www.alittlebuddha.com
Wat Thai Las Vegas Nevada, USA 89121


กรณีธรรมกาย


 

พระธรรมปิฎก ป.อ.ปยุตฺโต
 

วัดญาณเวศกวัน
อ.สามพราน
จ.นครปฐม

     กรณีธรรมกาย เป็นเอกสารเพื่อพระธรรมวินัย ที่พระมหาเถระนักปราชญ์ เพียงรูปเดียวของประเทศไทยในปัจจุบัน คือ พระเดชพระคุณพระธรรมปิฎก ได้นำเสนอต่อสังคมไทย ในกรณีธรรมกาย ซึ่งเป็นปัญหายืดเยื้อและสับสนในสังคมไทย หากไม่จับหลักหรือประเด็นในการคิด และการนำเสนอต่อสังคมอย่างถูกต้อง ตามหลักการที่ถูกต้องถูกธรรมแล้ว ก็มิแคล้วว่าประชาชนคนทั่วไป ผู้ไม่ได้ศึกษาในพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้องมาก่อนต้องไขว้เขว และง่ายต่อการถูกชักจูงไปในทางมิจฉาทิฐิคือเห็น ผิด คิดว่าเหตุผลที่คณะบุคคลดังกล่าวนำมากล่าวอ้างนั้นถูกต้อง และเมื่อนั้นพระพุทธศาสนาในเมืองไทยก็ถึงการอวสานอวสาน ในที่นี้หมายความว่า หมดสิ้นพระพุทธศาสนาสายเถรวาท ที่บรรพบุรุษชาวไทยได้รักษาสืบทอดผ่านมานับพันปี และจะมีพระพุทธศาสนานิกายใหม่นิกายเอาพระนิพพานเป็นอัตตามาเป็นหลัก

     ดังนั้น เพื่อเน้นและนำเสนอถึง “หลัก” คือความเข้าใจที่ถูกต้อง ในเรื่องหลักการของพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด วัดไทย ลาสเวกัส จึงได้นำเอาบทความในหนังสือ กรณีธรรมกาย ของพระเดชพระคุณพระธรรมปิฎก มาเสนอต่อท่านผู้อ่านไว้ ณ โอกาสนี้อีกครั้งหนึ่ง การนำเสนอในครั้งนี้ มิได้นำเสนอแบบต่อเนื่อง เป็นการตัดลัดข้อความบางตอนที่เห็นว่าง่ายต่อการเข้าใจของท่านผู้มิเคยรับรู้เรื่องราวมาก่อน แต่ก็มิได้เสียข้อความที่มีอยู่ในหนังสือทั้งเล่มแต่อย่างใด ท่านผู้ใดใคร่จักได้หนังสือเล่มนี้ เพื่อศึกษากรณีพระพุทธศาสนาในปีนี้ ซึ่งเป็นความแตกแยก ครั้งใหญ่ที่สุดของพระพุทธศาสนาในเมืองไทย ก็ขอได้ติดต่อมายังวัดไทย ลาสเวกัส จะได้จัดส่งไปให้โดยไม่คิดมูลค่า เราไปพบกับบางตอนของหนังสือดังกล่าวดีกว่า

 

ปัญหาของวัดพระธรรมกาย

ส่วนที่กระทบต่อพระธรรมวินัย

      สำนักวัดพระธรรมกาย (วัดพระธรรมกาย ปทุมธานี และวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม ราชบุรี) เผยแพร่คำสอนคลาดเคลื่อนไปจากหลักพระพุทธศาสนาหลายประการ เช่น

1. สอนว่าพระนิพพานเป็นอัตตา

2. สอนเรื่องธรรมกายอย่างเป็นภาพนิมิต และให้มีธรรมกายที่เป็นตัวตน เป็นอัตตาของพระพุทธเจ้ามากมายหลายพระองค์ ไปรวมกันอยู่ในอายตนนิพพาน

3. สอนเรื่องอายตนนิพพาน ให้เข้าใจผิดต่อนิพพานเหมือนเป็นดินแดนที่จะเข้าสมาธิ ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าได้ ถึงกับมีพิธีถวายข้าวพระที่จะนำข้าวบูชาไปถวายแด่พระพุทธเจ้าในอายตนนิพพานนั้น

     คำสอนเหล่านี้ ทางสำนักวัดพระธรรมกายคิดขึ้นใหม่ เป็นของนอกธรรมนอกวินัยของพระพุทธเจ้า แต่แทนที่จะสอนไปตามตรงว่า เป็นลัทธิของครูอาจารย์ (คือหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ) ทางวัดพระธรรมกายกลับพยายามนำเอาคำสอนใหม่ของตน เข้าใส่แทนที่ หลักคำสอนเดิมที่แท้ของพระพุทธศาสนา

     ยิ่งกว่านั้น เพื่อหาทางให้ลัทธิของตนเข้าแทนที่พระธรรมวินัยได้สำเร็จ สำนักวัดพระธรรมกายยังได้เผยแพร่เอกสาร ที่จ้วงจาบพระธรรมวินัย ชักจูงให้คนเข้าใจผิด สับสน หรือแม้แต่ลบหลู่พระไตรปิฎกบาลี ที่เป็นหลัก ของพระพุทธศาสนาเถรวาท เช่น

-ให้เข้าใจว่าพระไตรปิฎกบาลีบันทึกคำสอนไว้ตกหล่น หรือมีฐานะเป็นเพียงความคิดเห็นอย่างหนึ่ง เชื่อถือหรือใช้เป็นมาตรฐานไม่ได้

-ให้นำเอาพระไตรปิฎกฉบับอื่นๆ เช่น พระไตรปิฎกภาษาจีน และคำสอนอื่นๆ ภายนอกมาร่วมวินิจฉัยพระพุทธศาสนาเถรวาท

-ให้เข้าใจเขวไปว่า หลักการของพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องอภิปรัชญา ขึ้นต่อการตีความและความคิดเห็น ตลอดจนการถกเถียงกันทางวิชาการ

