|
เจ้านกกาเหว่าเอย ไข่ไว้ให้แม่กาฟัก แม่กาก็หลงรัก นึกว่าลูกในอุทร เพลงที่ร้องตอนเป็นเด็กนักเรียนนั้นมันฟื้นความทรงจำได้ง่ายดาย เนื่องเพราะตอนเป็นเด็กนั้นเรายังไร้เดียงสา เรื่องราวปวดหัวต่าง ๆ ยังไม่เข้ามาวุ่นวายหัวใจ ต่อเมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้ว ความไร้เดียงสาก็กลายเป็นร้ายเดียงสา คือว่าเมื่อคนเรารู้เดียงสาแล้ว สิ่งที่แสดงออกไม่ว่าจะเป็นการพูดการจาหรือกริยาอาการ ดูมันไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ เนื่องเพราะกิเลสตัณหามันมากขึ้น ตามวัยหรือไม่ก็เพราะ เป็นการแสดงออกตามมารยาท มิใช่ออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ สิ่งใดก็ตามอันมิใช่ออกมาจากใจจริง ถือเป็นสิ่งเสแสร้งและสิ่งนั้นเราเรียกว่ามารยา ใช่ ! จากไร้มายาเมื่อโตขึ้นมาก็กลายเป็นร้ายมารยาไป ทำไฉนหนอคนเราจึงจะมีความอ่อนโยนและเข้มแข็งในตัวเราได้อย่างเหมาะสมสมดุลกัน นี่ก็บ่นเพ้อไปนอกเรื่องอีกแล้ว เขียนหัวข้อไว้อย่างหนึ่ง กลับไปละเมอเพ้อพกอีกอย่างหนึ่ง ก็คงเป็นผลมาจากความร้ายเดียงสาอีกละท่าน เอ้า เรามาดูเจ้าตัวสีดำๆ ที่ชื่อว่า กา กันดีไหม กา เป็นสัตว์ที่มีสีไม่เป็นมงคลคือสีดำ สีดำเป็นสีแห่งความระทมทุกข์ เป็นสีแห่งความสูญเสีย เป็นสีแห่งความพลัดพราก เป็นสีแห่งความฤษณา ต่างจากสีขาวซึ่งมีความหมายตรงกันข้ามกับดำทุกอย่าง เมื่อนำมาใช้เป็นชื่อของสัตว์ปีกชนิดหนึ่งซึ่งมีนิสัยร้ายดังว่าทั้งสิ้น คนจึงเกลียดชังกาเป็นที่สุด แม้แต่ในการถือฤกษ์ยามแต่โบราณนั้น เขาก็มีคำเตือนไว้เกี่ยวกับเจ้าตัวดำ ๆ นี้นักหนาเชียว ในยามอุบากอง ซึ่งเป็นที่นิยมมาตั้งแต่โบราณกาล ว่าจะออกบ้านออกเรือนไปไหน ท่านให้ดูยามอุบากองเสียก่อน ถ้าไปถูกช่องถูกเวลา โชคก็จะมาวาสนาก็จะขึ้น หากว่าไปผิดวันผิดเวลา โชคก็จะไม่มาวาสนาก็จะร้าย ยามอุบากองนี้มักจะพิมพ์เผยแพร่โดยท่าน ส.ส.ผู้ทรงเกียรติในฤดูกาลเลือกตั้ง ซึ่งมักจะพิมพ์ไว้ข้างหลังใบโฆษณาขนาดเล็กว่า ศูนย์หนึ่งอย่าพึ่งจร
