แล้วก่อนปีใหม่นิดเดียว หากพูดถึง Y2K วันนั้นคงเสียงสั่นก็กลัวคอมพิวเตอร์จะพัง

     วันปีใหม่ตั้งใจจะมาจ้องคอมพิวเตอร์ จะจ้องคอมพิวเตอร์ผ่าน 2 ยาม คอมพิวเตอร์จะว่ายังไง พอดีบอกว่ามีการเลี้ยง การเลี้ยงมันไม่ใช่ประหยัด แต่ที่จริงเลี้ยง ก็ไม่ได้ฟุ่มเฟือยอะไร เลี้ยงก็อุ้มคอมพิวเตอร์ไป อุ้มคอมพิวเตอร์ไป ไปไว้ข้างๆ ข้างโต๊ะที่รับประทานอาหาร ทางโน้นเค้าเล่นดนตรีชุ้งช้างๆ แหมร้องเพลง บอกเงียบๆ หน่อย มันเกือบ 2 ยามแล้ว คอมพิวเตอร์อยากพูดบ้าง ก็คอมพิวเตอร์มันพูดทุกนาทีว่าสบายดี แล้วก็มาถึง 2 ยาม กดจึ๊ง ขอเดชะ ขอพระราชทานถวายพระพร แฮปปี้นิวเยียร์เซอร์ เออ ก็ตกใจ เค้าบอกวันนี้วันที่ 1 มกรา 2000 เอ...มันก็ทำงานนี่ ที่หลังก็เป็น กดอีกทีว่าเวลา 00.01 ก็หมายความว่าใช้ได้ คอมพิวเตอร์นี่มันผ่านไปได้ค่อนชั่วโมง มันก็ยังแฮปปี้นิวเยียร์อยู่ใช้ได้ วันรุ่งขึ้นก็บอก วันนี้วันที่ 2 มกรา 2000 อันนี้ก็ต้องใช้ปีฝรั่ง

     คือเราก็แขวะว่าทำไมไม่ใช้ 2543 ก็บอกว่า คอมพิวเตอร์เค้าบอก ผมเป็นคอมพิวเตอร์ฝรั่ง ผมก็ต้องพูดเป็นปีฝรั่ง ก็เอาเข้า เพราะว่าเค้าทำไปทำมา ใครต่อใครตั้งแต่ท่านนายกฯ ลงมาถึงคนเดินถนน เอ๊ะท่านก็เดินถนน ก็ปีนี้เป็นปี 2000 อีกไม่กี่วันก็จะเป็น 2001 ใช้อย่างนี้เพราะว่า มันเกิดเป็นสหัสวรรษใหม่ เดี๋ยวนี้เรายังอยู่ในสหัสวรรษเก่า ไอ้นี่ของฝรั่งน่ะ ของไทยก็ยังเป็นสหัสวรรษเก่าเหมือนกัน ที่นี้วันที่ 1 มกรา ก็เป็นสหัสวรรษใหม่ ทั้งหมดเดี๋ยวนี้พูดไม่ได้ ปีพุทธศักราชเท่านั้นๆ มีแต่ทางราชการที่เขียน พระราชบัญญัติและราชกฤษฎีกาอะไรต่างๆ เป็นปีพุทธศักราช 2543-2544 แต่อย่างไงเราก็ยอมแพ้ ปีที่แล้วเราก็แขวะว่าไม่ใช่สหัสวรรษใหม่ แต่ลงท้ายก็ยอมแพ้ว่าเค้าก็เรียกว่าเป็นสหัสวรรษใหม่ และเดี๋ยวนี้เรายอมแพ้ราบคาบ

     เพราะว่ามีคนเค้าเอาแซกโซโฟนมาให้ใหม่ เมื่อไม่กี่วันนี่ แซกโซโฟนมิลเลเนียม แซกโซโฟน 2000 โม เดิร์น 2000 ก็เราก็ต้องเล่นโมเดิร์น 2000 แต่โมเดล 2543-44 ก็ไม่ได้ เค้าสร้างในเมืองนอก เค้าเรียกแซกโซโฟนโมเดิร์นมิลเลนเนียม 2000 เราก็เลยต้องยอมแพ้

     แต่ว่ายังไงๆ ปีนี้มันก็ยังเป็นปี 2543 แล้วก็ปีหน้าก็เป็น 2544 ก็เลยทำให้รู้สึกว่ามี 2 อย่าง อะไรๆ เป็นฝรั่ง อะไรเป็นไทยไม่เข้ากัน แล้วก็อีกกี่ปีน่ะ อีก 2 ปี ท่านรัฐมนตรีจะกลายเป็น WTO ท่านก็บอกว่าต้องการค้าต้องเสรี เดี๋ยวนี้การค้าเสรีนี่แย่ เราเสียเปรียบ ต้องอธิบายให้ประชาชนทราบว่าทำไมจะดี ทำยังไงดี ไม่งั้นถูกต่างประเทศเอาเปรียบ เดี๋ยวนี้ต่างประเทศเค้าก็เอาเปรียบกันเอง ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เค้าเอาเปรียบเรา เค้าเอาเปรียบกันเอง เค้าทะเลาะกันเองทั่วโลก ที่เราทะเลาะกันในเมืองไทยไม่ใช่เป็นของแปลก

