|
มหาท่านหนึ่งอยู่บ้านนอก เขามีงานวัดใหญ่โต ท่านก็ไปร่วมงาน ไม่นึกไม่ฝันว่าจะตนเองจะเป็นคนสำคัญมาก่อน พอท่านเจ้าอาวาสจับไมค์ ประกาศแก่ญาติโยมว่า วันนี้เรามีพระธรรมกถึกชื่อดัง เป็นมหาเปรียญ ผู้แตกฉานในพระไตรปิฎก สาธกยกพระสูตรและพระอภิธรรมได้ลึกซึ้ง จึงขอกราบอาราธนาท่านมหา .ได้เป็นองค์พระธรรมกถึกขึ้นธรรมาสน์ ชี้แจงแถลงไขให้ญาติโยมสาธุชนผู้มาร่วมงาน ได้สดับรับฟัง เป็นมงคลแก่โสตประสาท ด้วยเทอญ พรหมา พรหมา จ โลกา แต่เมื่อมองหน้าท่านมหาแล้วก็จะสังเกตเห็นเหงื่อเป็นเม็ดๆ ผุดขึ้นมาเต็มหน้าเต็มตา ดังกับนัดกันไว้ มหาท่านนั้นสอบได้เป็นมหาก็จริง แต่ว่าเคยขึ้นธรรมาสน์เทศน์ ซะที่ไหนเล่าท่าน ที่ว่าเก่งชำนาญอย่างโน้นอย่างนี้นั้น พิธีกรยกเมฆเอาทั้งดุ้น แต่ว่าเมื่อ พรหมา ขึ้นแล้ว จะไม่ขึ้นธรรมาสน์ก็ไม่ได้ จำใจต้องย้ายที่นั่งจากอาสน์สงฆ์ ขึ้นสู่ธรรมาสน์ของพระพุทธองค์ ด้วยลำแข้งลำขาอันอ่อนระโหยโรยแรง แกมเป็นไข้จับสั่น อย่างเห็นได้ชัด ท่ามกลางสายตาของสาธุชนนับพันคู่ ครั้นขึ้นสู่ธรรมาสน์แล้ว ท่านพระธรรมกถึก กลับนึกพระพุทธพจน์ ที่เป็นบทคาถา ไม่ออกเลยซักตัว ไม่รู้ว่ามันหายไปไหนหมด เมื่อก่อนยังเคยท่องจำพวก อัตตงอัตตาได้ แต่ว่าวันนี้พวกอัตตามันไม่อยู่ ที่อยู่ก็เป็นอนัตตาทั้งสิ้น แว่บหนึ่งนั้น ท่านพลันคิดถึงบทบาลี ในหลักสูตรไวยากรณ์ ที่เคยเรียนมาแต่เริ่ม เห็นเป็นทางแก้ผ้าเอาหน้ารอดได้ จึงได้ยกเอาบาลีบทนั้น ขึ้นนำเป็นพระพุทธพจน์ว่า มุนิ มุนโย มุนี มุนึ มุนโย มุนี-ติ เจริญสุขสวัสดี ท่านสาธุชนพุทธบริษัททุกท่าน บัดนี้ อาตมภาพ จักได้น้อมนำเอา พระพุทธภาษิต ที่ได้ภาษิตเป็นพระบาลีดังกล่าวข้างต้น มาสาธยาย ใจความให้ท่านทั้งหลาย . จากนั้นท่านก็เทศน์ว่าไปเรื่อย แล้วก็รวบรัดตัดความ สรุปลงตรงบาลีไวยากรณ์ ที่ได้ยกขึ้นมาแต่ต้นอีกทีว่า มุนิ มุนโย มุนี มุนึ มุนโย มุนี อาตมภาพ ได้ชี้แจงแถลงไขในพระวาจาพุทธภาษิตมาโดยลำดับ ก็เห็นเป็นเวลาสมควร จึงขอสมมติยุติลงคงไว้แต่เพียงเท่านี้ เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้ ครั้นสิ้นเสียง เอวํ เท่านั้นแหละท่าน เสียงสาธุการของญาติโยม ก็ดังก้องกลบมณฑลพิธี อย่างสนั่นหวั่นไหว เล่ากันถึงขนาดว่า ไม่เคยได้ยินได้ฟังพระธรรมเทศนา อันไพเราะเสนาะโสตเช่นนี้มาก่อนเลย เอวํ ฯ ที่ยกมาเกริ่นนำนี้ ว่าด้วยนักมวยจำเป็นแบบเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เรื่องนักเทศน์จำเป็นนี้ ถึงจะเลี่ยงขึ้นธรรมาสน์ไม่ได้ แต่ว่าท่านก็เลี่ยงบาลี ได้อย่างหาตัวจับยากทีเดียว ว่ากันว่ามหาท่านนั้น