มหาเถรประวัติ

 

สมเด็จพระสังฆราช (ศรี)
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

 --------

     สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) ทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชองค์แรก ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พ.ศ.๒๓๒๕ โดยทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี รัชกาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

     พระประวัติ สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) แต่เดิมมีนามว่าพระอาจารย์ศรี ผนวชอยู่ ณ วัดพนัญเชิง เมืองอยุธยากรุงเก่า ครั้นกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าในแผ่นดินพระเจ้าเอกทัศ วัดวาอารามถูกเผาวอดวาย พระสงฆ์องค์เณรแตกกระสานซ่านเซ็น พากันหลบภัยสงครามไปอยู่ในที่ปลอดภัย พระอาจารย์ศรีได้ลี้ภัยสงครามไปอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งเมืองนครศรีธรรมราช

     ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖ บันทึกว่า เมื่อพม่าเข้าพระนครได้นั้นเป็นเวลากลางคืน พม่าไปถึงไหนก็เอาไฟจุดเหย้าเรือนของชาวเมืองเข้าไปจนกระทั่งปราสาทราชมณเฑียร ไฟไหม้ลุกลามสว่างโพลงดังกลางวัน ครั้นพม่าเห็นว่าไม่มีผู้ใดฝ่าฝืนต่อสู้แล้ว จึงเที่ยวเก็บรวบรวมทรัพย์จับผู้คนอลหม่านไปทั่วพระนคร แต่เพราะเป็นเวลากลางคืน ชาวเมืองจึงหนีรอดไปได้มาก พม่าจับได้ประมาณ ๑๐,๐๐๐ คน ส่วนพระเจ้าเอกทัศนั้น มหาดเล็กพาลงเรือน้อยหนีไปซุ่มซ่อนอยู่ในสุมทุมพุ่มไม้ที่บ้านจิก ริมวัดสังฆาวาส แต่พม่ายังหารู้ตัวไม่ จับได้แต่พระเจ้าอุทุมพรซึ่งทรงผนวชกับเจ้านายรวมทั้งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ผู้น้อย และพระภิกษุสามเณรที่หนีไปไม่ทันก็ถูกจับรวมกันเอาตัวไปคุมไว้ที่ค่ายโพธิ์สามต้น ส่วนผู้คนชาวเมืองนั้นถูกควบคุมตัวแยกไว้ตามหมู่แม่ทัพนายกองต่าง ๆ แล้วพม่าก็เที่ยวตรวจตามเก็บบรรดาทรัพย์สมบัติของราษฎร ตลอดจนเงินทองของเครื่องพุทธบูชาตามพระอารามใหญ่น้อย ไม่เลือกว่าจะเป็นของที่หยิบยกได้หรือไม่ เช่นเงินทองที่แผ่หุ้มพระพุทธรูป มีทองคำหุ้มพระศรีสรรเพชญเป็นต้น ก็ถูกพม่าเอาไฟสุมองค์พระให้ทองละลายเก็บเอาไปจนหมดสิ้น เท่านั้นยังไม่พอ ยังตามขุดค้นทรัพย์สิน์ที่ราษฎรฝังซ่อนไว้ตามบ้านเรือนต่อไปอีก จับเอาราษฎรไปคาดคั้นเฆี่ยนตีทำทัณฑกรรมต่าง ๆ ผู้ใดให้ก็ปล่อยตัวไป ผู้ใดปากแข็งก็เฆี่ยนตีเป็นที่สาหัสสากรรฉ์ มีพระรูปหนึ่งชื่ออาจารย์ดี ถูกคุมขังและคาดคั้น ท่านเผยความลับของคนอื่นให้พม่าฟัง จึงถูกปล่อยตัวเป็นอิสระ ภายหลังพระรูปนี้ได้รับการสถาปนาเป็นพระสังฆราชในกรุงธนบุรี แต่มีผู้จำความได้สืบสวนทราบความว่าเป็นจริง จึงถูกถอดออกจากตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช

     กรุงศรีอยุธยาแตก บ้านเมืองเป็นกลียุค คนไทยแตกแยกออกเป็นก๊กเป็นเหล่า หัวเมืองต่าง ๆ ก็ไม่ยอมสามัคคีไม่ขึ้นแก่กัน มีหัวเมืองต่าง ๆ ตั้งตัวเป็นใหญ่นับได้ถึง ๖ ก๊ก ดังนี้