แม้ราญรอนจะอัปรา ตัว กากะบาด น่ะ แรกเริ่มเดิมทีมีชื่อว่ากากบาท เป็นศัพท์ภาษาบาลี แยกออกเป็น กาก+ปาท กากะ-ก็คือกา ส่วนปาท-นั้น ก็คือเท้าหรือตีน กากปาทหรือกากบาท จึงแปลว่าตีนกา ตีนกานั้นดูให้ดีจะมีอยู่ ๔ แฉกเป็นเครื่องหมายคูณ นอกจากในทางโหราศาสตร์ที่ให้ความหมายกากบาทว่าเป็นสิ่งเลวร้ายแล้ว ไอ้ตัวที่ว่านี้หากปรากฏบนใบหน้าของคนใด ก็นับว่ามีความอัปมงคลเกิดขึ้นแล้ว นั่นคือแสดงว่าความแก่มาเยือน คนเราเมื่อถึงความแก่แล้วความเจ็บไข้ได้ป่วยก็ย่อมจะต้องถามหาตามมาไม่ขาด ดังนั้นกากบาทจึงเป็นสิ่งมิพึงปรารถนาให้ปรากฏบนใบหน้าของผู้ใด ตอนเป็นนักเรียนเราได้เรียนรู้พฤติกรรมของสัตว์ปีกชนิดหนึ่งชื่อว่านกกาเหว่า เจ้าตัวนี้มีนิสัยชอบไข่ทิ้ง คือไม่ยอมเลี้ยงลูก เวลามีท้องจะออกไข่มันก็จะแอบย่องเข้าไปในรังของกาเพื่อฝากของที่ระลึก ส่วนเจ้ากาก็ดูจะยินดีรับฝาก เพราะปรากฏว่าได้ช่วยกกไข่นกกาเหว่าจนกระเทาะฟองออกมา แล้วลูกนกกาเหว่าก็รู้เผ่าพันธุ์ของตนเอง รีบถีบรังแม่กาทิ้งโบยบินไปอยู่กับหมู่นกกาเหว่าต่อไป เจ้ากาเหว่านี่แหละที่ได้ชื่อว่ากาฝากเพราะไม่ใช่กาจริง แต่เป็นกาถูกฝากเลี้ยงแบบลูกบุญธรรมนั่นเอง นี่ว่าถึงพฤติกรรมของสัตว์ ในส่วนของพืชก็มีต้นไม้ที่มีพฤติกรรมเช่นกาเหว่าเช่นเดียวกัน เจ้าตัวนี้มีชื่อว่ากาฝากเหมือนกัน กาฝากเป็นพืชประเภทไม่ล้มลุก ไม่ใช่ไม้ยืนต้น เผ่าพงศ์วงวานจึงนับเป็นที่พึ่งพามิได้ แต่ด้วยความอยากยืนจึงพึ่งไม้ที่ยืนเก่งเข้าไปอาศัยขอเขาอยู่ แต่อยู่ไม่อยู่เปล่าเล่นทั้งดูดทั้งด่าเจ้าของบ้านไปในตัว คือนอกจากจะไม่ช่วยทำมาค้าขายแล้ว ไอ้ตัวร้ายนี้ยังเอาแต่เกาะกินคอยดูดเลือดเนื้อที่ไม้ใหญ่นั้นหามาอีกด้วย ท้ายที่สุดเมื่อดูดกินเขาหนักๆ เข้า เจ้าไม้ยืนต้นก็ยืนไม่ไหวถึงกับล้มลงไปในที่สุด นี่คือพิษของพืชที่ชื่อว่ากาฝาก เป็นนิยามของทั้งคนทั้งสัตว์ทั้งพืช ที่มีสันดานปอกลอกทรยศ หักหลังอกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ แบบสำนวนไทยว่า กินบนเรือน ขี้บนหลังคา กาฝากจึงมีนิคเนมว่า ไม้เนรคุณ อีกชื่อหนึ่ง ลองมองดูพฤติกรรมของคนเราบ้าง ในองค์กรหรือบ้านเมืองใดก็ตาม ย่อมจะมีทั้งคนดีคนเลวปะปนกันไปไม่เว้นแม้แต่ในพระศาสนาเอง และในบรรดาคนเลวประเภทต่างๆ นั้นก็มีคนจำพวก กาฝาก นี่แหละ ที่เป็นเดนสังคมคอยแต่แฝงตัวกัดแทะกินอยู่กับองค์กรหรือสังคมมีพฤติกรรมอันน่าขยะแขยงมากมายหลายอย่าง ขอยกตัวอย่างดังนี้ ๑. พฤติกรรมล้ำหน้า เช่น เขาไม่ถามก็เสือกตอบ เขาไม่ชอบก็ทำ เขาไม่ให้ทำก็โกรธ ในอีกทางหนึ่ง เขาถามก็ตอบไม่เป็นหรือไม่ตรงคำถาม ทำอะไรก็ไม่รับผิดชอบ ที่ให้ทำก็ไม่เป็นหรือไม่สำเร็จ แบบโคลงโลกนิติที่ว่า เขาบ่เรียกสักหน่อยขึ้น เคหา ๒. พฤติกรรมเอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่เพื่อนหรือผู้มีพระคุณ เช่น ตัวเองอาศัยเขาอยู่แท้ๆ แต่กลับไม่นิยมยกย่องผู้ที่มีบุญคุณ กลับพูดเอาดีใส่ตัว อวดเก่งอวดดี ทำอะไรก็ข้ามหน้าข้ามตาไม่ปรึกษาหารือ แต่เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นมาก็วิ่งโร่ไปขอความช่วยเหลือเขา เป็นต้น ๓.
พฤติกรรมเห็นแก่ตัว ตัวนี้สำคัญ ยกตัวอย่างเช่น ในขณะที่องค์กร เช่น
วัดหรือประเทศชาติเป็นต้น กำลังลำบากลำบนยากจนค่นแค้นไม่มีเงิน ลองพิศมองดู ๆ เอาเถิดท่านทั้งหลาย เอาตัวอย่างใกล้ ๆ เช่นในครอบครัวหนึ่ง มีสมาชิกอาศัยชายคาเดียวกัน ว่ากันโดยความรับผิดชอบแล้ว ทุกคนย่อมต้องมีหน้าที่ช่วยเหลือกันตามกำลัง หาไม่แล้ว หากว่าไม่ช่วยเหลือกันจ่ายค่าผ่อนบ้าน เมื่อบ้านโดนยึด สุดท้ายไม่ว่าใครก็อยู่ไม่ได้ แต่น่าแปลกใจอยู่ว่าบางคนกลับไม่ยอมช่วยเหลือ สนใจอยู่แต่การเก็บหอมรอมริบ แต่งเนื้อแต่งตัวให้ดูสำอางค์ ทั้ง ๆ ที่หลังคาบ้านนั้นรั่วแล้วรั่วอีก ในส่วนของประเทศชาติ ไม่ต้องยกเมฆไกลไปถึงไหน เอาประเทศไทยปัจจุบันนี้มีหนี้สินท่วมตัว สิบปีก็ยังใช้ไม่หมด แต่ว่าประชาชนคนไทยบางคนที่อาศัยผืนแผ่นดินไทยอยู่กลับร่ำรวยมหาศาล และยิ่งแปลกใจนัก ที่ผู้ร่ำรวยเหล่านั้นยังคงอาศัยผืนแผ่นดินไทยหากินกันต่อไปอย่างไม่อายน้ำหน้า แถมบางคนยังอาสาจะขอรับใช้ประเทศชาติประชาชนเสียอีก เห็นแล้วก็อดปลงไม่ได้ว่า ประเทศไทยคงใกล้วันเผาจริงเข้าไปทุกทีแล้ว ว่ากันถึงวัดและพระศาสนา วัดไหนก็ตาม การเงินการทองยังไม่มั่นคง ยังต้องบอกบุญญาติโยมแบบหาเช้ากินค่ำ แต่ว่าพระสงฆ์องค์เณรผู้อาศัยวัดอยู่กลับรวยเอา ๆ ไม่ว่าจะหามาได้ด้วยวิธีการอย่างไรก็ตาม ก็แสดงให้เห็นถึงความเห็นแก่ตัวของบุคคลนั้น ๆ ว่า เป็นบุคคลน่าปรารถนาคบหาเพียงใด