     ปกติธรรมดาในโลกนี้เค้าทะเลาะกันหนักมาก เค้าฆ่ากันตายอย่างหนัก ระหว่างประเทศ ระหว่างพวก ทะเลาะกัน เราอย่าเอาอย่าง ถ้าเราเอาอย่างแล้วเราสมัยใหม่ สมัยใหม่อย่างไม่ดี ฉะนั้นก็ที่ขอฝากว่า การปฏิบัติระหว่างทั้งประชาชน ทุกอายุ ทุกอาชีพ ให้ปรองดองกัน


     แล้วก็กลับมาถึงรายการโทรทัศน์ว่า เด็กๆ เค้าปล่อยให้ทะเลาะกัน แต่ในที่สุดเค้าก็ช่วยกัน มีเด็กไม่ได้บอก ครูไม่ได้สอน แต่ว่าเด็กๆ 4-5 คน เค้าช่วยกันสร้างบ้าน เค้าว่ายังไงน่ะ คบเด็กสร้างบ้าน แล้วก็คบอะไรอีกสร้างเมือง คืออะไรนั่นน่ะ นั้นน่ะเค้าคบเด็กสร้างบ้าน เค้ายกบ้านขึ้นมาเข้าไป แล้วก็ย้ายบ้านไป ก็เค้าก็ทำเอง

     หมายความว่าเรื่องของมนุษย์ตั้งแต่เด็กเล็กๆ เค้ามีสัญชาตญาณที่จะต้องช่วยกัน มีสัญชาตญาณที่จะตีหัวกันอย่างที่เล่าให้ฟัง แต่ว่าเมื่อตีหัวแล้ว รู้ว่าไม่ได้ผลหรือได้ผล ทำให้เค้าร้องไห้ ก็กลับมาร่วมมือกันสร้างใหม่ เค้าคบกันเองสร้างบ้าน คงน่าดูไอ้รายการนี้ไม่กลับไปต่อ


     เดี๋ยวนี้ท่านทั้งหลายก็ทราบว่าเราเลี้ยงสุนัข เค้าอยากเรียกว่าสุนัขพอเพียง แต่จริงๆไม่พอเพียง เป็นสุนัขประหยัด

     แล้วก็มีท่านผู้ว่าพระนคร ก็รับรองว่าเลี้ยงสุนัขประหยัดจริงๆ ท่านเลี้ยงแมว เราเลี้ยงหมา มีประโยชน์มาก สุนัขนี้มีลูก 9 ตัว ชุดแรกเมื่อ 2-3 ปีก่อน สุนัขประหยัดตัวแรกออกลูกมา 9 ตัว แล้วก็เมื่อ 4 เดือน สุนัขอีกตัวออกลูกมาอีก 9 ตัว เป็น 18 แล้วก็เมื่อ 2 เดือน สุนัขอีกตัว ออกลูกมาอีก 9 ตัว เป็นมงคลอย่างยิ่ง เป็น 27 แต่หลังนี่ ที่ 2 เดือน เป็นครู ก็อันนี้ชุดแรก 9 ตัวแรก ได้แจกไปให้คนที่ต้องการไป 7 ตัว เหลือ 2 ตัว ชุดที่ 2 9 ตัว ที่ 2 แจกไป 3 ตัว เหลือ 6 ชุดที่ 3 นี่ 9 ตัว ไม่แจกเป็นครู เมื่อวานนี้เองไปที่ครอก มีตัวหนึ่งเป็นตัวที่ 8 ชื่อทองอัด ทองอัดเป็นขนมนะ

     ไม่ทราบว่าใครเคยกินขนมทองอัด 9 ตัวนี่เป็นขนมทั้งนั้น เป็นชื่อขนมทั้งนั้น เพราะว่ารุ่นแม่หางม้วน แล้วก็บอกว่า ลูกจะต้องชื่อทองม้วน มีอีกตัวน้องของทองแดง เราจะให้ชื่อว่าทองม้วนไม่ได้ ทองแดงน้องของทองแดง คือทองเหลือง ทองเหลืองนี่ก็ให้คนอื่นเขาไป เขาเลี้ยง ก็ลูกจะให้ชื่อว่าทองเหลือง ปรากฏว่าตัวแรกที่ออกมาเป็นตัวเมีย ตัวเมียจะให้ชื่อทองเหลืองไม่ได้ แข็งเกินไป เลยชื่อว่า ทองชมพูนุช


     ทองชมพูนุชเป็นขนมเหมือนกัน ขนมทองชมพูนุชตัวที่ 2 เป็นผู้ชาย จะให้ชื่อว่าทองม้วนก็ไม่ได้ เพราะว่ามีขนมชื่อทองเอก เอกต้องมาก่อน ก็ตัวที่ 1 ทองชมพูนุช ตัวที่ 2 ทองเอก ก็เป็นขนม ตัวที่ 3 เป็นทองม้วน ตัวที่ 4 เป็นทองทัด เดือดร้อนเหมือนกัน เพราะว่ามีคนชื่อทองทัด