     ๑. ก๊กสุกี้พระนายกอง มีสุกี้พระนายกอง ซึ่งพม่าแต่งตั้งให้เป็นนายใหญ่คุมกำลังประมาณ ๓,๐๐๐ คน ตั้งอยู่ค่ายโพธิ์สามต้น ข้างเหนือพระนครศรีอยุธยา ให้คนไทยชื่อนายทองอินทร์ คุมกำลังอยู่ที่เมืองธนบุรี คอยกวาดต้อนผู้คนและสมบัติตกค้างรวบรวมไปส่งให้พม่า

     ๒. ก๊กพระยาพิษณุโลก ตั้งตัวเป็นใหญ่อยู่ที่เมืองพิษณุโลก มีอาณาเขตตั้งแต่เมืองพิชัยไล่ลงมาจนถึงเมืองนครสวรรค์ พระยาพิษณุโลกผู้นี้เคยเป็นข้าราชการผู้ใหญ่ที่เข้มแข็งในการสงครามมีชื่อเสียง จึงมีผู้คนยอมสมัครเป็นพรรคพวกมากมาย

     ๓. ก๊กเจ้าพระฝาง เจ้าพระฝางเป็นพระภิกษุ ตำแหน่งพระสังฆราช เมืองสวางคบุรี อยู่ที่วัดพระฝาง เมื่อกรุงแตก ได้ตั้งตัวเป็นเจ้าทั้งที่ยังครองเพศเป็นพระภิกษุอยู่ ชาวเมืองเรียกว่า “เจ้าพระฝาง” นามเดิมคือเรือน มีเกียรติคุณทางวิทยาคม มีผู้นับถือมากว่าเป็นผู้วิเศษจึงรวบรวมผู้คนขึ้นเป็นก๊กหนึ่งครองตัวเป็นใหญ่ในยุคนั้น

     ๔. ก๊กเจ้านครศรีธรรมราช ชาวบ้านเรียกว่าเจ้านคร มีอาณาเขตตั้งแต่ต่อแดนมลายูขึ้นมาจนถึงเมืองชุมพร เจ้านครนี้มีนามเดิมว่า “หนู” เป็นเชื้อสายเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ถวายตัวทำราชการมีความชอบ จึงได้รับบำเหน็จเป็นปลัดเมืองนครศรีฯ ต่อมาเจ้าพระยานครศรีฯ คนเดิม ต้องโทษออกจากตำแหน่ง เจ้านครหนูจึงได้ตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้า

     ๕. ก๊กกรมหมื่นเทพพิพิธ ตั้งตัวอยู่ที่เมืองพิมาย มณฑลนครราชสีมา ชาวเมืองเรียกว่า “เจ้าพิมาย” กรมหมื่นเทพพิพิธเป็นพระโอรสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ทรงผนวชอยู่ในรัชสมัยพระเจ้าเอกทัศ แต่ภายหลังคิดร้ายต่อพระเจ้าแผ่นดิน จึงโปรดให้นำตัวไปปล่อยที่เกาะลังกา ต่อมาได้ข่าวว่าพระเจ้าอลองพญายกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา ท่านจึงลักลอบกลับกรุงศรี เมื่อกรุงแตกได้ตั้งตัวเป็นเจ้าที่เมืองพิมายดังกล่าว

     ๖. ก๊กพระยาตาก (สิน) ชาวเมืองเรียกว่า “เจ้าตาก” ฝีมือการรบเข้มแข็ง แม้จะมีสมัครพรรคพวกน้อยกว่าก๊กอื่น ๆ มากมายนัก แต่ด้วยปรีชาสามารถของพระยาตาก จึงสามารถตีก๊กอื่น ๆ แตกได้หมด รวบรวมไทยให้เป็นหนึ่ง ก๊กพระยาตาก ตั้งตัวเป็นใหญ่อยู่ ณ เมืองจันทบุรี ซึ่งกว่าจะตีได้นั้นเจ้าตากสั่งให้ทหารทุบหม้อข้าวหม้อแกงทิ้ง หากยึดเมืองจันทบุรีไม่ได้ก็ไม่ต้องกินข้าวมื้อต่อไป

     ขณะที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เสด็จยกทัพไปปราบก๊กเจ้านคร เมืองนครศรีธรรมราช ในปี พ.ศ.๒๓๑๒ พระองค์ได้ทรงพบกับพระอาจารย์ศรี แต่ไม่ปรากฏว่าจำอยู่ ณ วัดชื่อใด เมื่อทรงปราบก๊กเจ้านครได้แล้ว ยกทัพกลับกรุงธนบุรี ได้ทรงอาราธนาพระอาจารย์ศรีขึ้นมายังกรุงธนบุรีด้วย โปรดให้จำพรรษาอยู่ ณ วัดบางหว้าใหญ่ ซึ่งปัจจุบันคือวัดระฆังโฆสิตาราม ฝั่งธนบุรี