ในพระศาสนานี้ก็เช่นเดียวกัน ปัจจุบันนี้เราจะเห็นว่า ภาพของพระศาสนาโดยส่วนรวมอยู่ในสภาพถดถอย องค์สมเด็จพระบรมศาสนา ของพระพุทธศาสนา ถูกภาพของพระสงฆ์สาวกเข้าบดบังจนมิดมองไม่เห็น การศึกษาและปฏิบัติธรรม ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปัจจุบันถูกแบ่งออกเป็นเส้นเป็นสาย แต่ละสายก็อวดดีอวดเด่นเกทับกันไปๆ มาๆ เหมือนกับพรรคการเมือง ทั้ง ๆ ที่เรามีภาระหน้าที่เพื่อผดุงพระศาสนาเหมือนกัน หนำซ้ำยังเอาพระสงฆ์สาวกขึ้นเชิดชูเกินหน้าภาพของพระบรมศาสดาอีก กล่าวถึง หัวใจ ของการทำหน้าที่ของคน ก็คือ ความรับผิดชอบ ความรับผิดชอบนี้มีอยู่ในหลายระดับ ผู้ที่ไม่เคยศึกษาไม่รู้จริงของสิ่งที่ควรรับผิดชอบก็ย่อมจะมองไปต่าง ๆ นา ๆ คือคิดว่ามุมมองของตนเองนั้นถูกแล้ว และน่าเชื่อเหลือเกินว่า ปัจจุบันนี้ทั้งพระเถรเณรชีอุบาสกอุบาสิกาในพระพุทธศาสนา หาผู้ที่เข้าใจในเรื่องของหน้าที่-ความรับผิดชอบนี้แทบไม่มีเลย สิ่งที่มักนำมาตัดสินใจ ให้แสดงความรับผิดชอบออกมา ของแต่ละบุคคล เมื่อเกิดมีเหตุการณ์ขึ้นมา อีกอย่างหนึ่งก็คือคำว่า บุญคุณ ซึ่งคำว่าบุญคุณนี้มีอีกคำหนึ่งมาเป็นบทนิยาม คำ ๆ นี้ คือคำว่า ความดี ความดีเป็นคุณสมบัติของบุคคล ตรงกันข้ามกับคำว่าความชั่ว ซึ่งความดีความชั่วนี้ ในทางพระพุทธศาสนากล่าวว่า เป็นสิ่งซึ่งเกิดจากพฤติกรรมการกระทำของบุคคล (Action) ดังนี้จึงมีคำกล่าวว่าพระพุทธศาสนาเป็นกรรมวาที เพราะพระพุทธองค์ทรงสอนให้เชื่อกรรมและผลกรรม บุคคลที่มีกายกรรมวจีกรรม มโนกรรมสุจริต ก็นับว่าเป็นคนดีในทางพระพุทธศาสนา แต่นั่นยังเป็นเพียงความดีส่วนตัวเท่านั้น หาใช่คุณความดีต่อผู้อื่นหรือต่อสังคมโดยส่วนรวมไม่ บุคคลใดก็ตามขยันขันแข็งสู้เก็บหอมรอบริบจนกระทั่งมีฐานะขึ้น เราเรียกเขาว่าคนมั่งมี แต่มิใช่คนร่ำรวย ต่อเมื่อบุคคลนั้นมีน้ำใจเผื่อแผ่แบ่งปัน ทรัพย์สินส่วนตัวออกช่วยเหลือ ประเทศชาติประชาชนส่วนรวม นั่นจึงนับว่าเป็นคนร่ำรวย ดังสุภาษิตไทยว่า คนจะงาม งามน้ำใจ ใช่ใบหน้า เมื่อพูดถึงความดีแล้ว ก็เห็นจะต้องเน้นให้คนทั่วไปเข้าใจถึงความดีให้ถ่องแท้ เพราะในสังคมส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยมีผู้รู้จริงเกี่ยวกับระดับของคุณความดี ความดีที่ว่านี้มีอยู่ ๓ ความหมาย ๓ นัยยะ คือ ๑.