จุลสารพระธรรมทูต
วัดไทย ลาส เวกัส

 

ท่านถาม-เราตอบ


 

     อยากทราบ ถึงการศึกษาของพระ ป.ธ.๓ ถึง ป.ธ. ๙ คืออะไร ?

ถ้าเป็นฆราวาสจะอยู่ในระดับไหนคะ ?

     แฟนจุลสารพระธรรมทูตท่านหนึ่งชงกาแฟ เอ๊ย ! ชงคำถามขึ้นมาบนหน้านี้ ทำให้คณะทำงานของเราได้งานทำสนุกอีกแล้ว จึงต้องขอบคุณอนุโมทนาด้วยความยินดียิ่ง เพราะถือเป็นสิ่งสนองตอบต่อการทำงานในนามจุลสารพระธรรมทูต วัดไทย ลาสเวกัส อย่างดีที่สุด ทำให้เราได้รับรู้แนวทางที่ควรจะนำเสนอต่อท่านผู้อ่านอย่างไรบ้าง อย่างนี้สิที่เรียกว่ารักกันจริง อ้อ ขอขอบคุณท่านที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ด้วยนะครับ

     อ่านคำถามของคุณโยมแล้ว ทำให้นึกไปถึงสมัยยังเป็นสามเณร เรียนบาลีไวยากรณ์อยู่ ตอนนั้นอาจารย์ท่านได้นำเอาคำว่า “มหา” ขึ้นมาทำการวิเคราะห์ในห้องเรียน ท่านให้ความหมายของคำว่า “มหา” ไว้ว่า มหา- มาจากบทวิเคราะห์ว่า มหนฺโต จ มหนฺโต จ = มหา แปลว่า ทั้งใหญ่ ทั้งยาว เข้าแล้วไม่ออก แถมยืดได้หดได้ สิ่งที่เป็นเช่นนี้ คือ มหา !

     แย็บมาแค่นี้นักเรียนก็ฮากันตรึม พวกที่ซึมเซาชอบแอบงีบในห้องอยู่เป็นประจำก็ตาสว่าง หายง่วงเป็นปลิดทิ้ง อะไรจะขนาดนั้น มหา-จะมีคุณสมบัติยิ่งใหญ่ปานนั้นเชียวหรือ อันนี้ต้องฟังอาจารย์มหา ท่านโม้ให้ฟังต่อไป

     ท่านบรรยายว่า ตามความหมายที่ ๑ มหา แปลว่า ใหญ่ ใช้เป็นคุณศัพท์ เช่น นที แปลว่าแม่น้ำ ยังถือเป็นแม่น้ำทั่วๆ ไป ไม่ใหญ่ไม่เล็ก แต่ถ้าจะให้ใหญ่แล้ว ก็เอาคำว่า มหา เติมเข้าไปข้างหน้าศัพท์ว่า -นที ก็จะมีรูปศัพท์ว่า มหานที แปลว่าแม่น้ำใหญ่ คำว่า มหาสมุทร มหาธานี มหากษัตริย์ มหาอำนาจ มหาภัย มหาโจร เป็นต้น ก็มีความหมาย เหมือนกัน นี่คือความ “ใหญ่” ของมหา

     ๒. มหา แปลว่า ยาว อันนี้ท่านตอบเป็นธรรมบรรยาย คืออธิบาย ยกเอาเครือญาติ พ่วงเข้าไปด้วย โดยความหมายว่า ถ้าท่านผู้ใด (พระภิกษุ-สามเณร) สอบได้เป็นมหา พ่อแม่พี่น้องและญาติๆ ของท่านผู้นั้นก็จะได้ชื่อว่า พ่อมหา แม่มหา พี่มหา น้องมหา ป้ามหา ลุงมหา ปู่มหา ย่ามหา ตามหา ทวดมหา อามหา น้ามหา หลานมหา เหลนมหา โหลนมหา ฯลฯ แม้แต่หมูหมากาไก่สมบัติทุกสิ่งทุกอย่าง ก็จะพลอยได้ชื่อว่า ของมหาๆ อะไรๆ ก็เป็นของมหาหมด เหมือนคนสุพรรณแนะนำตัวตอนมากรุงเทพฯนั่นแหละ มหาจึงมีความหมายว่า ยาว ด้วยประการฉะนี้ เฮ้อ ! โล่งใจไปเปราะหนึ่ง

     ๓. ตามความหมายว่า “ยืดได้ หดได้” นี้ อาจารย์ท่านว่าอย่าคิดไปไกล คือศัพท์ว่ามหานี้ นอกจากจะมีรูปเป็น-มหา ใช้นำหน้าศัพท์อื่นๆ เช่น มหานคร เป็นต้นแล้ว ก็ยังสามารถแผลง หรือแปลงรูปศัพท์ไปได้ต่างๆ เพื่อความสละสลวยแห่งถ้อยคำด้วย เช่นจะนำไปใช้ขยายศัพท์ว่า กรรม ให้ใหญ่ขึ้น จะแต่งเป็น มหากรรม ก็ดูไม่สวย จึงหดมหาให้สั้นเข้า เป็น มห- บวกกับคำว่า -กรรม ได้รูปศัพท์เป็น มหกรรม แปลว่า การกระทำอันยิ่งใหญ่หรือการฉลอง เป็นต้น นี่คือมหา ที่แปลว่า หดได้

     อีกรูปแบบหนึ่ง ถ้าจะใช้แบบเดิมก็ดูไม่ดี จะหดให้สั้นเข้า ก็ดูไม่สวยงามอีก ท่านจึงให้ผัน หรือแปลงรูปศัพท์ว่า มหา ให้ยาวขึ้น เรียกเป็นภาษาพูดว่า “ยืด” เช่นคำว่า มหาภัย ก็ยืดออกเป็น มหันตภัย หรือใช้ในรูปคำพ้องว่า มีคุณอนันต์ มีโทษมหันต์ เป็นต้น อย่างนี้ก็ได้ นี้จึงว่า ยืดได้ หดได้ เอ้า เฮ ! รอดตัวไปอีกเปลาะหนึ่ง ส่วนคุณสมบัติ สุดท้ายสุดท้ายของมหานั้น นักเรียนนั่งเอามือเท้าคาง ฟังอาจารย์ ท่านบรรยาย อย่างใจจดใจจ่อ ก็คือความหมายที่ว่า “เข้าแล้ว ไม่ออก” น่ะ เห็นมะ ตาแป๋วเชียว

     ๔. ตามความหมายว่า “เข้าแล้วไม่ออก” นั้น อาจารย์ท่านชี้ว่า ใครได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งเป็นเปรียญ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว จึงสามารถใช้ชื่อว่า พระมหา นำหน้าชื่อสามัญได้ เช่น พระมหาสุรศักดิ์ พระมหาวิชาญ เป็นต้น นี่ถือเป็นนามพระราชทาน เหมือนกับยศอื่นๆ ของพระ เช่น พระครู หรือยศเจ้าคุณ เป็นต้น แต่คำว่า มหาโจร มหาระรวยมหาประลัย เป็นต้นนั้น มิได้รับการแต่งตั้งจากพระเจ้าอยู่หัวแต่อย่างใด

      ท่านเล่าต่อไปว่า ทีนี้ เมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นมหาเปรียญแล้ว ชื่อ “มหา” ก็จะติดตัวไปจนตาย ถึงแม้ว่าจะสึกออกไปมีลูกมีเมียแล้วก็ตาม คนเขาก็ยังนิยมเรียกว่า “คุณมหา” อยู่นั่นเอง ดังนั้นคำว่า มหา เมื่อได้เข้าสู่ผู้ใดแล้ว ก็จะอยู่กับตัวไปตลอด ไม่ออก มหาจึงแปลว่า “เข้าแล้ว ไม่ออก” ด้วยประการฉะนี้

เอ้า เฮ ! โล่งอกโล่งใจไป

     แล้วคำว่า มหาเปรียญ ล่ะ มาจากไหน ? แหม อันนี้ต้องนิมนต์อาจารย์มหา ท่านอธิบายอีกละท่าน บอกแล้วไง ว่า “มหา” น่ะ ทั้งใหญ่ ยาว เข้าแล้วไม่ออก แถมยังยืดได้หดได้อีกด้วย เราตามไปดูความใหญ่ของ “มหา” กันดีกว่าเนอะ

 

การศึกษาของคณะสงฆ์ไทย

     เริ่มต้นก็มาจากพระพุทธเจ้านั่นแหละท่าน เพราะพระพุทธองค์ท่านเป็น “มหา” มาก่อน อันนี้ไม่ได้โมเมนะ ว่ากันตามความเป็นจริง เพราะว่ามหา มีที่มาจากพระพุทธองค์ โดยตรงเลยทีเดียว เรื่องเป็นเช่นนี้

