จุลสารพระธรรมทูต วัดไทย ลาสเวกัส

 


ท่านถาม-เราตอบ



     เห็นเพื่อน ๆ เขามีคอลัมน์ศิราณี เช่น ไขข้อข้องใจบ้าง ตอบปัญหาธรรมะบ้าง ก็รู้สึกว่าดี มีประโยชน์ สำหรับการเผยแผ่พระธรรมคำสอน ของสมเด็จพระบรมศาสดา แต่ก่อนของเรายังไม่มีคนถามก็เลยไม่กล้าตอบ จวบจนมีคนถามนั่นแหละ คอลัมน์นี้จึงเกิดขึ้น แต่ต้องขอเรียนท่านผู้อ่านว่า นี่เป็นคอลัมน์จรเท่านั้น ไม่ใช่คอลัมน์ประจำ เพราะถ้าหากไม่มีคนถาม เราก็จะไม่ตอบ ดังนั้นหากท่านต้องการให้เราตอบ ในทุกเล่ม ก็กรุณาเขียนคำถาม ส่งมายังกองบรรณาธิการจุลสารพระธรรมทูต ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป อ้อ ขอออกตัวก่อนว่า สำหรับปัญหาน้ำตาและหัวใจนั้น เราซอรี่ตอบให้ไม่ได้นะจ๊ะ ถ้าอยากทราบก็โน่นแน่ะ แม่นางศิราณีแห่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐน่ะ เธอถนัดออก หรือจะอีเมล์มาที่ peesang2003 @hotmail.com ก็ได้ คำถามแรกที่ท่านผู้อ่านส่งมานั้น ถามว่า :

     ยศ (เจ้าคุณ) มีมาตั้งแต่ครั้งใด เพื่อประสงค์หรือประโยชน์อันใด และถึงมีมาแล้ว แต่ทางโลก (การเมือง) เขายกเลิกบรรดาศักดิ์ไปแล้ว ทำไมทางศาสนายังมีอยู่ ?

     ตอบ : ยศทางพระนั้น เรียกว่าสมณศักดิ์ แปลง่าย ๆ ว่า สิ่งแสดงซึ่งฐานันดรศักดิ์ของพระ ว่าเป็นพระมีสีสันอวอร์ด เป็นเช่นไร ดีเด่นไปในทางไหน บู๊หรือบุ๋น เป็นต้น นี่ว่ากันตามสำนวนนิยมของแกรมมี่และสามก๊ก ส่วนที่มาของยศทางพระจริง ๆ นั้น ท่านว่ามีมาแต่โบราณ ก็คืออ้างเอาพระมหาสาวก ๘๐ รูป ที่ได้รับการยกย่องจากพระบรมศาสดานั่นแหละมาเป็นตัวตั้ง

     การตั้งพระอริยสาวกเป็นเอตทัคคะบุคคลนั้น พระพุทธองค์ทรงยึดถือคุณธรรมและความชำนาญพิเศษเป็นหลัก เช่นท่านพระสารีบุตร เป็นผู้มีปัญญามาก จึงทรงตั้งให้เป็นเอตทัคคะในทางเลิศด้วยปัญญา พระมหาโมคคัลลาน์ ท่านมีฤทธิ์มาก เหาะเหินเดินอากาศคล่อง เลยได้ตำแหน่ง พระผู้ทรงฤทธิ์ไปครอง ส่วนท่านอื่น ๆ เช่น พระมหากัสสปะ ท่านนี้มักน้อย สันโดษ ชอบถือธุดงควัตรอยู่ในป่า ก็ได้ตำแหน่ง ผู้เชี่ยวชาญธุดงควัตรไปครอง พระอนุรุทธท่านมีตาวิเศษ เห็นภพภูมิต่าง ๆ ทั้งในอดีตปัจจุบันและอนาคต จึงเป็นผู้เลิศในทางทิพพจักษุ คือมีตาทิพย์เป็นต้น

     คำว่าอสีติมหาสาวก หรือพระสาวกผู้ใหญ่ จำนวน ๘๐ รูป ที่กลายมาเป็นยศถาบรรดาศักดิ์ของพระสงฆ์ไทยในปัจจุบันนั้น แต่เริ่มเดิมทีก็ไม่มีใช้ในพระบาลี เพิ่งมาปรากฎเอาเมื่อประมาณ พ.ศ. ๑,๐๐๐ เมืองที่เริ่มใช้ก็คือประเทศลังกา ซึ่งภายหลัง ไทยเราได้รับเอาพระพุทธศาสนา นิกายลังกาวงศ์ เข้ามาในสมัยสุโขทัยและล้านนานั่นเอง

     มีเรื่องเล่าอยู่ในคัมภีร์มหาวงศ์ว่า “พระเจ้าพุทธทาสกษัตริย์กรุงลงกา มีพระราชบุตร ๘ องค์ ล้วนทรงสุรภาพ แกล้วกล้าการรณรงค์สงคราม ทรงขนานนามพระกุมารเหล่านั้น ตามพระอัชฌาสัยของพระองค์ ให้คงนามพระอสีติมหาสาวกทั้งหลาย พระเจ้าพุทธทาสองค์นี้ ได้แวดล้อมด้วยพระราชบุตรทั้งหลาย อันทรงพระนามตามพระอสีติมหาสาวกว่า พระสารีบุตรเป็นอาทิ พระองค์ทรงรุ่งเรืองอยู่ดูประหนึ่งว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฉะนั้น..” กล่าวโดยสรุป เรื่องพระอสีติมหาสาวก ที่มีมาแต่เดิมนั้น ได้รับการยกย่องจนเฟื่องฟูในลังกา ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๐

     แล้วทีนี้ก็จากลังกามาถึงไทยแล้วล่ะท่าน พระพุทธศาสนาสายลังกาวงศ์เข้ามาสู่ประเทศไทยในยุคสุโขทัยและลานนา ซึ่งมีเชียงใหม่เป็นราชธานี คัมภีร์ชินกาลมาลีปกรณ์เล่าว่า

     ครั้นเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปรินิพพานแล้วได้ ๑,๙๖๗ ปี ตรงกับปีเถาะ จุลศักราช ๗๘๕ พระมหาเถระที่อยู่ในเมืองเชียงใหม่นี้ ๒๕ องค์ มีพระมหาธัมมคัมภีร์ พระมหาเมธังกร พระมหาญาณมงคล พระมหาสีลวงศ์ พระมหาสารีบุตร พระมหารตนากร พระมหาพุทธสาคร เป็นต้น กับพระมหาเถระที่อยู่แคว้นกัมโพช (ลพบุรี) ที่แล้วมา ๘ องค์ มีพระมหาญาณสิทธิเป็นต้น รวมทั้งสิ้น ๓๓ องค์ ได้มาประชุมกัน แล้วปรึกษาว่า เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ ได้เสด็จไปลังกาทวีปถึง ๓ ครั้ง โดยจะให้ศาสนาของพระองค์ ตั้งมั่นในลังกา แม้พวกเราควรจะไปยังลังกาทวีป นำเอาหลักการแห่งศาสนามาปลูกฝังในประเทศของเรา

     พระเถระเหล่านั้นตกลงกันเป็นเอกฉันท์ จึงไปลังกาทวีปตามระยะทาง เข้าไปหาท่านมหาสามีวนรัต นมัสการแล้วทักทายปราศัย ด้วยถ้อยคำสุภาพอ่อนหวาน แล้วพักอาศัยอยู่ที่นั่น แม้พระเถระเหล่านั้นนับทั้งมหาเถระชาวรัมมนะ (พระมอญ) อีก ๖ องค์ รวมเป็น ๓๙ องค์ด้วยกัน ได้เล่าเรียนอักษรศาสตร์ การอ่านออกเสียง การสวดออกเสียงตามตัวอักษรที่ใช้อยู่ในลังกาทวีป ปรารถนาประโยชน์สูงสุด จึงขออุปสมบทใหม่ ท่านเหล่านั้นได้อุปสมบทในเรือขนาน ที่พระราชาสีหลทรงจัดถวายที่ท่าเรือยาปา แม่น้ำกับยาณี โดยคณะสงฆ์ลังกา ๒๐ รูป มีพระธรรมาจารย์เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อพระศาสดาปรินิพพานได้ ๑๙๖๘ ปี ตรงกับวันเสาร์ ขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือนแปดหลัง ประกอบด้วยเชฏฐฤกษ์ ดิถีที่ ๑๓ ปีมะโรง จุลศักราช ๗๘๖ พระเถระเหล่านั้นได้อุปสมบทแล้ว จึงไปนมัสการพระทันตธาตุ และรอยพระพุทธบาทบนยอดเขาสุมนกูฏและมหาสถาน ๑๖ แห่ง แล้วกราบลาพระอุปัชฌาย์อาจารย์ กลับมาโดยลำดับ..” นี่คือเรื่องพระพุทธศาสนานิกายลังกาวงศ์มาเมืองไทย

     เมื่อท่านเหล่านั้นมาถึงเมืองไทยแล้ว ก็ได้ออกเผยแผ่พระพุทธศาสนา นิกายนี้จนได้รับความยอมรับนับถือ จากเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ ทั้งในกรุงสุโขทัย และกรุงเชียงใหม่ในเวลานั้น พระพุทธศาสนานิกายลังกาวงศ์จึงเจริญรุ่งเรือง แล้วทีนี้อะไรที่เป็นลังกา คนไทยก็รับเอามาเป็นของคนไทย เหมือนสมัยนี้ที่อะไร ๆ ก็เป็นยี่ห้อยี่ปุ่น-อเมริกาหมด นี่ว่ากันตามพฤติกรรมบ้าของนอก ของคนไทยมาแต่ดึกดำบรรพ์ และหนึ่งในนั้นก็คือเรื่อยยศช้างขุนนางพระนี่แหละ

     ขอย้อนเรื่องกลับไปสู่การปกครองคณะสงฆ์ในอินเดียอีกที คือในสมัยพุทธกาลนั้น ทรงใช้ระบบพระอุปัชฌาย์ในการปกครอง ทรงมีพระพุทธบัญญัติ ให้พระภิกษุที่บวชใใหม่ทุกรูป ต้องถือนิสสัย คืออยู่ในความปกครองดูแล ของพระอุปัชฌาย์อาจารย์ ไปจนกว่าจะครบ ๕ ปี และสำหรับพระที่สติปัญญาไม่ค่อยดี ไม่สามารถปกครองตนเองได้ ก็ต้องถือนิสสัยไปตลอดชีวิต

     ยุคแรก กรุงสุโขทัย มีเรื่องพระศาสนาปรากฏศิลาจารึก พ่อขุนรามคำแหงว่า “พ่อขุนรามคำแหง กระทำโอยทานแก่มหาเถรสังฆราช ปราชญ์เรียนจบพระไตรปิฎก ปู่ครูในเมืองนี้ทุกตน ลุกแต่นครศรีธรรมราชมา ฯลฯ..” ซึ่งท่านผู้อ่านจะสังเกตเห็นว่า คำว่า “สังฆราช” และ “ปู่ครู” ได้ปรากฏในศิลาจารึกนี้ เป็นแห่งแรกของเมืองไทย ว่าด้วยเรื่องยศของพระสงฆ์ ดังนั้นเรื่องยศของพระ เช่นสังฆราชเป็นต้น จึงมีมาแต่สมัยสุโขทัยแล้ว ยุคนี้มีการแบ่งการปกครองออกเป็น ๒ ฝ่าย เรียกว่าคามวาสี คือพระที่อยู่ในวัดในบ้านเมือง มุ่งร่ำเรียนในฝ่ายคันถธุระ ฝ่ายหนึ่ง กับฝ่ายอรัญญวาสี คือพระนักปฏิบัติที่มีปกติอยู่ในป่าเป็นวัตร มุ่งเจริญวิปัสสนาธุระฝ่ายหนึ่ง

     สำหรับชื่อของตำแหน่ง ที่พระสงฆ์ดำรงอยู่นั้น ท่านว่าได้แก่ พระมหาสวามีสังฆราชหรือปู่ครู ดำรงตำแหน่งสังฆนายก ซึ่งเป็นประมุขสงฆ์ในกรุงสุโขทัย ส่วนหัวเมืองของแต่ละเมืองก็มีปู่ครูประจำเมืองไป เหมือนตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดในปัจจุบัน ตำแหน่งรองจากสังฆนายก ท่านว่าได้แก่ สวามี อ้อแน่นอนละท่าน การจะเป็นสวามีหรือสังฆนายกนั้น เป็นพระบรมราชโองการ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังนั้นพระสังฆราชในยุคนั้นจึงขึ้นตรงต่อพระเจ้าแผ่นดินอีกที นี่ว่ากันตามระบอบ การปกครองสมบูรณาญาสิทธิราช ซึ่งกษัตริย์ทรงเป็นเจ้าชีวิตมีอำนาจสูงสุด