ความดีส่วนตัว ๒.ความดีต่อส่วนรวม และ ๓. ความดีทั้งต่อส่วนตัวและส่วนรวม ขออธิบายความหมายของแต่ละอย่างดังต่อไปนี้ ความดีส่วนตัว เป็นความดีเฉพาะตัวบุคคล เช่น การที่บุคคลมีความประพฤติดี ไม่เคยทะเลาะเบาะแว้งใคร ไม่เคยว่าร้ายให้โทษใคร รู้จักอยู่รู้จักกินตามฐานะของตัวเองเป็นต้น นี้นับเป็นความดีส่วนตัวไม่เกี่ยวกับส่วนรวมแต่อย่างใด เป็นความดีที่เกิดจากการบำเพ็ญประโยชน์ส่วนตนให้สมบูรณ์เพียงด้านเดียว
ความดีส่วนรวม เป็นความดีที่เกิดขึ้นจากการบำเพ็ญประโยชน์ต่อ ความดีทั้งต่อส่วนตัวและส่วนรวม ถึงตรงนี้ต้องอธิบาย คาบเกี่ยวกับสองความหมาย ข้างต้นด้วย โดยความแตกต่างกันก็คือ คนบางคนนั้นเราเห็นว่าเขาเป็นคนดี เนื่องเพราะพฤติกรรมของเขาเป็นที่ยอมรับ ว่ามิเคยสร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้ใคร แต่ก็ต้องขีดจำกัดไว้ว่าเป็นความดีเฉพาะตัวเขาเท่านั้น เนื่องเพราะเขายังมิได้บำเพ็ญตนเป็นที่พึ่งพาอาศัยต่อใครเลย ส่วนความดีต่อส่วนรวมนั้นเป็นการบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่นแล้ว มีคนเห็นประจักษ์ จึงยกย่องเชิดชูว่าเป็นคนดีต่อสาธารณชน ทีนี้มีความไม่รู้ไม่เข้าใจในความแตกต่างที่ว่านี้ คือเวลาได้ยินได้ฟังใครเขาพูดกันว่า เขาคนนั้นเป็นคนดี ดังนี้ ก็ยังไม่ชัดเจนว่าดีอย่างไร ดีเฉพาะตัวหรือว่าดีต่อผู้อื่นด้วย ? หรือว่าดีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงเท่านั้น สิ่งสำคัญที่คนเราสับสนกันก็คือว่า ไม่สามารถแยกแยะความดีให้ชัดเจน โดยเฉพาะระหว่างความดีที่เป็นไปในระหว่างตัวบุคคลกับสถาบันสังคมส่วนรวม ดีต่อคนที่ดีตอบ นี่คือความดีที่เห็นง่าย เป็นความดีที่ใกล้ตัว และเป็นความดีที่คนเราส่วนมาก พากันยึดถือให้ความสำคัญมากกว่าคุณความดีอื่น ๆ มีบ่อยครั้งที่การทำความดี มีลักษณะว่าจะขัดกันในแง่ของศีลธรรม ดังคำกล่าวทีว่า เขาเป็นคนดี ทำไมต้องโดนทำโทษด้วย เป็นต้น ซึ่งเหตุผลตรงนี้ต้องอธิบายขยายความเป็นอย่างมาก แต่ก็น้อยนักที่จะหาคนยอมรับในเหตุผล เพราะอะไรหรือ ? ก็เพราะมันเป็นการเอาความรู้สึกส่วนตัว