     ตามหลักฐานในพระไตรปิฎกกล่าวไว้ว่า ภาษาขององค์สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงใช้ในการประกาศพระพุทธศาสนาเมื่อ ๒,๕๐๐ ปี ที่ผ่านมานั้น เป็นภาษาของ ชนชาติอารยันหรืออริยะ ซึ่งเป็นเชื้อชาติฝรั่งสายหนึ่ง เป็นชนชาติเดียว กับพวกเปอร์เซีย หรืออิหร่านในปัจจุบัน คนพวกนี้ได้อพยพลงมา จากประเทศโปแลนด์และรัสเซีย เมื่อประมาณ ๕,๐๐๐ ปีที่ผ่านมาแล้ว และภาษาของชนชาติอารยันนี้ นักปราชญ์ท่านจัดอยู่ ในตระกูลภาษา อินเดีย-ยุโรป เรียกตามภาษาอังกฤษว่า (Indo-European) ซึ่งเป็นศัพท์บัญญัติขึ้นมาใหม่ ทั้งๆ ที่โบราณนั้นท่านเรียกภาษาของชาวอินเดียว่า ภาษาอารยัน

     ภาษาอารยันโบราณนี้ แต่เดิมเป็นบันทึกอยู่ในคัมภีร์พระเวท ซึ่งเป็นคัมภีร์ บันทึกบทสวดมนต์ อ้อนวอนพระผู้เป็นเจ้าของชาวอารยัน ได้แก่ของศาสนาพราหมณ์ หรือฮินดูนั่นเอง นับเป็นภาษาที่เก่าแก่ที่สุด ตระกูลหนึ่งในโลก ภาษาของชนชาวอารยันนี้ แต่เดิมก็ไม่มีไวยากรณ์ คือไม่มีแบบแผนในการใช้ภาษา ใครอยากจะว่าอย่างไรก็ได้ ไม่มีการให้คะแนนว่าผิดหรือถูก ทีนี้เมื่อเกิดมีใครไปว่าขัดใจพระผู้เป็นเจ้า คือพวกพราหมณ์ปุโรหิต ซึ่งเป็นผู้ครอบครองคัมภีร์พระเวทเข้า พวกนี้ก็เกิดขัดใจ หาว่าเขาใช้ภาษาผิด ต้องใช้ให้ถูกตามที่พวกตนบอก ดังนั้นในกาลต่อมา จึงได้เกิดมี ระเบียบการใช้ภาษาที่เรียกว่าไวยากรณ์ขึ้น ภาษาของชาวอารยันนี้เรียกชื่อรวมว่า ภาษาปรากฤต

      ท่านกล่าวว่า ภาษาปรากฤตแยกออกเป็น ๓ ยุค ยุคแรกเป็นภาษาไม่มีไวยากรณ์ ก็ใช้กันมั่วไปหมด ยุคต่อมาเรียกว่ายุคกลาง ยุคนี้เป็นยุคที่ชาวอารยัน ได้อพยพลงมา จากโปแลนด์และรัสเซียแล้ว ได้เข้าครอบครองดินแดนลุ่มแม่น้ำสินธุ ของอินเดียตอนเหนือ ได้แก่แคว้นปัญจาปในปัจจุบัน ต่อนั้นได้มีนักปราชญ์ชาวอินเดียชื่อว่าปาณินิ ได้นำเอาถ้อยคำที่ใช้ในประจำวัน และในคัมภีร์พระเวทของพราหมณ์ มาประมวลกัน เข้าเป็นตำรา ตั้งกฎเกณฑ์การใช้ภาษาให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน แล้วให้ชื่อตำราภาษา เสียใหม่ว่า สันสกฤต ภาษาปรากฤต จึงได้รับการยกระดับเป็นภาษามีไวยากรณ์ ซึ่งนับเป็นตำราไวยากรณ์ เล่มแรกของโลกด้วย มาถึงตอนนี้ภาษาปรากฤตเก่า จึงกลายเป็นภาษาไม่มีไวยากรณ์ คือเป็นภาษาท้องถิ่นสำหรับชาวบ้านทั่วไปใช้พูดกัน จะผิดจะถูกก็ไม่ถือสา แต่ถ้าจะใช้ภาษาให้ถูกต้อง ในการเขียนการอ่านแบบผู้ดีแล้ว ก็ต้องใช้หลักการของท่านปาณินิ ที่เรียกว่าไวยากรณ์ ของภาษาสันสกฤตนั่นเอง นี่คือวิวัฒนาการภาษาอินเดียโบราณ

      มาถึงยุคของพระพุทธเจ้า เมื่อ ๓,๐๐๐ กว่าปีที่ผ่านมา การใช้ภาษาในมัธยมประเทศ หรือเขตอินเดียตอนเหนือของอินเดีย ไล่ตั้งแต่ประเทศอิหร่าน เรื่อยมาถึงบริเวณ ลุ่มแม่น้ำคงคา ได้รับการพัฒนาไปมาก เกิดภาษาท้องถิ่นหลายแขนง เหมือนภาษาไทยโบราณ ที่กลายเป็นภาษาถิ่น แยกเป็นไทยเหนือ ไทยอีสาน ไทยกลาง ไทยใต้ นั่นเอง ทั้งๆ ที่ก็มีพื้นมาจากภาษาเดียวกัน แต่ว่าเมื่อคนชาติเดียวกัน ได้แยกประเทศกันอยู่นานเข้า สำเนียงเสียงอ่านและการเขียน ก็ย่อมผิดเพี้ยนกันไป ไม่มากก็น้อย ภาษาของอินเดียจึงกลายเป็นอินเดียเหนือ อินเดียใต้ อินเดียตะวันตก อินเดียตะวันออกไปด้วย แต่ที่ไม่กลายไปก็เห็นมีแต่ภาษาสันสกฤตเท่านั้น เพราะว่าพวกพราหมณ์ ได้ใช้ภาษาสันสกฤตจารึกคัมภีร์พระเวท และเมื่อศาสนาพราหมณ์ เป็นศาสนาแห่งชาติชั้นวรรณะ ที่แผ่อำนาจกดทับชมพูทวีปไปทุกหย่อมหญ้า เป็นอารยธรรมที่สูงส่ง ภาษาสันสกฤต จึงกลายเป็นเพียงภาษาพระผู้เป็นเจ้า มีไว้เพื่อ ใช้สวดมนต์ หรือจำกัดการใช้อยู่แต่ในวงการศาสนา และวรรณกรรมของพราหมณ์ และกษัตริย์เท่านั้น ภาษาสันสกฤต จึงคงรูปอยู่ยาวนานได้โดยไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะมีไวยากรณ์ เป็นข้อกำหนดในการใช้ ช่วยอนุรักษ์ไว้ด้วยก็เป็นได้

     พระวินัยปิฎกบันทึกว่า สมัยนั้นแล ภิกษุสองรูปเป็นพี่น้องกันชื่อเมฏฐะและโกกุฏฐะ เป็นชาติพราหมณ์พูดจาอ่อนหวาน น้ำเสียงไพเราะ เธอสองรูปนั้น เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคม นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วกราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า บัดนี้ ภิกษุทั้งหลายต่างชื่อ ต่างโคตร ต่างชาติ ต่างสกุลกันเข้ามาบวช พวกเธอจักทำ พระพุทธวจนะให้ผิดเพี้ยนจากภาษาเดิม ดังนั้น ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอยกพระพุทธวจนะขึ้นโดยภาษาสันสกฤต (คือโดยเป็นกาพย์กลอน)

     พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนว่า ดูก่อนโมฆะบุรุษทั้งหลาย ไฉนพวกเธอ จึงได้กล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย จะยกพระพุทธวจนะขึ้นโดยภาษาสันสกฤต ดังนี้เล่า ดูก่อนโมฆะบุรุษทั้งหลาย การกระทำของพวกเธอนั้น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใส ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส เพื่อความเสื่อมศรัทธาของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงยกพุทธวจนะขึ้น โดยภาษาสันสกฤต รูปใดขืนยกขึ้นรูปนั้น ต้องอาบัติทุกกฏ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้เล่าเรียนพุทธวจนะตามภาษาเดิม

     ภาษาเดิมที่ทรงระบุไว้นั้น ก็คงเป็นภาษาปรากฤตมาคธี หรือภาษามคธนั่นเอง นี่เป็นเรื่องการห้ามจารึกพระธรรมวินัย ไว้ด้วยภาษาสันสกฤต

     ยุคพุทธกาล เมื่อ ๓,๐๐๐ ปีที่ผ่านมา อินเดียหรือชมพูทวีป ได้เกิดแตกแยก เป็นบ้านน้อยเมืองใหญ่ นับได้ถึง ๑๖ แคว้นใหญ่ และมีแคว้นเล็กๆ อีกมากมาย ที่ท่านบันทึกไว้ก็คือ อังคะ มคธ กาสี โกศล วัชชี มัลละ เจตี วังสะ กุรุ ปัญจาละ มัจฉะ สุรเสนะ อัสสกะ อวันตี คันธาระ และกัมโพชะ และยังมีแคว้นเล็กๆ อีก ๕ แคว้น คือ สักกะ โกลิยะ ภัคคะ วิเทหะ และอังคุตตราปะ

