|
เรื่องสั้นประจำฉบับ "ตาอยู่..." ตาอิน กะตานา หาปลาเอามากินกัน.. เพลงเด็กๆ พื้นบ้านไทย ที่ร้องกันจนติดปากไปทั่วบ้านทั่วเมืองนี้ คงไม่ต้องถามว่าคนไทยรู้จักกันไหม สำนวนไทยที่ว่า หญ้าปากคอก นั้น คิดว่ายังยากกว่าที่จะนำมานิยาม เพื่อถามถึงความเป็นไปเป็นมาของเรื่องๆ นี้นิทานพื้นบ้านของไทย นอกจากเรื่องศรีธนญชัยแล้ว ก็เห็นจะมีเรื่องนี้แหละที่ฮอตฮิตติดตลาดที่สุด แต่จะมีซักกี่คนที่ทราบว่า ปฐมกำเนิดแห่งเรื่องตาอยู่นี้ มีในพระไตรปิฎก แหมไม่อยากเชื่อเลยเนาะ เอางี้ เราไปเจาะเวลาหาอดีต เรื่องตาอยู่ จากพระไตรปิฎกกันดีกว่า เรื่องมาในพระธรรมบทว่า เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงโปรดสมเด็จพระเจ้าพิมพิสารมหาราช บรมกษัตริย์แห่งมคธรัฐ อภิมหาอำนาจอันดับที่ ๑ แห่งชมพูทวีป ในเวลานั้นให้ทรงมีพระราชศรัทธา เลื่อมใสในบวรพระพุทธศาสนาได้แล้ว จากนั้นกุลบุตรกุลธิดาเป็นอันมาก ต่างพากันสละเหย้าเรือน ออกบวชเป็นพระภิกษุ-ภิกษุณี สามเณร-สามเณรีในบวรพระพุทธศาสนา และส่วนหนึ่งนั้น เป็นพระประยูรญาติ ออกบวชจากศากยตระกูล แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ พระญาติขององค์สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นได้รับสิทธิพิเศษให้บวชได้โดยไม่มีข้อแม้ ในขณะที่คนอื่นๆ เช่นนักบวชลัทธิต่างๆ ต่างศาสนานั้น ต้องอยู่ปริวาสกรรมเรียกว่า อัญญติตถิยปริวาส เป็นเวลา ๖ เดือนก่อน จึงจะสามารถบวชเป็นพระได้ และด้วยสิทธิพิเศษ ดังกล่าวมานี้ ทำให้มีพระญาติ ของพระพุทธเจ้าออกบวชกัน เป็นจำนวนมาก และแน่นอน เมื่อคนออกบวช เป็นจำนวนมาก คือมากปริมาณ โดยไม่มีการคัดเลือกตรวจสอบอย่างนี้ ก็ย่อมจะมีทั้งพระญาติที่ดีและที่เสียจริงไหม ? และแล้วในวันหนึ่ง พระญาติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ก่อเรื่องให้พระพุทธองค์ทรงเวียนพระเศียรเข้าจนได้
ตัวยุ่ง ต้องกล่าวอย่างนี้ เพราะว่าพลิกดูคัมภีร์พระวินัยปิฎกที่เกี่ยวกับกฎหมายคณะสงฆ์แล้ว เห็นมีชื่อพระอุปนันทศากยบุตรองค์นี้ติดเด่นเป็นสง่า นำหน้าบรรดาพระภิกษุผู้เป็นต้นเรื่องทำผิดพระวินัยอยู่กับเขาด้วย และหนึ่งในบรรดาผลงานชิ้นโบว์ดำเหล่านั้นก็มีเรื่อง ตาอยู่ นี่แหละที่เป็นตำนานเล่าขานคู่โลกมาคู่กับประวัติ ท่านพระอุปนันทศากยบุตรอย่างเป็นอมตะด้วย พระพุทธองค์ขณะประทับอยู่ ณ พระเชตวัน กรุงสาวัตถี แคว้นโกศล