     เวลานั้น กรุงธนบุรีมีสมเด็จพระสังฆราชอยู่ก่อนแล้ว ชื่อสมเด็จพระสังฆราช (ดี) แต่ต่อมามีการสืบทราบว่า สมเด็จพระสังฆราช (ดี) ครั้งเมื่อกรุงแตก ได้เคยบอกที่ซ่อนขุมทรัพย์ของผู้อื่นให้แก่พม่าในเวลาถูกขังทำให้รอดตัวมา สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงทรงถอดสมเด็จพระสังฆราช (ดี) ออกจากตำแหน่ง และสถาปนาพระอาจารย์ (ศรี) ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชแทน

     ในปลายรัชกาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มีเหตุการณ์น่าเศร้าสลดใจขึ้น พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงใฝ่พระทัยในการวิปัสสนามาก ทรงมีพระสติฟั่นเฟือน กระทั่งสำคัญผิดคิดว่าพระองค์ทรงได้บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว ขณะเมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง) เสด็จไปทัพ ณ ประเทศกัมพูชา พงศาวดารฉบับราชหัตถเลขาบันทึกว่า

     “ครั้นถึง ณ วันอาทิตย์ แรม ๖ ค่ำ เดือน ๙ สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จออก ณ ห้องพระโรง แล้วให้ประชุมพระราชาคณะพร้อมกัน และพระองค์มีพระสติฟั่นเฟือนถึงสัญญาวิปลาส สำคัญพระองค์ว่าได้พระโสดาปัตติผล จึงดำรัสถามพระราชาคณะว่า พระสงฆ์ปุถุชนจะไหว้นบเคารพคฤหัสถ์ผู้เป็นพระโสดาบันบุคคลนั้นจะได้หรือมิได้ประการใด และพระราชาคณะที่มีสันดานโลเลมิได้ถือมั่นในพระบาลีบรมพุทธโอวาทด้วยเกรงพระอาญา เป็นคนประสมประสานจะเจรจาให้ชอบพระอัธยาศัยนั้นมีเป็นอันมาก คือพระพุทธโฆษาจารย์ วัดบางหว้าใหญ่ และพระโพธิวงศ์ พระรัตนมุนี วังหงส์เป็นต้น ถวายพระพรว่า “สงฆ์ปุถุชนควรจะไหว้นบคฤหัสถ์ซึ่งเป็นโสดาบันด์นั้นได้”

     แต่สมเด็จพระสังฆราช วัดบางหว้าใหญ่ (วัดระฆังโฆสิตาราม) พระพุฒาจารย์ วัดบางหว้าน้อย (วัดอมรินทราราม) พระพิมลธรรม วัดโพธาราม (วัดโพธิ์-ท่าเตียน) สามพระองค์นี้มีสันดานมั่นคงถือพระพุทธวจนะโดยแท้ มิได้เป็นคนสอพลอประสมประสาน จึงถวายพระพรว่า ถึงมาตรว่าคฤหัสถ์เป็นพระโสดาก็ดี แต่เป็นหินเพศต่ำ อันพระสงฆ์ถึงเป็นปุถุชนก็ตั้งอยู่ในอุดมเพศอันสูง เหตุทรงผ้ากาสาวพัสตร์และจตุปาริสุทธิศีลอันประเสริฐ ซึ่งจะไหว้นบคฤหัสถ์ซึ่งเป็นพระโสดานั้น ก็มิควร สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินก็ทรงพระพิโรธว่าถวายพระพรผิดจากพระบาลี ด้วยพวกที่ว่าควรนั้นมีเป็นอันมาก ว่าไม่ควรมีแต่สามองค์นี้เท่านั้น

     จึงดำรัสให้พระโพธิวงศ์และพระพุทธโฆษาจารย์ เอาตัวสมเด็จพระสังฆราช (ศรี) พระพุฒาจารย์ พระพิมลธรรม กับทั้งฐานาบาเรียนอันดับ ซึ่งเป็นอันเตวาสิก สัทธิวิหาริกของพระราชาคณะทั้ง ๓ องค์นั้นไปลงทัณฑกรรม
ณ วัดหงส์ทั้งสิ้น และตัวพระราชาคณะให้ตีหลังองค์ละ ๑๐๐ ที พระฐานาบาเรียนให้ตีหลังองค์ละ ๕๐ ที นับพระสงฆ์ซึ่งตั้งอยู่ในศีลสัตย์ว่าไหว้ไม่ได้นั้น ทั้งสามพระอารามเป็นพระสงฆ์ถึง ๕๐๐ รูป ต้องถูกตีทั้งสิ้น ส่วนพระสงฆ์ทุศีลอาสัตย์อาธรรม์ว่าไหว้ได้มีมากกว่าทุก ๆ อาราม ตัวพระราชาคณะทั้ง ๓ และพระสงฆ์บริวารจำนวน ๕๐๐ นั้น ถูกบังคับให้ไปขนอาจม (ขี้) ชำระเวจกุฎี (ล้างส้วม) วัดหงส์ทั้งสิ้นด้วยกัน และจึงมีรับสั่งให้ถอดยศพระราชาคณะทั้ง ๓ รูปนั้นจากสมณฐานันดรศักดิ์ลงมาเป็นพระอนุจร จึงทรงตั้งพระโพธิวงศ์เป็นสมเด็จพระสังฆราช และพระพุทธโฆษาจารย์เป็นที่พระวันรัต