     อย่างไรก็ตาม ตามความในจารึกพ่อขุนรามคำแหง กับในชินกาลมาลีปกรณ์ ท่านผู้อ่านอาจจะเห็นว่าสับสนกัน แต่ก็ขอเรียนว่าไม่สับสนหรอก เพราะความในศิลาจารึกนั้น เขียนไว้ก่อนจะมีพระจากไทยไปบวชที่ลังกากลับมา พระสงฆ์ในศิลาจารึกจึงเป็น พระที่มาจากนครศรีธรรมราช ซึ่งท่านก็ว่าเป็นพระมาจากลังกาเช่นเดียวกัน ต่างแต่เพียงว่ามาถึงก่อน และอยู่มานานเกิดการหย่อนยาน ในพระธรรมวินัยเข้า พระรุ่นหลังจึงพากันไปบวชที่แม่น้ำกัลยาณี กลับมาในนิกายใหม่ ตั้งนิกายป่าแดง หรืออรัญญวาสีขึ้นมา พวกหลังนี่แหละที่อยู่ในชินกาลมาลีปกรณ์ การพระศาสนาในกรุงสุโขทัยจึงแตกออกเป็น ๒ ก๊กตั้งแต่นั้นมา เหมือนเรื่องมหานิกาย และธรรมยุตในปัจจุบันไม่ผิดเพี้ยนเลย กรุงสุโขทัยมีกษัตริย์สืบราชบัลลังก์เพียง ๖ พระองค์ ก็ถูกกรุงศรีอยุธยา ผนวกเข้าในราชอาณาจักรสิ้นสุดอำนาจลง ในปี พ.ศ. ๑๙๒๐

     สมัยอยุธยา กษัตริย์ไทยสมัยนี้แรกๆ ยังคงใช้ระบบสุโขทัยอยู่ แต่ต่อมาก็มีการพัฒนาขึ้น มีการสร้างค่านิยม ในเรื่องสมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิขึ้นมา ให้พระมหากษัตริย์เป็นพระมหาธรรมราชา คือปกครอง ครอบคลุมทั้งทางด้านอาณาจักร และพุทธจักร มีการสร้างพระพุทรูปทรงเครื่องขึ้นมา เรียกว่าสมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิ์ ใส่เสื้อ สวมมงกุฏ เหมือนพระมหากษัตริย์ทุกประการ จะเรียกว่าเป็นการปฏิวัติออกแบบพระพุทธรูปก็ว่าได้ ในฝ่ายการปกครองพระสงฆ์ สมัยอยุธยารู้สึกว่าจะมีเสรีภาพมากขึ้น ได้แตกแยกออกเป็นคณะใหญ่ ๆ ถึง ๓ ก๊ก เรียงลำดับดังนี้

     ๑. คณะคามวาสีฝ่ายซ้าย ได้แก่คณะสงฆ์ดั้งเดิม ที่ปฏิบัติมาแต่กรุงสุโขทัย ซึ่งคณะนี้ก็ได้แก่พระฝ่ายคามวาสีสมัยสุโขทัยนั่นเอง มีศูนย์กลางบัญชาการอยู่ที่วัดมหาธาตุ มีสมเด็จพระอริยวงศาสังฆราชาธิบดี เป็นเจ้าคณะ มีอำนาจหน้าที่ในการปกครองคณะสงฆ์ ในภาคเหนือ ภาคกลางบางส่วน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

     ๒. คณะอรัญญวาสี ได้แก่คณะอรัญญวาสีในกรุงสุโขทัยเดิมนั่นเอง มุ่งเน้นปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นหลัก มีพระพุทธาจารย์ วัดโบสถ์ราชเดช เป็นเจ้าคณะ มีอำนาจหน้าที่ในการปกครองคณะสงฆ์ฝ่ายสมถวิปัสสนา ทั้งที่อยู่ในกรุงและหัวเมืองทางภาคเหนือ ภาคกลาง และใต้ทั้งหมด

     ๓. คณะคามวาสีฝ่ายขวา พวกนี้เป็นพระในคณะคามวาสีเก่า แต่ได้เดินทางไปศึกษาพระธรรมวินัยจากลังกา และอุปสมบทใหม่กลับมา แล้วก็ทำเล่นตัว ไม่ยอมทำสังฆกรรมร่วมกับพระคณะเก่า หาว่าหย่อนยาน สู้พวกของตนเองที่บวชใหม่ไม่ได้ จึงได้แยกตัวออกไปตั้งคณะใหม่ ปกครองตนเอง เรียกชื่อว่าคณะวัดป่าแก้ว มีสมเด็จพระวนรัต เป็นเจ้าคณะ ซึ่งว่ากันว่าสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงมีพระราชศรัทธาในคณะนี้มาก โดยเฉพาะสมเด็จพระวนรัตนั้น ทรงนับถือเป็นพระอาจารย์ทีเดียว คณะวัดป่าแก้วนี้มีอำนาจการปกครองในภาคใต้ ของกรุงศรีอยุธยาทั้งหมด และในภาคกลางบางส่วน ส่วนงานหลักของคณะนี้ ก็ไปแย่งเอามากจากคณะอรัญญวาสีเก่า เรียกว่าแย่งเค็กกันกิน

     สรุปภาพของการแตกนิกายของพระสงฆ์ไทย ตั้งแต่สมัยสุโขทัยก็คือ เริ่มแรกมีพระนิกายลังกามาอยู่ที่นครศรีธรรมราชก่อน แล้วได้มาเผยแผ่พระพุทธศาสนา นิกายลังกาวงศ์ในกรุงสุโขทัยยุคแรก และต่อมามีพระนิกายเดิม เดินทางไปศึกษา และบวชใหม่ในลังกา กลับมาแล้วไม่ยอมรับคณะเดิม ได้ไปตั้งคณะอรัญญวาสีขึ้นมาใหม่ ครั้นถึงสมัยอยุธยา พระไทยก็ยังคงนิยม ไปเรียนบาลี และบวชใหม่จากลังกาเรื่อยมา จนถึงมีการตั้งคณะป่าแก้วขึ้นมาใหม่อีก และคณะป่าแก้วนี่แหละ ที่ทรงอิทธิพลที่สุด ในบรรดาคณะทั้ง ๓ เพราะว่าหัวหน้าคณะคือพระพนรัตน์วัดป่าแก้ว ทรงเป็นพระอาจารย์ ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชด้วย ด้วยประการฉะนี้

     คณะทั้งสามนี้ต้องขึ้นตรงต่อสมเด็จพระอริยวงศาสังฆราชาธิบดี ซึ่งดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช เป็นประมุขของคณะสงฆ์ทุกนิกาย และสมเด็จพระสังฆราช ก็ต้องขึ้นต่อสมเด็จพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งทรงแต่งตั้งอีกด้วย

     กรุงศรีอยุธยาดำรงอิสรภาพมาได้ ๔๑๗ ปี ก็ถูกพม่าตีแตกในปี พ.ศ.๒๓๑๐ จึงมาถึงกรุงธนบุรี แต่กรุงธนบุรีเป็นราชธานีอยู่ได้เพียง ๑๒ ปี มีพระมหากษัตริย์เพียงรัชกาลเดียวก็สิ้นสุดลงในปี พ.ศ.๒๓๒๕ แล็วก็ถูกย้ายมาสร้างเมืองใหม่ในท้องที่บางกอก เฉลิมนามพระนครว่า กรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยาฯ ชื่อนี้ยาวมาก ท่านที่อยากทราบทั้งหมดก็กรุณาไปหาเพลงกรุงเทพ ฯ ของนายอัสนี-วสันต์ โชติกุลมาฟัง จะได้ชื่อกรุงเทพฯ ครบหมดทุกตัว

     การสร้างกรุงเทพ ฯ ขึ้นมาใหม่นั้น ก็ถือว่าเป็นการจำลองกรุงศรีอยุธยาขึ้นมาใหม่ เพราะสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกนั้น ทรงเป็นข้าราชการ ในกรุงศรีอยุธยามาก่อน แม้แต่สมเด็จพระเจ้าตากสินเอง ครั้งแรกก็ทรงดำริที่จะบูรณะกรุงเก่าด้วยเช่นกัน แต่ทรงเห็นว่าไปไม่ไหว จึงทรงให้รื้อแต่พวกกำแพงเก่ามา สร้างเมืองใหม่ แม้แต่พระพุทธรูปเก่า ๆ ก็ถูกขนย้ายลงมาไว้ประจำวัดต่าง ๆ ในกรุงเทพ ฯ นี่ว่ากันในส่วนของตัวเมือง ส่วนในเรื่องการปกครองนั้น ก็ยังคงรูปแบบของกรุงศรีอยุธยาไว้อย่างแน่นหนา แต่ประวัติศาสตร์การปกครองคณะสงฆ์ไทย ยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นนี้ยังคงเกี่ยวเนื่องกับ สมัยกรุงธนบุรีอยู่

     คือยุคธนบุรีมาจนถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้น บ้านเมืองระส่ำระสายเพราะภัยสงคราม พระสงฆ์ต้องแยกย้ายหนีกันวายวุ่น สมเด็จพระเจ้าตากสิน ทรงมีพระราชศรัทธาฟื้นฟูกิจการพระศาสนาเป็นการด่วน ทรงสืบทราบและอาราธนาพระสงฆ์เถระ ผู้คงแก่เรียนได้จากเมืองต่าง ๆ ปรากฏนามดังนี้ พระ อาจารย์ดี วัดประดู่ จากหัวเมืองตะวันออก พระอาจารย์สี จากวัดพนัญเชิง เป็นต้น ให้เข้ามาจำพรรษาในกรุงธนบุรี ซึ่งก็คือวัดอรุณราชวรารามในปัจจุบัน ทรงสถาปนาพระอาจารย์ดี ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช และพระอาจารย์สี เป็นรองสมเด็จพระสังฆราชตามลำดับ นอกจากนั้นยังมีตำแหน่งพระครูสุธรรมธีรราชมหามุนี (ชื่น) เป็นรองสมเด็จพระสังฆราชรูปที่ ๒ อีกด้วย ทรงให้รวบรวมพระไตรปิฎกมาจากหัวเมืองต่าง ๆ คิดว่าทรงดำริจะจัดสังคายนา พระธรรมวินัยด้วย เนื่องเพราะมีหัวเมืองใหญ่คือเมืองฝางหรือสวรรคโลก มีพระภิกษุเรียกตัวเองว่าเจ้าฝาง ประกาศแก่คนทั้งปวงว่า อยู่ยงคงกระพัน ยิงไม่ออก ฟันแทงไม่เข้า ได้ตั้งตนเป็นเจ้าเมืองทั้งที่อยู่ในผ้าเหลือง คุมกองทัพออกรบทัพจับศึก ต่อกรกับก๊กของเจ้าตาก ซึ่งเมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงปราบก๊กพญาฝางได้แล้ว ทรงให้มีการสอบสวนพระสงฆ์ ในหัวเมืองฝ่ายเหนือ ถึงกับมีการดำน้ำพิสูจน์ความบริสุทธิ์ นัยยะว่ามีพระถูกจับสึกคราวนั้น ผ้าเหลืองกองสูงเป็นภูเขาเลากาทีเดียว

     การล่มสลายของราชอาณาจักรธนบุรี มีเรื่องพระศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างชัดแจ้งที่สุด พงศาวดารไทยยุครัตนโกสินทร์บันทึกว่า ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีนั้น ทรงมุ่งมั่นในการวิปัสสนามาก จนในท้ายรัชกาลทรงเกิดสัญญาวิปลาส คือเห็นผิดคิดว่า ได้บรรลุโลกุตตรธรรมแล้ว วันอาทิตย์ที่ ๗ แรม ๖ ค่ำ เดือน ๙ พ.ศ. ๒๓๒๔ ปีฉลู ทรงมีฎีกานิมนต์พระราชาคณะ ตั้งแต่สมเด็จพระสังฆราชลงไป ให้เข้าเฝ้าในพระบรมมหาราชวัง ทรงถามว่า “พระสงฆ์ปุถุชน จะไหว้นบเคารพคฤหัสถ์ซึ่ง เป็นพระโสดาบันบุคคลนั้น จะได้หรือมิได้ประการใด ?”