-อ้างนักวิชาการต่างประเทศและการปฏิบัติของตน ดังว่าจะใช้วินิจฉัย หลักพระพุทธศาสนาได้

ฯลฯ

     อีกสิ่งที่ยกมาอ้าง เช่น คัมภีร์ของมหายาน และทัศนะของนักวิชาการตะวันตก ก็ไม่ตรงตามความเป็นจริง หรือไม่ก็เลื่อนลอย

     นอกจากนั้น ยังนำคำว่า “บุญ” มาใช้ในลักษณะที่ชักจูงประชาชน ให้วนเวียนจมอยู่กับการบริจาคทรัพย์ เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ ชนิดที่ส่งเสริมความยึดติด ถือมั่นในตัวตนและในตัวบุคคล อันอาจกลายเป็นแนวโน้มที่บั่นรอนสังคมไทยในระยะยาว พร้อมทั้งทำพระธรรมวินัยให้เลือนลางไปด้วย

     พฤติการณ์ของสำนักวัดพระธรรมกายอย่างนี้ เป็นการจาบจ้วง ลบหลู่ ย่ำยีพระธรรมวินัย สร้างความสับสนไขว้เขวและความหลงผิดแก่ประชาชน

     ข้อความต่อไปนี้ ได้เขียนไว้เพื่อเป็นทางแห่งการศึกษา ให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง

     พร้อมทั้งเป็นเหมือนคำขอร้องต่อชาววัดพระธรรมกาย ผู้ยังเห็นแก่พระพุทธศาสนา เมื่อรู้เข้าใจแล้วจะได้หันมาร่วมกันทำบุญที่ยิ่งใหญ่ และสนองพระคุณบรรพบุรุษไทย ด้วยการรักษาพระธรรมวินัยให้บริสุทธิ์สืบไป

 

วางท่าทีต่อปัญหาให้ถูกต้อง

     เมื่อมีเหตุการณ์ร้ายเกิดแก่พระศาสนา ชาวพุทธก็ควรตื่นตัวขึ้นมาช่วยกันขจัดและปกป้องรักษาพระศาสนาไว้ อย่างน้อยก็ใช้เป็นโอกาสที่จะได้ศึกษา สร้างเสริม หรือแม่แต่ชำระสะสาง ความรู้ความเข้าใจในพระศาสนา ที่ตนนับถือ ทำความเห็นให้ถูกต้อง ให้ได้ชื่อว่าสามารถถือเอาประโยชน์ จากสถานการณ์ที่ผ่านเข้ามา และผ่านพ้นปัญหาไปอย่างได้ปัญญา

     ขอให้จำตระหนักต้นเรื่องเดิมไว้ให้ดีว่า ไม่ใช่เป็นเรื่องของคนที่เป็นฝักเป็นฝ่ายมาโต้เถียงทะเลาะกัน แต่เรื่องอยู่ที่ว่ามีปัญหาเกิดขึ้นในที่แห่งหนึ่ง โดยมีบุคคลหรือกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ทำความเสียหาย หรือมีพฤติกรรมที่น่าสงสัยว่าจะเป็นความผิดหรือเป็นภัย มีผู้พบเห็นแล้วนำมาร้องเรียนแก่เจ้าหน้าที่ และบอกกล่าวแก่มหาชน เจ้าหน้าที่และประชาชนทั้งหลาย จึงต้องมาช่วยกันแก้ไขระงับปัญหา

     โดยเฉพาะกรณีนี้ก็คือ มีกลุ่มคนที่มีพฤติการณ์อันทำให้เกิดความสงสัยกันว่า กำลังทำความเสียหายต่อพระธรรมวินัย และต่อประโยชน์สุข โดยเฉพาะประโยชน์ทางปัญญาของประชาชน จึงเป็นหน้าที่ของชาวพุทธและประชาชนทุกคน ที่จะต้องสนใจช่วยกันปกป้องรักษาธรรมวินัยไว้

 

รู้ให้ทันวิธีการซ่อนแฝงให้เกิดความสับสน

     เอกสารของวัดพระธรรมกายที่เผยแพร่ออกมานั้น มีลักษณะที่ทำให้เกิดความสับสน เช่น เอาเรื่องข้อเท็จจริงบ้าง หลักฐานบ้าง เหตุผลความคิดเห็นต่างๆ บ้าง มาปะปนกันไปหมด จำทำให้คนเกิดความรู้สึกที่มองว่า แม้แต่พระไตรปิฎกก็เป็นเรื่องของความคิดเห็น

 

ทำพระธรรมวินัยให้วิปริตร้ายแรงที่สุด

     ปัญหาเกี่ยวกับวัดพระธรรมกาย ที่กำลังได้รับการวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่นี้มีหลายเรื่อง แยกได้หลายแง่หลายประเด็น เช่น เรื่องความประพฤติส่วนตัวของพระ เรื่องการดำเนินงานขององค์กร คือวัดและมูลนิธิ เกี่ยวกับการครอบครอง กรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นต้น ตลอดจนการดำเนินธุรกิจต่างๆ การแสวงหาเงินทอง โดยวิธีซึ่งเป็นที่สงสัยว่าจะไม่ถูกต้อง ในแง่กฎหมายบ้าง ในแง่พระวินัยบ้าง โดยเฉพาะการยกอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ขึ้นมาเผยแผ่ ในลักษณะที่ เป็นการชักจูงให้คนบริจาคเงิน การใช้วิธีกึ่งเกณฑ์ให้เด็กนักเรียน นักศึกษา ตลอดจนข้าราชการ เป็นต้น จำนวนมากๆ มาร่วมกิจกรรม โดยมีเป้าหมายที่น่าสงสัยว่า จะมุ่งไปที่การให้บริจาคเงินหรือไม่ ตลอดจนในที่สุดก็คือ ปัญหาที่เกี่ยวกับพระธรรมวินัยโดยตรง โดยเฉพาะการแสดงหลักการของพระพุทธศาสนาเรื่องพระนิพพานเป็นอัตตาและเรื่องธรรมกาย