เข้าไปตัดสินคุณความดีที่เป็นส่วนรวมนะสิ ยกตัวอย่างเช่น โจรผู้ร้ายบางคน มีพฤติกรรมป่าเถื่อน ทำร้ายผู้อื่น เบียดบังทำลาย หรือปล้นทรัพย์สินคนอื่นมาเป็นของตน และใช้ทรัพย์สินที่หามาได้นั้น ไปทำการเลี้ยงดูลูกเมียและบริวาร ตรงนี้เราจะเห็นว่า โจรคนนั้น ย่อมเป็นคนเลวในทางสังคม หากแต่ในความสัมพันธ์ระหว่างเขา-ลูกเมียและบริวารแล้ว เขาก็ยังดูเป็นคนดีอยู่ หากแต่วันไหนถูกจับได้ เราก็อาจจะได้เห็นน้ำตาของลูกเมีย ที่มองเห็นพ่อของเขา เป็นคนดีในสายตา แต่ว่าเป็นคนเลวในสังคมที่ต้องถูกกำจัด ความดีต่อบุคคลที่ดี ตอบเช่นนี้เรียกว่า ความดีสัมพัทธ์ มีตัวอย่างเร็ว ๆ นี้ ในประเทศจีน เมื่อชายนายหนึ่งพบว่า พ่อของเขาทำผิกกฎหมายร้ายแรง จึงเข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ ผลก็คือพ่อของเขาถูกจับกุมคุมขัง ส่วนตัวของชายผู้เป็นลูกนั้น ก็ไม่สามารถอยู่ในหมู่บ้านต่อไปได้ เพราะชาวบ้านโกรธแค้นหาว่าเป็นลูก อกตัญญู ทำร้ายผู้มีพระคุณ ความดีที่เป็นสากล ดีตรงนี้ก็คือดีอย่างถูกต้องถูกธรรม ดีในทุกระดับ คือดีทั้งต่อตัวเอง และผู้อื่นที่เป็นสังคมส่วนรวม เรียกว่าจะมองมุมไหนก็ไม่ขี้ริ้วขี้เหร่ แต่ท่านผู้อ่านเชื่อไหม เราหาคนดีชนิดนี้ได้น้อยมาก ทั้งนี้ก็เนื่องเพราะ คนเราส่วนใหญ่ มักใช้มุมมองที่ใกล้ในการพิจารณาความดี มากกว่าที่จะมองภาพ ของสังคมส่วนรวมเป็นบรรทัดฐาน ดูบรรดา ส.ส.หรือรัฐมนตรีที่โกงบ้างโกงเมืองทั้งหลายสิ ทำไมจึงได้รับเลือกตั้งเข้ามาโดยตลอด ทั้ง ๆ ที่เป็นคนทำลายสังคมแท้ๆ แต่ก็เพราะถูกความดีสัมพัทธ์นั่นเองมาบดบัง ชาวบ้านจึงยังพากันเชื่อว่าเขาเป็นคนดี ทั้งนี้ก็เพราะเวลาเกิดความเดือดร้อนต่างๆ ก็มักจะได้รับการช่วยเหลือจาก ส.ส.หรือรัฐมนตรีผู้นั้น แต่ในขณะเดียวกันที่ ส.ส.หรือรัฐมนตรีผู้นั้น ไปทำการฉ้อฉลทุจริต คอรัปชั่นเงินภาษีอากร ของแผ่นดินมาเป็นของตน ชาวบ้านก็ยังพากัน ลงคะแนนเสียงให้เขา ด้วยสาเหตุคือ ๑.