ทรงปรารภพระภิกษุผู้เป็นพระญาติรูปหนึ่ง นามว่า พระอุปนันทศากยบุตร
ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า
แปลว่า ผู้ที่เป็นครูสอนคน ควรประพฤติตนให้ดีมีคุณธรรมอันเหมาะสมเสียก่อน แล้วจึงค่อยสอนคนอื่นในภายหลัง อย่างนี้ครูนั้นจึงจะถือว่าเป็นบัณฑิตและไม่มัวหมอง ที่พระพุทธองค์ตรัสเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพราะมีสาเหตุ คือทรงได้รับเรื่องร้องทุกข์จากพระหนุ่ม ๒ รูป ที่ได้พากันร้องไห้ไปแจ้งความต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เค้าเดิมนั้น พระอุปนันทศากยบุตร ท่านเป็นพระนักเทศน์ ฝีปากเอกคือเทศน์เก่ง พูดหวาน ขานเพราะเสนาะหู แถมแหล่ได้ทุกทำนองอีกด้วย เรียกว่าได้ทั้งลูกทุ่งลูกกรุง และที่ใหม่ ๆ เช่นสตริงเป็นต้นท่านก็ทันสมัย ไปเทศน์ที่ไหนแม่ยก เอ๊ย ! ญาติโยมตามกันตรึม ท่านก็มักจะสอนเขาว่า ให้มีความมักน้อย สันโดษ ไม่โลภมาก หมั่นให้ทานเยอะๆ จะได้ไปสวรรค์นิพพานกันเร็วๆ ทายกทายิกาได้สดับดังนั้นก็ชื่นชมอนุโมทนา พากันเอาอาหารบิณฑบาต เสนาสนะคิลานปัจจัย เป็นจำนวนมากมาถวาย แม้แต่พระภิกษุจำนวนมากก็ยังหลงคารมคือชื่นชมในธรรมีกถา ได้พากันรวบรวมผ้าจีวรเนื้อดีสีสวยงาม นำไปถวายท่านพระอุปนันทะองค์เทศน์เสียสิ้น ส่วนตนเองนั้นพากันสมาทานธุดงควัตร ถือครองผ้าจีวรเศร้าหมองเพียง ๓ ผืนไปตลอดชีพ ก็นับว่าลมลิ้นของอุปนันทะนี่แรงไม่เบาเลย เมื่อเขาเอาข้าวของมาถวายเป็นจำนวนมากเช่นนั้น น่าที่อุปนันทะจักได้เอาจำหน่ายจ่ายแจกเป็นทานแก่พระสงฆ์องค์เณรทั่วไป หรือรับไว้แต่พอประมาณ สมดังคำเทศน์ของตนเอง แต่กลับหาเป็นเช่นนั้นไม่ ท่านได้อ้างว่า เพื่อฉลองศรัทธาของญาติโยม ว่าแล้วก็ยกเครื่องอัฏฐบริขารทั้งปวงใส่เกวียนบรรทุกไปเดินสายเทศน์ต่อ จนล้อเกียนชำรุดแล้วชำรุดอีก แล้ววันเข้าพรรษาหน้าหนึ่งก็มาถึง ท่านพระอุปนันทศากยบุตรได้เดินสายเทศน์ไปถึงชนบทแห่งหนึ่ง ซึ่งวันเข้าพรรษาก็จวนแจเต็มที่แล้ว ท่านได้เทศน์ให้พระเณรในวัดนั้นฟัง พระเณรเหล่านั้นก็ดีใจที่ได้พบพระธรรมกถึกเทศน์เก่ง จึงได้อ้อนวอนขอให้ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนั้น จักได้อาศัยรับฟังพระธรรมเทศนาตลอดพรรษาหน้าฝน ท่านได้ตั้งคำถามขึ้นว่า "ถ้าผมจำพรรษาอยู่ที่นี่ จะได้ผ้าจำนำพรรษากี่ผืน ?" ครั้นทราบว่าได้ผ้าจำนำพรรษาเพียงผืนเดียวอย่างนี้แล้ว ก็คิดว่า ไม่คุ้ม ได้ถอดรองเท้าไว้ที่วัดนั้นแล้วได้ไปยังอีกวัดหนึ่ง ในวัดแห่งที่สองนั้น เขาถวายผ้าจำนำพรรษาเป็นจำนวน ๒ ผืน พระอุปนันทะได้วางรองเท้าเอาไว้ ไปถึงวัดแห่งที่ ๓ ถามเขาว่าจะได้ผ้าเท่าไร ก็ทราบว่าได้สามผืน ท่านจึงวางน้ำเต้าเอาไว้ และได้ไปถึงวัดแห่งที่ ๔ ทีนี้เมื่อทราบว่าถ้าจำพรรษาที่นี่ จะได้ผ้าจำนำพรรษาเป็นจำนวนถึงสี่ผืนด้วยกันก็ดีใจ ได้กล่าวตอบว่า ตกลง ผมจะจำพรรษาที่วัดนี้ !.. ในระหว่างพรรษานั้น ท่านได้ทำหน้าที่พระธรรมกถึกอย่างดีเยี่ยม คือเทศน์สอนพระสงฆ์องค์เณรและอุบาสกอุบาสิกาด้วยธรรมีกถา จนถึงวันออกพรรษาปรากฏว่าได้รับบำเหน็จเป็นผ้าจีวรจำนวนมาก แต่แล้วท่านก็ทำเซอไพรซ์ คือส่งข่าวไปยังวัดต่างๆ ที่ผ่านมา ว่า ขอให้ส่งผ้าจำนำพรรษามาให้ เพราะว่าท่านได้วางบริขารเช่นรองเท้าเป็นต้นไว้ในวัดนั้น จึงถือได้ว่าท่านได้จำพรรษาในวัดที่ผ่านมานั้นด้วย ผ้าที่เกิดขึ้นแก่พระผู้จำพรรษาในวัดที่ผ่านมาเหล่านั้นก็ต้องเป็นของท่านตามโควต้าด้วย แล้วก็รวบรวมเอาบริขารทั้งปวงบรรทุกยานออกจากวัดไป ที่วัดแห่งหนึ่งในระหว่างทาง พรรษาที่ผ่านมามีพระภิกษุจำพรรษาอยู่ด้วยกันจำนวน ๒ รูป ในวันออกพรรษานั้น ท่านทั้งสองได้ผ้ามา ๓ ผืน เป็นผ้าสาฎกคือผ้าน้ำข้าวเสีย ๒ ผืน ส่วนอีกผืนหนึ่งเป็นผ้ากัมพลขนสัตว์ ถ้าเป็นปัจจุบันก็คือผ้าไหมสวิสแบบเจ้าอาวาสวัดดัง ๆ ชอบใส่ขับผิว ขึ้นธรรมาสน์เติมแต่งใบหน้า ให้ดูเท่ห์ด้วยแว่นกันแดด ราคาแพงระยับนั่นแหละ ผ้านั้นมี ๓ ผืน และพระก็มี ๒ รูป ดูไปก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ทำแบบทั่ว ๆ ไป คือแบ่งกันคนละผืน ส่วนที่เหลืออีกผืนหนึ่งก็ถวายพระประธานก็ถือว่าจบ แต่ว่าเรื่องมันไม่จบอย่างนั้น เพราะว่าในบรรดาผ้าทั้งสามผืนนั้น มีผ้าอยู่ผืนหนึ่งเป็นผ้าเนื้อดีราคาแพง ส่วนอีกสองผืนนั้นเป็นผ้าเนื้อหยาบๆ ทีนี้การจะเสียสละผ้ากัมพลขนสัตว์ให้เป็นสมบัติของคนอื่นนั้น ตามปกติวิสัยของคนที่ยังมีกิเลสเขาไม่ทำกัน ดังนั้นเกมการต่อรองระหว่างพระหนุ่มสองรูปจึงได้เริ่มขึ้น องค์หนึ่งเริ่มขึ้นก่อนว่า ผมไม่ชอบใช้ผ้าเยอะ เอาอย่างนี้ผ้าสาฎกสองผืนนี้ผมยกให้ท่าน ผมจะครองเฉพาะผ้ากัมพลนี้ เพียงผืนเดียวก็พอแล้ว แบบว่าอยากจะถือสันโดษน่ะ จึงยอมยกให้ แบบว่าเบิ้ลไปเลย.. ส่วนอีกองค์ได้ฟังดังนั้นก็รู้แกวจึงแซวเสียงขึ้นว่า แหมท่านก้อ ผมก็คิดอยู่แล้วเชียวว่าท่านต้องพูดเช่นนี้ เอางี้ ผมน่ะไม่เคยเคร่ง เห็นท่านเคร่งครองผ้าผืนเดียวมานานแล้ว อยากจะปฏิบัติตามปฏิปทาของท่านบ้าง ผมขอสละผ้าสองผืนนี้ ให้ท่านก็แล้วกัน ส่วนผ้ากัมพลนั้น ผมจะขอเคร่งครองตามแบบอย่างท่าน ถ้าผมได้คุณวิเศษ ก็จะไม่ลืมพระคุณเลย นี่ยกให้แบบว่าเกทับน่ะ.. "ได้ไงท่าน ของมันราคาแพงนะ จะยกให้กันง่ายๆ อย่างนั้นหรือ" "อ้าวไหนว่าท่านมักน้อยสันโดษไง แล้วทำไมถึงได้โลภมากเช่นนี้เล่า" "อ้าวไหงพูดกล่าวหาผมอย่างนั้นเล่า ผมน่ะหวังดีต่อท่านนา อยากให้ ท่านได้ผ้าไว้ใช้เยอะๆ จึงได้ยอมยกให้ทั้งสองผืนเลย" "แหม ขอบคุณเหลือเกินครับ แต่ว่าถ้าจะกรุณาละก็ ขอผ้ากัมพลผืนนี้ให้ผมก็แล้วกัน จะถือว่าท่านเมตตากรุณาผมเป็นที่สุด" "ไม่ได้ ผ้ากัมพลผืนนี้ต้องเป็นของผม" "อ้าวท่าน ไหงพูดมั่วซั่วอย่างนั้นเล่า มันเป็นของสงฆ์นะ เป็นของกลาง แล้วสงฆ์ก็มีเพียงเราสองคนนี้ด้วย ต้องแบ่งให้เท่าเทียมกันสิจึงจะถือว่ายุติธรรม" "ผมน่ะ แก่พรรษากว่าท่าน ผมจึงควรได้ผ้ากัมพลผืนนี้" "นั่นยิ่งผิดใหญ่แล้ว ท่านแก่พรรษากว่าผม ถือว่าเป็นพระเถระ ต้องสละผ้ากัมพลให้พระหนุ่มๆ อย่างผมครองสิจึงจะถูก เพราะมันถูกโฉลกกับคนหนุ่ม อย่างท่านนี้ถึงสึกไปก็คงไม่มีใครสนแล้ว เอาให้ผมใส่ เอ๊ย ! ครองดีกว่านะ" "ไม่ได้ ทำอย่างนั้นก็เสียเปรียบ เอ๊ย ! เสียหายสิท่าน ของดีนานทีมีหน จะปล่อยให้หลุดมือไปได้ไง" "เหมือนกันแหละ ผมก็ใฝ่ฝันจะได้มันมานานแล้ว" จากนั้นเกมการต่อรอง ทั้งแจกทั้งแถมของพระทั้งสองรูปนั้นก็เป็นไปอย่างดุเด็ดเผ็ดมันยิ่ง แต่จะมีแถมอย่างอื่นด้วยหรือไม่ อันนี้ปี้ส่าง เอ๊ย ! ผู้เขียนไม่ทราบ ทราบแต่ว่าพระธรรมบทบันทึกว่า พระหนุ่มทั้งสองรูปนั้นนั่งวิวาทเรื่องผ้ากันอยู่ที่ริมทาง จนกระทั่งเกวียนบรรทุกสรรพสินค้าของพระอุปนันทศากยบุตรได้ขับผ่านมาพอดี คนเราน่ะท่าน ทำมาหากินลำบากลำบนมาด้วยกัน แต่ว่าพอถึงเวลาจะกินแล้วกลับกลายเป็นเห็นแก่ตัว คือคิดจะเสวยสุขคนเดียว พยายามกีดกันอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นหุ้นส่วนออกไปจากการรับผลนั้นด้วย แต่เมื่อกีดกันไม่สำเร็จหรือตกลงกันไม่ได้ดังเช่นพระภิกษุหนุ่มสองรูปนี้แล้ว ด้วยความอวดฉลาดและไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน ทั้งคู่จึงได้หันหน้าออกนอกวงไปเชิญบุคคลที่สามเข้ามาร่วมในการแบ่งสมบัติด้วย เรียกว่า ชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน คือไว้วางใจคนอื่นมากกว่าคนที่เคยอยู่กินด้วยกัน ถ้าเป็นสมัยนี้บุคคลที่สามที่ว่านี้ก็มีนามว่า Attorney หรือทนายความนั่นเอง พระหนุ่มสองรูปนี้ก็เช่นเดียวกันคือชอบค้าความ เมื่อการค้าระหว่างสองคนไม่เป็นการยุติธรรมคือตกลงกันไม่ได้ ก็เลยหาคู่ค้าเพิ่ม พอดีท่านพระอุปนันทศากยบุตรได้ขับเกวียนบรรทุกสังฆภัณฑ์ผ่านมาทางนั้นพอดี พระหนุ่มทั้งสองเห็นมีพระมาอีกรูปหนึ่งก็ดีใจ คิดว่าคงได้คนกลาง มาทำหน้าที่ตัดสินให้ผ้ากัมพลเป็นของตนเข้าแล้ว จึงได้รีบเข้าขวางทางเกวียนพระอุปนันทะไว้ แล้วก็แข่งกันเล่าความเป็นไปเป็นมาทุกอย่างให้ท่านฟัง ข้างฝ่ายพระอุปนันทะศากยะนั้นเล่า ทีแรกก็ตกใจนึกว่าคงมีใครจะมาขอแบ่งสมบัติในเกวียนซะแล้ว แต่ครั้นได้ทราบเรื่อง และได้เห็นผ้าที่พระหนุ่มสองรูปนั้นนำมาให้ดูแล้วก็ตาลุกวาวเกิดความโลภขึ้นในใจ แต่ด้วยลวดลายเสี้ยน เอ๊ย ! เซียนเก่า จึงแสร้งทำเป็นเฉยเหมือนฤาษีกินเหี้ย ค่อยๆ กลืนน้ำลายลงคออย่างช้าๆ เหมือนงูเหลือมกินวัวนั่นแหละ อ้อมแอ้มบ่ายเบี่ยงว่า เผอิญผมมีธุระด่วนต้องรีบไป คงไม่มีเวลามาพิจารณาความของท่านทั้งสองนี่หรอก แม้ว่าผมจะเป็นพระเถระผู้ใหญ่ มีศักดิ์เป็นพระญาติของพระพุทธเจ้า เคยผ่านการตัดสินให้รางวัลนางงาม เอ๊ย ! ตัดสินคดีความมาเยอะแล้วก็ตาม แต่นี่มันฉุกละหุกเกินไป เกรงว่าจะไม่ทัน... ท่านทั้งสองใยไม่แบ่งกันเอาเองเล่า.. ว่าแล้วก็รีบเอาลิ้นตวัดน้ำลายที่หกตกลงตรงริมฝีปาก ยกไม้ยกมือ ทำท่าว่าจะขับเกวียนต่อไปอีก พระหนุ่มสองรูปนั้น เห็นพระอุปนันทะทำท่าจะจากไปเช่นนั้นก็ตกใจ รีบเข้าขวางหน้ารถ ขอร้องอ้อนวอนเสียยกใหญ่ว่า ได้โปรดเถิดขอรับใต้เท้า มีท่านเท่านั้นที่เหมาะสมที่สุด ที่จะให้ความยุติธรรม แก่กระผมทั้งสองในเวลานี้ได้ พระอุปนันทะได้ยินดังนั้น ก็อมยิ้มอยู่ที่ริมฝีปากคิดในใจว่า หวาน แต่ก็ยังอิดเอื้อนต่อไปว่า ถ้าหากว่าท่านทั้งสองจะยอมรับในคำตัดสินแล้ว ผมก็คงจะพอช่วยได้ แต่ว่าถ้าไม่ยอมรับแล้ว ก็คงไม่มีประโยชน์ แน่ะ ! ดูสำนวน ๑๘ มงกุฏสิท่านทั้งหลาย พระสองรูปนั้น ต่างคนต่างก็สิ้นความไว้วางใจในกันและกันแล้ว เรื่องจะให้หันหน้าเข้าหากันเพื่อแบ่งผ้าอย่างเพื่อนนั้นเลิกหวังได้ เพราะต่างมองเห็นกันเป็นศัตรูคู่แข่งไปเสียแล้ว ดังนั้นคนอื่นถึงจะไม่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาก่อนเลย ก็กลับถูกมองว่าดีกว่าคนที่อยู่ข้างๆ ตนเอง จึงได้รีบตกปากรับคำพระอุปนันทะศากยบุตรว่า กระผมทั้งสอง จะยอมรับในคำตัดสินของท่านอย่างไม่มีข้อแม้ ขอใต้เท้าได้โปรด.. จึงเป็นอันว่าพระหนุ่มทั้งสองรูปนั้น ยินยอมพร้อมใจกันในเรื่องคนกลางนี้อย่างเป็นเอกฉันท์ ครั้นได้คำมั่นสัญญาอย่างมั่นเหมาะเช่นนี้แล้ว อุปนันทะศากยะบุตรจึงได้ขึ้นบัลลังก์ผู้พิพากษา นำเอาผ้าสาฎกสองผืนนี้แจกให้แก่พระหนุ่มสองรูปนั้นคนละผืน ส่วนตนเองนั้นกล่าวว่า สำหรับผ้ากัมพลผืนนี้ ควรเป็นของผมซึ่งเป็นทนาย เอ๊ย ! เป็นพระธรรมกถึกผู้ทรงธรรม.. ว่าแล้วก็ฉวยเอาผ้ากัมพลขนสัตว์อันมีราคาแพงระยับนั้นขับเกวียนหลีกไป ทิ้งให้สองหนุ่มยืนมองตากันอยู่เบื้องหลัง พระหนุ่มสองรูปนั้นจึงได้ร้อนใจพากันไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อขอความเป็นธรรม กราบบังคมทูลเรื่องพระอุปนันทะศากยะให้ทรงทราบ และเป็นที่มาแห่งพระพุทธภาษิตข้างต้น พระพุทธองค์ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่บัดนี้เท่านั้นที่อุปนันทะได้กระทำเช่นนี้ แม้ในกาลก่อน อุปนันทะก็ได้ทำกับเธอทั้งสองมาแล้ว เช่นเดียวกัน ทรงนำอดีตนิทานมาเล่าว่า อดีตกาลนานมาแล้ว มีนากอยู่สองตัวเป็นเพื่อนกัน ตัวหนึ่งหากินอยู่ริมฝั่ง อีกตัวหนึ่งหากินในน้ำลึก วันหนึ่งนากสองตัวนั้นได้ช่วยกันจับปลาตะเพียนแดงตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ครั้นขึ้นมาถึงฝั่งแล้ว ก็ได้เกิดถกเถียงกันว่า ผมจะเอาหัว ท่านจงเอาหาง ท่านจงเอาหาง ผมจะเอาหัว เถียงไปเถียงมาก็ยังตกลงกันไม่ได้ เผอิญมีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งเดินผ่านมาทางนั้น ได้ยินเสียงถกเถียงของนากสองตัวนั้นจึงทำทีเข้าไปดู นากสองตัวนั้นเห็นคนกลางมาเช่นนั้นก็ดีใจ ได้อ้อนวอนให้สุนัขจิ้งจอกช่วยแบ่งปลาตะเพียนตัวนั้นให้ด้วย แต่สุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ก็ออกลายจนนากสองตัวนั้นตกปากรับคำจะยอมรับในคำตัดสินอย่างไม่มีข้อแม้ แล้วการพิพากษาของศาลสถิตย์ยุติธรรมโดยท่านสุนัขจิ้งจอกก็เริ่มขึ้น แกได้ทำการตัดแบ่งปลาตะเพียนตัวใหญ่นั้นออกเป็น ๓ ส่วน คือ ส่วนหัว ส่วนหาง และส่วนกลาง