     ปัญหาทั้งหมดนั้นล้วนมีความสำคัญ และจะต้องแก้ไขด้วยวิธีที่เหมาะสม ให้ถูกต้องแต่ละอย่าง แต่เมื่อพิจารณาในแง่ของการดำรงรักษาพระศาสนา ปัญหาที่สำคัญที่สุดก็คือ ปัญหาเกี่ยวกับพระธรรมวินัย ซึ่งกระทบถึงหลักการของพระพุทธศาสนา พูดให้เข้าใจง่ายว่า การทำพระธรรมวินัยให้วิปริต

 

ถ้าเคารพพระพุทธเจ้าก็ต้องเอาพระไตรปิฎกเป็นเกณฑ์วินิจฉัย

     พระไตรปิฎกบาลีของเถรวาทนี้ เป็นหลักฐานแสดงพุทธวจนะที่

-ดั้งเดิมแท้เก่าแก่ที่สุด

-รักษาคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้ได้แม่นยำที่สุด

-ครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด

     ที่ว่านี้มิใช่หมายความว่าพระไตรปิฎกบาลีจะมีพุทธดำรัสครบถ้วนทุกถ้อยคำของพระพุทธเจ้า หรือว่าทุกถ้อยคำในพระไตรปิฎกเป็นพุทธดำรัส

     แต่หมายความว่า พุทธพจน์เท่าที่บันทึกไว้ได้และมีมาถึงเรา อยู่ในพระไตรปิฎก พระไตรปิฎกนั้นเรียกได้ว่าเป็นแหล่งเดียวที่เราจะหาคำสอนที่แท้ของพระพุทธเจ้าได้

     เมื่อเรานับถือพระพุทธศาสนาและปฏิบัติพระพุทธศาสนา ก็คือเรายอมรับ และต้องการปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน ซึ่งหมายความว่า เราจะต้องไปเฝ้าและไปฟังพระพุทธเจ้าตรัสเอง ถึงจะมีใครเช่นครูอาจารย์ช่วยเล่าต่อให้ฟัง ก็ไม่เท่าได้ไปฟังพระองค์ตรัสเอง เพราะฉะนั้น แม้แต่ในสมัยพุทธกาล คนที่อยู่เมืองไกลได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าจากพระอาจารย์ นำเข้าสู่พระพุทธศาสนาแล้ว ต่อมาในที่สุดก็เพียรพยายามเดินทางบุกป่าฝ่าดงแสนไกลมาเฝ้าพระพุทธเจ้า

     บัดนี้ เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว เราจึงไม่มีทางเลี่ยง ที่จะต้องไปหา และไปเอาคำสอนของพระองค์จากพระไตรปิฎก และใช้คำตรัสสอนในพระไตรปิฎกนั้นเป็นเกณฑ์ตัดสินว่า สิ่งที่ใครก็ตามเชื่อถือหรือปฏิบัติอยู่ เป็นพระพุทธศาสนาหรือไม่

     ใครก็ตามที่กล่าวอ้างว่า ตนปฏิบัติได้โดยไม่ต้องอาศัยพระไตรปิฎก ก็คือพูดว่าตนปฏิบัติได้โดยไม่ต้องอาศัยพระพุทธเจ้า เมื่อเขาปฏิบัติโดยไม่อาศัยคำตรัสสอนของพระพุทธเจ้า เราจะเรียกการปฏิบัตินั้นว่าเป็นพระพุทธศาสนาได้อย่างไร แน่นอนว่านั่นเป็นการปฏิบัติลัทธิความเชื่อ หรือความคิดเห็นของตัวเขาเอง หรือของใครอื่นที่คิดข้อปฏิบัติขึ้นมา หรืออย่างดีก็เป็นความที่เอามาเล่าต่อจากพระไตรปิฎกแบบฟังตามๆ กันมา ซึ่งเสี่ยงต่อความคลาดเคลื่อนผิดเพี้ยน

      เวลานี้ชาวพุทธควรจะติติงและตักเตือนกัน ให้ตระหนักถึงความสำคัญ ของการปฏิบัติต่อพระพุทธเจ้าให้ถูกต้อง เพราะมีการกล่าวอ้างพระพุทธเจ้า หรือกล่าวอ้างพระพุทธศาสนา (แปลว่าคำสอนของพระพุทธเจ้า) กันง่ายๆ โดยมิได้มีการตรวจสอบว่าพระองค์ตรัสไว้หรือไม่ หรือเป็นเพียงความเชื่อหรือการคิดเอาของตนเอง ซึ่งถ้าไม่ถือว่าเป็นการกล่าวตู่พระพุทธเจ้า ก็เป็นการไม่เป็นธรรมต่อพระองค์ และถ้าไม่ถือว่าเป็นการหลอกลวงประชาชน ก็เป็นความไม่ให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนเช่นเดียวกัน

     ในเมืองไทยเรา น่าเป็นห่วงว่ากำลังมีความโน้มเอียงจะเป็นอาจริยวาท (ยกอาจารย์ของตนขึ้นเป็นใหญ่กว่าพระพุทธเจ้า) กันมาก มักมีการอ้างพระเถระ พระมหาเถระ องค์นั้นองค์นี้ จนจะเป็นการเอาอาจารย์ของตนไปตัดสินพระพุทธเจ้า แทนที่จะอัญเชิญพระพุทธเจ้ามาเป็นมาตรฐานแก่อาจารย์ ฯลฯ

     คัมภีร์ศาสนา เช่น ในพระพุทธศาสนาคือพระไตรปิฎกนี้ เป็นมาตรฐาน เป็นเกณฑ์ตัดสิน ความเชื่อ และการประพฤติปฏิบัติ เป็นที่มา เป็นแหล่งรักษาหลักการของศาสนานั้นๆ ถ้าคำสอนหรือหลักการที่แท้ ของพระศาสดา ที่รักษาไว้ในพระไตรปิฎก หรือในคัมภีร์นั้นสูญสิ้นหมดไป ก็ถือว่าศาสนานั้นสูญสิ้น ดังนั้น ศาสนาทั้งหลาย จึงถือการรักษาคัมภีร์ศาสนาของตน เป็นเรื่องสำคัญที่สุด และพระพุทธศาสนา ก็ถือว่าการรักษาคัมภีร์พระไตรปิฎกเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด

     พระพุทธเจ้าเองก็ตรัสไว้ว่า เมื่อพระองค์ปรินิพพานไปแล้ว ธรรมวินัยที่ทรงแสดงแล้วและบัญญัติแล้วแก่สาวกทั้งหลายนั้น จะเป็นศาสดาแทนพระองค์สืบต่อไป ธรรมวินัยนั้นเวลานี้อยู่ที่ไหน ก็รักษาไว้ในพระไตรปิฎก

 

พระนิพพานเป็นอนัตตา

นิพพาน ไม่ใช่เรื่องอภิปรัชญา แต่เป็นหลักการ ที่พระพุทธเจ้าทรงประทานไว้ชัดเจน

     เอกสารของวัดพระธรรมกาย กล่าวไว้ว่า

     “...เรื่องซึ่งอยู่พ้นเกินกว่าประสบการณ์ของปุถุชนคนสามัญจะไปถึงหรือเข้าใจได้ เช่น เรื่องนรก สวรรค์ กฎแห่งกรรม นิพพาน ที่ท่านเรียกว่าเป็นเรื่องอภิปรัชญา หรือเรื่องที่เป็นอจินไตยนั้น หลายๆ เรื่อง เช่น เรื่องนิพพาน ในทางวิชาการสามารถตีความได้หลายนัย”

     คำกล่าวนั้นไม่ถูกต้อง เพราะพระนิพพานไม่ใช่ทั้งเรื่องอจินไตย และก็ไม่ใช่เรื่องปัญหาอภิปรัชญาด้วย

อจินไตย (เรื่องที่ไม่ควรคิด) มี 4 อย่าง ตามพุทธพจน์ที่ตรัสแสดงว่า

     “ภิกษุทั้งหลาย อจินไตยมี 4 อันไม่พึงคิด (ไม่ได้หมายความว่าห้ามคิด แต่ถ้าคิด จะคิดไม่ออก คือเป็นสิ่งที่ไม่สำเร็จด้วยการคิด หรือไม่สามารถเข้าถึงด้วยการคิด) ซึ่งเมื่อคิด จะพึงมีส่วนแห่งความเป็นบ้า จิตเครียดไปเปล่า 4 อย่างนั้น คือ

1. พุทธวิสัย 2. ฌานวิสัย 3.กรรมวิบาก หรือวิบากแห่งกรรม และ 4. โลกจินตา ความคิดเกี่ยวกับโลก

    นิพพานไม่อยู่ในอจินไตย 4 นี้ และก็ไม่ได้เป็นปัญหา metaphysics หรืออภิปรัชญา

     ปัญหา Metaphysics หรืออภิปรัชญานั้นเป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ คือไม่ทรงตอบ หรือไม่ทรงเสียเวลาที่จะพยายามทำให้กระจ่าง แต่นิพพานนั้นตรงข้ามกับปัญหา metaphysics เลยทีเดียว

     พระพุทธเจ้าทรงสอนหรือทรงพยากรณ์เรื่องที่จะทำให้ดับทุกข์ได้ คือนิพพานนี้ และนิพพานก็อยู่ในข้อทุกขนิโรธ ซึ่งเป็นเรื่องที่ตรัสโดยตรง และเป็นเรื่อง ตรงข้ามกับอภิปรัชญา

     เพราะฉะนั้น นิพพานสำหรับชาวพุทธไม่ใช่เรื่องอภิปรัชญา แต่นักปรัชญาอาจจะเอาเรื่องนิพพานนี้ไปถกเถียงในแง่ของปรัชญาของเขาก็ได้ ส่วนใครจะไปร่วมวงถกเถียงเรื่องนิพพานในแง่อภิปรัชญากับนักปรัชญาก็แล้วแต่ แต่ถ้ามัวถกเถียงกันอยู่ก็ไม่ได้ปฏิบัติและก็ไม่บรรลุนิพพาน

     นิพพานเป็นเรื่องของความไร้ทุกข์ ภาวะที่ปราศจากปัญหา หรือภาวะที่ไม่มีโลภะ โทสะ โมหะ ภาวะแห่งความสงบ สันติ อิสรภาพ เป็นความบริสุทธิ์ เป็นความสะอาด สว่าง สงบ ด้วยปัญญา ที่รู้เท่าทันความเป็นจริงของสังขาร หรือโลกและชีวิต ที่เป็นอยู่เฉพาะหน้าตลอดเวลานี้

 

     พระพุทธเจ้าตรัสไว้แน่นอนเด็ดขาด ว่าลัทธิถืออัตตาไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

“ดูกรเสนิยะ ศาสดา 3 ประเภทนี้มีปรากฏอยู่ในโลก...ในศาสดา 3ประเภทนั้น

1. ศาสดาที่บัญญัติ อัตตา โดยความเป็นของจริง โดยความเป็นของแท้ ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในเบื้องหน้า นี้เรียกว่าศาสดาที่เป็นสัสสตวาท (ลัทธิมิจฉาทิฏฐิว่าเที่ยง)

2. ศาสดาที่บัญญัติ อัตตา โดยความเป็นของจริง โดยความเป็นของแท้ เฉพาะในปัจจุบัน ไม่บัญญัติเช่นนั้นในเบื้องหน้า นี้เรียกว่าศาสดาที่เป็นอุจเฉทวาท (ลัทธิมิจฉาทิฏฐิว่าขาดสูญ)

3. ศาสดาที่ ไม่บัญญัติ อัตตา โดยความเป็นของจริง โดยความเป็นของแท้ ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในเบื้องหน้า นี้เรียกว่า ศาสดาผู้สัมมาสัมพุทธะ)

     สรุปสาระว่า พุทธพจน์ข้างต้นตรัสว่า ในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อัตตาไม่มีจริงโดยปรมัตถ์ อัตตามีเพียงตามภาษาสมมติเท่านั้น