     ครั้งนั้น มหาภัยพิบัติบังเกิดในพระพุทธศาสนาควรจะสังเวชยิ่งนัก บรรดาชนทั้งหลายซึ่งเป็นสัมมาทิฐินับถือพระรัตนตรัยนั้น ชวนกันสลดจิตคิดสงสารพระพุทธศาสนามีหน้านองไปด้วยน้ำตาเป็นอันมาก ที่มีศรัทธาเข้ารับโทษให้ตีหลังตนแทนพระสงฆ์นั้นก็มีและเสียงร้องไห้ระงมไปทั้งเมือง เว้นแต่พวกมิจฉาทิฐิ ตั้งแต่นั้นมาพระราชาคณะพวกพาลอลัชชีมีสันดานบาปที่ว่าไหว้คฤหัสถ์ได้นั้นก็เข้ากราบถวายบังคมหมอบกราน เหมือนอย่างข้าราชการฆราวาส จึงดำรัสสั่งให้พระสังฆราชองค์ใหม่ เอาตัวพระราชาคณะซึ่งเป็นโทษถูกถอดเสียจากที่ทั้ง ๓ องค์นั้นไปคุมตัวไว้ที่วัดหงส์ อย่าให้ปล่อยไปวัดของตน แล้วให้พระญาณไตรโลก วัดเลียบ (วัดราชบูรณะ) มาครองวัดโพธาราม (วัดโพธิ์) แล้วดำรัสสั่งให้พระรัตนมุนีให้ขนานพระนามถวายใหม่ พระรัตนมุนีจึงถวายพระนามให้ต้องตามพระราชอัธยาศัยว่า “สมเด็จพระสยาม ยอดโยคาวจร บวรพุทธางกูร อดุลยขัตติยราชวงศ์ ดำรงพิภพกรุงเทพมหานคร บวรทวาราวดีศรีอยุธยา มหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน” ก็ชอบพระราชอัธยาศัยสมด้วยพระทัยปรารถนานั้น...”

     สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) พระราชาคณะและพระสงฆ์ผู้ทรงศีลบริสุทธิ์ ตั้งมั่นอยู่ในพระธรรมวินัยของสมเด็จพระบรมศาสดาซึ่งเป็นสัจธรรมเที่ยงแท้ ก็ได้รับภัยพิบัติอย่างหนัก ถูกลงโทษ โดยเฉพาะสมเด็จพระสังฆราช (ศรี) ถูกถอดออกจากตำแหน่งซึ่งถือว่าเป็นสมณศักดิ์สูงสุด ส่วนทางบ้านเมืองนั้นก็วุ่นวายเข้าขั้นจลาจล เกิดความเดือดร้อนวุ่นวายไปทุกหนแห่ง ซึ่งในพระราชพงศาวดารฉบับราชหัตถเลขาได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “..ฝ่ายพระราชอาณาจักร ประชาราษฎร์ได้รับความเดือดร้อนด้วยทุกข์ภัยเพราะพระเจ้าแผ่นดินมิได้อยู่ในทศพิธราชธรรมสุจริต คิดให้นัยแก่คนพาล ให้ฟ้องร้องทูลละอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งข้างหน้าข้างใน และราษฎรทั้งหลายว่า ขายข้าว เกลือ นอ งา เนื้อ ไม้ สิ่งของต้องห้ามทั้งปวงต่าง ๆ เอาลงสำเภา ไม่ขายว่าขาย และฟ้องร้องว่าชายหญิงที่มีชื่อผู้นั้นเป็นโจร ลักพระราชทรัพย์สินเงินทองในท้องพระคลัง ไม่ลักว่าลัก ล้วนแต่ความเท็จไม่จริง แกล้งใส่ความใส่โทษเอาเปล่า ๆ ทั้งนั้น แล้วให้ลงพระราชอาญาโบยตีจำจอง และให้ทำโทษเจ้าจอมข้างในว่าลักเงินเหรียญในพระคลังหายไปกำปั่นหนึ่ง ให้โบยตีและจำไว้เป็นอันมาก..”