     ในกาลนั้น พระราชาคณะที่มีสันดานโลเล มิได้ถือมั่นในพระบาฬีบรมพุทโธวาทด้วยเกรงพระราชอาณา เป็นคนประสมประสานจะเจรจาให้ชอบพระอัธยาศัยนั้นมีเป็นอันมาก คือพระพุทธโฆษาจารย์ วัดบางหว้าใหญ่ และพระโพธิวงศ์ พระรัตนมุนี วัดหงส์ เป็นต้น ถวายพระพรว่า “สงฆ์ปุถุชน ควรจะไหว้นบคฤหัสถ์ซึ่งเป็นโสดานั้นได้”

     แต่สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) วัดบางหว้าใหญ่ (วัดระฆังโฆสิตาราม) พระพุฒาจารย์วัดบางหว้าน้อย (วัดอมรินทราราม) และพระพิมลธรรม วัดโพธาราม (วัดพระเชตุพนหรือวัดโพธิ์) ได้ถวายพระพรว่า “ถึงมาตรว่าคฤหัสถ์เป็นพระโสดาบันก็ดี แต่เป็นหีนเพศต่ำ อันพระสงฆ์ถึงเป็นปุถุชน ก็ตั้งอยู่ในอุดมเพศอันสูง เหตุทรงผ้ากาสาวพัสตร์และพระจตุปาริสุทธิศีลอันประเสริฐ ซึ่งจะไหว้นบคฤหัสถ์ซึ่งเป็นพระโสดาบันนั้น ก็บ่มิบังควร”

     ทีนั้น สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีก็ทรงพิโรธ ว่าถวายพระพรผิดจากพระบาฬี ด้วยว่าพวกที่ว่าควรนั้นมีเป็นอันมาก ว่าไม่ควรมีแต่สามองค์นี้เท่านั้น จึงดำรัสสั่งให้พระโพธิวงศ์และพระพุทธโฆษาจารย์ เอาตัวสมเด็จพระสังฆราช พระพุฒาจารย์ พระพิมลธรรม กับทั้งถานา บาเรียน อันดับ ซึ่งเป็นอันเตวาสิกสัทธิงวิหาริกของพระราชาคณะทั้งสามรูปนั้นไปลงทัณฑกรรม ณ วัดหงส์ทั้งสิ้น และตัวพระราชาคณะ ให้ตีหลังองค์ละร้อยที พระถานาบาเรียนให้ตีหลังองค์ละ ๕๐ ที แต่พระสงฆ์ซึ่งตั้งอยู่ในศีลสัตย์ว่าไหว้ไม่ได้นั้นทั้งสามอารามเป็น พระสงฆ์ถึง ๕๐๐ รูป ต้องถูกตีทั้งสิ้น และพวกพระสงฆ์ทุศีลอาสัตย์อาธรรม์ว่าไหว้ได้มีมากกว่ามากทุก ๆ อาราม แต่พระราชา คณะทั้งสามพระองค์ และพระสงฆ์อันเตวาสิก ซึ่งเป็นโทษทั้ง ๕๐๐ รูปนั้น ให้ไปขนอาจม (ขี้) ชำระเวจกุฎีวัดหงส์ทั้งสิ้นด้วยกัน แล้วให้ถอดพระราชาคณะทั้งสามนั้น จากสมณฐานันดรศักดิ์ลงเป็นอนุจร จึงตั้งพระโพธิวงศ์เป็นสมเด็จพระสังฆราช, พระพุทธโฆษาจารย์ เป็นวันรัต ฯลฯ..”

     ครั้นสิ้นรัชกาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี (พระเจ้าตากสิน) แล้ว สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงขึ้นครองราชย์ เป็นปฐมบรมราชวงศ์จักรี ในปี พ.ศ. ๒๓๒๕ ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดให้ถอดยศ สมเด็จพระสังฆราช (ชื่น) วัดหงษ์ ลงมาเป็นพระธรรมธีรราชมหามุนี ให้สึกพระวันรัต (ทองอยู่) กับพระรัตนมุนี (แก้ว) ทรงให้นายแก้วไปเป็นพระอาลักษณ์ มีหน้าที่ขนานพระนามพระองค์เจ้าต่างกรม ส่วนนายทองอยู่ โปรดให้เป็นหลวงอนุชิตพิทักษ์ อยู่ในกรมมหาดไทย โปรดให้สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) วัดบางหว้าใหญ่ พระพุฒาจารย์ และพระพิมลธรรมที่ถูกถอดยศ กลับดำรงสมณศักดิ์ และตำแหน่งเดิมต่อไป

     จากเหตุการณ์นี้ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงตากฎพระสงฆ์ออกมารวม ๑๐ ฉบับด้วยกัน เพื่อเป็นมาตรการ ควบคุม-ลงโทษพระสงฆ์ ที่มักล่วงละเมิดพระธรรมวินัยอยู่เป็นอาจิณ เรียกว่าทรงใช้อำนาจรัฐ กำกับพระธรรมวินัย ด้วย ทั้งนี้ก็โดยทรงเห็นว่า ลำพังพระธรรมวินัย ไม่สามารถจะบังคับพวกอลัชชี ที่เก่งในการหลบหลีกกฎหมายได้ ดังสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีเป็นตัวอย่าง

     การปกครองคณะสงฆ์สมัยรัตนโกสินทร์ จึงมีรูปแบบแตกต่างกับกรุงธนบุรี คือมีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประมุขสุงสุด มีพระสงฆ์ขึ้นตรงเป็น ๓ คณะอย่างเดิม มาปรากฏการเปลี่ยนแปลงอีกก็ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ.๒๓๖๗ ทรงเปลี่ยนระบบการปกครองแบบคณะเสียใหม่ให้เป็นการแบ่งการปกครองตาม “โซน” ดังนี้

     ๑. คณะกลาง มีอำนาจปกครองคณะสงฆ์ในกรุงเทพมหานครทั้งหมด

     ๒. คณะเหนือ มีอำนาจปกครองคณะสงฆ์ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

     ๓. คณะใต้ มีอำนาจปกครองคณะสงฆ์ในภาคใต้ทั้งหมด

     ๔. คณะอรัญญวาสี มีอำนาจปกครองคณะสงฆ์ทั่วประเทศ เฉพาะสายวิปัสสนาทั้งหมด

     แต่การแบ่งการปกครองเช่นนี้ก็ยังไม่ชี้ชัดว่ากินขอบเขตกว้างขวางหรือแคบเพียงใด เนื่องเพราะในรัชกาลที่ ๓ นั้น พระราชอำนาจ ยังคงไปไม่ถึงหัวเมืองใหญ่ ๆ เช่นเชียงใหม่ และนครศรีธรรมราชเป็นต้น หัวเมืองใหญ่ ๆ เหล่านี้ยังคงดำรงฐานะเป็นประเทศราช คือปกครองตนเอง เพียงแต่ส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทอง ถวายเป็นราชบรรณาการทุกปีแสดงความจงรักภักดีเท่านั้น ดังนั้นการปกครอง ที่จำแนกเป็นโซนดังกล่าว คงไม่มีผลกว้างไกลไปถึงเมืองเหล่านั้นเป็นแน่ (ผู้เขียน) และการปกครองคณะสงฆ์ ที่แบ่งออกไปนั้น ก็ยังคงเป็นเพียงแบ่งกัน ตามสายงานเท่านั้น มิใช่การแบ่ง “นิกาย” อย่างใดไม่ พระสงฆ์ไทยสมัยก่อนรัชกาลที่ ๔ จึงมีเพียงหนึ่งเดียว แต่แยกคณะเป็นคามวาสี อรัญญวาสี หรือคณะเหนือ คณะกลาง คณะใต้ คณะอรัญญวาสี

     แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ พระราชโอรสองค์ใหญ่ ของพระองค์คือเจ้าฟ้ามงกุฏ ทรงออกผนวช ตามธรรมเนียมนิยม เมื่อวันจันทร์ ที่ ๑๐ เดือน ๘ ปีวอก ฉศก จุลศักราช ๑๑๘๖ (พ.ศ.๒๓๖๗) เวลาเช้า ๘ โมง ๙ บาท ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม มีพระสงฆ์ร่วมสังฆกรรมทั้งสิ้น ๕๐ รูป มีพระราชวงศ์ชั้นสูงออกผนวชตามเป็นพระภิกษุ ๑ รูป และสามเณรอีก ๖ รูป พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคต ณ วันพุธ แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๘ ปีวอก ฉศก จุลศักราช ๑๑๘๖ (พ.ศ.๒๓๖๗) ปีเดียวกับที่เจ้าฟ้ามงกุฏเสด็จผนวชนั่นเอง โดยมิได้มีพระราชดำรัสสั่งมอบเวนราชสมบัติให้แก่ผู้ใด ?

     ในตอนนั้นมีแคนดิเดทพระเจ้าแผ่นดินอยู่สองพระองค์ คือกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์และพระภิกษุวชิรญาณซึ่งยังถือเพศพระภิกษุอยู่ เรื่องนี้ก็มีเหตุมาจากการเมืองเช่นเดียวกัน คือในแผ่นดินสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ นั้น กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ แม้ว่าจะมิใช่พระโอรสที่ประสูติแต่พระอัครมเหสี แต่ว่าทรงเจริญพระชันษากว่าเจ้าฟ้ามงกุฏถึง ๑๗ ปี ทรงมีพระปรีชาสามารถมาก ในปลายรัชกาลที่ ๒ ก็ทรงได้รับไว้วางพระทัยให้ทรงว่าการแผ่นดินต่างพระเนตรพระกรรณทุกประการ ทำให้พระราชวงศ์ และเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่เคารพยำเกรงเป็นอันมาก ส่วนเจ้าฟ้ามงกุฏนั้นประสูติแต่พระอัครมเหสียังคงผนวชอยู่ ดังนั้นในเวลาที่สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงสวรรคต แม้ว่า “สิทธิ์” ในการครองราชย์จะเป็นของเจ้าฟ้ามงกุฏ แต่ว่าอำนาจยังไม่อยู่ในมือ เจ้าฟ้ามงกุฏจึงทรงขอผนวชต่อไปอีก กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์จึงเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ ๓ เฉลิมพระนามว่าสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

     ฝ่ายเจ้าฟ้ามงกุฏ ขณะทรงผนวชได้ไปเลื่อมใสในพระมอญรูปหนึ่ง ชื่อพระสมชาย พุทฺธวํโส อยู่วัดบวรมลคลหรือวัดลิงขบ พระมอญนั้นว่ากันว่าท่องชื่อพระอุปัชฌาย์-อาจารย์ได้เก่งนัก คือครูบาอาจารย์ได้สอนให้ท่องจำว่า ตัวเธอบัดนี้มีฉันเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอุปัชฌาย์ของฉันมีชื่ออย่างนี้ อุปัชฌาย์ของอุปัชฌาย์นั้นมีชื่ออย่างโน้น อุปัชฌาย์ของอุปัชฌาย์ชั้นโน้นมีชื่อนั้น ไล่เรียงกันไปเรื่อย ๆ จนถึงพระอสีติมหาสาวกรูปใดรูปหนึ่ง แล้วก็สรุปรวบยอดว่า พระมหาสาวกรูปนั้น ได้รับการบรรพชาอุปสมบท จากสมเด็จพระบรมศาสดาของเราทั้งหลาย ดังนี้ นี่คือวงศ์แห่งการบวชของเธอ

     นี้แหละกระมัง ที่ท่านว่าเป็นการลำดับวงศ์ได้อย่างถูกต้อง ทำให้พระภิกษุวชิรญาณทรงเลื่อมใส ได้ย้ายออกจากวัดมหาธาตุ ไปจำพรรษาอยู่ ณ วัดสมอรายหรือวัดราชาธิวาสในปัจจุบัน ทรงทำการอุปสมบทซ้ำหรืออุปสมบททบเป็นคำรบสอง โดยทรงให้ผูกแพเป็นนทีสีมา กลางลำน้ำเจ้าพระยา มีพระภิกษุมอญร่วมทำสังฆกรรมทั้งสิ้น ๑๘ รูป มีพระสมชาย พุทฺธวํโส เป็นพระอุปัชฌาย์ การแยกไปอยู่ต่างหากของพระภิกษุวชิรญาณ กับคณะพระสมชาย ได้มีคนเลื่อมใสเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงไม่สบายพระทัย นับรวมไปทั้งการนุ่งห่มตามแบบพระมอญด้วย ท้ายที่สุดพระภิกษุวชิรญาณ ทรงยอมเปลี่ยนการห่มจีวร มาเป็นแบบมหานิกายเดิม และทรงย้ายมาจำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหารบางลำพูด้วย คณะธรรมยุตยุคนี้จึงลุกผีลูกคน คือจะโตก็ไม่ใช่ จะตายก็ไม่เชิง ทั้งนี้ก็ด้วยเกรงพระทัยในพระเจ้าอยู่หัวนั่นเอง