     คำว่าแคว้นในสมัยนั้นก็เทียบเท่ากับ States ของ The United Statesในปัจจุบัน คือแม้ว่าจะมีการปกครองแยกกัน แต่ว่าถูกควบคุมโดยชนชั้นวรรณะพราหมณ์ ในด้านการเมือง เมื่อมีบ้านเล็กเมืองน้อยมากมายเช่นนี้ ก็เกิดมีการแข่งดีกันขึ้น ซึ่งรัฐที่มีอิทธิพลที่เราเรียกว่ามหาอำนาจในเวลานั้น ได้แก่แคว้นอโยธาเดิม หรือแคว้นอูธ แต่ในสมัยพุทธกาลเราเรียกแคว้นนี้ว่าโกศล

     แคว้นโกศล มีอำนาจมากที่สุดในอินเดียตอนเหนือ ลงมาถึงแม่น้ำคงคา ความมีอำนาจ ทางการทหารมากนี้ ทำให้ภาษาของชนชาวโกศลได้รับการนิยมตามไปด้วย เปรียบไป ก็เหมือนภาษาอังกฤษสมัยนี้แหละท่าน ที่แผ่วัฒนธรรมไปทั่วโลก ก็ด้วยกำลังทางทหารก่อน แล้วจึงเอาวัฒนธรรมทางภาษา ตามไปล้างสมอง บ้านเมืองอื่นในภายหลัง และภาษาของชนชาวโกศลนี้ ท่านเรียกชื่อว่าภาษาโกศล โกศลครองความเป็นหนึ่ง อยู่ในชมพูทวีปก่อนยุคพุทธกาลนิดหน่อย โดยในครั้งนั้น สามารถผนวกเอาแคว้นกาสี และแคว้นสักกะของชาวศากยะไว้ในอำนาจได้ เมื่อพระพุทธองค์ประสูติออกมา ก็ทรงพบว่าแคว้นสักกะ ซึ่งมีกรุงกบิลพัสดุ์เป็นราชธานี้นั้น เป็นเมืองขึ้นของโกศลอยู่แล้ว โกศลมีเมืองหลวงชื่อกรุงสาวัตถี ที่ชาวไทยคุ้นหน้าคุ้นตา กันดีอยู่แล้ว

      ต่อมาในยุคกึ่งพุทธกาล ได้มีแคว้นมหาอำนาจ ใหม่เกิดขึ้นมาแข่งบุญกับโกศล ชื่อว่าแคว้นมคธ แคว้นนี้มีพระเจ้าพิมพิสารเป็นผู้ปกครอง สงครามแย่งกรุงพาราณสี หรือแคว้นกาสีระหว่างมคธกับโกศล จึงได้เริ่มขึ้น ผลปรากฏว่ามคธเป็นฝ่ายมีชัย สุดท้ายแคว้นทั้งสอง ก็อาศัยกุสโลบายที่ว่า “เมื่อเอาชนะไม่ได้ ก็ให้ผูกมิตรไว้ก่อน” โดยทางฝ่ายโกศล ได้ยกราชธิดาของสมเด็จพระเจ้ามหาโกศล พระนามว่า พระนางโกศลเทวี ให้อภิเษกเป็นพระมเหสี ของพระเจ้าพิมพิสารมหาราช สงครามแย่งดินแดน ก็เลยกลายเป็นการเกี่ยวดอง นับพี่นับน้องแบบแฮปปี้เอนดิ้งไป โกศลกับมคธเลยกลายเป็นบ้านพี่เมืองน้อง ที่คอยจ้องจะกินกันไปหลายปี

     ท้ายที่สุด ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอชาตศัตรู ภายหลังพุทธปรินิพพานแล้ว แคว้นโกศลก็ถูกมคธตีแตก เสียเอกราชตกอยู่ภายใต้อำนาจของมคธ ซึ่งได้ย้ายเมืองหลวง จากกรุงราชคฤห์ไปอยู่ที่ปากแม่น้ำคงคา เมืองใหม่นี้ สร้างขึ้นในปีสุดท้าย แห่งพระชนม์ชีพของพระพุทธเจ้า ชื่อว่ากรุงปาตลีบุตร

      แต่ดูเหมือนว่าจะสายเกินไปเสียแล้ว คือแม้ว่าโกศลจะถูกมคธตีแตก แต่อารยธรรมของชาวโกศล ที่ได้ครอบงำลุ่มแม่น้ำคงคามาช้านานนั้น ได้รับการยอมรับ จากชาวแว่นแคว้นใกล้เคียง จนเป็นของตนเองแล้ว ภาษาของชาวโกศล ที่เรียกว่าภาษาโกศลก็เช่นเดียวกัน ได้ถูกชาวมคธเอามาใช้เป็นภาษาของตนเอง โดยเปลี่ยนชื่อเสียใหม่ว่าภาษามคธ และภาษามคธนี่แหละ ที่พระพุทธองค์ทรงใช้ ในการเผยแผ่พระธรรมวินัยในสมัยพุทธกาล ดังนั้นภาษามคธก็คือภาษาโกศลเดิม มองให้ลึกเข้าไปอีก เมื่อแคว้นสักกะของพระพุทธองค์เป็นเมืองขึ้นของแคว้นโกศล ภาษาที่พระพุทธองค์ทรงใช้ ก็คือภาษาโกศลนั่นเอง แม้จะถูกเปลี่ยนชื่อ มาเป็นภาษามคธในภายหลัง มันก็คือเหล้าเก่าในขวดใหม่นั่นเอง เรื่องนี้ดูไปก็คล้ายกับ ภาษาอังกฤษของประเทศอังกฤษ กับอังกฤษในอเมริกานี่เอง

     ภายหลังพุทธปรินิพพานได้ ๓ เดือน ได้มีพระสงฆ์สาวกขององค์สมเด็จพระศากยโคดม จำนวนหนึ่ง ซึ่งท่านระบุว่ามีประมาณ ๕๐๐ รูป ได้ทำการสังคายนาพระธรรมวินัยไว้ เป็นหมวดหมู่ขึ้น จัดการสังคายนาที่ถ้ำสัตตบรรณคูหา แคว้นมคธ มีพระเจ้าอชาติศัตรู เป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก และภาษาที่ท่านใช้ ในการร้อยกรองพระธรรมวินัยครั้งแรกนั้น ก็คือภาษาของชาวมคธ หรือภาษาโกศลนั่นเอง ผลจากการสังคายนาครั้งที่ ๑ นี้ เป็นเหตุให้ภาษามคธ กลายเป็นภาษาบาลี ซึ่งเป็นภาษาจารึก พระธรรมวินัย ในสายเถรวาทมาถึงปัจจุบัน

 

จากบาลีอินเดีย สู่บาลีลังกา

     ครั้นผ่านกาลเวลามาได้ ๓๐๐ ปี ได้มีกษัตริย์ในราชวงศ์โมริยะพระนามว่าพระเจ้าอโศก พระองค์ทรงแผ่พระราชอำนาจ ครอบครองชมพูทวีปคืออินเดียไว้ได้ทั้งสิ้น ตั้งมหาราชธานีอยู่ที่เมืองปาตลีบุตร ปากแม่น้ำคงคา ปราบดาภิเษกพระองค์ ขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิ เฉลิมพระนามว่าสมเด็จพระเจ้าอโศกมหาราช

     พระองค์ทรงเลื่อมใส ในบวรพระพุทธศาสนา ทรงเห็นว่าพระสงฆ์ในสมัยนั้น ต่างก็แตกแยกเป็นหลายนิกาย สอนสั่งพระธรรมวินัยไปคนละทิศละทาง จึงทรงมีรับสั่ง ให้ทำการสอบสวน หาพระธรรมวินัยที่บริสุทธิ์ ทรงจับพระสงฆ์ ที่สั่งสอนนอกรีตสึกเสีย เป็นจำนวนหลายหมื่นรูป แล้วทรงอาราธนาพระสงฆ์ ให้ทำการสังคายนา พระธรรมวินัยเสียใหม่ ให้สอดคล้องต้องกันกับการสังคายนาครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒ อันนี้ผู้เขียนเล่าข้าม การทำสังคายนาครั้งที่ ๒ มา ก็ด้วยเห็นว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง กับภาษาบาลีลังกาโดยตรง จึงของดไว้ไม่กล่าวถึง