บัดนี้ก็ได้กลายเป็นนักเทศน์ดัง ระดับแนวหน้าของเมืองไทยไปแล้ว ทีนี้ก็มาถึงเรื่องฤาษีกินเหี้ยนี้ต่อไป เรื่องมาในพระธรรมบทว่า สืบเนื่องจากพราหมณ์คนหนึ่ง ในเมืองไพศาลี แคว้นวัชชี เป็นคนมีปกติหลอกลวง ตื่นเช้ามาก็เดิมดุ่มออกบ้าน ไปยังต้นกุ่มหน้าประตูเมือง ปีนขึ้นไปเอาเท้าเหนี่ยวกิ่งไม้ไว้กิ่งหนึ่ง โหนตัวห้อยหัวลง ปากก็ตะโกนขู่คนที่เดินผ่านไปมาว่า พวกท่านต้องให้โคแดงแก่ข้าพเจ้าร้อยตัว เงินอีกเป็นกหาปณะ พร้อมทั้งคนใช้ด้วย ไม่เช่นนั้น ข้าพเจ้าก็จะตกลงไปตาย ทีนี้ก็จะทำเมืองนี้ให้พินาศไป ใครไม่เชื่อลองดู !.. ชาวเมืองที่เดินผ่าน ได้ยินคำขู่เช่นนั้นก็กลัวตาย ด้วยความเขลาจึงได้พากันเรี่ยไรเงินทอง ไปให้พราหมณ์คนนั้น แล้วเจ้าวายร้ายก็รีบลงจากต้นกุ่ม คว้าหมับเอาถุงทรัพย์นั้น กลับไปนั่งดวดเหล้าน้ำขาวอยู่ที่สี่กั๊กพระยาศรี แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล่าวโทษแจ้งความเอากับเจ้า ๑๘ มงกุฏรายนี้ได้ พระภิกษุสงฆ์ที่เข้าเมืองไปบิณฑบาต ครั้นกลับมาถึงวัดแล้ว เห็นพราหมณ์เจ้าเล่ห์นั้นเดินเตร็ดเตร่ผ่านประตูวัดไปมาก็จำหน้าได้ จึงถามว่า นี่พราหมณ์ เมื่อเช้าท่านได้อะไรไปตามคำขู่บ้างหรือเปล่า ? พราหมณ์เจ้าเล่ห์ก็รายงานว่า "เรียบร้อยท่าน ผมได้ครบทุกอย่าง คนแถวนี้มันโง่นะท่าน ขู่นิดขู่หน่อยก็กลัว รีบเอาเงินเอาทองมาให้เชียว โหนต้นไม้แค่นิดหน่อย ความดันยังไม่ทันลดเลย พวกก็เอาค่าเหล้ามาประเคนให้แล้ว สบายยิ่งกว่าพระอีกแน่ะ ชีวิตของผม อย่างพวกท่านนี่เดินจนเท้าบวมก็ยังไม่ได้ค่าเหล้าเลย เชื่อผมเถอะ วิธีการมันคนละชั้น" แน่ะ ถามดีๆ มันกลับเย้ยหยันพระเอาเสียอีก พระภิกษุเหล่านั้นจึงนำเรื่องไปกราบทูลพระบรมศาสดา พระพุทธองค์ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่บัดนี้เท่านั้น ที่พราหมณ์คนนั้นเป็นคนโกหก แม้ในชาติก่อน แกก็โกหกหลอกคนมาแล้ว ทรงนำอดีตนิทานชาติก่อนของพราหมณ์นั้นมาเล่าว่า ในอดีตกาล มีฤาษีจอมลวงโลกคนหนึ่งอาศัยบ้านกาสิกคามเลี้ยงชีวิตอยู่ ได้ตระกูลหนึ่งคอยอุปัฏฐากบำรุง คนในตระกูลนั้น มักจะกันอาหาร ไว้ส่วนหนึ่งเพื่อดาบสรูปนั้น เสมือนหนึ่งว่าเป็นบุตรของตน และวันหนึ่ง เขาไปได้เนื้อเหี้ยมาทำอาหาร เวลาจะทานก็ตักแบ่งไว้ใส่บาตรท่านฤาษีในวันรุ่งขึ้น ฤาษีได้แกงเหี้ยมาฉันแล้วเกิดติดใจ ได้ถามสองผัวเมียไปว่า นี่แกงอะไร คุณโยม ทำไมรสชาติมันถึงได้นุ่มยังกะวิสกี้เช่นนี้ ? สองผัวเมีย เห็นท่านฤาษีฉันได้อย่างเอร็ดอร่อยก็ดีใจ ได้ตอบท่านผู้ทรงศีลไปว่า เนื้อตะกวดน่ะ เจ้าค่ะท่าน ซื้อมาแพ๊งแพง เหลือชิ้นสุดท้ายแล้ว เห็นแม่ค้าบอกว่า