     พระภิกษุวชิรญาณ เสด็จไปครองวัดบวรนิเวศน์ในวันพฤหัสบดี ขึ้น ๕ ค่ำ เดือนยี่ ปีวอก อัฐศก จุลศักราช ๑๑๙๘ ตรงกับวันที่ ๑๑ มกราคม พ.ศ.๒๓๗๙ พร้อมด้วยพระคณะใหม่อีก ๙ รูป มีพระพรหมสรเถระ เป็นต้น ซึ่ง ๒ ใน ๙ รูปนั้น ต่อมาปรากฎว่า ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชด้วย คือพระปัญญาอัคเถระ ได้รับการสถานปนาเป็น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ สมเด็จพระสังฆราชรูปที่ ๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และพระปุสสเทวเถระ ได้รับการสถานปนาเป็น สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชรูปที่ ๙

     ครั้นสิ้นรัชกาลที่ ๓ แล้ว พระภิกษุวชิรญาณทรงลาผนวชขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ ๔ เฉลิมพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นั่นแหละ คณะธรรมยุตจึงเป็นปลาได้น้ำอย่างแท้จริง คือเติบโตแพร่หลายอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ก็ด้วยพระราชอำนาจ ของรัชกาลที่ ๔ ที่ทรงหนุนอย่างเต็มพระกำลัง การขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ของพระปัญญาอัคคเถระ และพระปุสสเทวเถระ ที่ย้ายจากวัดราชาธิวาสมาอยู่วัดบวรนิเวศน์วิหารพร้อมกับพระองค์นั้น เป็นหลักฐานยืนยันอย่างดี ถึงการสนับสนุนนิกายธรรมยุตดังกล่าว นอกจากนั้นพระสงฆ์คณะธรรมยุต ยังได้ดำรงตำแหน่ง สมเด็จพระสังฆราช มากกว่าคณะเดิมแบบสองต่อหนึ่งด้วย ทั้งนี้นับจากที่คณะธรรมยุตถือกำเนิดมาแล้ว เรียงลำดับดังนี้

     ยุคก่อนเกิดธรรมยุติกนิกายมีพระสังฆราชจำนวน ๖ รูปคือ

๑. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ศรี)   วัดระฆังโฆสิตาราม (พ.ศ.๒๓๒๕-๒๓๓๗)

๒. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (สุก) วัดมหาธาตุ (พ.ศ.๒๓๓๗-๒๓๕๙)

๓. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (มี) วัดมหาธาตุ (พ.ศ.๒๓๕๙-๒๓๖๒)

๔. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (สุก) วัดมหาธาตุ (พ.ศ.๒๓๖๒-๒๓๖๕)

๕. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ด่อน) วัดมหาธาตุ (พ.ศ.๒๓๖๕-๒๓๘๕)

๖. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (นาค) วัดมหาธาตุ (พ.ศ.๒๓๘๖-๒๓๙๒)

     ยุคเมื่อเกิดมีคณะธรรมยุติกนิกายขึ้นแล้ว นับแต่รัชกาลที่ ๔ เป็นต้นมา

๗. สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส วัดพระเชตุพน (พ.ศ.๒๓๙๔-๒๓๙๖)

๘. สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ วัดบวรนิเวศวิหาร (ธรรมยุต) (พ.ศ.๒๓๙๖-๒๔๓๕)

๙. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (สา) วัดราชประดิษฐ์ (ธรรมยุต) (พ.ศ.๒๔๓๖-๒๔๔๒)

๑๐. สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส วัดบวรนิเวศวิหาร(ธรรมยุต) (พ.ศ.๒๔๔๒-๒๔๖๔)

๑๑. พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า วัดราชบพิตร (ธรรมยุต)(พ.ศ.๒๔๖๔-๒๔๘๐)

๑๒. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (แพ) วัดสุทัศนเทพวราราม (มหานิกาย) (พ.ศ.๒๔๘๑-๒๔๘๗)

๑๓. สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ วัดบวรนิเวศวิหาร (ธรรมยุต) (พ.ศ.๒๔๘๘-๒๕๐๑)

๑๔. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปลด กิตฺติโสภโณ) วัดเบญจมบพิตร (มหานิกาย) (พ.ศ.๒๕๐๓-๒๕๐๕)

๑๕. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อยู่ ญาโณทโย) วัดสระเกศ (มหานิกาย) (พ.ศ.๒๕๐๖-๒๕๐๘)

๑๖. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (จวน อุฏฺฐายี) วัดมกุฏกษัตริยาราม (ธรรมยุต)(พ.ศ.๒๕๐๘-๒๕๑๔)

๑๗. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น ปุณฺณสิริ) วัดพระเชตุพน (มหานิกาย) (พ.ศ.๒๕๑๕-๒๕๑๖)

๑๘. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (วาสน์ วาสโน) วัดราชบพิตร (ธรรมยุต) (พ.ศ.๒๕๑๗-๒๕๓๑)

๑๙. สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก วัดบวรนิเวศ (ธรรมยุต) (พ.ศ.๒๕๓๒-ปัจจุบัน)

     นี่เป็นการขึ้นดำรงตำแหน่งสูงสุดในฝ่ายสงฆ์ นอกจากนั้น ในเบื้องต่ำลงมา ก็จะเห็นการเบียดเสียด เล่นเกมการเมืองเรื่องคณะสงฆ์ อย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ว่าเมืองไทยสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช ที่มีพระเจ้าอยู่หัวทรงอำนาจสิทธิ์ขาด จึงไม่มีปากมีเสียงออกมาจากคณะสงฆ์มหานิกาย มากนัก แต่การยอมรับ คณะสงฆ์ใหม่ของมหานิกายนั้น กล่าวให้ชัดแบบไม่เกรงใจผู้ใดแล้ว ก็ต้องบอกว่าเป็นเพราะเกรงพระทัย ในพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น หาใช่เพราะการมีศักยภาพ ของนิกายใหม่โดยลำพังแต่อย่างใดไม่ บทบาทการคุมอำนาจในสังฆมณฑลตามที่ได้เล่ามาจึงหนีไม่พ้นอำนาจรัฐไปได้ ดังนั้นการเขียนเกี่ยวกับเรื่องการปกครองคณะสงฆ์ก็ดี เรื่องยศทางพระก็ดี ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องกล่าวถึง เหตุการณ์ทางการเมืองควบคู่ไปด้วยเช่นกัน

     มองภาพง่าย ๆ ก็คือว่า ในทางรัฐนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงเป็นผู้เริ่มก่อตั้งคณะธรรมยุตทรงคุมอำนาจอยู่ แล้วก็ทรงใช้พระราชอำนาจอันนั้นส่งเสริมคณะธรรมยุตซึ่งเป็นอำนาจทางธรรมเข้าไปอีก อย่างกรณีการสถานปนาสมเด็จพระสังฆราช อันดับที่ ๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ก็มีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้น พระมหาเถระผู้มีอาวุโสสมควรแก่ตำแหน่งนี้มีอยู่ ๔ รูป คือ

     ๑. สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อู๋) วัดสุทัศน์ เจ้าคณะใหญ่คณะเหนือ รูปนี้เมื่อสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวยังไม่สวรรคต ทรงมีพระราชดำริที่จะสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช แต่พระองค์ได้เสด็จสวรรคตเสียก่อน พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นครองราชย์แทน ได้ทรงสถาปนาสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส วัดพระเชตุพน ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชแทน แต่เพื่อจะทรงปลอบใจพระอาจารย์อู๋ สมเด็จพระจอมเกล้า จึงทรงสถาปนาพระอาจารย์อู๋ ขึ้นเป็นที่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ ซึ่งถ้าท่านผู้อ่านได้เห็นชื่อนี้แล้ว ก็คงจะทราบว่า แต่ก่อนมานั้นชื่อนี้เป็นตำแหน่งของสมเด็จพระสังฆราช แต่ว่าพระอาจารย์อู๋ กลับได้เป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ โดยไม่ได้เป็นพระสังฆราชด้วย นี่เรียกว่ารางวัลปลอบใจ ในการแต่งตั้งแบบข้ามหัว เหมือนระบบราชการไทยในปัจจุบัน

     ๒. สมเด็จพระวันรัต (เซ่ง) วัดอรุณราชวราราม เจ้าคณะใหญ่คณะใต้ อายุ ๗๓ ปี

     ๓. สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฉิม ป.ธ.๙) วัดมหาธาตุ เจ้าคณะใหญ่คณะกลาง องค์นี้เคยทักท้วง การแปลหนังสือ ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงผนวชมาแล้ว เรื่องมีว่า พระอาจารย์ฉิมและพระภิกษุวชิรญาณ ต่างก็เป็นกรรมการสอบบาลีสนามหลวงด้วย มีพระภิกษุผู้เข้าสอบรูปหนึ่งแปลบาลี ”อาสเน นิสิทิ” ว่า นั่งบนอาสนะ

     ฝ่ายเจ้าฟ้ามงกุฏทรงเห็นว่าไม่ถูก ต้องแปลว่า นั่งในอาสนะ พระอาจารย์ฉิมก็ท้วงว่านั่งในอาสนะไม่ถูกต้อง ต้องนั่งเหนืออาสนะนั่นแหละถูกแล้ว เจ้าฟ้ามงกุฏก็แย้งว่า ที่ว่านั่งเหนืออาสนะนั้นนั่งยังไง ลอยตัวอยู่เหนืออาสนะอย่างนั้นหรือ ?

     ฝ่ายพระอาจารย์ฉิมก็ตอกกลับว่า แล้วที่ว่านั่งในอาสนะนั้นนั่งยังไง ฉีกอาสนะเข้าไปนั่งยังงั้นหรือ ? บทสรุปของการสอบบาลีสนามหลวงวันนั้น ก็คือ นักเรียนรูปที่เข้าสอบนั้นเกิดอาการงง คือกรรมการทะเลาะกันเอง ส่วนนักเรียนรูปนั้นไม่ทราบว่าผ่านได้กี่ประโยค อย่างไรก็ตามด้วยความเก่งเป็นเปรียญธรรม ๙ ประโยค พระอาจารย์ฉิม จึงได้รับเลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็นถึงสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ดังกล่าว

     ๔. สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สน ป.ธ.๓) วัดสระเกศ เจ้าคณะใหญ่คณะอรัญญวาสี

     แต่พระมหาเถระเหล่านี้ปรากฏว่า “วืด” หมด คือตกสำรวจอย่างทั่วหน้า พระที่ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชอันดับที่ ๘ นั้น เป็นพระหนุ่มไฟแรง คือกรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธ์ (พระองค์เจ้าฤกษ์) วัดบวรนิเวศวิหาร นิกายธรรมยุต ซึ่งขณะนั้น ทรงมีพระชนมายุเพียง ๔๔ พรรษาเท่านั้น ! เฉลิมพระนามว่าสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์

     เท่านั้นยังไม่พอ สมเด็จสังฆราชองค์ใหม่ยังได้รับพระราชอำนาจ “ให้ปกครองพระสงฆ์ทุกคณะนิกาย ไม่ว่าจะเป็นคณะเหนือ คณะใต้ คณะกลาง คณะอรัญญวาสี และคณะธรรมยุตที่เพิ่งก่อตั้งเบ็ดเสร็จ

     ผลจากการแต่งตั้งแบบ ข้ามอาวุโสเช่นนั้น ปรากฏว่าในปี พ.ศ. ๒๓๙๗ นั้นปีเดียว มีพระราชาคณะ พระฐานา พระเปรียญ สึกออกไปมากจนผิดปรกติ นับจำนวนได้ถึง ๖๐ % เลยทีเดียว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงร้อนพระทัย ถึงกับออกพระราชประกาศว่า

     "มีพระบรมราชโองการมา ณ พระบัณฑูรสุรสิงหนาทดำรัสสั่ง กรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธ์ ให้มีหมายประกาศไป แก่พระราชาคณะเปรียญทั้งปวงให้รู้ว่า แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น พระราชาคณะ-เปรียญสึกน้อย ไม่มากนัก ในเดี๋ยวนี้พระราชาคณะเปรียญสึกมาก มีบาญชีได้ถึง ๖๐ เศษ แปลกกว่าแต่ก่อน ตั้งแต่นี้ต่อไปถ้าพระราชาคณะ-เปรียญสึกออก จะโปรดฯ ให้เป็นไพร่หลวงโรงพิมพ์แล้วจะได้จำไว้กว่าจะได้นายประกัน เมื่อได้นายประกันแล้ว จะให้เข้าเดือนทำการพิมพ์ ถ้าไปเดินกับข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยตำแหน่งใด ๆ ให้มากราบทูลขอก็มิได้พระราชทานเลย แล้วจะลงพระราชอาญาแก่ผู้ที่ไปเดิน ๕๐ ที ขอพระราชาคณะเปรียญทั้งปวง จงได้รู้ดังคำประกาศนี้ทั่วทุกๆ องค์ตามรับสั่ง..”