     พระราชศรัทธาของสมเด็จพระเจ้าอโศกมหาราชนี้มีมาก ถึงขนาดรับสั่งให้สร้างมหาวิหาร เป็นจำนวน ๘๔,๐๐๐ หลัง ในทุกตำบลของชมพูทวีป ที่สำคัญ ทรงถวายพระราชโอรส พระนามว่ามหินทร์ และพระธิดาพระนามว่าสังฆมิตตา ให้ได้รับการบรรพชา-อุปสมบท ในบวรพระพุทธศาสนา เป็นพระภิกษุและภิกษุณีอีกด้วย ครั้นสิ้นสุดการทำสังคายนา ครั้งที่ ๓ นั้นแล้ว พระเจ้าอโศกมหาราช ได้ทรงส่งสมณทูตหรือพระธรรมทูต ออกไปประดิษฐาน พระพุทธศาสนา ทุกทิศทางเป็นจำนวน ๙ สายด้วยกัน และหนึ่งใน ๙ สายนั้น ได้แก่เกาะตัมพปัณณิทวีป หรือสีหล หรือกรุงลังกานั่นเอง โดยพระภิกษุผู้เป็นหัวหน้า พาไปนั้นก็คือท่านพระมหินทเถระ พระราชโอรส ของสมเด็จพระเจ้าอโศกมหาราชนั่นเอง หลักฐานบันทึกว่า แม้พระสังฆมิตตาเถรี ก็ได้เสด็จไปตั้งวงศ์ภิกษุณี ในประเทศลังกาด้วย และพระพุทธศาสนาจากลังกานี่เอง ที่เป็นต้นวงศ์ของพระพุทธศาสนา ในประเทศไทย ในปัจจุบัน

     สิ้นรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอโศกมหาราชแล้ว แคว้นมคธก็สิ้นอำนาจ ชมพูทวีป แตกออกเป็นเสี่ยงๆ มีทั้งการแย่งอำนาจระหว่างขุนศึกในลุ่มแม่น้ำคงคาเอง และการรุกรานของชนชาติอื่นมีกรีกเป็นต้น ที่รุกเข้ามาทางตอนเหนือของอินเดีย ผ่านประเทศอิหร่าน และหนึ่งในนั้นเป็นกองทัพอิสลาม ซึ่งมีสโลแกนว่า “เพื่อพระผู้เป็นเจ้า ให้เหล่านักรบทำลายศาสนวัตถุ และศาสนธรรมของศาสนาอื่นให้สิ้นซาก”

     วัดวาอาราม พระพุทธรูป และพระธรรมคัมภีร์ต่างๆ จึงถูกอิสลามทุบทำลาย เผาทิ้งเหลือเพียงซาก แม้แต่พระสงฆ์องค์เณร ที่มีเอกลักษณ์คือห่มผ้าเหลือง โกนหัวโล้น ก็ถูกตามล่ายังกะนักโทษเดนตาย ต้องกระเซอะกระเซิง หนีตายไปต่างประเทศ ช่วงก่อนที่อิสลามจะเข้ามายึดอินเดียได้นั้น ตามหลักฐานปรากฏว่า พระพุทธศาสนา ในอินเดีย ได้เกิดแตกแยกออกเป็นนิกายเหนือนิกายใต้ เรียกว่ามหายานและหีนยานแล้ว โดยทางฝ่ายมหายาน ใช้ภาษาสันสกฤต เป็นภาษาจารึกพระธรรมวินัย ส่วนฝ่ายหีนยาน ได้ใช้ภาษาบาลีหรือภาษามคธ ซึ่งสาเหตุแห่งการแตกนิกายนี้ ดูไปยังเป็นเรื่องขี้ผง กว่าเรื่องธรรมกายในสมัยนี้เสียอีก มีบันทึกของหลวงจีนเหี้ยนจัง หรือพระถังซัมจั๋ง ซึ่งจาริกมาจากจีน กล่าวว่า พระสงฆ์ในพุทธศาสนาสมัยนั้น ได้ปฏิบัตินอกธรรม นอกวินัยเป็นอันมาก มีการปฏิบัติโยคะกรรม มีไหว้พระอาทิตย์ และการเล่นเวทย์มนต์ คาถา ปลุกเสกเครื่องรางของขลังเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่มีใครสนใจสอนสั่ง เรื่องพระธรรมวินัยอย่างจริงจังเลย แม้กระทั่งวัดวาอารามเองก็กลายเป็นที่สาธารณะ มีนักบวชต่างศาสนาเข้าไปอยู่ปะปนกันจนแยกไม่ออก นี่คือความเสื่อมภายใน

     แต่ในขณะที่พระพุทธศาสนาในอินเดียกำลังอับแสงลงนั้น ในเกาะลังกาปรากฏว่า พระพุทธศาสนาที่สมเด็จพระเจ้าอโศกทรงส่งไปประดิษฐานนั้นได้เจริญถึงขีดสุด มีการสังคายนาพระธรรมวินัยโดยใช้ภาษาบาลีเป็นหลักจารึกไว้ในใบลาน และพระพุทธศาสนานิกายลังกาวงศ์นี่เองที่พระสงฆ์ไทยได้ไปนำมาประดิษฐานในประเทศไทยปัจจุบันนี้ การมาของพระพุทธศาสนานิกายลังกาวงศ์สู่ประเทศไทย ในสมัยสุโขทัยและลานนาไทยนั้น ท่านผู้สนใจได้โปรดอ่านในจุลสารพระธรรมทูตเล่มที่ ๕ ที่ผ่านมา ทีนี้ก็ถึงเรื่องมหาเปรียญละท่าน

      ดังได้กล่าวไว้แล้วว่า พระพุทธศาสนาในลังกาใช้ภาษาบาลีหรือภาษามคธเป็นหลักในการจารึกพระธรรมวินัย และเมื่อพระสงฆ์ไทยไปบวชในลังกากลับมา ก็ได้นำเอาพระศาสนาแบบลังกากลับมาด้วย ซึ่งสิ่งที่ติดมากับพระพุทธศาสนานิกายลังกาวงศ์นั้น ก็คือภาษาบาลีนั่นเอง กล่าวถึงภาษาบาลีในแง่ของนิรุกติศาสตร์อีกที

      ภาษาบาลี เป็นภาษาที่มีรูป มีวิภัตติ และปัจจัย จัดอยู่ในตระกูลอินเดีย-ยุโรป ซึ่งภาษาชนิดนี้มีอยู่ในโลกอยู่ ๓ กลุ่มคือ ๑ แฮมิติก (Hamitic) ประเทศที่ใช้ได้แก่ อียิปเก่า เอธิโอเปีย และของชาวเผ่าต่างๆ ในแอฟริกา ๒. เซมิติก (Semitic) ประเทศที่ใช้ได้แก่ กลุ่มประเทศอาหรับ อิรัก และเอเชียน้อย เรียกว่าภาษาอาหรับ และภาษาเฮบรู และ ๓. อินเดีย-ยุโรป (Indo-European) กลุ่มประเทศที่ใช้ได้แก่ อินเดียกลาง และยุโรปส่วนมาก รวมทั้งสหรัฐอเมริกาด้วย มีภาษาอยู่ในตระกูลนี้มากมาย เช่น ภาษาอารยันในอินเดียกลาง ภาษาอิหร่านในเปอร์เซีย กรีก อิตาลิก เยอรมนิก เคลติก และสลาวิก

     คำว่า รูป วิภัตติ ปัจจัย ในภาษาบาลีก็คือการจัดรูปประโยค เป็นประโยคกัตตุวาจก กัมมวาจก เป็นต้น ซึ่งเน้นถึงตัวผู้กระทำ ว่าใครหรืออะไร เป็นประธาน กริยา และกรรม ในประโยคนั้นๆ นอกจากนั้น ในแต่ละศัพท์ที่นำมา ประกอบเข้าเป็นประโยค ก็ยังมีความพิสดารออกไปอีก เช่น กริยา มาจากสิ่งซึ่งเรียกว่า ธาตุ หรือต้นเดิมของศัพท์ ธาตุนั้นเป็นศัพท์เดิมล้วนๆ จะนำไปใช้เข้าเป็นประโยคได้ ก็ต่อเมื่อนำไป ประกอบกับปัจจัยเสียก่อน เพื่อให้มีความหมายตามที่ต้องการ เช่น คม-ธาตุ แปลว่า ไป จะใช้เป็นกริยาในความหมายว่า ย่อมไป ก็ต้องนำไปประกอบวิภัตติ-ปัจจัย ให้ถูกต้อง ตามหลักไวยากรณ์เสียก่อนจึงจะถูกต้อง แถมยังมีตัวแปรอีกหลายอย่าง เช่นที่เรียกว่า นิคม นิบาต อุปสรรค เป็นต้น ในภาษาไทย

     เมื่อภาษาบาลีเป็นภาษาในตระกูลเดียวกับภาษายุโรป มีภาษาอังกฤษเป็นต้น จึงสามารถจะยกตัวอย่างแทนกันได้ เช่น คำว่าธาตุ ในภาษาบาลี ได้แก่ root หรือรากศัพท์ในภาษาอังกฤษ, คำว่าประโยค ได้แก่ Sentense, กริยา ได้แก่ Verb,นาม ได้แก่ Nouns, กาล ได้แก่ Tense, อุปสรรค ได้แก่ Prefix, คำต่อท้ายหรืออาคม ได้แก่ Suffic เป็นต้น นี้เป็นเรื่องของไวยากรณ์อย่างกว้างๆ