      ขอย้ำว่า ไม่มีเรื่องอัตตาที่จะพิจารณาขึ้นมาถึงขั้นว่านิพพานเป็นอัตตาหรือไม่ เพราะมันจบไปก่อนหน้านั้นแล้ว (คือเมื่อพระพุทธองค์ทรงปฏิเสธว่าไม่มีอัตตาอยู่ในพระพุทธศาสนา ไม่ว่าในรูปใดๆ ทั้งสิ้น ก็จึงไม่จำเป็นจะต้องไปถกเถียง เรื่องยกเอาพระนิพพานมาเป็นอัตตาอีก เหมือนกับว่า ไม่มีกรุงเทพมหานครอยู่ในประเทศไทย ก็ไม่จำเป็นจะต้องไปถกเถียงกันว่ากรุงเทพ ฯ มีลักษณะเช่นใด ใหญ่หรือเล็กเป็นต้น เพราะว่ามันไม่มี เมื่อไม่มีก็ไม่สามารถจะเอามาถกเถียงได้ นี่คือการย้ำความเข้าใจในหลักการของพุทธศาสนิกชน -พระมหานรินทร์ นรินฺโท)

 

พระไตรปิฎกและอรรถกถา ระบุว่านิพพานเป็นอนัตตา

-ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา เริ่มแต่พระไตรปิฎก และอรรถกถา ไม่มีหลักฐานในคัมภีร์ใดเลย ที่กล่าวถ้อยคำระบุลงไปว่า นิพพานเป็นอัตตา

-แต่หลักฐานในคัมภีร์ที่ระบุลงไปว่านิพพานเป็นอนัตตานั้นมี และมีหลายแห่ง

     ขอให้ทำความเข้าใจไว้ก่อนว่า ที่ว่านิพพานเป็นอนัตตา คำว่า “อนัตตา” นั้น เป็นการทับศัพท์บาลี เพื่อความสะดวก ในการกำหนดหมาย โดยสาระก็คือเป็นการปฏิเสธอัตตา มิใช่หมายความว่า มีอะไรอย่างหนึ่งที่เรียกชื่อว่าอนัตตา (จะแปลอนัตตานี้ว่าไม่ใช่อัตตาหรือไม่มีอัตตา ก็ไม่ต้องถกเถียงกัน อยู่ที่ความเจ้าใจให้ชัด แต่เมื่อว่าโดยสาระก็คือ เป็นการปฏิเสธความเป็นอัตตา)

     หลักฐานในพระไตรปิฎกและอรรถกถา ที่ระบุว่านิพพานเป็นอนัตตา มีมากแห่ง ในที่นี้จะยกมาเป็นตัวอย่าง

1. ในพระไตรปิฎกเล่มมี 8 มีคำสรุประบุชัดไว้ ดังนี้

อนิจฺจา สพฺพสงฺขารา ทุกฺขานตฺตา จ สงฺขตา

นิพฺพานญฺเจว ปณฺณตฺติ อนตฺตา อิติ นิจฺฉยา ฯ (วินย. 8/826/224)

แปลว่า: “สังขารทั้งปวง อันปัจจัยปรุงแต่ง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา นิพพานและบัญญัติเป็นอนัตตา วินิจฉัยมีดังนี้”

(5) อรรถกถาที่อธิบายเรื่องเหล่านี้ ยังมีอีกมากมาย จะยกมาเพียง 2-3 แห่งก็เพียงพอ ที่จริงเพียงแห่งเดียว ก็ต้องถือว่าพอ เพราะไม่มีที่ใดขัดแย้ง

1) สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ นิพฺพานํ อนฺโตกริตฺวา วุตฺตํ(นิท. อ. 2/8)

แปลว่า: “ข้อความว่า “ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา” นั้น พระพุทธองค์ตรัสรวมทั้งนิพพานด้วย”

2) สพฺเพ ธมฺมาติ นิพฺพานมฺปิ อนฺโตกริตฺวา วุตฺตา อนตฺตา อวสวตฺตนฏฺเฐน. (นิท. อ. 1/219 และ ปฏิสํ.อ.1/68)

แปลว่า: “ข้อความว่า “ธรรมทั้งปวง” ตรัสไว้รวมแม้ทั้งนิพพานด้วย ชื่อว่าเป็นอนัตตา โดยความหมายว่า ไม่เป็นไปในอำนาจ”

     เอกสารของวัดพระธรรมกาย กล่าวว่า “อัตตามีนัยมากมาย มีอัตตาโดยสมมติ...และอัตตาในระดับที่สูงขึ้น”

     ขออธิบายสั้นๆ ว่า ในที่นี้ ข้อความในพระไตรปิฎก และอรรถกถานั้น ปฏิเสธตรงไปที่อัตตาเลย ไม่ว่าจะมีกี่นัย คือไม่ต้องปฏิเสธนัยไหนของอัตตาทั้งนั้น แต่ปฏิเสธอัตตาทีเดียวหมดไปเลย คือปฏิเสธอัตตาว่าไม่มีอยู่จริงโดยปรมัตถ์ เป็นอันว่าไม่ต้องไปพูดว่าเป็นอัตตาหรือตัวตนแบบไหน นัยอย่างไหน เพราะท่านไม่ได้ปฏิเสธความหมายต่างๆ ของอัตตา แต่ท่านปฏิเสธที่คำว่าอัตตา ตรงไปตรงมาทีเดียวเสร็จสิ้นไปเลยว่า อัตตาโดยปรมัตถ์ไม่มี

     แต่ที่สำคัญก็คือว่า ไม่มีพุทธพจน์หรือข้อความในอรรถกถาหรือในคัมภีร์ แห่งใดที่ระบุว่านิพพานเป็นอัตตา แต่มีชัดเจนที่ระบุว่านิพพานเป็นอนัตตา

     ส่วนคำว่าอัตตา จะใช้ในนัยไหน อันนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง หรือเป็นอีกประเด็นหนึ่งทีเดียว และก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรในเมื่อเรารู้อยู่แล้วว่าเป็นการใช้โดยสมมติทั้งสิ้น