     ความเดือดร้อนของราษฎรในสมัยกรุงธนบุรีเพิ่มทวียิ่งขึ้น ได้มีข้าราชการไปกราบทูลสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ซึ่งขณะนั้นไปราชการทัพ ณ ประเทศเขมร ให้มาช่วยดับเข็ญแก้สถานการณ์ภายในบ้านเมืองเป็นปกติสุขอย่างเช่นเดิม เมื่อเสด็จถึงกรุงธนบุรีแล้ว สมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึกจึงตรัสปรึกษาด้วยมุขมนตรีทั้งปวงว่า

     “เมื่อพระเจ้าแผ่นดินเป็นอาสัตย์อาธรรมดังนี้แล้ว ท่านทั้งปวงจะคิดประการใด” มุขมนตรีทั้งหลายพร้อมกันทูลว่า พระเจ้าแผ่นดินละสุจริตธรรมเสียฉะนี้ ก็เห็นว่าเป็นเสี้ยนหนามหลักตออันใหญ่อยู่ในแผ่นดินจะละเว้นเสียมิได้ ควรจะให้สำเร็จโทษเสียจึงรับสั่งให้มีกระทู้ถามพระเจ้าตากสินเจ้าแผ่นดินผู้ทุจริตว่า “ตัวเป็นเจ้าแผ่นดิน ใช้เราไปกระทำการสงครามรับความลำบากกินเนื้อต่างน้ำ เราก็สู้อุตสาหะกระทำมิได้อาลัยแก่ชีวิต คิดแต่จะทำนุบำรุงแผ่นดินให้สิ้นเสี้ยนหนาม จะให้สมณชีพราหมณาจารย์และไพร่ฟ้าประชากรอยู่เย็นเป็นสุขสิ้นด้วยกัน ก็เหตุไฉนอยู่ภายหลัง ตัวจึงเอาบุตรภรรยาเรามาจองจำโทษ แล้วโบยตีพระภิกษุสงฆ์และลงโทษแก่ข้าราชการและอาณาประชาราษฎร เร่งเอาทรัพย์สินโดยพลการด้วยหาความผิดมิได้ กระทำให้แผ่นดินเดือดร้อนทุกเส้นหญ้า ทั้งพระพุทธศาสนาก็เสื่อมทรุดเศร้าหมองดุจเมืองมิจฉาทิฐิ ฉะนี้ตัวจะมีประการใด จงให้การไปให้แจ้ง.. เจ้าตากสินก็รับผิดทั้งสิ้นทุกประการ จึงมีรับสั่งให้เอาตัวไปประหารชีวิตสำเร็จโทษเสีย..”

     สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง) ก็เสด็จปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงพระนามว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อปี พ.ศ.๒๓๒๕ เหตุการณ์บ้านเมืองที่วุ่นวายและการพระพุทธศาสนาที่เสื่อมโทรม ก็ทรงจัดให้อยู่ในสภาพปกติและเจริญขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในด้านพระพุทธศาสนา ในปีเสด็จขึ้นครองราชสมบัตินี้ สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) ได้รับสถาปนาดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชอีกครั้งหนึ่ง การพระศาสนาจึงรุ่งเรืองขึ้นมาก ดังตามพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) ได้บันทึกเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับตำแหน่งพระราชาคณะไว้ดังนี้ว่า

     “ในปีขาล จัตวาศกนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระดำริว่า ฝ่ายข้างอาณาจักรได้แต่งตั้งข้าราชการตามตำแหน่งเสร็จแล้ว ควรจะจัดการฝ่ายข้างพุทธจักรทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ซึ่งเสื่อมทรุดเศร้าหมองนั้นให้วัฒนารุ่งเรืองสืบไป จึงดำรัสให้สึกพระวันรัต (ทองอยู่) กับพระรัตนมุนี (แก้ว) ออกเป็นฆราวาส ด้วยเป็นคนอาสัตย์สอพลอทำให้เสียแผ่นดิน และโปรดตั้งนายแก้วรัตนมุนีเป็นพระอาลักษณ์ตามเดิม ให้เป็นผู้ขนานพระนามพระองค์เจ้าต่างกรม แต่นายทองอยู่วันรัตนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบวรสถานมงคลลงพระอาญาแล้วจะให้ประหารชีวิตเสีย ด้วยมีความผิดแก่พระองค์มาแต่ก่อน มีพระราชโองการขอชีวิตไว้ แล้วโปรดให้เป็นหลวงอนุชิตพิทักษ์อยู่ในกรมมหาดไทย