     สาเหตุที่ท่านจัดภาษาอารยันกับยุโรปไว้ในตระกูลเดียวกัน ก็เนื่องจากว่า ชนเผ่าอารยันนั่นเอง ที่ได้อพยพออกจากรัสเซียและโปแลนด์ หนีหนาวลงมาทางใต้ ได้แยกย้ายกันไปคนละทิศทาง ที่เข้าไปในอิหร่านและอินเดีย ก็กลายเป็นชาวอริยะ หรืออารยัน มีภาษาใช้แตกแขนงออกไป นับหลายภาษา ประเทศที่ใช้คือ อินเดีย อิหร่าน ลังกา เป็นต้น เรียกรวมว่าภาษาอารยันตะวันออก

      อารยันที่เข้าไปในยุโรป ก็กลายเป็นบรรพบุรุษของพวก กรีก ละติน เซ็ลต์ และติวตอน ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของฝรั่งชาติกรีก สเปน อิตาลี อังกฤษ ฝรั่งเศษ เยอรมันนี สแกนดิเนเวีย สก็อตแลนด์และไอแลนด์ทุกวันนี้เป็นต้น ภาษาของอารยันกลุ่มนี้เรียกว่า ภาษาอารยันตะวันตก

      เมื่อแยกกันอยู่นานเข้า ภาษาของเผ่าอารยันดั้งเดิมก็กลายไป เนื่องเพราะ อยู่ห่างกันประการหนึ่ง เนื่องเพราะไปผสมเข้ากับภาษาถิ่นอีกประการหนึ่ง ซึ่งเป็นวิวัฒนาการของภาษา ดังนั้น เราจะเห็นว่าพวกอริยะ หรืออารยันก็คือชน กลุ่มใหญ่ ผิวขาว ชาวฝรั่ง ซึ่งเป็นชนชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลกทีเดียว แต่ก็ยังมีเค้าพอจะเดาออกว่า บางคำในภาษาอื่นนั้น อยู่ในภาษาอารยันเดียวกัน

     ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านเปรียบเทียบไว้ในหนังสือ “ธรรมแห่งอริยะ” ว่า คนไทยที่เรียนบาลีจนสอบได้เปรียญ ๗ ประโยคขึ้นไป หากว่าจับเรียน ภาษาฝรั่งภาษาใดภาษาหนึ่ง เช่นอังกฤษ ฝรั่งเศษ หรืออิตาลี ก็จะเรียนได้เร็วกว่า คนที่ไม่เคยเรียนภาษาบาลี เพราะภาษาบาลีนั้นเป็นภาษาอริยะภาษาหนึ่ง เมื่อรู้จนแตกฉานแล้ว จับเรียนภาษาซึ่งสืบเนื่องมาจากภาษาอริยะ จึงเรียนได้ง่าย ศัพท์ต่างๆ นั้น บางทีก็ตรงกัน บางทีก็ละม้ายกัน บางทีก็มาจากรากศัพท์เดียวกัน สะดวกแก่การจดจำ เช่น คำว่า Ignition ในภาษาอังกฤษนั้น เพี้ยนมาจากศัพท์ละตินว่า Ignis แปลว่า อัคนี หรือไฟ คำในภาษาอังกฤษว่า God, Good ตลอดจน Cow ซึ่งแปลว่าพระเจ้า, ดี และ วัว นั้น ก็มาจาก โค ธาตุ ซึ่งแปลว่าดีทั้งสิ้น คำว่า Horse ซึ่งแปลว่า ม้า นั้น ถ้าได้ฟังพวกค็อกนีย์ ในลอนดอน ออกเสียง ก็จับได้ว่ามาจาก อัศว (ม้า) เป็นแน่นอน ส่วนคำว่า Elephant ซึ่งแปลว่าช้างนั้น จะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจาก เอราวัณ (ช้าง)..”

      นี่คือทัศนะของนักปราชญ์ไทย นามว่าคึกฤทธิ์ ปราโมช ผู้ล่วงลับ เกี่ยวกับภาษาของชาวอริยะ หรืออารยันหรือชาวฝรั่ง อ้อแน่นอนละท่าน พระพุทธเจ้านั้นเป็นชาวอารยัน ถ้าแปลให้ชัดในบัดนี้ก็คือฝรั่งแน่นอนร้อยเปอร์เซนต์ นี่ก็พูดไปไกลหน่อย จะว่าฝอยให้ฟังก็ว่าได้ กลับมาเมืองไทยเถอะท่าน

      ต่อเมื่อภาษาบาลีติดมากับพระพุทธศาสนาสู่ประเทศไทยแล้ว สมัยก่อนนั้นไทยเรายังไม่รู้จักพวกยุโรป อเมริกาอะไรนี่หรอก ดังนั้น พวกเพลง บีคอส ไอเลิฟยู หรือ เลิฟ มี เลิฟ มาย ด็อก อะไรเหล่านี้น่ะ คนไทยเราร้องไม่เป็น จะร้องเก่งก็แต่เพลง ลาวเสี่ยงเทียน พม่าแทงกบ เขมรไทรโยค หรือที่ทันสมัยก็สาวนาสั่งแฟน พวกนี้แหละ แต่เพลงไทยเรานี้ สังเกตให้ดีก็จะเห็นศัพท์แสงทางบาลีปนอยู่เพียบ อย่างเพลงไกลบ้านน่ะ ขึ้นต้นด้วย ภาษาบาลีล้วนเลยว่า “วิปโยค โศกใจ เหมือนเมื่อไกลบ้าน ไกลสถานพักพิง ยิ่งใจเหงา..” หรืออย่างบทกลอนสุนทรภู่ดู ก็เห็นมีแต่บาลี-สันสกฤต เช่นว่า

 

โอ้สังเวช วาสนา นิจจาเอ๋ย

จะมีคู่มิได้อยู่ประคองเชย      ต้องละเลยดวงใจไว้ไกลตา

ถึงทุกข์ใครในโลกที่โศกเศร้า      ไม่เหมือนเราภุมรินถวิลหา

จะพลัดพรากจากกันไม่ทันลา      ใช้แต่ตาต่างถ้อยสุนทรวอน

โอ้จำใจไกลนุชสุดสวาท      จึงนิราศเรื่องรักเป็นอักษร

ให้เห็นอกตกยากเมื่อจากจร      ไปดงดอนแดนป่าพนาวัน

 

     ที่ขีดเส้นใต้ไว้นั่นแหละ คือภาษาบาลี-สันสกฤต ที่เข้ามามีอิทธิพลในภาษาไทย แม้แต่คำว่า พระสงฆ์ สามเณร กษัตริย์ ราชินี เทวี กัญญา เทพธิดา พระอินทร์ เป็นต้น ก็มาจากภาษาอารยันทั้งนั้น ดังนั้น คนไทยสมัยสุโขทัย ลานนา-ล้านช้าง อยุธยา และรัตนโกสินทร์ตอนต้น จึงนิยมบวชเรียน เมื่ออยู่ในวัดก็ชำนาญภาษาบาลี ทีนี้เมื่อจบบาลี จะไปต่อที่เมืองไหน จึงจะตรงกับสายที่เรียนมา สามารถต่อยอดปริญญาได้ ก็ศรีลังกาไงท่าน ศรีลังกายุคนั้นก็คืออเมริกาในยุคนี้ เหมือนยุคนายปรีดี พนมยงค์ และนักเรียนนอกสมัย ร.๕ ไปเรียนจบจากยุโรปนั่นแหละ ใครที่ไปจบลังกามา ก็คือนักเรียนนอก พูดภาษาบาลีได้ดีพอๆ กับภาษาอังกฤษสมัยนี้ ค่าตัวจึงแพง สึกออกไป พ่อแม่ที่มีลูกสาว ก็ง่วงนอนทันทีที่เห็นพี่ทิดขึ้นเรือนไปจีบลูกสาว เพราะเห็นว่าเป็นคนสุก ได้รับการอบรมบ่มนิสัย เป็นฑิตหรือบัณฑิตผ่านวัดผ่านวามาแล้ว ได้ทิดมาเป็นลูกเขย เวลาถวายข้าวพระก็ไม่ต้องเก้อๆ เขินๆ แน่ะ ว่าไปโน่น เขียนอย่างนี้พวกทิดที่เป็นมหา ใจชื้นขึ้นเยอะเลย