 

การใช้ตรรกะที่ผิด เพื่อให้คิดว่านิพพานเป็นอัตตา

     นอกจากนั้น เอกสารของวัดพระธรรมกาย ยังเขียนไว้ว่า “และนิพพานนั้น เป็นสิ่งที่อยู่พ้นจากกฎของไตรลักษณ์แน่นอน เพราะมีพุทธพจน์ยืนยันว่า นิพพานนั้น เป็นนิจจัง คือเที่ยงแท้ ยั่งยืน และเป็นบรมสุข.... นิพพานํ ปรมํ สุขํ แปลว่า พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง”

     อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ได้มีอะไรพิเศษ เพราะรับกันอยู่แล้ว กับพุทธพจน์ แสดงไตรลักษณ์ แต่ควรพูดให้ครบถ้วนว่า นิพพานพ้นจากไตรลักษณ์ 2 ข้อแรก คือ

     ข้อที่ 1. สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง, ในเมื่อนิพพานพ้นจากความเป็นสังขาร นิพพานก็เที่ยง เป็นนิจจัง ข้อนี้ถูก

     ข้อที่ 2. สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์, นิพพานไม่เป็นสังขาร พ้นจากสังขาร เพราะฉะนั้นนิพพานก็เป็นสุข ข้อนี้ก็มีหลักฐานยืนยันอยู่มากมาย ไม่มีปัญหา

     แต่หลักฐานที่จะบอกว่า “นิพพานเป็นอัตตา” นั้น ไม่มี, มีแต่ “ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา” ซึ่งรวมทั้งนิพพานด้วยอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ข้อ 3 นี้ ถึงอย่างไร ก็เอานิพพานเป็นอัตตาไม่ได้

     เอกสารของวัดพระธรรมกาย พยายามใช้วิธีตรรกศาสตร์มาสรุป โดยอ้างพุทธพจน์ว่า “ยทนิจฺจํ ตํ ทุกฺขํ, ยํ ทุกฺขํ ตทนตฺตา” ที่แปลว่า “สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา” แล้วก็บอกว่า

     “จึงน่าคิดว่า ถ้ามองในเชิงกลับกัน ในเมื่อนิพพานเที่ยงและเป็นสุข เราก็จะสรุปได้ว่า สิ่งใดเที่ยง สิ่งนั้นเป็นสุข สิ่งใดเป็นสุข สิ่งนั้นก็น่าจะเป็นอัตตา”

    คำว่า “น่าจะ” นั้น เป็นคำที่ท่านว่าเอาเอง ซึ่งไม่มีทางเป็นจริงทั้ง 2 ประการ

     ประการที่ 1 มีบาลีระบุไว้แล้วว่า นิพพานเป็นอนัตตา และไม่มีข้อความใด ระบุว่านิพพานเป็นอัตตา

     ประการที่ 2 การใช้ตรรกะแบบนั้นไม่ถูกต้อง เหมือนกับคำพูดในประโยคที่ว่า

      “ชีวิตใด เคลื่อนไหวย้ายที่เองได้ ชีวิตนั้นเป็นสัตว์, ชีวิตที่เป็นสัตว์ทั้งปวงต้องตาย”

     แล้วก็จะมาสรุปเอาว่า “พืชไม่เป็นชีวิตที่เคลื่อนไหวย้ายที่เองได้ ก็จึงไม่เป็นสัตว์ เพราะฉะนั้น พืชก็ไม่ต้องตาย”

     การสรุปอย่างนี้ใช้ไม่ได้ เป็นตรรกะที่ผิดพลาดไร้ผล เพราะว่าชีวิตที่เป็นพืช ก็ต้องตายเหมือนกัน เฉพาะข้อความที่ว่า ต้องตายนี้ครอบคลุมหมด ไม่เฉพาะชีวิต ที่เคลื่อนไหวย้ายที่เองได้ ที่เป็นสัตว์เท่านั้น เช่นเดียวกับคำว่า “ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา” ก็คลุมไม่เฉพาะสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เท่านั้น แต่รวมทั้งสิ่งที่เที่ยง และเป็นสุขด้วย ฯลฯ

 

เมื่อหลักฐานไม่มี ตีความก็ไม่ได้ ก็หันไปอ้างผลจากการปฏิบัติ

     เมื่อไม่มีแหล่งที่มาจากคัมภีร์ที่จะอ้าง ซึ่งระบุว่านิพพานเป็นอัตตา ทางสำนักธรรมกาย นอกจากจะใช้วิธีตีความ หรือแปลผิดพลาด ตลอดจนอ้างคำสอนของลัทธินิกายอื่น และคำถกเถียงของนักวิชาการแล้ว อีกอย่างหนึ่ง คือการอ้างว่า ตนได้เห็นอย่างนั้น จากการปฏิบัติ มีข้อพิจารณาและวิธีที่จะตรวจสอบ คือ

     1. ผู้ที่ได้ยินคำอ้างเช่นนี้ มีสิทธิตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน ว่าการเห็นในการปฏิบัติ ไม่ว่าจะเห็นนิพพาน หรือเห็นอะไรก็ตามนั้น อาจจะเป็นเหมือนการอ้างของคนที่บอกหวย ว่าเห็นเลขลอตเตอรี่ จากการปฏิบัติ

     2. ขั้นต่อไป จะต้องตรวจสอบการปฏิบัติด้วยหลักการ ซึ่งเป็นเกณฑ์ตัดสินว่า เป็นการปฏิบัติ ที่ถูกต้องหรือไม่ เพราะว่า ถ้าเป็นการปฏิบัติที่ผิดหลักการ ผลที่ได้เห็นนั้นก็ไม่ถูกต้อง

     ในสมัยพุทธกาล ผลการปฏิบัตินั้นต้องได้การตรวจสอบจากพระพุทธเจ้า เพื่อพระพุทธเจ้า ปรินิพพานแล้ว ก็ต้องตรวจสอบด้วยคำสอนของพระองค์ คือหลักการ ที่บันทึกไว้ ในพระไตรปิฎก

     สำหรับพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ถ้าการปฏิบัตินั้นไม่เป็นไปตามหลักการ ซึ่งปรากฏในพระไตรปิฎก การปฏิบัตินั้น ก็เป็นเรื่องของการปฏิบัติ ไปตามทัศนะ ส่วนตัวของบุคคลนั้น หรือไม่ก็เป็นเพียงเรื่องของสำนักนั้น หรือมีค่าเท่ากับ การปฏิบัติของฤาษีโยคีเป็นต้น นอกพระพุทธศาสนา เป็นแต่เพียงอาศัย รูปแบบในพระพุทธศาสนาเท่านั้น (แบบว่าเอาผ้าเหลืองบังหน้า หรือเอาการปฏิบัติ นอกรีตมาอ้างว่าเป็นของพระพุทธเจ้า แบบหลวงพ่อดังๆ ต่างๆ เป็นต้นซึ่งปัจจุบัน มีชาวบ้านที่ไม่รู้จักพระธรรมคำสอนที่แท้จริง ได้หลงเชื่อเป็นอันมาก นับเป็นการสร้าง สัทธรรมปฏิรูป คือพระธรรมปลอมแล้วปนเข้าไป ในพระธรรมคำสอน ของพระพุทธองค์)

     ทั้งๆ ที่ตนอาศัยรูปแบบที่กำหนดไว้ในพระไตรปิฎก แต่เวลาปฏิบัติ กลับปฏิบัติไป ตามความคิดเห็นของตนเอง ถ้าไม่ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วจะเป็นการปฏิบัติ เรียกว่าพุทธศาสนาได้อย่างไร

     3. เป็นการเสี่ยงต่อการอวดอุตริมนุสสธรรม อย่างที่กล่าวแล้วว่า ในสมัยพุทธกาลนั้น เมื่อจะตรวจสอบว่า ตนเองได้บรรลุธรรม ได้เห็นนิพพานหรือไม่ เป็นต้น ก็ต้องไปให้ พระพุทธเจ้าตรัสรับรอง ดังที่เรียกว่าพยากรณ์ ถ้าภิกษุรูปใดกล่าวขึ้นกับภิกษุรูปอื่น แทนที่จะนำไปกล่าวขอรับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า อาจจะถูกตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน ว่าอวดอุตริมนุสสธรรม เรื่องนี้จะเห็นได้ว่าแม้แต่พระสารีบุตร อัครสาวก เคยพูดอะไรบางอย่าง ภิกษุบางรูป ยังตั้งข้อกล่าวหาว่าท่านอวดอุตริมนุสสธรรม ซึ่งต้องรับคำวินิจฉัยจากพระพุทธเจ้า

     เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว การที่จะตัดสินก็คือ ตัดสินด้วยหลักการ ที่พระองค์ทรงวางไว้ ซึ่งมีอยู่แล้วในพระไตรปิฎก อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า

     “ภิกษุเห็นรูปด้วยตา...ได้ยินเสียงด้วยหู...ฯลฯ ย่อมรู้ชัดในตัวของตัวเองว่า ภายในใจของเรามีโลภะ มีโทสะ มีโมหะหรือไม่” (สํ.สฬ. 18/240/173)

     การตรวจสอบตนเองอย่างนี้ จึงจะทำให้รู้ได้ว่าบรรลุธรรมหรือไม่ และพระพุทธเจ้าทรงมุ่งให้แต่ละคนสำรวจตรวจสอบในตนเอง ไม่ใช่ให้ไปอวดอ้างแก่ผู้อื่น

     ถ้าเห็นโน่นเห็นนี่ แล้วมาอวดอ้างแก่คนอื่น บอกว่าได้มรรคได้ผลเห็นนิพพาน ก็ควรจะต้องถูกขอให้ดูในตัวของผู้อวดอ้างนั้นเอง ว่าใจยังมีโลภะ โทสะ โมหะ หรือไม่ พร้อมกับการที่จะต้องถูกตรวจสอบว่าอาจจะเป็นการอวดอุตริ มนุสสธรรม

     เวลานี้ไปกันไกลถึงกับมีการพูดว่า ท่านผู้นั้นผู้นี้ พระภิกษุรูปนั้นรูปนี้ เป็นนักปฏิบัติหรือไม่ โดยจะดูว่าไปนั่งสมาธิหรือเปล่า ไปเข้าป่า ไปนั่งวิปัสสนาหรือเปล่า อะไรทำนองนี้ คือไปติดอยู่ที่รูปแบบ

     จริงอยู่ รูปแบบเหล่านี้ก็ช่วยเป็นเครื่องประกอบในการพิจารณาขั้นต้น แต่ถ้าเป็นวิธีของพระพุทธเจ้าแท้ๆ ไม่ใช่อยู่ที่ตรงนี้ การดูว่าท่านผู้ใดเป็นผู้ปฏิบัติหรือไม่ ก็ดูที่พฤติกรรมของท่านว่าเป็นไปตามศีลหรือไม่ แล้วก็ดูความเป็นอยู่ การดำเนินชีวิต การแสดงออกและอาการความเป็นไปทั้งหลายที่แสดง ว่ามีโลภะ โทสะ โมหะ น้อยหรือมากเพียงใด อันนี้คือการดูการปฏิบัติที่แท้จริง ซึ่งเป็นเนื้อแท้ ตามหลักการของพระพุทธเจ้า

 

เพราะไม่เห็นแก่พระธรรมวินัย จึงต้องหาทางดิ้นรนเพื่อหนีให้พ้นสัจจะ

...(2) ความชัดเจนในการพิจารณาปัญหาอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ การแยกแยะขั้นตอน หนักเบาของการกระทำ ว่าแค่ไหนจะกระทบกระเทือน หรือถึงกับทำลายพระธรรมวินัย อย่างน้อยจะเห็นได้ว่าสามารถแยกเป็น 3 ขั้น