ครั้นตัดแบ่งเสร็จแล้วก็ได้ตัดสินว่า ฟังนะ ! ในบรรดาท่านสองคนนี้ ท่านใดหากินอยู่ริมฝั่ง ท่านนั้นจงเอาหางไป ส่วนท่านที่หากินในน้ำลึกได้ส่วนหัว ส่วนตัวปลาตรงกลางนี้ก็เป็นค่าทนาย เอ๊ย ! เป็นของผม ซึ่งเป็นผู้พิพากษาผู้ทรงไว้ ซึ่งความบริสุทธิ์ยุติธรรมตลอดกาล ! เป็นดังนี้แหละ ภิกษุทั้งหลาย ว่าแล้วเจ้าสุนัขจิ้งจอกก็เอาปากคาบปลาท่อนกลางเดินจากไป ทิ้งให้นากสองตัวนั้นยืนมองตากัน เหมือนที่พระอุปนันทศากยบุตรทำกับเธอทั้งสองในกาลบัดนี้แล.. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกับพระภิกษุหนุ่มสองรูปนั้น นี่แหละ ท่านทั้งหลาย ตำนาน ตาอยู่ ที่อยู่ในวรรณคดีไทยมานานนับพันปี ในปัจจุบันนี้เราก็จะเห็นว่า มีคดีอย่างนี้อยู่ทั่วไป เป็นที่น่าแปลกใจว่า คนเรานั้นไปเชื่อมั่นในตัวทนาย มากกว่าที่จะเชื่อในคนที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกัน ผัวเมียเคยรักกันมาแทบตาย แรกรักกันใหม่ๆ นั้นสัญญิงสัญญากันหวานแหว๋วว่า มีแต่ฉันกับเธอเท่านั้น Forever.. หรือแบบที่ อัปราฮัม ลินคอร์นกล่าวไว้ว่า Love is iternal นั่นแหละ คือถือว่าเป็นเรื่องของหัวใจใครอย่ามายุ่ง ขนาดพ่อแม่ยังแตะไม่ได้ แต่พอน้ำผึ้งเกิดขมขึ้นมา เวลาจะหย่าร้างกลับไม่ยอมคุยกันดีๆ โน่นวิ่งไปหาทนายให้เสียเงินเสียทอง หรือเพื่อนฝูงกัน เคยกินเที่ยวเล่นคบหากันมานาน พอเกิดทะเลาะเบาะแว้งกัน เข้าก็วิ่งเข้าหาทนายให้เสียเงินเสียทองอีก ซึ่งการใช้ทนายมาเป็นตัวกลางนั้นทุกคนก็ทราบดี ว่าต้องสิ้นเปลืองเงินทองมหาศาล จนมีคำสำนวนไทยว่า กินขี้ ดีกว่าค้าความ ซึ่งหมายถึงว่า ทะเลาะกันเองถึงจะฉิบหายอย่างไร ก็ยังพอมีอะไรเหลือไว้ให้ได้กินมั่ง อย่างน้อยที่สุดยังเหลือขี้ แต่ว่าถ้าให้ทนายไปกินแล้ว ย่อมมีแต่เสียจนเหลือศูนย์ สุดท้ายแม้แต่ขี้ก็จะไม่ได้กิน และมันยังคงเป็นสุภาษิต ที่เป็นอมตะมาทุกยุคสมัย ซึ่งผู้เขียนไม่อยากจะอธิบายให้มากความ ก็หวังว่าสิ่งที่นำมาเสนอนี้คงจะมีประโยชน์สำหรับท่านผู้กำลังคิดหา คนกลาง/ทนายหรือตาอยู่ มาดูแลเรื่องของตัวเอง กับหุ้นส่วนที่กำลังบาดหมางกันอยู่ ถ้ายังเห็นว่า จะขอค้าความไม่ยอมกินขี้ อย่างนี้ผู้เขียนจะว่ากระไรได้ เพราะสิทธิ์ของใครก็ของมัน แม้สิทธิ์ที่ว่านั้นคือความโง่ก็ตาม ก็ต้องปล่อยให้โง่จนฉิบหายไปข้างหนึ่งล่ะท่าน จริงไหม ? พระมหานรินทร์ นรินโท |