     การศึกษาภาษาบาลีในสมัยโบราณ ก่อนยุคกรุงรัตนโกสินทร์นั้น เท่าที่ทราบ เป็นการศึกษาแบบที่เรียกว่า มูลกัจจายน์ ซึ่งเป็นคัมภีร์ไวยากรณ์ภาษาบาลีโบราณ เริ่มเรียนกันตั้งแต่ ธาตุ วิภัตติ ปัจจัย เพื่อใช้ในการประกอบเป็นศัพท์ เมื่อได้ศัพท์มาแล้วก็เอามาประกอบเป็นประโยค เรียนรู้รูปประโยค ความหมายของการใช้ถ้อยคำ เช่นคำนี้ควรใช้ในความหมายเช่นนี้ๆ เป็นต้น นอกจากนั้นยังต้องเรียน สำนวนนิยมในพระไตรปิฎก เรียนการแต่งฉันท์ลักษณ์ หรือกาพย์กลอน มีอินทรวิเชียร ปัฐยาวัตร วสันตดิลก เป็นต้น เมื่อจบแล้ว ก็สามารถอ่านพระไตรปิฎก รู้ความหมายโดยไม่ต้องเปิดพจนานุกรมเลย แถมยังเขียนแต่งหนังสือภาษาบาลีได้คล่องอีก เช่นในสมัยลานนาไทย ราว พ.ศ. ๒,๐๐๐ นั้น มีพระภิกษุไทยไปเรียนบาลีลังกากลับมามาก ได้แต่งหนังสือเป็นภาษาบาลีไว้เยอะ และยังคงตกทอดเป็นมรดกทางปัญญาของไทย อยู่จนกระทั่งปัจจุบัน คาถาต่างๆ เช่น พาหุง ก็ดี ชินบัญชร ก็ดี นักปราชญ์ท่านก็สันนิษฐานว่า ได้แต่งโดยพระมหาเถระ ชาวเชียงใหม่ทั้งสิ้น การเรียนการสอนบาลีในยุคสุโขทัย-ลานนา มาจนถึงอยุธยา และธนบุรีนั้น จึงยังไม่มีการแบ่งเป็นชั้นๆ ที่เรียกว่าประโยค เหมือนในปัจจุบัน แต่อย่างใด

     มาถึงยุครัตนโกสินทร์ เมื่อสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จขึ้นครองราชย์ปราบดาภิเษก เป็นปฐมบรมราชวงศ์จักรีแล้ว ทรงมีรับสั่ง ให้ทำการสังคายนาพระธรรมวินัย โดยอาศัยพระไตรปิฎกใบลาน ซึ่งสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มีรับสั่งให้รวบรวมไว้จากภัยสงครามในรัชกาลก่อน การสังคายนาพระธรรมวินัย ในรัชกาลที่ ๑ นี้ เริ่มขึ้นเมื่อวันพุธ เดือน ๑๒ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ปีวอก พ.ศ. ๒๓๓๑ ใช้เวลา ๕ เดือนจึงสำเร็จ เมื่อเสร็จสิ้นการสังคายนาแล้ว ทรงมีรับสั่งให้นายช่าง ทำการจารหรือเขียนพระไตรปิฎกลงในใบลาน ปิดทองร่องชาด เรียกว่าฉบับทองใหญ่ นับได้รวมทั้งสิ้น ๓๕๔ คัมภีร์ เป็นหนังสือใบลาน ๓,๖๘๖ ผูก เก็บรักษาไว้ในหอมณเฑียรธรรม วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แล้วให้มีการสมโภช ฉลองพระไตรปิฎกและหอมณ เฑียรธรรม

     การศึกษาพระธรรมวินัย ของพระสงฆ์ไทยในรัชกาลที่ ๑ นี้ ท่านแบ่งออกเป็น ๓ ระดับ เรียกว่าบาเรียน ซึ่งก็คงจะเอาคำว่า บาลี กับ เรียน มาผสมกันเป็น บาเรียน (ผู้เขียน) ระดับแรก ผู้ที่เรียนจบพระสูตร เรียกว่าบาเรียนตรี ระดับกลาง เรียนจบพระวินัย เรียกว่าบาเรียนโท ระดับสูงสุด เรียนจบพระอภิธรรมหรือพระปรมัตถ์ เรียกว่าบาเรียนเอก ซึ่งในรัชกาลที่ ๑ นี้ ยังไม่มีการแบ่งชั้นการศึกษาภาษาบาลีเป็นประโยค ๓ ถึง ประโยค ๙ แต่อย่างใด อ้อ การตั้งเปรียญในรัชกาลที่ ๑ นี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตั้ง โดยพระราชทานพัดให้ด้วยพระหัตถ์ ในพระบรมมหาราชวัง

 

รัชกาลที่ ๒

      ชกาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้มีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการเรียนบาลี คือทรงให้แก้ไขระดับการศึกษาเสียใหม่ จากเปรียญตรี เปรียญโท เปรียญเอก ก็เปลี่ยนมาเป็น ๗ ระดับ นับตั้งแต่เปรียญธรรม ๓ ประโยค ถึงเปรียญธรรม ๙ ประโยค โดยผู้ที่จะได้รับการตั้งเป็นเปรียญนั้นต้องสอบได้ตั้งแต่ ๓ ประโยคขึ้นไป ผู้ที่สอบได้ไม่ถึง ๓ ประโยค ยังไม่ให้เป็นเปรียญ แต่ก็ได้รับการอุปถัมภ์จากสมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ พระราชวังหน้า ในรัชกาลที่ ๒ เนื่องจากสามเณรสา (ที่ได้ ๑๘ ประโยคในภายหลัง) ท่านสอบได้เพียง ๒ ประโยค ในขณะมีอายุได้เพียง ๑๔ ปี ตั้งแต่นั้นมา ผู้ที่สอบได้เพียง ๒ ประโยค จึงเรียกว่า “เปรียญวังหน้า” และคำว่า “ประโยค” นี้ กำหนดด้วยการแปลหนังสือบาลี ต่อหน้าพระที่นั่งในพระบรมมหาราชวัง ที่เรียกว่าสอบบาลีสนามหลวงนั่นเอง เพราะสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จมาทรงกำกับ การสอบด้วยพระองค์เอง เมื่อพระภิกษุสามเณรรูปใดสอบได้ คือแปลผ่าน ๓ ประโยคขึ้นไป ก็ทรงถวายพัดยศ เรียกว่าทรงตั้งเปรียญในเวลานั้นเลย แสดงให้เห็นถึงความเอาธุระ ในพระศาสนาของพระมหากษัตริย์ไทย เป็นอย่างดียิ่ง

      การสอบภาษาบาลีในรัชกาลที่ ๒ นี้ ยังคงเป็นแต่การแปลด้วยปากเปล่า ยังไม่มีวิธีการเขียน แบบในปัจจุบัน เพิ่งมาเปลี่ยนเป็นแบบข้อเขียนในปัจจุบันใน พ.ศ. ๒๔๖๙ อ้อ สมัยก่อนนั้น ก็ยังไม่เรียนเขียนอ่าน เป็นภาษาไทยนะท่าน เขาเรียนกันด้วย อักษรขอมหรือเขมร เพิ่งมาเปลี่ยนเอาก็ใน พ.ศ ๒๔๘๕ นี่เอง จะสังเกตเห็นว่า สมัยโบราณ เวลาพระไทยเขียนภาษาบาลี มีการลงอักขระเลขยันต์เป็นต้น ก็ต้องลงด้วยอักษรขอมทั้งนั้น นี่ก็เพราะติดมาแต่โบราณ ซึ่งกลายเป็นคตินิยมอีกว่า ถ้าจะลงคาถาให้ขลังแล้วละก็ต้องเขียนเป็นอักษรขอม เขียนเป็นไทยคนไทยอ่านได้ ก็เข้าใจ ทีนี้อะไรที่คนเขาเข้าใจมันก็ไม่ขลัง ไม่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะว่าความศักดิ์สิทธิ์นั้น มันเป็นเรื่องของศรัทธาหรือความโง่ หาใช่เรื่องของปัญญา คือความฉลาดไม่ แหม พูดก็พูดให้จบ คำว่า ขลัง มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านเล่าว่า หญ้าคานั้น สำคัญอย่างยิ่ง สำหรับพิธีพราหมณ์มาแต่ดั้งเดิมแล้ว พราหมณ์ในเมืองไทยเรียกหญ้าคาว่า ขลัง ทำให้เกิดคำว่า ขลัง ขึ้นในภาษาไทย อะไรที่ทำพิธีแล้ว หรือผ่านพิธีแล้ว ก็เรียกว่าขลัง เพราะพิธีพราหมณ์ต้องมี “ขลัง” คือหญ้าคา ขาดเสียมิได้..” และโบราณท่านว่า การเรียนคาถานั้นท่านห้ามมิให้แปล เพราะถ้าแปลออกมาแล้ว คาถาที่คนไหว้บูชาก็ไม่ขลังสิท่าน ดังนี้แล

     ในรัชกาลที่ ๓ ได้มีสามเณรรูปหนึ่งเรียนเก่งมาก ชื่อว่าสามเณรสา ศึกษาอยู่ ในสำนักพระภิกษุวชิรญาณ (สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ขณะทรงผนวช) ขณะมีอายุได้ ๑๘ ปี ได้เข้าสอบพระปริยัติธรรม ในสนามหลวง (ต่อพระพักตร์รัชกาลที่ ๓) สามารถแปลบาลีได้หมดคราวเดียวถึง ๙ ประโยค นับเป็นสามเณรรูปแรก ของประเทศไทยที่สอบได้สูงสุด ครั้นมีอายุครบ ๒๑ ปี จึงได้อุปสมบท ณ วัดบวรนิเวศวิหาร แต่บวชพระได้ไม่กี่พรรษา พระมหาสา ก็ลาสิกขา ออกไปเป็นฆราวาส