     แต่ว่าก็ยังไงก็บางคนเขาให้ชื่อคน เขานับถือใครเขาก็ให้ชื่อ นี่ไม่ได้ตั้งใจที่จะดูหมิ่นว่าคนที่ชื่อทองทัดจะเป็นทองม้วน ก็มีวันก่อนนี้ วันก่อนนี้มีคนชื่อทองม้วนมา ชมพูก็มีชื่อคน คนที่ชื่อเอกก็มี ก็ทองทัดตัวต่อไป ชื่อทองพลุ คงไม่มีชื่อคนชื่อพลุ ชื่อทองพลุ ต่อไปก็ชื่อทองหยิบ แล้วตัวที่ 7 ชื่อทองหยอด ตัวที่ 8 ชื่อทองอัด ตัวที่ 9 ชื่อทองนพ แล้ววงเล็บว่าคุณ ก็เป็นทองนพคุณ ก็เป็นขนมทั้งนั้น อย่าไปนึกเป็นชื่อคน ชื่อคนก็มีนพคุณเยอะแยะ แต่ว่านี่เป็นชื่อขนมทองนพคุณ ขนมทั้ง 9 ตัว ที่เล่าให้ฟังว่า ที่ชื่อทองอัด อันธพาลมาก ดื้อ ไปขู่ตัวนู้นตัวนี้ แม่เห็นอย่างนั้นก็กัด กัดแบบสั่งสอน สั่งสอนทองอัด นั่นก็ร้องเอ๋งนิดนึง แล้วก็รู้ตัวว่าตัวผิด

     ทองแดงก็สอน แหมยิงฟันเขี้ยวใหญ่เลย ลงท้ายทองอัด ก็เชื่อฟังแล้วก็เป็นเด็กดี เป็นหมาดี ไม่ไปขู่คนอื่นเลย นั่งอยู่อย่างสงบเสงี่ยม แสดงให้เห็นว่า เด็กจะเป็นคนหรือเป็นหมาก็ต้องสั่งสอน ถ้าสั่งสอน ถ้าฉลาด ก็เชื่อฟัง แล้วก็ต้องทำให้ดี ไม่อย่างนั้นจะยุ่งมาก 9 ตัวอยู่ในที่เดียวกัน กัดกันเรื่อย ก็เลยทำให้มีความสงบสุขในที่นั้น เช่นเดียวกันในประเทศชาติ ถ้ากัดกันมากเกินไป เคยบอก เคยพูดว่า คนกัดกัน คนบอกว่าทารุณ พูดอย่างนี้พูดหนักเกินไป

     ความจริงหมามันกัด แต่คนก็กัดเหมือนกัน ก็เลยที่เคยบอก คนกัดกัน คนที่มาฟังบอกว่าพูดหยาบคาย ที่จริงมันไม่ได้หยาบคาย ทะเลาะกันยังหยาบคายกว่ากัดกัน กัดกันมันน้อย ทะเลาะมันหยาบคาย กัดกันมันตรงไปตรงมา ก็กัดกันอย่างไม่รุนแรงเกินไป แต่ว่าในที่สุดก็เข้าใจกัน ก็มีความสุข มีความสงบ นี่แก่ตัวนะ เอ๊ะ กี่ปีแล้วที่พูดเรื่องคนกัดกัน ไม่ทราบใครจำได้ แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ที่พูดถึงกลัว เวลาพูดหลุดปากออกไป หลุดปากออกไปว่าเดี๋ยวหาว่าหยาบคาย เดี๋ยวหาว่าพูดแรงเกินไป เดี๋ยวหาว่าพูดผิด ถ้าฟังแล้วมีความสุข แล้วก็มาให้พร

     เราก็ให้พรกับทุกท่าน ที่อยู่ในที่นี้ว่าให้มีความสงบ ความสุข ความเจริญ ความพอใจ พอใจอย่างที่รู้ว่า คนอื่นเขาต้องพอใจด้วยเหมือนกัน ไม่ใช่พอใจแล้วคนอื่นไม่พอใจ อันนี้ขอติงไว้ว่า ทำให้ตัวเองมีความพอใจ โดยที่ให้คนอื่นเขาเสีย คนอื่นเขาไม่พอใจ คนอื่นเขาเสียใจ อันนี้ไม่ดี ไม่ให้พร ถ้ามีความพอใจ แล้ว ก็สามารถให้คนอื่นมีความพอใจ อันนี้ดี ให้พรแล้วก็ขอ คงพอแล้ว ก็ขอให้พรให้ทุกๆ ท่านมีได้รับพรอย่างที่ท่านทั้งหลายก็ได้มาให้พร แล้วก็ขอบใจ และก็ขอให้ท่าน ขอบใจด้วยที่ได้รับพร และทุกคนก็ให้พร ซึ่งกันและกัน ก็ขอให้จงมีความเจริญ.
 

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช
๔ ธันวาคม ๒๕๔๓