     นี่คือการห้ามพระสึกในสมัยรัชกาลที่ ๔ พระราชาคณะพระเปรียญสมัยนั้นถ้าสึกจะต้องโทษเป็นไพร่ไปทำงานในโรงพิมพ์ ถึงจะมีคนประกันออกไปก็ยังต้องเข้าเดือน หมายถึงว่าต้องไปทำงานในฐานะไพร่เดือนเว้นเดือน แบบทหารสมัยก่อนที่เข้าเดือนออกเดือน แถมยังห้ามมิให้ไปเดิน คือไปคบหาสมาคมกับข้าราชการทุกระดับ มีโทษทั้งแก่ผู้ไปคบหากันทั้งสองฝ่ายด้วย นี่เพราะอะไร ถ้ามิใช่ความอึดอัดกลัดกลุ้มใจ ในการบริหารกิจการคณะสงฆ์ในสมัยนั้น ซึ่งมีพระราชอำนาจครอบงำล้นฟ้าล้นแผ่นดิน ขนาดมีพระราชดำรัส สั่งสมเด็จพระสังฆราชได้

     การขึ้นดำรงตำแหน่งแบบ “ข้ามหัว” เป็นสมเด็จพระสังฆราชของพระสงฆ์นิกายธรรมยุตแต่เยาว์วัยเช่นนี้ เป็นการได้เปรียบมหานิกายอย่างเด่นชัด คือสังฆราชฝ่ายธรรมยุตนั้นครองอำนาจในคณะสงฆ์ติดต่อกันเป็นเวลายาวนานถึง ๘๔ ปี ! คือนับจาก พ.ศ.๒๓๙๖ ถึง พ.ศ.๒๔๘๐ มีพระสงฆ์นิกายธรรมยุต ขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช มาโดยตลอดนับได้ถึง ๕ รูปด้วยกัน

     เท่านั้นยังไม่พอ ธรรมยุติกนิกาย ยังได้แทรกซึมเข้าไปแย่งอำนาจในการปกครองพระสงฆ์คณะมหานิกายอีก ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ ก็ให้อำนาจพระสังฆราชของธรรมยุต สามารถปกครองฝ่ายมหานิกาย แบบหัวเดียวได้แล้ว แต่พอถึงรัชกาลที่ ๕ พ.ศ.๒๔๔๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการ ให้ประกาศใช้พระราชบัญญัติลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ขึ้น เป็นครั้งแรกในประเทศไทย พระราชบัญญัติฉบับนี้มีชื่อว่า “พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ รศ.๑๒๑” สาระสำคัญก็คือ การยกสถานะคณะธรรมยุต ให้เป็นนิกายอย่างถูกต้องตามกฎหมาย คือเขียนไว้เป็นพระราชบัญญัติ ก่อนหน้านี้ก็รู้ ๆ กันโดยพฤตินัยว่ามีนิกายใหม่ ต่างแต่ยังไม่ได้เขียนเป็นกฎหมายไว้อย่างชัดเจนเท่านั้น เมื่อโลกเปลี่ยนไปยึดถือบทบัญญัติมากขึ้น จึงต้องนำเอากฎหมายมาการันตีสถานของตนเองไปด้วย แบบว่าตามสมัยนิยม แล้วจากนั้นก็ได้เห็นพฤติกรรม ของคณะธรรมยุตได้ชัดเจนขึ้นอีก เมื่อมีการแทรกพระเถระในสายธรรมยุต เข้าไปเป็นเจ้าคณะปกครองพระสงฆ์มหานิกายด้วย มตินี้ออกมาในปี พ.ศ.๒๔๔๕ มีข้อความว่า

     ๑. คณะเหนือ มีสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (แสง ปญฺญาทีโป) วัดราชบูรณะ (มหานิกาย) เป็นเจ้าคณะใหญ่ และพระพิมลธรรม (ยัง เขมาภิรโต) วัดโสมนัสวิหาร (ธรรมยุต) เป็นเจ้าคณะรอง

     ๒. คณะใต้ มีสมเด็จพระวันรัต (ฑิต อุทโย) วัดมหาธาตุ (มหานิกาย) เป็นเจ้าคณะใหญ่ มีพระธรรมวโรดม (จ่าย ปุณฺณทตฺโต) วัดเบญจมบพิตร (มหานิกาย) เป็นเจ้าคณะรอง

     ๓. คณะกลาง มีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ฤทธิ ธมฺมสิริ) วัดอรุณราชวราราม (มหานิกาย) เป็นเจ้าคณะใหญ่ มีพระพรหมมุนี (เขียว จนฺทสิริ) วัดราชาธิวาส (ธรรมยุต) เป็นเจ้าคณะรอง

     ๔. คณะธรรมยุติกา มีพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส วัดบวรนิเวศวิหาร (ธรรมยุต) เป็นเจ้คณะใหญ่ มีพระศาสนโศภณ (อ่อน อหึสโก) วัดราชประดิษฐ์ (ธรรมยุต) เป็นเจ้าคณะรอง

     ซึ่งท่านผู้อ่านก็คงจะเห็นว่า มีการแทรกพระในสายธรรมยุตเข้าไปเป็นเจ้าคณะรองในมหานิกายถึง ๒ ตำแหน่งด้วยกัน ส่วนตำแหน่ง ในคณะธรรมยุตนั้น “ไม่ว่าง” สำหรับมหานิกาย นี่เป็นการแทรกแซงแย่งอำนาจในระดับสูง ลองนับดูสิท่าน จะเห็นว่าพระมหาเถระ ที่ดำรงตำแหน่งใน ๔ คณะในบัดนี้นั้น มีฝ่ายมหานิกาย ๔ และฝ่ายธรรมยุต ๔ เท่ากัน และจากการมีพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นมา จึงได้ก่อให้เกิดมหาเถรสมาคมขึ้น โดยผู้ที่เป็นกรรมการนั้นก็มาจากเจ้าคณะใหญ่และเจ้าคณะรองที่ปกครองสงฆ์ทั้ง ๔ คณะนั่นเอง ดังนั้นที่ตำแหน่งสมเด็จพระราชาคณะ ในปัจจุบันมี ๘ อัตราก็มีพัฒนาการมาจากพระราชบัญญัติฉบับนี้ คือแบ่งเก้าอี้ในรัฐบาลคณะสงฆ์เป็น ๔ ต่อ ๔ บริสุทธิ์ยุติธรรมอย่างยิ่ง แต่ท่านผู้อ่านอย่าได้คิดว่ายุติธรรมจริง ๆ เชียวนา เพราะว่ามหาเถรสมาคม โดยตำแหน่งนั้นนอกจากพระสมเด็จ ฯ แล้ว ยังมีสมเด็จพระสังฆราช ทรงเป็นประธานกรรมการมหาเถรสมาคม อีกตำแหน่งหนึ่งด้วย คือจริง ๆ แล้วมีถึง ๙ ตำแหน่ง และเมื่อคณะธรรมยุต ครองตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชเสียยาวนานเช่นนี้แล้ว จึงมีเสียงในมหาเถรสมาคมมากกว่ามหานิกายไปหนึ่งเสียง คือ ๕ ต่อ ๔ นี่ไง เห็นอะไรหรือยังล่ะท่าน

     ส่วนในระดับล่างนั้นยิ่งเละเทะหนัก เมื่อสายธรรมยุตดำเนินการ “ปลด” เจ้าคณะมณฑล ซึ่งเทียบเท่ากับตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด ในปัจจุบัน แล้วแต่งตั้งพรรคพวกของตัวเองเข้าไปเป็นแทนโดยอาศัยพระราชอำนาจตามถนัด นี่คือประกาศแต่งตั้งพระราชาคณะเจ้าคณะมณฑล ลงวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ร.ศ. ๑๒๑ (พ.ศ.๒๔๔๕)

๑. พระศาสนโสภณ วัดราชประดิษฐ์ (ธรรมยุต) เป็นเจ้าคณะมณฑลกรุงเทพฯ ภายนอกจังหวัดในกรุง

๒. พระธรรมโกศาจารย์ วัดสุทัศน์ ฯ (มหานิกาย) เป็นเจ้าคณะจังหวัดนครไชยศรี

๓. พระธรรมไตรโลก วัดระฆังโฆสิตาราม (มหานิกาย) เป็นเจ้าคณะมณฑลนครสวรรค์

๔. พระธรรมราชานุวัตร วัดนิเวศน์ธรรมประวัติ (ธรรมยุต) เป็นเจ้าคณะมณฑลกรุงเก่า (อยุธยา)

๕. พระเทพกระวี วัดมกุฏกษัตริยาราม (ธรรมยุต) เป็นเจ้าคณะมณฑลพิษณุโลก

๖. พระเทพมุนี วัดประยุรวงศาวาส (มหานิกาย) เป็นเจ้าคณะมณฑลนครราชสีมา

๗. พระเทพเมธี วัดมหาธาตุ (มหานิกาย) เป็นเจ้าคณะมณฑลชุมพร

๘. พระพระราชมุนี วัดเทพศิรินทราวาส (ธรรมยุต) เป็นเจ้าคณะมณฑลปราจีนบุรี

๙. พระสุคุณคณาภรณ์ วัดบวรนิเวศ (ธรรมยุต) เป็นเจ้าคณะมณฑลจันทบุรี

๑๐. พระเมธาธรรมรส วัดพิชยญาติการาม (ธรรมยุต) เป็นเจ้าคณะมณฑลภูเก็ต

๑๑. พระอมรโมฬี วัดบวรนิเวศ (ธรรมยุต) เป็นเจ้าคณะมณฑลราชบุรี

๑๒. พระญาณรักขิต วัดสุปัฏ (ธรรมยุต) อุบลราชธานี เป็นเจ้าคณะมณฑลอีสาน

๑๓. พระศิริธรรมมุนี ว่าท่าโพธิ์ นครศรีธรรมราช (ธรรมยุต) เป็นเจ้าคณะมณฑลนครศรีธรรมราช

๑๔. พระอุดรคณารักษ์ วัดพระเชตุพน (มหานิกาย) เป็นเจ้าคณะมณฑลบูรพา

     การปกครองของเจ้าคณะมณฑลในสมัยนั้นยังไม่ได้แยกกันชัดเจนว่าเป็นฝ่ายมหานิกายและธรรมยุตเหมือนสมัยนี้นะท่าน เจ้าคณะมณฑลสมัยนั้น จึงปกครองควบสองนิกายไปเลย ดังนั้นตามรายชื่อที่ประกาศออกมา จึงเห็นได้ชัดว่าคณะธรรมยุตเล่น “กินรวบ” คือยึดอำนาจจากคณะเก่า เอาคนของคณะใหม่ซึ่งมีกำลังพลเพียงน้อยนิด ไปกินตำแหน่งเจ้าคณะในหัวเมืองทั่วไปประเทศ แทนมหานิกายถึง ๙ ต่อ ๕ เลยทีเดียว ทั้ง ๆ ที่ ในปี พ.ศ. ๒๔๗๘ มีวัดในนิกายธรรมยุตทั่วประเทศแค่ ๒๖๐ วัดเท่านั้น ส่วนวัดในฝ่ายมหานิกายมีถึง ๑๗,๓๐๕ วัด

     แต่แล้วก็มีเรื่องตลกตามมาอีก คือการที่ฝ่ายธรรมยุตได้กลืนตำแหน่งในฝ่ายมหานิกาย แต่ว่ามหานิกายไม่มีสิทธิ์ได้ปกครองธรรมยุตเลยนั้น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ตรัสในที่ประชุมพระเถรานุเถระฝ่ายธรรมยุต เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๔๕๗ ณ ตำหนักเพชร วัดบวรนิเวศวิหารว่า

     “..คณะธรรมยุติกนิกายนี้ เคยได้รับพระราชทานพิเศษ คืออำนาจที่ให้ปกครองกันเอง ไม่ต้องขึ้นอยู่ในปกครองของคณะอื่น ตั้งแต่รัชกาลที่ ๔ ตลอดมาจนบัดนี้ แม้ในพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ รัชกาลที่ ๕ ก็ยังมียกเว้นไว้ ทรงตั้งพระหฤทัยจะรักษาพรนี้ให้ยั่งยืน..”