     ครั้นสิ้นรัชกาลที่ ๓ แล้ว พระภิกษุวชิรญาณทรงลาผนวช เสด็จขึ้นครองราชย์ ในพระนามว่า "พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว" มีตำนานว่า รัชกาลที่ ๔ มีรับสั่งให้นำนายมหาสาเข้าเฝ้า พระราชทานผ้าไตร พร้อมกับพระดำรัสถามว่า จะเอาผ้าไตรหรือว่าจะเอาคุก ? ก็หมายถึงว่าถ้าไม่บวชก็ต้องโทษ ทิดสาจึงได้เข้าสู่ร่มผ้ากาสาวพัสตร์อีกครั้งหนึ่ง ในปีกุน จุลศักราช ๑๒๑๓ พ.ศ. ๒๓๙๔ ขณะมีอายุได้ ๓๙ ปี มีกรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธ์ (สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมปวเรศวริยาลงกรณ์ พระสังฆราชองค์ที่ ๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ฉายา “ปุสฺสเทโว” จำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศ

     พระมหาสาบวชใหม่ได้ ๗ พรรษา ก็ฟื้นความรู้บาลีขึ้นมาใหม่ ได้สมัครเข้าสอบบาลี สนามหลวงอีกเป็นครั้งที่ ๒ แล้วก็ปรากฏเหตุมหัศจรรย์ เมื่อท่านสามารถ สอบแปล ปากเปล่าได้อีกถึง ประโยครวด กิตติศัพท์ของท่านจึงดังระบือไปว่า “พระมหาสา ปุสฺสเทโว เปรียญ ๑๘ ประโยค !..”

      สมณศักดิ์สุดท้ายของพระมหาสา ท่านได้รับการสถาปนาเป็น "สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณสมเด็จพระสังฆราช" สถิต ณ วัดราชประดิษฐ์ สถิตมหาสีมาราม สิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๔๔๒ เวลา ๐๒.๒๐ น. ชนมายุ ๘๗ พรรษา ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชได้ ๖ พรรษา ในแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ นี่คือเรื่องพระมหาสา ๑๘ ประโยค

     เท่าที่สังเกตเห็น คำว่า “มหา” เพิ่งมาปรากฏเอาในชื่อของพระมหานาค วัดภูเขาทอง สมัยพระเจ้าจักรพรรดิ แห่งกรุงศรีอยุธยาเป็นครั้งแรก ก่อนแต่นี้ขึ้นไปมีแต่คำว่า บาเรียนหรือเปรียญ ใช้เท่านั้น หรืออาจจะใช้มาก่อนหน้านี้แล้วก็เป็นได้ หากเป็นแต่เพียงคำเรียกเท่านั้น มิได้เขียนเป็นชื่อเรียกขานมาก่อน มาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านก็คงสรุปได้ว่า คำว่ามหาบาเรียนหรือมหาเปรียญที่แบ่งออกเป็น ๗ ระดับ ตั้งแต่ประโยค ๓ ถึง ประโยค ๙ นั้น เป็นสมณศักดิ์ที่ได้รับพระราชทาน จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นสมณศักดิ์ ที่ได้มาด้วยการศึกษาพระปริยัติธรรมซึ่งใช้ภาษาบาลีเป็นสื่อ

     ที่ถามว่า ถ้าเป็นฆราวาสจะอยู่ในระดับไหน ? อันนี้ก็ขอบอกตามตรงว่า พูดยาก เพราะการจะเอายศทางพระ ไปเปรียบเทียบกับยศทางโลกนั้นมันไม่ตายตัว อีกประการหนึ่ง สมณศักดิ์ “มหาเปรียญ” นั้น ก็มีแตกต่างกันถึง ๗ ชั้น ซึ่งท่านได้แบ่งออกเป็น ๓ ระดับ คือ เปรียญ ๓ ประโยค จัดเป็นเปรียญตรี เปรียญ ๔-๕-๖ ประโยค จัดเป็นเปรียญโท เปรียญ ๗-๘-๙ เป็นเปรียญเอก สำหรับเปรียญธรรม ๙ ประโยคนั้นถือว่าเป็นชั้นเอกอุ คือสูงสุดในฝ่ายการศึกษาของคณะสงฆ์ที่จัดขึ้น จึงถือว่ามียศสูง อยู่ในระดับรองพระราชาคณะชั้นสามัญ ถ้าได้รับเลื่อนสมณศักดิ์ สูงขึ้นไปอีก ก็มักจะได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะไปเลย ไม่ต้องเป็นพระครูสัญญาบัตร แสดงถึงสมณศักดิ์มหาเปรียญ ๙ ว่าสูงกว่า พระครูสัญญาบัตรชั้นพิเศษ นอกนั้นก็มีลดหลั่นกันลงมา นี้ว่ากันด้วยเรื่อง ระดับของยศพระมหาเปรียญ

     ส่วนในด้านการศึกษานั้น แต่โบราณมา การศึกษาภาษาบาลี ถือว่าเป็นการศึกษาที่ยาก หาคนสำเร็จได้น้อย จึงได้รับการยกย่องจากคนทั่วไป กระนั้นก็ยังไม่มีสิ่งใดมายืนยันได้ว่า คนที่จบเปรียญชั้นนั้นชั้นนี้แล้ว จะมีวุฒิเทียบเท่าทางโลกในระดับใด แต่มีเรื่องเกี่ยวกับ ความเชื่ออยู่ว่า มีมหาเปรียญท่านหนึ่ง เดินทางจากกรุงเทพ ฯ กลับบ้านเกิดที่บ้านนอก ญาติโยมได้ถามท่านมากมาย ว่าที่ได้เป็นมหานั้น เขาว่าเป็นยากเป็นเย็น เรียนหนังสือเก่ง สามารถรู้เสียงนกเสียงกาได้ ยิ่งบางรูปบางองค์นั้น ได้รับอาราธนาให้ซ่อมทีวี หรือใบ้หวยให้เลยก็มี นี่เพราะคตินิยมที่ว่ามหานั้นเก่ง อย่างไรก็ตาม การที่มหาเปรียญ ตั้งแต่ ๓ ประโยค ถึง ๙ ประโยค ได้รับการจัดระดับเป็นเปรียญตรี เปรียญโท และเปรียญเอกนั้น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงนำมาเป็นเกณฑ์กำหนดความรู้ ของพระภิกษุในสายบาลีนี้ว่า

๑. เปรียญ ๓ ประโยค เทียบเท่าปริญญาตรี

๒. เปรียญ ๔-๕-๖ ประโยค เทียบเท่าปริญญาโท

๓. เปรียญ ๗-๘-๙ ประโยค เทียบเท่าปริญญาเอก

     แต่ก็เป็นเพียงการกำหนดของสมเด็จพระสังฆราชพระองค์นี้เท่านั้น ยังมิได้มีพระราชบัญญัติรับรองวิทยฐานะผู้ที่เรียนจบเปรียญธรรมอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด

     ว่ากันถึงเครื่องหมายสมณศักดิ์ชั้นมหานั้น ก็คือพัด เมื่อพระภิกษุรูปใด ได้รับพระราชทานพัด จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็แสดงว่า ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นมหาเปรียญแล้ว จึงมีศักดิ์และสิทธิ์ตามสมณศักดิ์ ทั้งสามารถใช้คำ “พระมหา” นำหน้าชื่อของพระรูปนั้นได้ แต่ก็ใช้ได้แต่พระภิกษุ เท่านั้นนะท่าน ส่วนสามเณรนั้นท่านห้ามมิให้ใช้ ใช้แต่เพียงคำว่า “สามเณร...เปรียญ” เท่านั้น คือการใช้คำว่าเปรียญต่อท้ายชื่อ อ้อ สำหรับพระมหาเปรียญ ที่สึกออกไปแล้ว กลับเข้ามาบวชใหม่ ท่านก็ไม่ให้ใช้คำว่า “พระมหา” อีก ให้ใช้แต่เพียงคำว่า “เปรียญ” ต่อท้ายชื่อเท่านั้น พัดยศของมหาเปรียญนั้น ท่านเรียกว่าพัดหน้านาง มี ๓ สี คือ