ไม่เห็นเขาทำผิดเองแบบจะแจ้ง ๒. เขาไม่ได้มาปล้นชาวบ้าน ย่านคะแนนเสียงของตัวเอง แบบว่าถึงจะเลวก็เลวกับคนอื่นที่อื่น แต่สำหรับที่นี่เขาเป็นคนดีตลอดกาล ในวัดวาอารามก็เช่นเดียวกัน พระศาสนาเป็นสถาบันส่วนรวม ที่พุทธศาสนิกชนต้องให้ความสำคัญสูงสุด เปรียบได้กับประเทศชาติทีเดียว แต่ปัจจุบันนี้เวลาเกิดมีคดีวัดดัง ๆ ที่ทำลายสถาบันพระศาสนาโดยรวม เช่น กรณีวัดพระธรรมกายเป็นต้น พุทธศาสนิกชนคนไทยกลับแตกแยกออกเป็นก๊กเป็นเหล่า แสดงซึ่งทิฐิไปคนละทิศละทาง บ้างก็ว่า เรื่องของเขา เขาไม่ไปทำอะไร ให้ใครเดือดร้อนก็เป็นพอ บ้างก็ว่า ไม่สนใจว่าเขาจะสอนสั่งไปอย่างไร แต่ไปที่วัดพระธรรมกายมาแล้ว เห็นร่มรื่นชื่นตา พระสงฆ์องค์เณรในวัด ก็มีวัตรปฏิบัติน่าเลื่อมใส ไม่เห็นจะมีพิษภัยสิ่งใด บ้างก็ว่า เขาทำดี สอนให้คนเป็นคนดี แต่ทำไมสังคมไทยกลับมองว่าเขาเลว หรือแม้แต่ว่า ถ้าเขาเลวจริง ทำไมคนจึงพากันไปร่วมงานวัดพระธรรมกายกันมากมาย ซึ่งคำพูดสุดท้ายนี้ กลายเป็นว่า ใช้มวลชนมาตัดสินความดีเข้าไปด้วย เห็นไหม ประเทศไทยส่วนรวมของเราวันนี้ มีหนี้สินท่วมหัว ไม่ทราบว่ากี่สิบกี่ร้อยปี ถึงจะใช้หนี้ต่างชาติได้หมด แต่ลองตรวจดูทรัพย์สิน ของบรรดารัฐมนตรีที่ร่วมรัฐบาล บริหารประเทศไทยของเราดูสิ ไม่เห็นมีใครเป็นหนี้ซักคน แถมยังรวยเอา ๆ เสียอีก เป็นข่าวหนังสือพิมพ์ มาโดยตลอดว่าร่ำรวยผิดปกติ หรือปกปิดทรัพย์สิน ไม่ยอมบอกที่ไปที่มาให้ชัดเจน แล้วถามอีกว่ารัฐมนตรีที่ร่ำรวยเหล่านั้น อาศัยอยู่ในประเทศไหน ? ก็ตอบได้ว่า ยังคงอาศัยผืนแผ่นดินไทย ที่จนกว่าตัวเองนั่นเองเป็นที่ซุกหัวนอน ถามต่อไปว่า แล้วท่านคิดอย่างไร ที่คนรวยไปพึ่งพาคนจน รัฐมนตรีร่ำรวยแต่ประเทศชาติยากจน รัฐมนตรีคนนั้น กลับยังพึ่งพาประเทศไทยอยู่อีก มันไม่มีอะไรวิปริตผิดแผกบ้างเชียวหรือ กล่าวให้ชัดก็คือ ความรุ่มรวยของนายคนนั้นได้มาโดยชอบหรือเปล่า ความดีที่ชาวบ้าน เลือกนายคนนั้นเข้าไปเป็นผู้แทนนั้น เป็นการได้คะแนนมา โดยชอบอย่างถูกครรลองคลองธรรม อย่างนั้นหรือ ?? วิธีการสร้างความดีของคนอีกประการหนึ่งก็คือ ยักย้ายถ่ายเทเอาผลประโยชน์ จากคนส่วนใหญ่มาไว้ที่ตนเองหรือบริวารพวกพ้อง มีตัวอย่างให้เห็นเด่นชัด เช่นบางจังหวัด ที่มีผู้แทนราษฎรเป็นหัวหน้าพรรค หรือมีกำลังทรัพย์มีอิทธิพลในทางการเมืองมาก จังหวัดที่ ส.ส.