     แหมอันนี้ถ้าจะให้วิจารณ์กันละก็อาจจะบาดหูบาดตาผู้มีอำนาจแน่แท้ คือใครเขาก็รู้กันทั้งบาง ว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นทรงเป็นใคร เหตุไฉนจึงทรงยกย่องธรรมยุตอย่างออกนอกหน้า และแม้แต่พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ร.ศ.๑๒๑ นั้น ในฝ่ายสงฆ์ที่มีส่วนในการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ก็คือสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ผู้ทรงเอากฎหมายที่พระองค์ทรงเขียนเองมาอ้างเป็นความชอบธรรมในการปกครองคนอื่น ในภายหลังดังกล่าวนั่นเอง มันก็น่าจะรักษาพระพรไปให้ยั่งยืนอยู่หรอก จริงไหม

     พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ร.ศ.๑๒๑ ใช้ได้มาเรื่อยๆ จนถึง พ.ศ.๒๔๗๕ ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองขึ้น นั่นคือการปฏิวัติ ของคณะราษฎร์ ซึ่งได้ยึดอำนาจจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ทีนี้เมื่ออำนาจทางการเมืองเปลี่ยนแล้ว ผู้ที่ถูกกดขี่ข่มเหงมานานก็ลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้องบ้าง วันที่ ๑๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๗๗ มีพระภิกษุหนุ่มมหานิกาย จำนวนกว่า ๓๐๐ รูป มีพระวิสุทธิสมโพธิ (เจีย เขมโก) วัดพระเชตุพน เป็นหัวหน้า มีพระมหาทองสุก สุทสฺโส ป.ธ.๖ วัดมหาธาตุเป็นรองประธาน และพระมหาสนิท เขมจารี ป.ธ.๗ วัดพระเชตุพน (ต่อมาได้รับสถานปนา เป็นสมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดปทุมคงคาราชวรวิหาร) เป็นรองประธาน คณะพระภิกษุดังกล่าว เรียกชื่อตัวเองว่า คณะปฏิสังขรการพระศาสนา ได้ไปประชุมกันที่บ้านภัทรวิธม ของคหบดีท่านหนึ่งในเขตบางรัก พระนคร เปิดประชุมเวลา ๒๐.๑๕ น. ได้ข้อสรุปจากที่ประชุม ๓ ข้อคือ

๑. การปกครองคณะสงฆ์ในขณะนี้ ให้ความเสมอภาคแก่คณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกายไม่เสมอภาคกัน กล่าวคือเจ้าคณะผู้เป็นธรรมยุต ปกครองสงฆ์ฝ่ายมหานิกายได้ แต่เจ้าคณะผู้เป็นมหานิกายปกครองสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตไม่ได้ ฉะนั้นจึงขอให้รัฐบาล หรือมหาเถรสมาคมแก้ไขเปลี่ยนแปลง พ.ร.บ.ปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.๑๒๑ ให้ได้มีการบริหารโดยสิทธิอันเสมอภาคกัน

๒. เพื่อให้ได้มีการร่วมสมานสังวาส ในระหว่างสงฆ์ฝ่ายลัทธิมหานิกายและธรรมยุติกนิกาย อาทิเช่นให้ได้มีการร่วมอุโบสถกรรม ด้วยกันได้ (ก่อนหน้านี้ธรรมยุตตราสถานะคณะมหานิกายว่าเป็นเพียงสามเณร จึงไม่สามารถจะลงอุโบสถสังฆกรรมร่วมได้)

๓. ตำแหน่งหน้าที่ ทั้งในการศึกษา และการปกครองหรืออำนาจสูงสุดในการปกครองสังฆมณฑล พระภิกษุในลัทธิมหานิกาย ต้องมีสิทธิ์ในตำแหน่งหน้าที่นั้นด้วย

     ผลจากการประชุมในครั้งนั้น ได้สร้างความสั่นสะเทือนให้แก่คณะธรรมยุต อย่างใหญ่หลวง มีการกดดันคณะปฏิสังขร ทั้งทางอำนาจรัฐ และอำนาจในการปกครองสงฆ์ ทำให้พระมหาสนิท เขมจารี ต้องลี้หนีภัยไปจำพรรษาอยู่วัดบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี พระมหาทองสุก สุทสฺโส หนีภัยไปอยู่วัดปากเพรียว จังหวัดสระบุรี พระมหาสมบูรณ์ จันทะโก วัดมหาธาตุ หนีภัยไปอยู่วัดอุดมธานี นครนายกเป็นต้น แต่ด้วยความมุ่งมั่นเสียสละอย่างจริงจัง คณะปฏิสังขรก็ทำงานบรรลุผลสำเร็จ โดยนายทองอยู่ พุฒพัฒน์ สส.จังหวัดธนบุรี ได้รับเอาร่างพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ฉบับคณะปฏิสังขร เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๔๗๙

     “ความวัวยังไม่ทันหายความควายก็เข้ามาแทรก” นี่เป็นคำนิยาม สถานการณ์ของคณะธรรมยุต ภายใต้การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ ได้เป็นอย่างดี คือนอกจากจะถูกรุกด้านมวลชน พระภิกษุหนุ่ม ในมหานิกายจนเอียงกระเท่เร่แล้ว วันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๘๐ เวลา ๑๐.๐๕ น. คณะธรรมยุตก็ต้องสูญเสียอย่างหนัก เมื่อพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า นิกายธรรมยุตได้สิ้นพระชนม์ลง รัฐบาล พ.อ. พระยาพหลพลพยุหเสนา ได้ทูลเกล้าเสนอชื่อสมเด็จพระวันรัต (แพ ติสฺสเทโว) วัดสุทัศนเทพวราราม ขึ้นดำรงตำแหน่ง สมเด็จพระสังฆราช ดังประกาศว่า

 

ประกาศ

สถาปนาสมเด็จพระวันรัต เป็นสมเด็จพระสังฆราช

------------------

     โดยที่พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งสกลมหาสังฆปริณายก ประธานาธิบดีสงฆ์ สิ้นพระชนม์ล่วงลับไปเสียแล้ว เป็นการสมควรที่จะสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชขึ้นสนองพระองค์ต่อไป

     และโดยที่สมเด็จพระวันรัต วัดสุทัศน์เทพวราราม เจ้าคณะใหญ่หนใต้ มีคุณูปการในทางศาสนกิจ สมควรจะดำรงตำแหน่ง พระสังฆราชได้

     คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในสมเด็จพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงให้ประกาศสถาปนา สมเด็จพระวันรัตเป็นสมเด็จพระสังฆราช ดำรงตำแหน่งสกลสังฆปริณายก ประธานาธิบดีสงฆมณฑลทั่วราชอาณาจักรสืบไป

 

ประกาศมา ณ วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๑

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา

นายกรัฐมนตรี

     นี่คือการขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชของพระสงฆ์ในมหานิกายเป็นครั้งแรกในรอบ ๘๔ ปี เพิ่งจะมามีโอกาสได้ปกครองในส่วนหัวกับเขาได้ ก็ต่อเมื่อเปลี่ยนระบบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นประชาธิปไตยแล้ว การปฏิวัติในปี พ.ศ.๒๔๗๕ จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงทางการปกครองคณะสงฆ์ไปด้วย และจากนั้นก็ได้มีพระราชบัญญัติฉบับใหม่ออกมาเรียกชื่อว่าพระราช บัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๔๘๔ ซึ่งมีสาระสำคัญคือ

     “ให้คณะสงฆ์ทั้งสองนิกาย แยกกันทั้งในทางศาสนปฏิบัติ และทางการปกครอง แต่ให้ความเสมอภาคกัน กล่าวคือร่วมอุโบสถสังฆกรรมกันไม่ได้ การปกครองส่วนกลางรวมกัน แต่การปกครองในส่วนภูมิภาคให้แยกกันเด็ดขาด ธรรมยุติกนิกายก็ปกครองธรรมยุติกนิกาย และมหานิกายก็ปกครองเฉพาะมหานิกาย..”

     มตินี้ที่ประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้รับรองไว้ด้วยคะแนนเสียง ๖๑ ต่อ ๒๙ เสียง และได้ประกาศใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๘๔ นอกจากนั้นพระราชบัญญัติ พ.ศ.๒๔๘๔ ยังได้กำหนดให้มีการ ปกครองคณะสงฆ์แบบรัฐสภา ตามแบบทางบ้านเมือง มีการแยกอำนาจทั้งด้านการปกครอง นิติบัญญัติและตุลาการ อย่างเป็นระบบ โดยมีสมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นพระประมุขของคณะสงฆ์ เช่นเดียวกับพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุขของชาติ ในฝ่ายการปกครองนั้นให้มีตำแหน่งสังฆนายก ๑ รูป และสังฆมนตรีอีก ๙ รูปหรือ ๙ ตำแหน่ง ซึ่งเป็นเหมือนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีในฝ่ายบ้านเมือง มีการแบ่งการบริหารออกเป็น ๔ องค์การ คือองค์การปกครอง องค์การศึกษา องค์การเผยแผ่ และองค์การสาธารณูปการ

     ในฝ่ายนิติบัญญัตินั้นให้มีสังฆสภา ประกอบด้วย ประธานสังฆสภา รองประธานสังฆสภา และสมาชิกสังฆสภา อีกไม่เกิน ๔๕ รูป มีอำนาจหน้าที่ในการออกกฎหมายคณะสงฆ์

     ฝ่ายตุลาการนั้นให้มีคณะวินัยธร ประกอบด้วยประธานคณะวินัยธร และคณะวินัยธรชั้นต่างๆ คือชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา มีหน้าที่ในการวินิจฉัยไต่สวนคดีต่างๆ ทางสงฆ์

     ทั้งมีบทบัญญัติ ว่าด้วยการรวมนิกายสงฆ์เข้าด้วยกันอีก โดยกำหนดให้ดำเนินการรวมนิกายให้แล้วเสร็จภายใน ๘ ปี นับแต่วันที่ประกาศใช้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฉบับนี้

     ฝ่ายมหานิกายนั้น มาถึงบัดนี้ก็เรียกได้ว่าเห็นแสงเงินแสงทองผ่องอำไพแล้ว แต่แล้วก็ต้องผิดคาด เมื่อปรากฏว่า คณะสงฆ์ในฝ่ายมหานิกายเอง ได้เกิดความแตกแยกกันขึ้น แบบที่ว่าใช้ประชาธิปไตยไม่เป็น อาจจะเนื่องเพราะ ไม่เคยใช้มาก่อนหรือไงไม่ทราบ คือเมื่อมีการสรรหาตัวบุคคลดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ทั้งในการบริหาร การนิติบัญญัติและการตุลาการ ก็ปรากฏว่ามีการหักหลังหักเหลี่ยม ในนิกายเดียวกันอีก จนทำให้ “ตาอยู่” คือธรรมยุติกนิกาย ซึ่งอ่อนเปลี้ยเพลียแรงลงไปแล้ว ได้กำลังกลับฟื้นคืนชีพหยิบชิ้นปลามันไปกิน จนอาศัยความแตกแยกในมหานิกายนั้นมาเป็นจุดตีให้มหานิกายตั้งตัวไม่ติด และเสียเปรียบมาจนกระทั่งปัจจุบัน

     เรื่องการแตกแยกของมหานิกายนี้ แตกจริง ๆ นะท่าน แบบไม่เผาผีกันเลยทีเดียว คือได้เกิดมีมหานิกายใหม่ขึ้นมาอีก เรียกชื่อว่ามหานิกายแปลง คำว่าแปลงนั้น ก็มีสาเหตุมาจากการหุ่มจีวรไม่เหมือนกัน คือแต่เดิมนั้น มหานิกายห่มแบบที่พระเรียกว่า "พาดมังกร" คือบิดลูกบวบเข้ามาด้านซ้าย แต่ธรรมยุตจะห่มแหวกโดยม้วนลูกบวบไปทางขวา แต่มหานิกายในสายวัดมหาธาตุ สมัยสมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) และวัดเบญจมบพิตร มีพระพรหมมุนี (ปลด กิตฺติโสภโณ) เป็นเจ้าอาวาส กลับไปห่มตามอย่างธรรมยุต และก็ปรากฏว่าเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส อีกด้วย ตรงนี้นี่เองที่เป็นเหตุกินแหนงแคลงใจกันในระหว่างมหานิกายด้วยกันเอง และเมื่อมีการเสนอชื่อ สมเด็จพระวันรัต วัดมหาธาตุขึ้นเป็นสังฆนายก ก็มีเสียงสนับสนุน ให้ท่านไปเป็นอีกทางหนึ่ง คือตำแหน่งประธานสังฆสภา แบบว่าให้ไปออกกฎหมายดีกว่า อย่ามาเป็นนายกรัฐมนตรีปกครองบ้านเมืองเลย แล้วตำแหน่งสังฆนายก ก็ไปออกที่สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ( อ้วน ติสฺโส ) วัดบรมนิวาส ซึ่งเป็นธรรมยุต เรียกว่าตีงูให้กากิน