เปรียญ ๓-๔ และ ๕ ประโยค เทียบเท่าเปรียญตรี ถือพัดหน้านางสีแดง

เปรียญ ๖-๗ และ ๘ ประโยค เทียบเท่าเปรียญโท ถือพัดหน้านาง
สีเหลือง

เปรียญ ๙ ประโยค เทียบเท่าเปรียญเอก ถือพัดหน้านาง พื้นตาด
สีเหลืองทอง ด้ามงา

     การกำหนดนี้มีในปี พ.ศ.๒๕๐๔ ถ้าจะถามว่า แล้วพัดยศที่ว่านี่เอาไปทำอะไร ? อันนี้ต้องบอกว่า เอาไว้เป็นเครื่องประดับยศ ในเวลาเข้าร่วมงานหลวงหรืองานพระราชพิธี ซึ่งในการถือยศนี้ มีผลไปถึงที่นั่งในบริเวณพิธีด้วย คือว่าท่านผู้ใดถือพัดยศระดับใดมา ก็ต้องนั่งเรียงลำดับไป ตามสมณศักดิ์ จะถือเอาอายุพรรษาเป็นเกณฑ์ เหมือนในงานขึ้นบ้านใหม่ไม่ได้ ดังนั้น ถ้าพระรูปใด ถือพัดที่แสดงถึงยศอันสูงกว่ารูปอื่น ก็ย่อมได้นั่งสูงกว่า ส่วนผู้ที่มีสมณศักดิ์ต่ำกว่า แม้อายุพรรษาจะมากกว่าก็ตาม ก็ต้องนั่งบนอาสนะอันต่ำกว่า เพราะการใช้พัดเป็นเครื่องหมายนี่เอง รู้ไว้ใช่ว่า และนี่คือการรับรองวิทยฐานะพระเปรียญอย่างเป็นทางการ

 

พระราชบัญญัติ
กำหนดวิทยฐานะผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา พ.ศ. ๒๕๒๗
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

 

มาตรา ๔ ให้ผู้สำเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา

     (๑) ตามหลักสูตรพระปริยัติธรรมแผนกธรรม และแผนกบาลี สนามหลวง เปรียญธรรม ๙ ประโยค มีวิทยฐานะชั้นปริญญาตรีเรียกว่า "เปรียญธรรมเก้าประโยค" ใช้อักษรย่อว่า ”ป.ธ.๙"

     ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๗ กันยายน พ.ศ.๒๕๒๗ เป็นปีที่ ๓๙ ในรัชกาลปัจจุบัน
 

พลเอก ประจวบ สุนทรางกูร

รองนายกรัฐมนตรี

     ก็เป็นอันว่าพระเปรียญธรรม ๙ ประโยค มีศักดิ์และสิทธิ์เป็นปริญญาตรี ตามกฎหมาย ส่วนในระดับอื่นๆ นั้น มีวุฒิดังต่อไปนี้

 

ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ

     ด้วยกระทรวงศึกษาธิการ ได้นำหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้นพ.ศ.๒๕๒๑ และหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พ.ศ.๒๕๒๔มาใช้ครบบริบูรณ์ทุกชั้น ในปีการศึกษา ๒๕๒๖ และกระทรวงศึกษาธิการประสงค์จะสนองต่อนโยบายในการบำรุงส่งเสริมพระศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการศึกษาของสงฆ์ จึงได้พิจารณาการเทียบวุฒิเปรียญธรรมกับวุฒิสามัญที่มีอยู่เดิม ว่ามีความจำเป็นที่จะต้องปรับให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมาแล้ว ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการจึงให้เทียบวุฒิเปรียญธรรมกับวุฒิสามัญ ดังนี้

     ๑. เปรียญธรรม ๓ ประโยค (ป.ธ.๓) เทียบเท่ามัธยมศึกษาตอนต้น ตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พ.ศ.๒๕๒๑ (ม.๓) โดยไม่ต้องออกใบเทียบความรู้

     ๒. เปรียญธรรม ๕ ประโยค (ป.ธ.๕) และประการณ์ในการสอนวิชาปริยัติธรรม แผนกธรรม หรือแผนกบาลี หรือในโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาไม่น้อยกว่า ๑ ปี โดยมีเวลาสอนไม่น้อยกว่า ๓๐๐ ชั่วโมง เทียบเท่ามัธยมศึกษาตอนปลาย ตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พ.ศ. ๒๕๒๖ (ม.๖) โดยให้กรมการศาสนา เป็นผู้รับรองประสบการณ์ และกรมวิชาการเป็นผู้ออกใบเทียบความรู้ให้

 

ประกาศ ณ วันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๒๖

นายสมาน แสงมลิ

ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

 

     พระเปรียญธรรม ๙ ประโยค ในปัจจุบัน ถือนิตยภัต (เงินเดือน) จากรัฐบาลไทย เดือนละ ๒,๔๐๐ บาท เทียบเท่ากับยศพระราชาคณะชั้นสามัญ ป.ธ.๓ และเป็นเพียงตำแหน่งเดียว ที่ได้รับเงินเดือนจากรัฐบาล ในฐานะที่สำเร็จการศึกษาของคณะสงฆ์ ถือเป็นบำเหน็จ ในความสำเร็จในการศึกษา หมายความว่าพระที่สำเร็จเปรียญธรรม ๙ ประโยคนี้แล้ว แม้จะไม่ต้องสอนหนังสือ ไม่ต้องมีตำแหน่งใดในทางการปกครอง เรียกว่าอยู่เปล่าๆ ก็ได้รับเงินเดือนจากรัฐบาลไทย ส่วนตำแหน่งอื่นๆ ตั้งแต่สมเด็จพระสังฆราชลงมานั้น ต้องเป็นพระสังฆาธิการ หรือพระที่มีตำแหน่งในทางการปกครองเท่านั้น จึงจะได้รับพระราชทานนิตยภัตตามตำแหน่ง ส่วนพระเปรียญชั้นอื่นๆ ตั้งแต่ประโยค ๘ ลงมา ยังไม่มีการพิจารณาให้เงินเดือนแต่อย่างใด รวมความเกี่ยวกับพระเปรียญก็คือว่า นอกจากจะเป็นศักดิ์และสิทธิ์ในทางการศึกษาแล้ว คำว่า “เปรียญธรรม” ยังเป็นสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ที่จบการศึกษาอีกด้วย

     กับคำถามข้างต้นที่ว่า อยากทราบถึงการศึกษาของพระ ป.ธ.๓ ถึง ป.ธ. ๙ คืออะไร ? ก็ขอสรุปแบบง่ายๆ ว่า การศึกษาของพระที่เรียกว่าเปรียญธรรม ก็คือการศึกษาตามหลักสูตร ของคณะสงฆ์ไทยสายภาษาบาลี ซึ่งแบ่งออกเป็น ๗ ชั้น ตั้งแต่เปรียญธรรม ๓ ประโยค จนถึงเปรียญธรรม ๙ ประโยค ซึ่งเป็นหลักสูตรสูงสุด ซึ่งเป็นการศึกษาพระไตรปิฎก และหนังสืออธิบายพระไตรปิฎกคืออรรถกถา ฎีกา เป็นต้น ทั้งหมดทั้งมวลนั้น ท่านเขียนไว้ด้วยภาษาบาลีนั่นเอง

      ทีนี้ถ้าอ่านบาลีไม่ออกก็ไม่รู้เรื่อง เหมือนอ่านจดหมายภาษาอังกฤษ ถ้าไม่รู้ภาษาอังกฤษก็อ่านไม่เข้าใจเช่นเดียวกัน แต่ที่ว่าภาษาบาลีเป็นภาษาที่เรียนยากน่ะ เพราะเหตุผลหลายประการ

     อย่างแรก ท่านว่าเพราะเป็นภาษาที่ตายแล้ว คือไม่ได้ใช้พูดมานาน เป็นภาษาหนังสือเท่านั้น ดังนั้นจึงเป็นภาษาตกยุค ที่เราเห็นๆ ในพระไตรปิฎกน่ะเป็นสำนวนเมื่อสอง-สามพันกว่าปีก่อน ส่วนสำนวนหมาหยอกไก่ หรือสำนวนตลกคาเฟ่ อย่างในปัจจุบันน่ะ หาไม่ได้หรอกโยม

     อย่างที่สอง ก็เป็นเรื่องของหลักสูตร คือหลักสูตรการเรียนบาลีที่ใช้ในปัจจุบันนั้นไม่เป็นปัจจุบัน คือเป็นหลักสูตรเมื่อหลายร้อยปีแล้ว เคยเรียนกันมาอย่างไร วันนี้พระสงฆ์ก็ยังคงนั่งท่องกันหัวโต เหมือนสมัยนั้น ความเก่งของคนในวัดจึงวัดกันด้วยความจำอีกต่างหากด้วย อ้อ ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานี้เป็นเรื่องของ “มหา” ล้วนๆ เลยโยม

     ส่วนอีกคำถามที่ว่า ถ้าเป็นฆราวาสจะอยู่ในระดับไหน ? ก็ขอได้เทียบเอาเอง ส่วนตัวอาตมานั้นยอมรับว่าหิวแล้ว ต้องอำลาอาลัยไปก่อน คุยเรื่องมหาก็อย่างนี้แหละท่าน ทั้งใหญ่ทั้งยาว จนหาที่ลงไม่เจอจริงๆ ทีนี้หายสงสัยหรือยังล่ะ ว่า พระพุทธเจ้าน่ะ เป็นมหา !