นานทีถึงจะมีคนล่ามาได้ โยมจึงซื้อมา ถึงแพงไปหน่อย แต่ถ้าหลวงตาชอบฉัน ก็นับว่าเป็นบุญของโยมแล้วล่ะค่ะท่าน ฉันให้เยอะๆ นะเจ้าค้า ฤาษีได้ฟังผัวเมียบอกว่าอาหารอันโอชะมื้อนั้นคือ เหี้ย เช่นนี้แล้ว ก็เกิดแผนขึ้นในใจ รีบฉันน้ำไล่ข้าวลงท้อง คว้าเอาเนยใสนมส้มพร้อมทั้งเครื่องเทศ ซึ่งเป็นเครื่องแกง กลับไปยังอาศรมของตน ไม่ไกลจากศาลาปฏิบัติธรรมของท่านฤาษีรูปนั้น มีจอมปลวกอยู่จอมหนึ่ง มีเหี้ยหนุ่มตัวหนึ่ง อาศัยอยู่ในโพลงจอมปลวกนั้น เป็นพญาเหี้ยคือตัวใหญ่ด้วย ทั้งตัวใหญ่ทั้งวัยยังหนุ่มเช่นนี้ ฤาษีจึงคิดว่าเนื้อเหี้ยตัวนี้ ต้องนุ่มอร่อย ไม่ด้อยไปกว่าเหี้ยที่สองผัวเมียถวายเมื่อวานเป็นแน่ และด้วยคิดว่า เป็นฤาษีผู้ทรงศีล พญาเหี้ยตัวนั้นจึงมักจะออกจากโพลงมาทำการคำนับท่านฤาษีทุกวี่วัน แต่ว่าวันนั้น พญาเหี้ยเห็นเป็นผิดสังเกต เมื่อกำลังจะเดินออกโพลงมา ก็ต้องพบกับท่านฤาษีผู้ทรงศีล นั่งหลับอยู่ไม่ห่างจากจอมปลวกของตนเท่าใดนัก อันธรรมดาคนหลับส่วนมาก มือไม้มักจะหมดแรง คือปลดปล่อยไว้ไม่ยึดถือ แต่ว่ามือของท่านฤาษี ที่กำลังหลับอยู่ในบัดนี้กลับตรงกันข้าม คือนอกจาก จะไม่ปลดปล่อยแล้ว ยังกำท่อนไม้ขนาดเขื่องไว้แน่น พญาเหี้ยเห็น เป็นผิดสังเกต จึงทำทีหันหลังกลับ แล้วก็ต้องเสียวสันหลังวูบ เมื่อท่านฤาษีที่เคารพ ได้เกิดตื่นขึ้นกระทันหัน แถมยังเงื้อท่อนไม้ในมือ เล็งเป้าปามายังร่างของตนด้วย จึงได้รีบเข้าเกียร์ห้า วิ่งหลบห่าไม้ค้อน เข้าหลุมไปได้อย่างหวุดหวิด พญาเหี้ยหลบภัยในหลุมอยู่พักใหญ่ เมื่อเห็นว่าปลอดภัยดีแล้ว จึงค่อยๆ โผล่หัวขึ้นมาจากรู ตะโกนด่าท่านฤาษีว่า ข้าพเจ้าเข้าใจว่าท่านเป็นสมณะ จึงได้เข้าไปหาท่าน อย่างมิได้ระมัดระวัง แต่ท่านกลับคิดใช้ท่อนไม้ฆ่าข้าพเจ้าได้ เหมือนกับไม่ใช่สมณะ แน่ะเจ้าคนโง่ ประโยชน์อะไรของเจ้าที่เกล้าชฎา ประโยชน์อะไรของเจ้า ที่มานุ่งหนังเนื้ออชินะ ภายในของเจ้าช่างโสมม อวดเคร่งก็แต่ภายนอกเท่านั้น..!. ฤาษีเจ้าเล่ห์ก็ยังออกลายต่อไปว่า เจ้าเหี้ยเอ๊ย อย่ากลัวไปเลย ท่อนไม้เมื่อกี้นี้ พ่อปาทดลองดูสติของเจ้าต่างหาก ไม่มีอะไรหรอก กลับมาเถิด มากินข้าวสาลีนี่ก่อน น้ำมันและเกลือของพ่อ ก็ยังมีอยู่พร้อม พญาเหี้ยได้ฟังคำฤาษีแล้ว จึงย้อนกลับไปว่า ยิ่งเจ้าพูดดีเท่าไหร่ ข้าก็ยิ่งอยากจะหนีไปให้ไกลเท่านั้น ข้าจะบอกเจ้าให้รู้ว่า จอมปลวกนี่ลึกตั้งร้อยชั่วคน น้ำมันกับเกลือของเจ้า จะมีประโยชน์อันใด ดีปลีของข้าก็มีเหมือนกัน.. พญาเหี้ยกล่าวและว่า ข้าพเจ้าหลงเข้าใจมาตั้งนานว่าท่านเป็นสมณะ แต่บัดนี้ท่านกลับคิดฆ่าข้าพเจ้า ด้วยท่อนไม้ ตั้งแต่ที่เจ้าขว้างไม้ค้อนใส่ข้า เจ้าก็ไม่ใช่สมณะอีกต่อไปแล้ว คนชั่วช้าเช่นเจ้าจะเกล้าชฎาห่มหนังเนื้ออชินะไปทำไม ภายในของเจ้ามันโสมม เจ้าก็อวดเคร่ง แต่เพียงภายนอกเท่านั้น ดังนี้ เป็นอันว่าฤาษีเลยอดกินเหี้ยมื้อที่สอง ไปฉะนี้แล นี่แหละท่านทั้งหลาย ตำนานฤาษีกินเหี้ย ที่มาในพระไตรปิฎก เป็นวรรณคดี ทางพระพุทธศาสนา ที่สำคัญ ถึงกับมีการนำเอาคำว่า ฤาษีกินเหี้ย มาใช้อุปมา กับบุคคลผู้มีพฤติกรรมจอมปลอมแบบว่าปากว่าตาขยิบ เหมือนฤาษีทำทีง่วงนอน ในขณะที่มือยังถือไม้ค้อน เตรียมจะประหัตประหาร บุคคลผู้เลื่อมใสศรัทธา ในตัวเองอย่างไม่ละอายใจ ฉะนั้น และว่าตามประวัติศาสตร์แล้ว คนที่ถูกเหี้ยด่า ก็เห็นจะมีแต่ท่านฤาษี ผู้ชอบฉันเนื้อเหี้ยรูปนี้เพียงคนเดียวในโลก ในปัจจุบัน เราจะเห็นว่ามีฤาษีเป็นจำนวนมากที่มีพฤติกรรม กินเหี้ย ดังกล่าวมานี้ พฤติกรรมที่ว่านี้ ได้แก่ พฤติกรรมปอกลอก มุ่งหวังรีดไถเอาเงินทอง ของญาติโยม ผู้เลื่อมใสศรัทธามาเป็นของตน แล้วก็ใช้ทรัพย์สินที่ได้มาด้วยศรัทธานั้นไปในทางมิชอบ หรือแม้แต่การไม่ทำหน้าที่ของตัวเอง กลับไพล่ไปทำหน้าที่ ของผู้อื่น นอกเหนือจากหน้าที่ของสมณะ ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นอยู่ดื่นไป และเป็นที่น่าแปลกใจว่า นับวันเผ่าพงศ์วงวานของฤาษีกินเหี้ย กลับยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้นจนน่าตกใจ ดูๆ เอาเถอะ ท่านทั้งหลาย ถ้าสังเกตเป็นสักนิด ในขณะที่ใครต่อใคร กำลังเดินถือธูปเทียนดอกไม้เข้าไปในวัดเพื่อไหว้ท่านฤาษีอยู่นั้น ยังมั่นใจหรือเปล่า ว่าเมื่อวานที่ผ่านมานั้น ได้มีคนเอาอาหารอันโอชะมาให้ท่านลิ้มลองก่อนแล้ว และในมือของฤาษีเหล่านั้นมี ท่อนไม้ ในมือด้วยหรือเปล่า ถ้าเห็นท่านฤาษีทำท่าเคร่งจำวัดอยู่ แต่ว่าในมือกลับกำไม้ค้อนไว้แน่น ด้วยกริยาอาการสอพลอเยินยอญาติโยมสารพัด เพื่อหวังลาภสักการะ ยิ่งบางรูปนั้นขยัน โทรหาญาติโยมแบบเช้าโทรเย็นโทร เป็นห่วงญาติห่วงโยม ยิ่งกว่าห่วงพ่อแม่แท้ๆ ของตนเองเสียอีก อย่างนี้ก็เห็นทีจะตัวใครตัวมันละท่าน หากช้าเกินไป เราอาจจะกลายเป็นเนื้อเหี้ยในหม้อแกงตัวต่อไปก็เป็นได้ เพราะว่าเครื่องแกง มีเนยใสเครื่องเทศเป็นต้น ท่านฤาษีผู้ทรงศีลได้เตรียมไว้อย่างพร้อมเพรียงแล้ว ขาดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือเหี้ยโง่หรือเหี้ยตาบอด ที่ชอบเดินแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็คงจะเป็นแกงชั้นดี ให้ท่านฤาษีพิจารณาอย่างคล่องคอแล้ว ระวั๊ง ! โยม แหม หวุดหวิดไปแล้วน่ะ .. พระมหานรินทร์ นรินฺโท
โลกนิติ |