     อย่างไรก็ตาม วัดมหาธาตุกับวัดเบญจมบพิตร ก็ใช่ว่าจะสนิทกันนัก คือเป็นการเล่นเกมการเมืองมากกว่า แม้ว่าจะถูกสายมหานิกายเดิม (ห่มผ้าแบบเดิม) จัดให้อยู่ในกลุ่มใหม่ก็ตาม มหานิกายเดิมนั้นมีวัดพระเชตุพน วัดสุทัศน์ วัดสระเกศ วัดราชบูรณะ วัดอรุณราชวราราม วัดอนงคาราม วัดปทุมคงคา เป็นต้น ซึ่งเราจะเห็นได้ว่ามีเสียงหนาแน่นมาก หากแต่ไม่ได้มีบทบาทสำคัญ ดังเช่นวัดเบญจฯ และวัดมหาธาตุเลย

     วัดเบญจมบพิตรที่มีบทบาทสำคัญนั้น เนื่องเพราะพระพรหมมุนี (ปลด กิตฺติโสภโณ ป.ธ.๙) ท่านเป็นเณรนาคหลวงองค์แรก ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเป็นที่โปรดปรานมาแต่ยังเป็นสามเณรและได้รับเลื่อนสมณศักดิ์สูงขึ้นโดยลำดับ สมณศักดิ์สูงสุดสุดท้ายของท่านเป็นที่สมเด็จพระสังฆราช

     วัดมหาธาตุเป็นวัดเก่าแก่ วัดหลักของมหานิกายมายาวนาน แต่ก่อนนั้น สมเด็จพระสังฆราชต้องมาสถิตย์ ณ วัดแห่งนี้ จึงมีตำหนักสมเด็จฯ ไว้สำหรับสมเด็จพระสังฆราชโดยเฉพาะ เพิ่งมาเปลี่ยน เมื่อสมัยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรสนี่เอง แต่วัดมหาธาตุก็ไม่ขาดคนดี คือสมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) องค์นี้ท่านเก่ง ได้พลิกวัดมหาธาตุ ให้มีบทบาทนำในด้านการศึกษา ซึ่งได้แก่มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยในปัจจุบัน ดังนั้นสองวัดนี้ จึงใหญ่และยิ่งยงเป็นอย่างยิ่ง ความแตกแยกในมหานิกายนั้น แม้ว่าพระสงฆ์องค์เณร ในระดับล่าง และบ้านนอกคอกนาทั่วไปจะไม่รู้ แต่เมื่อดูร่องรอยของการต่อสู้ในระดับสูงแล้ว กล่าวได้แต่เพียงว่า “เล่นกันแรง !.” เมื่อสายวัดมหาธาตุมาแปลงไปเช่นนี้ ก็จึงมีผลติดเนื่องกันยาวนาน นานจนมาถึงกรณีพระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ) เจ้าอาวาสองค์ต่อจากสมเด็จพระวันรัต ซึ่งถูกรุมสกรัมทำร้ายจนติดคุกติดตะรางเป็นเวลากว่า ๔ ปี

     ก่อนเกิดกรณีพระพิมลธรรมนั้นได้มีลางร้ายเกิดขึ้นก่อน นั่นคือการปฏิวัติยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลจอมพลแปลก พิบูลย์สงคราม โดยหัวหน้าคณะปฏิวัติคือจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๐๐ ประชาธิปไตยจึงชะงัก เกิดระบบเผด็จการขึ้นแทน

     ความอิจฉาริษยาในความดี เด่น ดัง ของพระพิมลธรรมนั้น เกิดมาจากทั้งฝ่ายพระสงฆ์เถระและคณะรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์เอง คือทางฝ่ายสงฆ์ เมื่อได้เห็นพระพิมลธรรมนำวัดมหาธาตุไปสู่การปฏิรูปเปลี่ยนแปลง เปิดโอกาสการศึกษาเสรี สนับสนุนพระไทยไปเรียนเมืองนอก ตั้งสำนักวิปัสสนาขึ้นมา ทั้งตัวท่านเองก็ได้เดินทางไปดูงานในหลายประเทศ วัดมหาธาตุจึงคึกคัก ส่วนวัดอื่นๆ กลับหงอยเหงาไม่มีคนเข้า เลยหาทางเล่นงานท่านด้วยข้อหาปฐมปาราชิก

     ในทางรัฐบาลนั้น เมื่อพระพิมลธรรมไปญี่ปุ่น ก็ได้เยี่ยมเยือนจอมพล ป.พิบูลย์สงครามซึ่งลี้ภัยการเมืองอยู่ที่นั่น ทั้งเมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ ไปตรวจเยี่ยมประชาชนในภาคอีสาน ปรากฏว่ามีประชาชนมาต้อนรับกันเพียงน้อยนิด สืบถามก็ทราบความว่าชาวบ้านไปต้อนรับพ่อใหญ่คือพระพิมลธรรมกันหมด จอมพลสฤษดิ์จึงหวาดระแวง ในตัวพระพิมลธรรมเป็นอย่างยิ่ง ต่อมารัฐบาล ได้ขอความร่วมมือจากทางคณะสงฆ์ เพื่อออกกฎ ห้ามมิให้ผู้มีพฤติกรรมอันเป็นคอมมิวนิสต์บวช พระพิมลธรรมในขณะนั้นดำรงตำแหน่งสังฆมนตรีว่าการปกครองท่านไม่เห็นด้วย เมื่อถูกข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ถามว่า ทำไมพระเดชพระคุณไม่เห็นชอบด้วย ท่านก็ตอบว่าก็จะให้เห็นชอบได้อย่างไร เรื่องคอมมิวนิสต์เป็นเรื่องที่มองไม่เห็น เป็นพฤติกรรมทางด้านจิตใจ เอาอย่างนี้ได้ไหม ถ้ารัฐบาลจะให้คณะสงฆ์ออกกฎห้ามคนเป็นคอมมิวนิสต์บวชจริง ๆ แล้ว ก็ขอให้ออกใบรับรอง ว่าบุคคลใดเป็นคอมมิวนิสต์ หรือไม่เป็นคอมมิวนิสต์ ถ้ารัฐบาลสามารถออกกฎดังนี้ได้ คณะสงฆ์ก็คงจะสามารถอำนวยตามรัฐบาลได้ โดยยึดเอาการรับรองของรัฐบาลนั่นเองเป็นหลัก..ปรากฏว่ารัฐบาลเองก็ทำไม่ได้ และนี่คือที่มาของข้อหา “มีพฤติกรรมเป็นคอมมิวนิสต์ และกระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ ภายในราชอาณาจักร” ที่รัฐบาลเผด็จการ โยนเข้าใส่พระพิมลธรรม อย่างร้ายแรงที่สุด พระพิมลธรรมถูกจับกุมคุมขังตั้งแต่วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๐๕ เวลาประมาณ ๑๒.๓๐ น. ได้รับการพิพากษาจากศาลทหาร ให้เป็นผู้บริสุทธิ์ หลุดจากห้องขังสันติบาลมาได้ในวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๐๙ รวมเวลาที่ท่านถูกจับกุมคุมขัง แบบไร้ความผิดกว่า ๔ ปี

     ที่สืบเนื่องมาจาก รัฐบาลเผด็จการ ของจอมพลสฤษดิ์อีกอย่างหนึ่งก็คือ พระราชบัญญัติคณะสงฆฉบับใหม่ ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๐๕ เรียกชื่อว่า “พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕” มีลักษณะดึงอำนาจ กลับไปให้อยู่แต่ในมือคนกลุ่มเดียว เหมือนพระราชบัญญัติการปกครอง ร.ศ. ๑๒๑ ทั้งนี้ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติ พ.ศ.๒๔๘๔ อันเป็นประชาธิปไตยเสีย ด้วยเหตุผลว่า “เหตุผลในการประกาศใช้ พระราชบัญญัติฉบับนี้คือ โดยการที่จัดดำเนินกิจการคณะสงฆ์ มิใช่เป็นกิจการอันพึงแบ่งแยกอำนาจ ดำเนินการ ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อการถ่วงดุลย์แห่งอำนาจ เช่นที่เป็นอยู่ตามกฎหมาย ในปัจจุบัน และโดยที่ระบบที่ว่านั้น เป็นผลบั่นทอนประสิทธิภาพแห่งการดำเนินกิจการ จึงสมควรแก้ไขปรับปรุงเสียใหม่ ให้สมเด็จพระสังฆราช องค์สกลมหาสังฆปริณายก ทรงบัญชาการคณะสงฆ์ทางมหาเถรสมาคม ตามอำนาจกฎหมายและพระธรรมวินัย ทั้งนี้เพื่อความเจริญรุ่งเรืองแห่งพระพุทธศาสนา..”

     นับจากนั้นมาคณะสงฆ์ไทยก็กระปกกระเปลี้ย มีสภาพเหมือนสัตว์ถูกสตาฟ คือเอาพระมหาเถระอายุรุ่นปู่รุ่นทวดเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม การเคลื่อนไหวจึงไม่ทันโลกทันเหตุการณ์ เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั้งในอดีต และปัจจุบันเป็นเครื่องยืนยันถึงผลลัพธ์แห่งพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นอย่างดี จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์นั้นตายเป็นผีรุ่นพี่ไปไม่รู้กี่ปีแล้ว แต่พระราชบัญญัติฉบับนี้ก็ยังมีคนในระบอบประชาธิปไตยรักใคร่กอดรัดไว้อย่างทะนุถนอม มีการแก้ไขแต่เพียงเล็กน้อย พร้อม ๆ กับภาพของมหาเถรสมาคมคือไดโนเสาร์เต่าล้านปีในสายตาของปัญญาชน

     เรื่อง “ยศช้างขุนนางพระ” นี้ ได้รับการปลดเปลื้องทิ้งไปในคณะรัฐบาลประชาธิปไตยของ พ.อ. พระยาพหลพลพยุหเสนาแล้ว แต่ถูกดึงกลับมาใหม่ในรัฐบาลเผด็จการของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และยังเป็นมรดกบาป มาตราบจนปัจจุบัน

     คำถามที่ว่า เหตุไฉนในเมื่อถึงมีมาแล้ว แต่ทางโลก (การเมือง) เขายกเลิกบรรดาศักดิ์ไปแล้ว ทำไมทางศาสนายังมีอยู่ ?

     ก็ขอตอบว่า เพราะว่าพระเราไม่ทันเกม ไม่ทันโลกเขานะสิท่าน เขาเอาระบบเผด็จการมาไว้ในพระศาสนา มอมเมาพระสงฆ์ให้หลงไหลไปกับยศถาบรรดาศักดิ์ การได้เป็นเจ้าคุณชั้นนั้นชั้นนี้ ซึ่งเป็นกิเลสตัณหาอีกประเภทหนึ่ง เหมือนพวกขันทีในราชสำนักจีนซึ่งถูกตอน ก็ต้องหาทางระบายกิเลสด้วยการแสวงหาอำนาจอย่างไม่สิ้นสุด พระสงฆ์ก็คงหนีวงจรอุบาทว์นี้ไปไม่พ้น ลองด่าพระราชบัญญัติฉบับนี้ดูสิท่าน รับประกันได้ว่าผีจอมพลสฤษดิ์คงไม่ลุกจากหลุมมาคัดค้านหรอก แต่โน่นแน่ะ มหาเถรสมาคมผู้ดำรงสถานะเป็นสัตว์สตาฟนั่นเอง ที่จะคัดค้านการเปลี่ยนแปลงชนิดตายกันไปข้างหนึ่ง นี่คืออัตตาในอีกแบบหนึ่งแหละ ท่านทั้งหลายเอ๋ย

     นี่เป็นการลำดับเรื่องการปกครองของคณะสงฆ์ไทย ซึ่งมีพัฒนาสาละวันเตี้ยลงมาโดยลำดับ เป็นเรื่องเก่านะท่าน รู้ไว้ได้ประโยชน์ มิใช่เรื่องจะเอามาทะเลาะเบาะแว้งกันในปัจจุบันแต่อย่างใด ส่วนต่อไปนี้ เป็นเรื่องของยศทางพระ หรือที่เรียกว่าสมณศักดิ์