     ดำรัสให้สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) พระพุฒาจารย์ พระพิมลธรรม ซึ่งเจ้ากรุงธนบุรีให้ลงโทษถอดเสียจากพระราชาคณะ เพราะไม่ยอมถวายบังคมนั้น โปรดให้คงที่สมณศักดิ์ฐานันดรดังเก่า ให้คืนไปอยู่พระอารามตามเดิม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ดำรัสสรรเสริญว่า พระผู้เป็นเจ้าทั้งสามองค์นี้ มีสันดานซื่อสัตย์มั่นคงดำรงพระพุทธศาสนาโดยแท้ มิได้อาลัยแก่ร่างกายและชีวิต ควรเป็นที่นับถือไหว้นบเคารพสักการบูชา แม้มีข้อสงสัยสิ่งใดในพระบาลีภายหน้า จะได้ประชุมพระราชาคณะไต่ถาม ถ้าพระผู้เป็นเจ้าทั้งสามว่าอย่างไรแล้ว พระราชาคณะอื่นๆ จะว่าอย่างอื่นไป ก็คงจะเชื่อถ้อยคำพระผู้เป็นเจ้าทั้งสาม ซึ่งจะเชื่อฟังพระราชาคณะอื่น ๆ ที่เป็นพวกมากนั้นหามิได้ ด้วยเห็นใจเสียครั้งนี้แล้ว

     แล้วโปรดให้พระสงฆ์วัดบางหว้าใหญ่ (วัดระฆังโฆสิตาราม) และวัดโพธาราม (วัดโพธิ์) เข้ามารับบิณฑบาตในพระราชวังทั้งสองพระอาราม ให้ผลัดเวรกันวัดละ ๗ วันเป็นนิจกาล แล้วให้รื้อตำหนักทองของพระเจ้ากรุงธนบุรีไปปลูกเป็นกุฎีถวายสมเด็จพระสังฆราชวัดบางหว้าใหญ่ แล้วดำรัสว่าพระสังฆราช (ชื่น) วัดหงส์ ซึ่งเจ้ากรุงธนบุรีตั้งขึ้นใหม่นั้น ก็เป็นพวกอาสัตย์สอพลอว่าตามนายแก้วนายทองอยู่ ถึงมิได้เป็นต้นเหตุ แต่รู้พระไตรปิฎกมามากเสียดายอยู่ แต่ให้สึกเสียแล้ว และที่พระวันรัตนั้นว่างอยู่หาผู้ดำรงตำแหน่งแทนมิได้ จึงโปรดตั้งให้พระธรรมธีรราชมหามุนีเป็นว่าที่พระวันรัต อนึ่ง พระราชาคณะทั้งปวงนั้นก็ว่าตามกันไปด้วยกลัวพระราชอาณา ทรงพระกรุณาให้ยกโทษเสียทั้งสิ้น ฯลฯ

     เมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาเพราะพม่าข้าศึกนั้น พระไตรปิฎกซึ่งถือเป็นคัมภีร์คำสั่งสอนสำคัญในทางพระพุทธศาสนาสูงสุด ซึ่งได้จารึกไว้ในใบลาน ได้กระจัดกระจายและสูญหายไปเป็นจำนวนมาก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะรวบรวมและสังคายนาพระไตรปิฎกเพื่อให้ถูกต้องและครบบริบูรณ์ เมื่อปี พ.ศ.๒๓๓๑ จึงทรงโปรดให้มีการประชุมพระบรมวงศานุวงศ์ โดยมีสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาททรงเป็นประธาน ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในครั้งนั้นมีสมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ ฐานานุกรม เปรียญ ๑๐๐ รูป มารับพระราชทานฉัน เมื่อฉันเสร็จแล้วก็ได้ร่วมกันปรึกษาที่จะร่วมกันทำสังคายนาพระไตรปิฎกให้ถูกต้องและสมบูรณ์ที่สุดอีกด้วย ในครั้งนั้นสมเด็จพระสังฆราช (ศรี) ได้ถวายวิสัชนาถึงความเป็นมาแห่งการสร้างและการสังคายนาพระไตรปิฎกเป็นลำดับ ๆ ดังนี้

     ครั้งที่ ๑ เมื่อถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระได้ ๗ วัน พระมหากัสสปเถรพร้อมด้วยพระอรหันต์ ๕๐๐ องค์ ปรารภถ้อยคำจาบจ้วงพระธรรมวินัยของพระสุภัทรเป็นมูลเหตุ ได้ทำสังคายนาพระธรรมวินัย ณ ถ้ำสัตตบรรณคูหา เขาเวภารบรรพต ชานกรุงราชคฤห์ กระทำอยู่ ๗ เดือนจึงเสร็จ