ผู้นั้นมีฐานเสียงอยู่ ย่อมจะได้รับการพัฒนาก้าวไกลกว่าจังหวัดอื่น ๆ ซึ่งถ้าถามว่าเป็นความยุติธรรม สำหรับคนไทยส่วนใหญ่ทั่วไปไหม คำตอบย่อมเป็น ไม่ แน่นอน แต่ถ้าถามถึงชาวบ้านชาวเมืองจังหวัดนั้น ๆ เขากลับชอบอกชอบใจเสียอีก บอกว่าได้ผู้แทนดี เอาใจใส่บ้านเมือง นี่เพราะอะไร เหตุไฉนคนไทยเราไม่เคยคิดหรือว่าคิดกันไม่เป็น ก็เงินภาษีที่ ส.ส. คนนั้นนำไปทุ่มเท ให้กับราษฎรในพื้นที่ฐานเสียง ของตัวเองนั้นมันมาจาก เงินภาษีของประชาชนทั่วประเทศ แต่เขากลับอาศัยอำนาจวาสนาบารมี เบียดบังไปทุ่มเทให้แก่คนเพียงในพื้นที่เดียว นี่ไม่ใช่การเอาเปรียบประเทศชาติ ประชาชนดอกหรือ แล้วถามว่า รัฐบาลโดยส่วนรวมยังต้องมีภารกิจ สำหรับการบำบัดทุกข์บำรุงสุข ของราษฎรทั่วประเทศต่อไปโดยเสมอหน้าไหม ตอบว่า ต้องมีต่อไปแน่นอน ตรงนี้แหละ ที่ถ้ามองไม่เป็นก็เห็นยาก ถามว่า แล้วเราจะใช้หลักการอะไร ในการวินิจฉัยและแสดงออก ถึงการสนองคุณต่อผู้มีอุปการคุณ ? อันนี้เห็นควรตอบว่า มันก็มีหลายชั้นให้พิจารณา ว่าเราจะใช้คำว่า สถานภาพส่วนตัว กับ หน้าที่พลเมืองดีโดยส่วนรวม อันไหนมาเป็นหลักใหญ่ ถ้าคนเรายังติดอยู่เพียงความดี โดยสัมพัทธ์คือ เห็นความดีส่วนตัว ว่าสำคัญกว่าภาระหน้าที่ ที่พึงรับผิดชอบ ต่อประเทศชาติบ้านเมืองแล้วไซร้ แน่ใจได้ว่าเราก็จะได้แต่คนที่เป็นเจ้าพ่อมาเฟีย ตั้งก๊ก ตั้งแก๊ง เป็นกุ๊ย นักเลงหัวไม้ มาบริหารประเทศ แม้แต่ในทางพระศาสนาก็เช่นเดียวกัน เราก็จะมีแต่หลวงพี่หลวงพ่อผู้ศักดิ์สิทธิ์นอกรีตนอกรอย แม้ตัวจะยังนุ่งเหลืองห่มเหลืองอาศัยรูปแบบของพระพุทธองค์เลี้ยงชีพ ก็ยังคงมุ่งมั่นยกตัวเอง ให้เป็นใหญ่เป็นโตสำคัญกว่าพระพุทธองค์ ซึ่งแน่ใจได้เลยว่า นั่นคือทางหายนะของพระศาสนา โดยรวมอย่างแน่นอน และแน่ใจด้วยหรือว่า ถ้าพระประเทศชาติศาสนาไปไม่รอดแล้ว ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายจะไปรอดปลอดภัยด้วย เอาเป็นโจทย์ข้อแรก ทำการบ้านสำหรับปีใหม่ 2544 นี้ก็แล้วกัน ท่านทั้งหลาย ถ้าคิดเป็นอ่านเป็นมองเห็นปัญหา ก็เชื่อแน่ว่าพวกกาฝากทั้งหลาย คงถูกกำจัดไปได้ไม่มากก็น้อย อย่างน้อยก็คงจะไม่มีพวกยี้ หรือโจรครองเมืองอย่างในปัจจุบัน ที่สำคัญ รู้แล้วก็อย่าทำตัวเป็นกาฝากเสียเองล่ะ.. พระมหานรินทร์ นรินฺโท |