     ก่อนอื่น ต้องขอเรียนท่านผู้อ่านว่า กรุณาอย่าได้เข้าใจว่า “ยศ” หรือ “สมณศักดิ์” นั้นเป็นของประจำตำแหน่ง เพราะว่าในทางพระ ไม่มียศประจำตำแหน่ง เช่นถ้าหากเป็นเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่จะมียศขั้นนั้น หรือมีชื่อเช่นนี้ก็หาตายตัวไปไม่ นับว่าเป็นความลักลั่นอย่างหนึ่ง ซึ่งยากแก่การกำหนดให้ตายตัวลงไป ยศทางพระกับยศทางทหาร หรือตำรวจจึงแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทางราชการนั้น เมื่อเอ่ยชื่อยศขั้นนั้นๆ ขึ้นมา ก็สามารถรู้ได้ทันที ว่าท่านผู้นั้นมีตำแหน่งระดับใด แต่ในทางพระสงฆ์ของเรากลับไม่มีระเบียบตายตัวเช่นนั้น จะเป็นเพราะสาเหตุอันใด ก็สุดจะเดา อ้อ มีข้อยกเว้นนะ กฎหมายคณะสงฆ์ระบุว่า พระภิกษุผู้ได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้า ให้ดำรงสมณศักดิ์ชั้นสุพรรณบัตร หรือสมเด็จพระราชาคณะ ดำรงตำแหน่ง กรรมการมหาเถรสมาคมโดยตำแหน่ง ก็เทียบเท่ากับรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลนั่นเอง ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลคณะสงฆ์ จะมีก็ต่อเมื่อมีการ “ตาย” ของสมเด็จพระราชาคณะเกิดขึ้นเท่านั้น

     ถามไว้ก่อนว่า ยศทางพระมีอะไรเป็นเครื่องหมาย ? ตอบว่า ยศทางพระใช้พัดยศเป็นเครื่องหมาย อันนี้ก็แปลกอีก คือทางราชการบ้านเมืองเช่นทหารตำรวจเขาจะมีเครื่องแบบเป็นการเฉพาะ แล้วก็มีบั้งหรือแถบแสดงยศ เช่นดาวเงินดาวทองก็สุดแต่จะกำหนดกันไป แต่ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อง่ายต่อการหมายรู้สถานะ ว่าท่านผู้นั้น เป็นข้าราชการเหล่าไหน และมียศระดับใดเป็นต้น

     ส่วนพระสงฆ์ไทยกลับไม่เป็นเช่นนั้น คือจะใช้สีจีวรที่แตกต่างกันเพื่อกำหนดรูปแบบของพระที่มียศเป็นเหล่าก็ทำไม่ได้ ครั้นจะออกเป็นสัญญลักษณ์ เช่นประดับแถบหรือดาวเงินดาวทองไว้ที่หน้าอกหรือบนไหล่ก็ดูไม่สวยอีก ท่านจึงให้เอาพัดที่ได้รับพระราชทานมานั่นแหละเป็นเครื่องแสดงยศ ดังนั้นถ้าอยากรู้ว่าเจ้าคุณรูปนั้นมียศอะไร ขั้นไหน ก็กรุณาไปดูที่พัดของท่าน แต่ว่าพัดก็คงจะดูยากอีกนั่นแหละ เพราะว่าไม่ได้มีอะไรเป็นเครื่องหมายไว้ จะรู้ได้ก็แต่เจ้าพนักงานศึกษานิเทศ หรือเจ้าหน้าที่กรมการศาสนาที่มีหน้าที่จัดพิธีงานหลวงเท่านั้น นี่แค่พูดถึงเรื่องพัด ก็ปวดหัวแล้วเรื่องยศของพระนี่

     พัดยศนั้นก็ดัดแปลงมาจากตาลปัตรหรือพัดใบตาล ซึ่งพระลังกานิยมถือติดไม้ติดมือไปไหนมาไหนด้วย ได้ความสะดวกทั้งกันแดดกันฝนและโบกลมไล่ความร้อนในสมัยไม่มีพัดลมหรือแอได้อีก มีแมลงหวี่แมลงวันก็ปัดไล่ได้ พระสงฆ์ไทยไปลังกากลับมาก็เอาวัฒนธรรมลังกามาใช้แบบว่าเห่อของนอก ไปตัดเอาใบตาลมาทำพัด แล้วก็พัฒนาให้วิจิตรพิสดารออกไปดังที่เห็นในปัจจุบัน มีกระทั่งพัดงาช้างปักดิ้นด้วยไหมทองดูงดงาม แต่ว่าหาประโยชน์มิได้ คือจะเอาไว้ใช้อเนกประสงค์แบบตาลปัตรไม่ได้แล้ว เพราะขืนเอามาพัดวีเข้าของก็จะเสีย เงินทองก็จะสูญ พัดยศจึงมีที่สถิตย์ใหม่ คือตู้ใส่พัด อันตกแต่งด้วยลวดลายไทยลายทองรดน้ำ อันสวยงามอย่างที่เห็นเช่นในปัจจุบัน

ลำดับยศของพระสงฆ์ไทยในยุคปัจจุบันนี้ มีดังนี้

๑. สมเด็จพระสังฆราช

๒. สมเด็จพระราชาคณะ (ชั้นสุพรรณบัฏ)

๓. พระราชาคณะเจ้าคณะรอง (ชั้นหิรัญญบัฏ)

๔. พระราชาคณะชั้นธรรม

๕. พระราชาคณะชั้นเทพ

๖. พระราชาคณะชั้นราช

๗. พระราชาคณะชั้นสามัญ

๘. พระราชาคณะในต่างประเทศ

๙. พระเปรียญ ๙

     ต่ำกว่านี้ไป ก็เป็นพระครูสัญญาบัตร ชั้นพิเศษ - ชั้นเอก - ชั้นโท - ชั้นตรี พระเปรียญ ๘ ลงมาถึง ป.ธ.๓ พระครูวินัยธร พระครูธรรมธร พระครูชั้นประทวน และยังมีสมณศักดิ์อีกพวกหนึ่งเรียกว่าพระฐานานุกรม ซึ่งทรงให้สิทธิ์แก่พระราชาคณะได้ตั้งเพื่อประดับยศของพระเถระรูปนั้นๆ ฐานานุกรมฝ่ายซ้าย - ขวา ของสมเด็จพระสังฆราช เป็นถึงเจ้าคุณ ถ้าของสมเด็จพระราชาคณะก็เป็นพระครูปลัด เลื่อนขั้นอีกทีก็เป็นเจ้าคุณได้เลย สมัยก่อนยังแบ่งสมณศักดิ์ออกเป็นสองฝ่าย เรียกว่าคามวาสีและอรัญญวาสี หรือฝ่ายเรียนคันถธุระ กับฝ่ายวิปัสสนา แต่ในปัจจุบันแม้ว่าจะมีอยู่ แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ชัดเจน เนื่องเพราะพระเถระในระดับสูงมักจะได้รับจารึกในสุพรรณบัฏ หรือหิรัญญบัฏด้วยว่า “คามวาสี อรัณยวาสี” เรียกว่าควบตำแหน่งเลยก็ว่าได้ อ้อ คำว่าสุพรรณบัตรนั้น ก็คือการจารึกนามพระราชาคณะรูปนั้นในแผ่นทอง ส่วนหิรัญญบัตรก็คือการจารึกในแผ่นเงิน ส่วนในระดับล่างลงมาก็คงจะจารึกในแผ่นทองแดง ตามความสำคัญ ประการหลังนี้ผู้เขียนไม่รับประกันความถูกต้องนะท่าน

     การพระราชทานสมณศักดิ์ให้พระภิกษุนี้ แต่ก่อนเป็นสิทธิ์ขาดอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต่อมาพระสงฆ์มีมากขึ้น จะให้ทรงพิจารณาโปรดเกล้าก็เห็นจะไม่ถ้วนทั่ว จึงทรงพระราชทานให้เป็นธุระของมหาเถรสมาคมได้กลั่นกรองรายชื่อเพื่อพิจารณาโปรดเกล้า ครั้นมหาเถรสมาคมได้รับพระราชทานอำนาจมาแล้วเช่นนั้นก็เอามาแบ่งเค็กกัน โดยยกให้สมเด็จเจ้าคณะใหญ่ของแต่ละคณะไปคัดเลือกกันต่อไป สมเด็จเจ้าคณะใหญ่แต่ละรูปก็จึงมีอำนาจ ในการพิจารณาสูงสุด แต่ว่ากระบวนการมันมิได้มีแต่เพียงสมเด็จเท่านั้นนะท่าน ยังมีเลขา-หน้าห้อง-บริวาร-คนใกล้ชิด หน้าบ้านหลังบ้าน ของแต่ละรูปออกไปอีก ดังนั้นกว่าสมณศักดิ์จะเปิดโผออกมาในแต่ละปี บรรดาพระนักวิ่งทั้งหลายก็ต้องกระหืดกระหอบ หอบเงินทองของเซ่นไหว้สารพัด ไปประเคนเจ้าประคุณหรือสมุนบริวารของท่านให้ท่านพึงพอใจ เข้าในตำราว่า “ถือย่าม ตามก้น นิมนต์บ่อย คอยไปหา ชาดี บุหรี่ฉุน เจ้าคุณชอบ” นั่นเอง คำว่า “เส้นสาย” จึงเป็นหลักของนักขอเจ้าคุณมาทุกยุคสมัย และเมื่อท่านผู้อ่านอ่านถึงตอนนี้ก็คงจะพอมองภาพออกว่า พระพุทธศาสนาในเมืองไทย หลายยุคหลายสมัย มีแต่การแก่งแย่งแข่งดี ตีกันอยู่แต่ภายในประเทศเท่านั้น แบบนิสัยไทย ๆ ที่ว่า เวลามีศึกนอกเราก็สามัคคีกันที ครั้นเสร็จศึกนอกก็หันมาเปิดศึกกัดกันเอง เป็นอมตะมาทุกสมัย แม้ในปัจจุบันก็ยังคงมีอยู่ และดูเหมือนว่าจะรุนแรงมากยิ่งขึ้นตามพัฒนาการของกิเลสในใจคนที่ใช้ชื่อว่า พุทธสาวก

     บทสรุปของสมณศักดิ์ในกาลอวสานนี้จึงมีว่า ว่าโดยพระราชประสงค์แต่เดิมแล้ว เป็นการพระราชทานแก่พระสงฆ์ผู้มีคุณสมบัติพิเศษ หรือได้บำเพ็ญกรณียกิจเป็นประโยชน์ต่อพระศาสนา และประเทศชาติ ซึ่งสมณศักดิ์ในชั้นต้นนี้ก็ยังคงบริสุทธิ์ แต่ต่อมาเมื่อเกิดมีค่านิยมในการเป็นเจ้าคุณกันแล้ว พระสงฆ์ต่างมิได้มุ่งมั่นทำงานเพื่อพระศาสนาเลย แต่ว่าได้มุ่งมั่นทำงานเพื่อลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เสียเป็นส่วนใหญ่ ปีไหนได้ก็กระดี้กระด้าดีใจ ถ้าปีไหนไม่ได้ ก็ร้องห่มร้องไห้ เป็นที่น่าสมเพชเวทนาในสายตาปัญญาชนยิ่ง และยิ่งเมื่อพระสงฆ์เอง ได้รับพระราชทานอำนาจ ในการกลั่นกรองรายชื่อ เพื่อพระราชทานสมณศักดิ์ด้วยแล้ว การเอาอกเอาใจ ในรูปแบบต่างๆ จึงตามมา งานเพื่อพระศาสนา เลยกลายมาเป็นงานเพื่อประจบเอาใจเจ้าประคุณ ฯ ผู้มีอำนาจแทน ด้วยประการฉะนี้

     ข้อเขียนนี้จึงชี้ให้เห็นทั้งข้อดีข้อด้อย ของสมณศักดิ์ สมณศักดิ์มิใช่สิ่งที่จะทำให้คนดีหรือเลว แต่ว่ากิเลสในใจใคร่ได้ใคร่มีอย่างไม่มีภูมิธรรมเพียงพอนั่นต่างหาก ที่ลากเอาคนเลวเข้าไปเป็นทาสแห่งกิเลสตัณหาว่าด้วยยศถาบรรดาศักดิ์นี้ไม่มีที่สิ้นสุด สมดังพระพุทธดำรัสที่ว่า “ลาภสักการะฆ่าโมฆบุรุษ” นั่นเอง

     ขอเจริญพรตอบปัญหาของคุณโยมข้างต้นไว้แต่เพียงเท่านี้ เอวํ ฯ


พระมหานรินทร์ นรินฺโท
๗ ตุลาคม ๒๕๔๓