1) ขั้นทัศนะส่วนตัว ท่านผู้นั้นยังไม่รู้ไม่เข้าใจ หรือไม่เชื่อ และอาจจะแสดงทัศนะออกมา เป็นการไม่ยอมรับ ไม่พอใจ หรือน้อยใจต่อคำสั่งสอนในพระธรรมวินัย ซึ่งยังเป็น เรื่องของการที่จะชี้แจงถกเถียง และดำเนินการต่างๆ ในกระบวนการของการศึกษา

2) ขั้นปฏิเสธพระศาสดา หรือปฏิเสธพระธรรมวินัย เช่น กล่าวว่าพระไตรปิฎก เป็นหลักฐานที่เชื่อถือไม่ได้ หรือพยายามทำให้ผู้คนเข้าใจสับสนว่า พระไตรปิฎก บันทึกไว้ตกๆ หล่นๆ เอาเป็นมาตรฐานไม่ได้ เพราะฉะนั้นหลักการ ที่มีอยู่ในคัมภีร์ จึงเชื่อถือไม่ได้ (ขั้นนี้คือที่กล่าวว่า ถ้าผู้ปฏิเสธเป็นพระภิกษุ ก็คือปฏิเสธ ความเป็นพระภิกษุของตน เพราะเป็นการปฏิเสธพุทธบัญญัติที่กำหนดการบวชและศีล 227 ที่ตนรักษา)

3) ขั้นปลอมปนพระธรรมวินัย คือกล่าวให้ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไป เช่น เมื่อพระไตรปิฎกสอนว่าอย่างนี้ กลับบอกว่าพระไตรปิฎกไม่ได้สอนอย่างนี้ แต่สอนอย่างนั้น หรือนำเอาคำสอนและบัญญัติภายนอก แม้แต่ของพุทธศาสนานิกายอื่นๆ เข้ามาแทรกแซงปะปนในพระธรรมวินัยหรือในพระไตรปิฎก

ขั้นที่ 2 และ 3 นี้ เรียกว่า เป็นการจาบจ้วงพระธรรมวินัย

     จะเห็นว่า พระเถระ และพระมหาเถระทั้งหลาย ที่แสดงมติ ทัศนะ ความเห็นต่างๆ กันไปนั้น มักอยู่เพียงขั้นที่ 1 ท่านไม่ได้ก้าวล่วงมาถึงขั้นที่ 2 และ 3 เมื่อพุทธศาสนิกชน รู้หลักเกณฑ์วินิจฉัยพระศาสนา ก็รับฟังด้วยความเท่าทัน และช่วยกันศึกษาต่อไป

     แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น ตามเอกสารของวัดพระธรรมกาย เป็นเหตุให้ต้องแก้ไข ก็เพราะเป็นการกระทำที่ถึงขั้น จ้วงจาบพระธรรมวินัย ทั้งขั้นที่ 2 และ ขั้นที่ 3 (คือการบิดเบือน เปลี่ยนแปลง แก้ไข เปลี่ยนความหมาย ล้มล้างระบบธรรมคำสอน ในพระไตรปิฎก หรือพระพุทธศาสนานิกายมเถรวาท ในเมืองไทยอย่างถอนรากถอนโคน-พระมหานรินทร์ นรินฺโท)

 

     ถ้าอยากเห็นนิพพานไม่ต้องไปดูที่ไหน ตรวจสอบได้ที่ในใจของตัวเอง

โดยสรุป การเห็นนิพพาน มีจุดตรวจสอบที่สำคัญ คือ

1. รับรู้รูปเสียงหรืออารมณ์ใดๆ ก็มีจิตบริสุทธิ์ เห็นภาวะที่ไม่มีโลภะ โทสะ โมหะ ในใจของตน ไม่ใช่เห็นเป็นบุคคล สถานที่ รูปภาพ หรือ องค์อะไรที่ดีวิเศษ

2. เป็นการเห็นด้วยปัญญา ไม่ใช่เห็นด้วยจิตสมาธิ

3. ถึงภาวะหลุดพ้น โปร่งโล่งอิสระ ไม่ใช่จมอยู่แค่ความปลาบปลื้ม
ดื่มด่ำติดใจ

     จะต้องย้ำเตือนกันอย่างยิ่ง ให้มั่นอยู่ในหลักตรวจสอบของพระพุทธเจ้าข้อนี้ คือการมองในจิตใจของตนเองว่า มีโลภะ โทสะ โมหะ เบาบางลงหรือไม่ อยู่กับความเป็นจริง และปฏิบัติต่อประสบการณ์ และสถานการณ์ต่างๆ ด้วยปัญญา ได้ดีขึ้นหรือไม่ หายทุกข์โศก และมีความสุขอย่างเป็นอิสระ เบิกบานโดยไม่ต้องอาศัย สิ่งปลอบประโลมกล่อมใจ หรือพึ่งพาความหวังหรือไม่ ลึกๆ ในใจตรวจดูแล้ว มีความั่นคง สดใส อย่างไม่ต้องพึ่งพา และพร้อมที่จะเป็นที่พึ่งแก่ผู้อื่นหรือไม่ ถ้ายัง ก็พึงปฏิบัติในหนทางที่จะให้เป็นอย่างนี้ โดยไม่ต้องห่วงเรื่องการที่จะได้เห็นสิ่งวิเศษใดๆ

     ในที่สุดนี้ ชาวพุทธควรจะพิจารณาตรวจสอบตนเองให้ดี ว่าเราจะรักษาพระพุทธศาสนา ให้ดำรงอยู่ ด้วยความบริสุทธิ์ได้อย่างไร มิใช่กลายเป็นผู้ทำลายพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นมรดกที่บรรพบุรุษ ได้อุตสาหะเพียรพยายามรักษากันมาตั้งเป็นพันๆ ปี ชาวพุทธจะต้องมีการศึกษา แม้แต่ขั้นเบื้องต้น ที่จะทำให้รู้ตระหนักถึงความสำคัญ ของพระธรรมวินัย ที่ท่านรักษาไว้ในพระไตรปิฎก และมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างพระไตรปิฎกนั้น กับความเป็นไปของพระพุทธศาสนา

 

พระธรรมปิฎก
กุมภาพันธ์ 2542