     ครั้งที่ ๒ กระทำเมื่อพระพุทธศาสนายุกาลล่วงแล้วได้ ๑๐๐ ปี ปรารภพระภิกษุวัชชีบุตร ชาวเมืองไพศาลี พากันอ้างกระทำผิดพระวินัยบัญญัติ ๑๐ ประการ พระมหาเถร ๘ รูป มีพระยศเถรเป็นประธาน ได้ชำระสะสางเสี้ยนหนามพระศาสนา กระทำสังคายนาพระธรรมวินัย ใช้เวลา ๘ เดือนจึงเสร็จ ครั้งนั้นมีพระสัพพกามีเถรเป็นประธาน ณ วาลุการาม เมืองไพศาลี แคว้นวัชชี

     ครั้งที่ ๓ พุทธศักราช ๒๑๘ รัชกาลสมเด็จพระเจ้าอโศกจักรพรรดิราช มีพวกเดียรถีย์ปลอมบวชเข้ามาในพระศาสนามาก พระโมคคัลลีบุตรดิสเถรร่วมกับสมเด็จพระเจ้าอโศกได้ช่วยกันชำระอธิกรณ์ สึกเดียรถีย์เสียถึง ๖๐,๐๐๐ คน คัดเลือกพระอรหันต์ ๑,๐๐๐ รูป ให้ทำสังคายนาพระธรรมวินัย ณ อโศการาม ใกล้กรุงปาตลีบุตร แคว้นมคธ ทำอยู่ ๙ เดือนจึงเสร็จสิ้น

     ครั้งที่ ๔ พุทธศักราช ๓๒๘ พระมหินทเถรเดินทางไปประดิษฐานพระศาสนาในลังกาทวีป มุ่งหวังให้กุลบุตรชาวลังกาได้เป็นรากพระพุทธศาสนา จึงจัดทำสังคายนาพระธรรมวินัยเป็นภาษาลังกา มีพระขีณาสพ ๓๘ รูป เข้าร่วม ณ ถูปาราม ชานกรุงอนุราธบุรี มีพระเจ้าเทวานัมปิยดิสถวายการอุปถัมภ์ ใช้เวลานาน ๑๑ เดือน

     ครั้งที่ ๕ พุทธศักราช ๔๓๓ พระสงฆ์ทั้งปวงในลังกาทวีปเห็นพ้องต้องกันว่า การสืบทอดพระไตรปิฎกด้วยวิธีมุขปาฐะคือท่องจำนั้นผิดพลาดได้ง่าย และยากแก่การดำรงไว้ เพราะความจำมนุษย์ยุคปัจจุบันนับวันอ่อนล้าลง จึงจัดการประชุมทำสังคายนาด้วยพระสงฆ์จำนวน ๑๐๐๐ รูป ณ อารามแห่งหนึ่ง เมืองอนุราธบุรี มีมติให้จารึกพระธรรมคำสอนเป็นอักษรลงบนใบลานเป็นครั้งแรกในโลก ทั้งได้สร้างคัมภีร์อรรถกถาเป็นภาษาสิงหลไว้อีก มีพระเจ้าวัฏฏคามนีอภัยถวายการอุปถัมภ์ กระทำอยู่ ๑ ปี จึงสำเร็จ

     ครั้งที่ ๖ พุทธศักราช ๙๕๖ รัชสมัยพระเจ้ามหานาม ในกรุงลังกา การพระศาสนาในชมพูทวีปเสื่อมโทรมหาพระไตรปิฎกมิได้ พระภิกษุอินเดียรูปหนึ่งนามว่าพระพุทธโฆษาจารย์ ได้เดินทางไปแปลพระไตรปิฎกและอรรถกถามาเป็นภาษาบาลี ใช้เวลา ๑ ปีจึงเสร็จสิ้น

     ครั้งที่ ๗ รัชสมัยพระเจ้าปรักกมพาหุ กษัตริย์ลังกา พุทธศักราช ๑๕๘๗ พระสงฆ์ลังกา เมืองปุรัตถิมมหานคร มีพระกัสสปเถรเป็นประธาน ได้ประชุมกันชำระพระไตรปิฎกซึ่งเปื้อนปนด้วยภาษาบาลีและสีหลให้เป็นภาษาบาลีล้วน ใช้เวลา ๑ ปี จึงเสร็จ

     ครั้งที่ ๘ พุทธศักราช ๒๐๒๐ ในกรุงเชียงใหม่ รัชกาลสมเด็จพระเจ้า
ศิริธรรมจักรวรรดิลกราช ได้อาราธนาพระสงฆ์เถระผู้แตกฉานในพระปริยัติธรรม ร่วมกันประชุมสังคายนาพระไตรปิฎก ณ วัดมหาโพธาราม เมืองเชียงใหม่ ได้จารึกไว้ด้วยอักษรลานนาไทย กระทำอยู่ ๑ ปีจึงสำเร็จ

     พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้สดับประวัติการทำสังคายนาพระธรรมวินัยในโลกเป็นลำดับมาก็ทรงดีพระทัย ดำริถึงความเสื่อมโทรมของพระไตรปิฎกและคัมภีร์พระพุทธศาสนาเนื่องเพราะการสงครามเป็นเหตุ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระเถระชั้นผู้ใหญ่และฆราวาสผู้เชี่ยวชาญได้ร่วมกันทำสังคายนาพระไตรปิฎกให้ถูกต้องสมบูรณ์ที่สุด

     จึงสมเด็จพระสังฆราช (ศรี) ได้มีรับสั่งให้ประชุมพระราชาคณะที่วัดบางหว้าใหญ่ ทรงเลือกพระราชาคณะได้ ๒๘ รูป ราชบัณฑิต ๓๒ คน กำหนดทำสังคายนาพระธรรมวินัย ณ วัดนิพพานาราม (วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์) ครั้นเสร็จสิ้นแล้ว พระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้า ฯ ให้จารึกพระไตรปิฎกลงในใบลานใหญ่ มีฉลากเงาและลวดลายต่าง ๆ เขียนอักษรด้วยน้ำหมึก มีฉลากทองบอกคัมภีร์ทุก ๆ ผูก พระไตรปิฎกฉบับสังคายนาในกรุงรัตนโกสินทร์นี้โปรดให้เรียกว่า “พระไตรปิฎกฉบับทอง” อนึ่ง การชำระพระไตรปิฎกครั้งนี้ใช้เวลาประมาณ ๕ เดือนจึงแล้วเสร็จ เมื่อวันเพ็ญ เดือน ๕ ปีระกา เอกศก จุลศักราช ๑๑๕๑ ตรงกับพุทธศักราช ๒๓๓๒ ครั้นเมื่อเสร็จการสร้างพระไตรปิฎกฉบับทองแล้ว จึงให้เชิญพระคัมภีร์ทั้งปวงขึ้นพระยานุมาศราชยานต่าง ๆ ตั้งกระบวนแห่พระไตรปิฎก มีเครื่องเล่นอเนกนานาประการ เป็นมหรสพแก่ตาประชาราษฎรทั้งปวง แล้วเชิญพระคัมภีร์เข้าประดิษฐานไว้ในตู้ประดับมุก ตั้งไว้ในห้องพระมณเฑียรหลวงในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ภายในพระบรมมหาราชวัง แล้วให้มีงานมหรสพสมโภชพระไตรปิฎก ณ หอพระมณเฑียรธรรม...”

     นี่คือชีวิตและงานของสมเด็จพระสังฆราช (ศรี) ที่เป็นต้นวงศ์รักษาพระพุทธศาสนาในประเทศไทยให้บริสุทธิ์มาจนกระทั่งปัจจุบัน คงมิต้องกล่าวว่าพระประวัติของพระองค์มีความสำคัญยิ่งยวดเพียงใด พระราชดำรัส “มิได้อาลัยแก่ร่างกายและชีวิต” ก็คงเหลือพอที่จะนำมานิยามความเสียสละเพื่อพระพุทธศาสนาของพระองค์

     สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) นับว่าทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชผู้ทรงภูมิความรอบรู้และทรงมีบทบาทสูงสุดในบรรดาพระมหาเถระไทยนับแต่สิ้นกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมาจนกระทั่งปัจจุบัน ทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชในรัชกาลพระเจ้ากรุงธนบุรีแล้วถูกปลด ได้รับการสถาปนาคืนสู่ตำแหน่งเดิมในรัชกาลสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ราชวงศ์จักรี ทรงดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๓๒๕ ถึงปี พ.ศ.๒๓๓๗ สิ้นพระชนม์ในปีขาล เดือน ๕ จุลศักราช ๑๑๕๖ พ.ศ. ๒๓๓๗ รวมเวลาดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ๑๒ ปี พระประวัติสมเด็จพระสังฆราช (ศรี) ปฐมสมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์จุลสารพระธรรมทูตได้นำเสนอมาก็เห็นสมควรลาไปแต่เพียงเท่านี้

 

ปูชา จ ปูชนียานํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ
การบูชาบุคคลผู้ควรแก่การบูชา เป็นมงคลสูงสุด